ความรู้สึก (ส่วนตัว) กับ Macrobiotics ค่ะ

ตุลาคม 19, 2008 at 7:26 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 6 Comments
Tags: , , , , , , , ,

ขอสารภาพบาปก่อนเลยนะคะว่า  ในช่วงเวลา 5 วันที่เรียน Macrobiotics ซึ่งอาจารย์ได้ย้ำว่า  อยากให้พวกเราทุกคนปฏิบัติให้ได้ในช่วง 5 วันนี้  คือ  ไม่ทานอาหารนอกเหนือจากที่ทางอาจารย์ได้จัดเตรียมไว้  แต่หนิงกิเลสหนามากค่ะ  เลยไม่สามารถที่จะอดทนกับรสชาดอาหารได้ทั้ง 15 มื้อ (ยังไม่รวมอาหารว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ)  ดังนั้น  บางมื้อหนิงอาจจะยังหนีออกไปทานอาหารข้างนอกบ้าง  ไม่งั้นก็จะมีบุรุษท่านนึงหิ้วปิ่นโตมาให้ค่ะ

วันแรกที่ได้พบกับอาจารย์ทำให้หนิงต้องมานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร macrobiotics ก่อนเวลา (ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลย) แต่ก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้หน่อยนึงค่ะ  เพราะว่ามื้อนั้นมีปลานิ่งกะขิงด้วย  และก็ยังมีผักอร่อย ๆ กรอบและหวาน  อาจจะเป็นเพราะเป็นพืชผักอินทรีย์ด้วยทำให้เราทานแบบสบายใจ  รู้สึกถึงความหวานกรอบของผักมาก ๆ ค่ะ

มื้อแรกหนิงได้รับคำแนะนะเกี่ยวกับการทานอาหาร macrobiotics จะต้องทานเป็นลำดับดังนี้ค่ะ

  1. ต้องทานซุบที่เตรียมไว้ก่อนทุกมื้ออาหารค่ะ  ในทุก ๆ มื้อจะต้องมีซุบผัก  ซึ่งรสชาดในช่วงเช้าและกลางวันอาจจะมีมากกว่าในช่วงที่ทานมื้อเย็น  เพราะมื้อเย็นต้องทานให้จืดที่สุดเท่าที่จะทานได้  เพราะเรากำลังจะนอนกันแล้ว  ร่างกายจะได้ไม่ต้องรับภาระหนัก  และจะได้หลับอย่างสบายค่ะ  อาจารย์บอกว่างั้น  และที่ต้องทานซุบผักก่อนก็คล้าย ๆ กับเป็นการเรียกน้ำย่อยอะไรประมาณนั้นค่ะ
  2. สิ่งที่ทานต่อเป็นอันดับที่สองก็คือ  ข้าวกล้องโรยงา  ซึ่งจะต้องเคี้ยวต่อคำให้ได้ 50 ครั้งขึ้นไป  หรือไม่งั้นก็เคี้ยวจนรู้สึกว่าข้าวเป็นน้ำอ่ะค่ะ  จึงจะกลืนข้าวได้  กรรมวิธีในการหุงข้าวก็เป็นรูปแบบของ macrobiotics เช่นกันค่ะ  คือ  จะหุงด้วยหม้อความดัน  ถ้าเป็นข้าวกล้องสังข์หยดของพัทลุง  เราจะใช้อัตราส่วนข้าวกับน้ำ 1:2 ค่ะ  แล้วใส่เกลือทะเลป่นหนึ่งหยิบมือค่ะ  ซึ่งช่วงแรกเราจะใช้ไฟปานกลาง  เมื่อหม้อความดันเริ่มร้อง  เราจะต้องหรี่ไฟลงให้น้อยที่สุด  แล้วตั้งไฟต่ออีกครึ่งชั่วโมงค่ะ  ส่วนการทำงาที่ใช้โรยก็คือ  ต้องเอางาขาวเท่านั้นนะคะ  มาล้างให้สะอาดเพื่อเอาผงฝุ่นออก  หลังจากนั้นมาคั่วในกะทะวนตามเข็มนาฬิกาจนกระทั่งถั่วเริ่มเหลือง  แล้วจึงมาป่นด้วยครกค่ะ  อ้อ! ลืมบอกไปว่าต้องใส่เกลือด้วยค่ะ
  3. ทานผัดผัก  ซึ่งเป็นผัดผักที่เราไม่คุ้นเคยกันเลย  เพราะว่าจืดแทบไม่มีความหวานเลย  เหตุผลเหรอค่ะ  ก็เพราะไม่มีน้ำตาลเลยล่ะซิ  มิหนำซ้ำหนิงจะเล่าให้ฟังว่าเขาทำผัดผักกันยังไง  ขั้นแรกลวกผักให้สุก  เอามาแผ่ในถาดเพื่อให้ความร้อนออก  หลังจากนั้นราดด้วยน้ำมันงาเล็กน้อย  หยดซีอิ้วนิดหน่อย  แล้วโรยด้วยงาค่ะ  แล้วก็คลุก ๆ ๆ ให้เข้ากัน  เสร็จแล้วค่ะผัดผัก macrobiotics อิอิ
  4. มื้อนี้มีปลานึ่งขิง  หนิงไม่ได้ใส่ใจมากในวันนั้นว่าขั้นตอนการทำเป็นยังไง (ก็เพิ่งเจอวันแรกนี่ค่ะ) อาจจะบอกได้ไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่นะคะ (ขอออกตัวก่อนค่ะ)  ขั้นแรกการเลือกปลาจะต้องเป็นปลาเนื้อขาวเท่านั้น (เพราะปลาเนื้อขาวกินพืช  ปลาเนื้อแดงกินสัตว์ค่ะ) และจะต้องเลือกขนาดประมาณเท่าฝ่ามือเท่านั้น  คนนึงทานได้แค่ตัวเดียว  วันนั้นก็ได้ปลาเก๋าตัวละประมาณ 2 ขีดค่ะ  แล้วก็มาซอยขิง  เอาไปนิ่ง  รู้สึกว่าจะมีการใช้มิโซะ (กะปิญี่ปุ่นด้วยนะ)  ที่เหลือไม่เห็นแล้วค่ะ  คงต้องใช้ประสบการณ์ในการปรุงของแต่ละคนเพิ่มนะคะ  ตามเครื่องปรุงที่มีค่ะ  รู้สึกว่าวันนั้นหนิงจะทานเกิน 1 ตัวค่ะ  เพราะเสียดายค่ะ
  5. ผักสด  บางวันก็จะอยู่ในรูปของสลัดผักค่ะ
  6. ตบท้ายด้วยถั่วต้มค่ะ  ทุกมื้อจะต้องมีนะคะ  แล้วแต่ว่าจะเลือกถั่วชนิดไหนค่ะ  เช่น  ถั่วแดงเล็ก  ถั่วแดงใหญ่  ถั่วชิกบีน  ฯ  บางครั้งก็จะเพิ่มแครอทหรือข้าวโพดลงไปด้วย  สำหรับการปรุงก็จะมีการใช้มิโสะด้วย  แต่จะต้องใส่ตอนที่ถั่วเย็นแล้วค่ะ  หนิงได้เรียนการต้มถั่วชิกบีนใช้เวลาตั้ง 3-4 ชั่วโมงแหนะ  (หุหุ  นานมั๊ก ม๊าก ขอบอก  รอจนเกือบแก่ไป)

การปรุงอาหารทั้งหมด  อาจารย์จะต้องดูภาชนะที่ใช้ด้วยนะคะ  เพราะจะต้องใช้ภาชนะสแตนเลส  หรือเป็นหม้อดิน  ส่วนทัพพีก็ต้องเป็นสแตนเลสหรือไม้ค่ะ  เวลาปรุงก็ต้องใส่ความรัก  ความสุข  และรอยยิ้มด้วยนะคะ  พืชผักต่าง ๆ ก็ต้องเป็นผักอินทรีย์  หากเป็นสัตว์ก็ต้องเลือกเช่นกันค่ะ  เพราะวันสุดท้ายของการเรียนอาหารก็เอาหาหมูที่เลี้ยงด้วยหยวกกล้วย  หรืออาหารที่ไม่ใช่อาหารเม็ดค่ะ

เป็นไงค่ะ  พอได้ทราบเรื่องขั้นตอน  เรื่องของอุปกรณ์ที่จะต้องใช้  รวมไปถึงการคัดเลือกวัตถุดิบ  และยังมีวิถีการทานอีก  ซึ่งอาจารย์บอกว่าการทานอาหารในแนวนี้ทำให้เราได้รับรู้รสชาดของอาหารแต่ละชนิดจริง ๆ เช่นการทานข้าวอย่างเดียวเราก็ได้รับรสชาดของข้าว  หรือช่วงของการทานปลาเราก็จะได้รับรสชาดของปลาจริง ๆ และจะทำให้อร่อยกว่า  ด้วยความเคยชินที่เราปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงปัจจุบันสำหรับมื้อแรกยอมรับว่ายากมาก ๆ ค่ะ  แต่ก็พยายามทำนะคะ  ถามว่าทรมานไห๊มก็รู้สึกบ้างค่ะ  เพราะเดิมเราก็ชอบอาหารสุขภาพอยู่แล้ว  แต่ที่ทำให้รู้สึกว่าทานอยากก็คือรสชาดที่มีการแต่งเติมน้อย  และการเคี้ยวที่ต้องใช้เวลานาน  ทำให้เราต้องฝืนตัวเองเล็กน้อย  ในแต่ละมื้อเลยไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ (ก็บอกแล้วไงค่ะว่ากิเลสเยอะ)  แต่เพื่อน ๆ หลายคนก็ทำได้ดีนะคะ  วันหลัง ๆ ก็เริ่มมีความสุขกับการทานอาหาร macrobiotics กันมากขึ้น

สำหรับหนิงเองรู้สึกว่ามันเป็นแนวทางที่ตึงเกินไปสำหรับเรา (อาจจะเป็นเพราะเราเองยังไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ  เลยยังไม่เห็นความสำคัญของอาหาร macrobiotics มากนัก  เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” กระมั่ง อิอิ)  แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ  ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน  มะเร็ง  โรคความดัน  หรืออีกหลาย ๆ โรค  ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ตาม  หนิงยังเชื่อว่าท่านจะต้องดีขึ้นหรืออาจจะหายได้อย่างแน่นอนค่ะ  สำหรับหนิงนั้นอาจจะต้องนำมาประยุกต์บ้าง  เลือกเป็นอย่าง ๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตปัจจุบันให้ได้ก่อน  แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่า  เพราะในวันสุดท้ายของการเรียนหนิงก็ได้ถามอาจารย์บอกกับอาจารย์ไปแล้วว่าเราคงไม่สามารถหักดิบตัวเองและคนรอบข้างได้  อาจจะต้องค่อย ๆ ทำ  อาจารย์ก็เห็นด้วย  และก็แนะนำเพิ่มเติมมาบ้างค่ะ  เช่น

  • เราอาจจะยังใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าอยู่  แต่เปลี่ยนมาหุงข้าวกล้องแทน  และเลือกชนิดข้าวกล้องให้มากขึ้น  พร้อมกับเติมเกลือตามที่อาจารย์บอกค่ะ  รวมไปถึงการเปลี่ยนชนิดข้าวบ้าง
  • เครื่องปรุงก็เลือกใช้ชนิดที่ไม่มีสารเคมีเจือปน  เช่น  ไม่มีสารแต่งสี  สารแต่งกลิ่น  สารกันปูด  รวมไปถึงผงชูรสด้วยค่ะ
  • พืชผักเลือกชนิดที่เป็นผักอินทรีย์  หรือผักข้างบ้านให้มากขึ้น
  • น้ำมันก็เปลี่ยนซะ  อาจจะเป็นน้ำมันมะกอก  หรือน้ำมันงาแทน
  • เกลือก็สามารถเป็นเป็นเกลือทะเลได้  ขั้นตอนก็ทำไม่ยากนะคะ  ถ้าได้เกลือทะเลมาแล้วก็ล้างน้ำให้สะอาด  อย่าแช่นะคะ  เพราะมันละลายน้ำได้  คัดเลือกสิ่งสกปรกออก  หลังจากนั้นเอาไปคั่วในกะทะให้สุก  แล้วก็นำมาโขลกเก็บไว้ค่ะ (อย่าลืมใส่ขวดแก้วนะคะ)

แค่เราเริ่มต้นจากเรื่องที่เราพอทำได้ก่อน  หลังจากนั้นค่อย ๆ ปรับส่วนอื่น คือ วิธีการปรุงให้ใส่รายละเอียดมากขึ้น  มันก็อาจจะไม่ยากเกินไปจริงไห๊มค่ะ  อิอิ

ที่หนิงบอกว่ามันตึงเกินไปไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะคะ  จริง ๆ แล้วหนิงมองว่า macrobiotics เป็นวิถีที่ดีวิถีหนึ่ง  จะว่าเป็นวิถีที่เรียบง่ายก็ได้นะคะ  ไม่ได้ยึดกับสิ่งปรุงแต่งมากมาย  ต้องใช้ความปราณีต  เวลา  ความมีสติ  และความรักจริง ๆ ค่ะ  เพราะหากเราไม่รักตัวเอง  ไม่รักกับผู้ที่เราปรุงอาหารให้คงจะทำออกมาได้ยากเหมือนกันนะคะ  เพราะใช้เวลาค่อนข้างมาก  และละเอียดละออกับทุก ๆ อย่างที่ทำจริง ๆ ค่ะ  สำหรับ 5 วันที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณทั้งอาจารย์และเหล่าบรรดาแม่ครัว  พ่อครัวทุกคนด้วยนะคะ  ที่ปันความรักเหล่านั้นมาให้หนิงด้วย  ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ  (ไม่ได้เวอร์นะคะ  แต่มันมาจากใจจริง ๆ)  สำหรับหนิงคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเองอีกสักระยะ  อิอิ

6 ความเห็น »

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI

  1. น่าสนใจจริงๆในเชิงของหลักการครับ
    ..
    เพียงแต่
    คนกิเลสหนาอย่างผม
    อย่างเก่งก็คงทำได้แค่เลียบๆเคียงๆ

    อาหารที่ทานทุกวันนี้
    ส่วนใหญก็ใช้วิธีซื้อหาเอาจากร้านที่วางใจได้
    ถ้าเป็นอาหารปรุงสด ก็จะขอแบบไม่ใส่ผงชูรส
    ถ้าปรุงเองมักจะหนักมือกับสมุนไพรพวกขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูด
    โหระพาผักชีหัวหอมและพริกขี้หนูสวน
    ( กับแกล้มน่ะซี..แฮ่ม)

    สนใจจะมานั่งล้อมวง
    รับประทานปลาเผา น้ำจิ้มรสเด็ดโฮมเมด
    หรือ หอยหวานต้มตะไคร้
    ที่ม้าหิน ใต้ต้นมะม่วงแถวจอมทองมั่งมั๊ยล่ะครับ

  2. wow! ว่าแต่จะทำเมนูนี้เมื่อไหร่เหรอค่ะ จะได้ไปบุกถึงจอมทองเลย ใกล้ ๆ ด้วย แน่จริงนัดมาเลยค่ะ อิอิ

  3. ผมก็ไม่เชื่อในเบื้องต้น และเมื่อปฏิบัติ สุขภาพดีขึ้นทันตาเห็นใน 1 เดือน
    ตอนนี้ปฏิบัติมา 4 เดือน นำหนักลด 10 กิโล เอวลด 5 นิ้ว สุขภาพกาย สุขภาพจิต ดีขึ้นเป็นลำดับ และไม่ได้เคร่งครัดมาก บางมื้อบางคราวก๊กินกับเพื่อนปกติ

  4. i think spicy food is also important. balancing the body.

  5. “balancing the body”
    i meant “internally balancing of elements”.

  6. หนิงอาจจะยังไม่ลึกซื้งเรื่องของหยิน-หยาง เพียงพอที่จะอธิบายคุณ lek ค่ะ แต่มันก็เกี่ยวข้องกับธาตุทั้ง 5 ของญี่ปุ่นนั่นแหละค่ะ (เพราะธาตุของไทยมีแค่ 4 ธาตุค่ะ) แต่เท่าที่ฟังจากอาจารย์บรรยายวันนั้นมันก็เป็นเหตุเป็นผลเรื่องธาตุดีนะคะ แค่เอาหยิง-หยางมาดูที่ละตัว ๆ มาความเกี่ยวข้องของมัน หรือว่าหนิงเข้าใจแบบเบลอ ๆ ก็ไม่รุ อิอิ


ใส่ความเห็น

XHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.