ผู้หญิงกับการฝึกโยคะ
มกราคม 26, 2009 ที่ 10:49 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 3 ความเห็นป้ายกำกับ: การฝึกโยคะ, ประจำเดือน, ผู้หญิงกับโยคะ, ฮอร์โมน, เสปิร์ม, ไข่ตก, Ken
ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าครู Ken ซึ่งเป็นผู้ชาย แต่สามารถเข้าใจและอธิบายเรื่องการฝึกโยคะของผู้หญิงได้เป็นอย่างดี
Ken ได้บอกกับพวกเราใน Class ว่า ไม่ต้องไปกังวลกับการฝึกมากว่าทำไมวันนี้ฝึกได้ไม่ดี เพราะว่าจริง ๆ แล้ว สำหรับผู้หญิงนั้น จะฝึกได้ดีเพียงแค่อาทิตย์เดียวในหนึ่งเดือนเท่านั้นเอง
เหตุก็เพราะว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องรับภาระในการตั้งท้อง ดังนั้นร่างกายจะต้องมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของฮอร์โมนระหว่างเดือนนั้น ๆ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์นั่นเอง Ken ได้อธิบายว่า เวลาที่พวกเราฝึกโยคะได้ดีนั้น จะเป็นช่วงที่หลังประจำเดือนหมดแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นร่างกายจะต้องเตรียมตัวสำหรับการตกไข่หนึ่งอาทิตย์ และอาทิตย์ถัดมาร่างกายก็จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับเสปิร์มที่จะเข้าไปผสมกับไข่ที่รอรับการผสมอยู่ และอาทิตย์ถัดมาหากไข่ไม่ได้รับการผสมก็จะสลายออกมาเป็นประจำเดือนนั่นเอง ไม่ทราบว่าเคลียร์อ่ะป่าว ถ้างง ๆ ค่อยถามมาใหม่นะคะ
และสำหรับช่วงนั้นของเดือน Ken แนะนำว่า ไม่ควรฝึกเลยจนกว่าประจำเดือนจะหมด เพราะว่าการฝึกโยคะ โดยเฉพาะ Ashtanga Y0ga นั้น มีการใช้พันธะ (ไว้ขออธิบายสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะดีกว่า ไม่งั้นอาจจะสับสน) ซึ่งจะมีการ Lock ส่วนล่างไว้ อาจจะมีผลกับการไหลของประจำเดือนได้ จริง ๆ แล้ว Ken บอกว่าไม่ควรตั้งแต่ก่อนประจำเดือนมาด้วยซ้ำไปค่ะ แต่อาจารย์บางท่านเคยบอกว่า ฝึกก็ได้ แต่ให้เลือกฝึกในท่าที่ไม่กลับศีรษะ อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณกันเองนะคะว่าจะเลือกใช้ทฤษฎีของกูรูท่านไหนนะคะ
ดังนั้น สิ่งที่ Ken บอกว่ามันเป็นข้ออ้างอย่างดีสำหรับหนิงเลยทีเดียวเชียวล่ะ เพราะว่าบางวันรู้สึกว่าเพลีย รู้สึกว่าหมดแรง ไม่แน่ใจว่าเกิดจากความขี้เกียจอ่ะป่าว แต่ตอนนี้น่าจะเป็นเพราะว่าร่างกายของผู้หญิงมีการปรับในเรื่องของฮอร์โมนมากกว่าแล้วล่ะ….อิอิ
คลอดแล้วจ้า หนังสือฉบับภาษาไทย
มกราคม 20, 2009 ที่ 8:16 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 27 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, ครูอุ้ม, หนังสือดี ๆ, หนังสือโยคะ, อัษฎางคโยคะ, แมทธิว, matthew
อิอิ ขอบอกว่าแอบรอมาตั้งนาน เพราะวันก่อนหนิงซื้อ version ภาษาอังกฤษมา แทบจะเอาทำเป็นหมอนไปค่ะ ก็ได้แต่เอามาดูรูปอ่ะค่ะ ก็ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนี่ค่ะ แถมได้อ่านก็ฉบับตอนก่อนหน้า อ่านไปได้ไม่กี่บรรทัดก็ง่วงซะแล้ว เม้าท์ ตั้งยืดยาว ลืมบอกไปเลยว่าเป็นหนังสืออะไร ก็วันก่อนอ่ะค่ะ Matthew Sweeney เขาได้เขียนหนังสือ ชื่อว่า “Ashtanga Yoga As It Is” ออกมา หนิงก็ซื้อมากะเขาด้วย ก็รักโยคะออกอย่างเงี่ยจะอดใจไว้ได้ไงค่ะ ซึ่งเนื้อหาข้างในเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดก็เขาไม่ใช่คนไทยนี่ค่ะ คงเขียนไทยไม่ได้อยู่แล้วล่ะ อิอิ
มาวันนี้ครูอุ้ม (สุชาวดี เฉลิมวงศาเวช) ของเรา ได้แปลให้พวกเราเสร็จสรรพ ไม่ต้องมานั่งแกะทีละตัวกันอยู่ หนิงทราบมาก่อนหน้านี้แล้วว่าครูอุ้มกำลังแปลฉบับนี้อยู่ ก็ยิ่งไม่อ่านใหญ่เลย รออย่างเดียว (จริง ๆ แล้วนิสัยไม่ได้เลย แทนที่จะพยายามอ่านไปก่อน จะได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย แต่ความขี้เกียจมีมากกว่าอ่ะค่ะ) ครูอุ้ม mail มาบอกหนิงไว้แล้วว่า ส่งหนังสือที่แปลเสร็จเรียบร้อยแล้วมาให้ ตั้งแต่วันนั้นมาก็รอทุกวันว่าจะมาเมื่อไหร่ (จริง ๆ ครูก็เพิ่งส่งวันศุกร์หรือเสาร์เนี่ยค่ะ) มาวันนี้เห็นบุรุษไปรษณีย์เข้ามาที่ office ก็เดินเข้าไปถามเลยค่ะ
“มีพัสดุจากคุณสุชาวดีส่งมาบ้างหรือเปล่าค่ะ”
ปรากฎว่ามีจริง ๆ แต่จ่าหน้าซองถึงคุณหมอนงธนัญ แต่เดาไว้แล้วล่ะว่าเป็นหนังสือของครูอุ้มแน่เลย เลยถือวิสาสะขอแอบดูหน่อย ปรากฎว่าใช่จริง ๆ ก็เลยโทรไปหาครูอุ้ม และก็คุณหมอนงธนัญ (แต่นิสัยแบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะค่ะ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะคะ) ว่าแล้วก็หยิบมาอ่านนึงเล่มช่วงทานอาหารกลางวัน แค่ช่วงเวลาไม่นานเองที่เปิดอ่าน รู้สึกได้เลยค่ะว่า มันเติมเต็มสิ่งที่หนิงเองอยากรู้มานานให้เข้าใจอะไรได้ดียิ่งขึ้น
บอกได้เลยนะคะว่า หนังสือเล่มนี้ จริง ๆ แล้วสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะผู้ที่เรียนทางด้านอัษฎางคโยคะ เพราะจะทำให้เราเคลียร์ในสิ่งต่าง ๆ ที่เรากำลังฝึกอยู่ และทำให้เราฝึกอย่างเข้าใจและถูกต้องมากขึ้นนะคะ เพราะการฝึกโยคะไม่ใช่เพียงแค่เราฝึกอาสนะไปวัน ๆ เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเราควรที่จะต้องศึกษาในเรื่องศาสตร์ของโยคะให้มากขึ้น แล้วคุณจะเข้าใจว่าโยคะต่างจากการออกกำลังกายทั่วไปยังไง ซึ่งบางเรื่องก็ต้องค้นหากันเองนะคะ เพราะบางครั้งถึงแม้จะมีอาหารสุดหรูมาวางอยู่ตรงหน้า แต่เป็นอาหารที่เราไม่ชอบไม่อยากทาน เราก็คงจะไม่ทานมันหรอกจริงไห๊มค่ะไม่ว่ามันจะแพงสักแค่ไหนก็ตาม
เนื้อหาในเล่มจะประกอบไปด้วยหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นประวัติย่อ ๆ , การฝึกการหายใจ, การอุ่นเครื่องร่งกาย, การปรับแนว, การกระโดด, ท่าดัดแปลง, รวมไปถึงเรื่องของพันธะต่าง ๆ, และเรื่องของการบาดเจ็บ, การพัก, อาหารและเพศสัมพันธ์, วันข้างขึ้นข้างแรม สตรีและภาวะน้ำหนักลดมีผลกับการฝึกยังไง รวมไปถึงจักระทั้งเจ็ดด้วย และมีรูปของอาสนะต่าง ๆ อย่างละเอียด คือ บอกทั้งชื่อท่า, จุดที่มอง และการหายใจในแต่ละอาสนะทีเดียวเลยล่ะ ขอย้ำว่าดีจริง ๆ
อีกอย่างนึงที่หนิงอ่านแล้วรู้สึกประทับใจมาก ๆ กับ แมทธิว คือ เขาเขียนว่า
“เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่มีส่วนใดที่เป็นเรื่องใหม่ ผมเพียงแต่นำเสนอในแบบของผมเท่านั้น”
ไม่รู้สินะว่าคนอื่นอ่านแล้วรู้สึกยังไง แต่สำหรับหนิงแล้วหนิงรู้สึกดีมากอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ
หนิงเองก็ต้องขอบอกคุณทั้งแมทธิวและครูอุ้มนะคะ ที่ทำให้หนิงได้เข้าใจกับสิ่งที่หนิงเองยังค้างคาในใจอยู่หลายอย่างจะได้กระจ่างซักที อิอิ แต่ก็คงกระจ่างในแบบของหนิงเหมือนกัน
สำหรับผู้ที่สนใจนะคะ จะติดต่อผ่านทาง blog ของหนิงก็ได้ ไม่งั้นก็ติดต่อไปที่ website ของครูอุ้มโดยตรงก็ได้ค่ะ คลิ๊กที่นี่เลยนะคะ
แล้วก้อคนที่อยู่ภูเก็ต มาแวะซื้อที่หนิงก็ได้นะคะ ครูอุ้มฝากไว้หลายเล่มอยู่เหมือนกันค่ะ ซื้อที่ไหนก็ราคาเหมือนกันค่ะ หนิงก็ไปฝากไว้ที่ Club House ของ สุโข สปา อ่ะค่ะ อย่างน้อยก็ได้แวะเข้ามาเยี่ยมใน สุโข สปา ไงค่ะ อิอิ
การเตรียมตัวสำหรับการฝึกโยคะ
มกราคม 18, 2009 ที่ 10:40 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: การเตรียมตัวฝึกโยคะ, ข้อควรปฏิบัติ, คำแนะนำสำหรับโยคะ, ฝึกโยคะให้ดี, ฝึกโยคะให้ถูกต้อง
ฝึกมาปีแก่ ๆ แล้ว ก็ยังมีเรื่องที่เพิ่งรู้เพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่อง ดูท่าทางน่าจะเหมือนที่ครูอุ้มเคยบอกกับหนิงไว้แน่ ๆ เลย ว่า
“โยคะเรียนจนตายก็ไม่รู้ว่าจะจบอ่ะป่าว”
มาวันนี้หนิงได้ข้อมูลจาก Ken เพิ่มขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องการเตรียมตัวสำหรับการฝึกโยคะเพิ่มเติมขึ้นอีก รวมไปถึงการปฏิบัติตัวขณะฝึกด้วย ลองติดตามกันดูนะคะ
- การฝึกโยคะให้ได้ดี ควรฝึกหลังทานอาหารแล้ว 12 ชั่วโมง ดังนั้นการฝึกที่ดีควรจะเป็นการฝึกช่วงเช้านะคะ เพราะเราได้ทานอาหารค่ำมาเรียบร้อยแล้ว ปกติหนิงทานอาหารค่ำประมาณ 2 ทุ่มนิด ๆ แต่ฝึกตอนเจ็ดโมงครึ่ง ก็อาจจะต้องปรับเวลามาทานเร็วขึ้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ
- ควรจะขับถ่ายก่อนฝึก ก็อีกเช่นกันค่ะว่าปกติเราควรขับถ่ายในช่วงเช้า Ken บอกว่าถ้าเราทานอาหารก่อนฝึก 12 ชั่วโมง และขับถ่ายเรียบร้อยแล้ว จะทำให้ตัวเราเบาขึ้นขณะฝึกอ่ะค่ะ อีกอย่างการทำงานของระบบภายในก็ไม่มีอะไรตกข้างด้วยค่ะ
- ขณะที่ฝึก ไม่ควรให้มีลมมากระทบผิวมากเกินไป พอดีที่ สุโข เป็น studio แบบ open air ค่ะ อากาศดีมาก ๆ ช่วงนี้ลมค่อนข้างแรง Ken จะพยายามไล่ปิดประตูให้เหลือแค่พออากาศถ่ายเทได้ ken บอกว่าถ้าลมแรงมาก จะทำให้เราเกิดการบาดเจ็บได้ แต่เหงื่อจะไม่ค่อยออก
- ไม่ควรดื่มน้ำขณะฝึก เพราะความร้อนกำลังสูงขึ้น หากเราดื่มน้ำจะทำให้ความร้อนลดลง การฝึกก็จะไม่ค่อยดี และไม่ต่อเนื่องด้วยค่ะ
- ควรเตรียมผ้าเช็ดเหงื่อไว้ข้างตัว แต่ไม่ควรเช็ดเหงื่อบ่อย เพราะการที่เหงื่อออกเป็นการทำให้ร่างกายบริสุทธิ์ และการเช็ดเหงื่อบ่อยทำให้การฝึกไม่ต่อเนื่องอีกนั่นแหละค่ะ
- ถ้ารู้สึกปวดเข้าห้องน้ำ ก็ควรไปเข้าในทันที ห้ามกลั่นนะคะ
- ชุดที่สวมใส่ในการฝึก ควรเป็นชุดที่สวมใส่สบาย ไม่รู้สึกว่ารัดมากเกินไป และควรเป็นผ้ายืด
- เบาะที่ใช้ในการฝึก ไม่ควรลื่น หรือนุ่ม (เพราะบางคนจะใช้เบาะที่เป็นฟองน้ำ ทำให้การฝึกท่าที่ต้องใช้การทรงตัวไม่สามารถทำได้ค่ะ)
- เมื่อฝึกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรรอให้เหงื่อแห้งก่อน แล้วค่อยอาบน้ำนะคะ
- สำหรับผู้หญิง ช่วงที่มีประจำเดือนอย่างน้อย 3 วันที่มามากไม่ควรฝึกโยคะเลยค่ะ แต่สำหรับอาจารย์บางท่านเคยบอกว่าไม่ควรฝึกตั้งแต่ก่อนประจำเดือนมาจนกระทั่งประจำเดือนหมดด้วยซ้ำไปนะคะ เพราะการฝึกโยคะจริง ๆ แล้วจะต้องมีการใช้พันธะซึ่งเกี่ยวข้องกับการขมิบปากช่องคลอดด้วย ซึ่งไม่เป้นการดีเลยที่จะฝึกในช่วงนั้นค่ะ
- การฝึกโยคะที่ดี ควรจะไม่สติ มีสมาธิกับการฝึกของตัวเอง ไม่วอกแวกกับเรื่องอื่น แต่ควรให้ความสำคัญกับทุก ๆ ลมหายใจนะคะ
- ไม่ควรเครียดหรือตั้งเป้าหมายในการฝึกแต่ละวันมากเกินไป เพราะเมื่อเราเครียดกับการฝึกแล้ว จะทำให้เราฝึกได้ไม่ดี ควรปล่อยไปตามที่ร่างกายเราสามารถรับได้ เพราะหากเราฝืนมากเกินไปร่างกายเราอาจจะได้รับบาดเจ็บจากการฝึกได้นะคะ
- การฝึกแต่ละวัน ไม่ควรฝึกมากเกินไป ควรอยู่ในช่วงประมาณ 90 นาทีก็เพียงพอแล้ว หากเราฝึกแบบถูกต้องแค่นี้ก็เหนื่อยมาก ๆ แล้วล่ะค่ะ
- อีกเรื่องก็คือในการหายใจเข้า-ออก ควรให้เม่นว่าท่านี่จะต้องเข้าหรือออก ไม่งั้นอาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์จากการฝึกโยคะเท่าไหร่นะคะ
ตอนนี้เพิ่งนึกออกเท่านี้ หากใครมีคำแนะนำเพิ่มเติม จะขอบพระคุณมาก ๆ เลยค่ะ ยินดีรับทุกความคิดเห็นนะคะ อิอิ
แม่ฮ่องสอน-ปางอุ๋ง
มกราคม 17, 2009 ที่ 8:07 am | บันทึกโพสใน ท่องเที่ยว | 6 ความเห็นป้ายกำกับ: happy birthday, ปางอุ๋ง, ภาพวิว, ภาพสวยๆ, วิวสวยๆ, แม่ฮ่องสอน, สวิสเซอร์แลนด์, ลุงปาละ, ศูนย์ศิลปาชีพแม่ฮ่องสอน
จากแม่เมย พวกเราก็ต้องรีบเดินทางต่ออีก ซึ่งวันนี้พวกเรามีจุดหมายปลายทางคือ ปางอุ๋ง ถึงแม้จะเป็นที่ ๆ พวกเราเคยไปมาแล้ว อ้อ แต่ยังมีพี่สาวที่ยังไม่เคย และวันนี้เราต้องรับสมาชิกใหม่อีกหนึ่งคนคือ พี่กร เพิ่งมาเป็นสมาชิกใหม่ในก๊วนค่ะ (กำลังจะเป็นว่าที่เขยก๊วนอ่ะค่ะ) เราไปรับพี่กรที่ในเมืองแม่ฮ่องสอน เพราะพี่กรเพิ่งกลับจากขับเครื่องบินมา เลยนอนพักผ่อนรอพวกเราไปก่อนในช่วงกลางวัน จากนั้นเราต้องไปที่ศูนย์ศิลปาชีพแม่ฮ๋องสอน เพื่อไปรับบัตรเข้าปางอุ๋ง เนื่องจากตอนนี้มีนักท่องเที่ยวไปที่ปางอุ๋งกันเยอะเขาจึงต้องกำหนดจำนวนคนเข้าในแต่ละวัน ซึ่งหนิงว่าดีมาก ๆ เลยค่ะ เพราะว่าขนาดช่วงที่หนิงไปเขาบอกว่าคนไม่มากไม่ต้องรับบัตรก็ได้ แต่พอไปเข้าจริง ๆ ทำเอาพวกเราหามุมถ่ายรูปยากเหมือนกันค่ะ เพราะคนเต็มไปหมดเลยล่ะ และที่ศูนย์ศิลปาชีพเขาก็มีของพื้นเมืองขาย หนิงก็ไปซื้อพวงกุญแจกับผ้าพันคอขนแกะมาฝากพื่ ๆ เพื่อน ๆ ที่บริษัทฯ ด้วยล่ะ แต่ซื้อได้ไม่มากเพราะกระเป๋าหนักเหลือเกิน แต่กระเป๋าตังค์กลับเบามาก ๆ ค่ะ อิอิ
ซื้อของกันเรียบร้อย ดูท่าทาง 9mot ค่อนข้างรีบ เพราะกลัวเรื่องเส้นทาง และคงจะอยากถ่ายภาพตอนพระอาทิตย์จวนจะตกด้วย พวกเราก็ไปถึงที่นั่นโดยปลอดภัย แต่ 9mot ถ่ายรูปไม่ทันตามแสงที่อยากได้ เพราะแสงเริ่มหมดแล้ว แต่ก็เก็บภาพช่วงพระอาทิตย์ตกได้เยอะเหมือนกันค่ะ ลองดูกันเลยนะคะ

หลังจากถ่ายรูปเรียบร้อย พวกเราก็เข้าที่พักก็บ้านลุงปาละเจ้าเก่า แล้วก็สั่งอาหารค่ำทานกันภายใต้ลมเย็น ๆ ที่นั่นค่อนข้างหนาวมาก เกือบจะไม่อาบน้ำเหมือนกัน แต่เกรงว่าเพื่อน ๆ จะรังเกียจเพราะทุกคนอาบน้ำกันหมด เพื่อเตรียมสำหรับพรุ่งนี้ (คือว่าต้องนอนเต้นท์อ่ะค่ะ)
วันนี้พวกเราก็ต้องตื่นเช้าเหมือนเดิม เพราะต้องเดินทางไปรับแสงอรุณยามเช้า จากบ้านลุงปาละพวกเราเดินทางไปไม่ไหนหรอกค่ะ แต่เกรงว่าจะไม่มีที่จอดรถ และมุมที่จะจองถ่ายภาพ รวมไปถึงแสงที่ต้องการด้วยค่ะ เช้าวันนั้นอากาศหนาวมาก ๆ รู้สึกว่าอุณหภูมิจะอยู่ที่ราว ๆ 8-9 องศา แต่ที่รู้สึกว่าหนาวเอามาก ๆ เพราะลมมากกว่าอ่ะค่ะ แต่ละคนก็ป้องกันความหนาวกันเต็มที่ และเมื่อแสงมา 9mot ของเราก็เริ่มวาดลวดลายทันทีค่ะ และนายแบบนางแบบก็เตรียมตัวกันพร้อมค่ะ ช่างภาพเรียกเมื่อไหร่ก็เข้ากล้องได้ทันที อิอิ มืออาชีพอยู่แล้วอ่ะค่ะ ขอบอกว่าบรรยากาศดีมากค่ะ เมื่อคราวที่แล้วที่มาหนิงไม่ได้เห็นไอของบึงน้ำเท่าไหร่ แต่วันนี้หนิงได้เห็นไอขึ้นมาจากบึงสวยมาก ๆ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ พวกเราก็พยายามไปหาตอไม้ที่นางเอกในเรื่อง Happy birthday มานั่งแล้วพระเอกแอบถ่ายรูป ก็พยายาม post กันเต็มที่ ได้มาอย่างที่เห็นเนี่ยแหละค่ะ ดูกันเอาเองนะคะ เผื่อว่าจะเจอนางเอกหน้าโบราณบ้าง อิอิ

เป็นไงค่ะ บรรยากาศเหมือนไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์เลย อิอิ
ตาก-แม่เมย
มกราคม 16, 2009 ที่ 8:27 am | บันทึกโพสใน ท่องเที่ยว | 4 ความเห็นป้ายกำกับ: ภาพสวย ๆ, ท่องเที่ยว, ภาพวิว, ทะเลหมอก, ตาก, แม่เมย, ม่อนกิ่วลม, ม่อนพูนสุดา, ภาพกระโดด, นางแบบสวย ๆ
หลังจากที่เราถ่ายรูปกันจะสะใจแล้ว พวกเราก็ต้องรีบเดินทางไปยังแม่เมยที่จังหวัดตาก วันนี้ 9mot ของเราอาจจะต้องทำหน้าที่หนักหน่อย เพราะนอกจากจะต้องถ่ายรูปให้กับบรรดาสาว ๆ แล้ว ยังต้องขับรถระยะทางไกลด้วย (จริง ๆ ก็ทั้งถ่ายรูป ทั้งเป็นไกด์ และขับรถทั้ง Trip นั่นแหละค่ะ อิอิ) มื้อเที่ยงของวันเราก็แวะทานอาหารข้างทาง ก็หนีไม่พ้นข้าวซอยอ่ะค่ะ แต่อร่อยนะคะ ขอบอก ราคาถูกอีกต่ะหาก แล้วก็ซื้ออาหารเช้าเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย ก็หนีไม่พ้นขนมปังอีกนั่นแหละ อิอิ ว่าแล้ว 9mot ก็ขับไปจนถึงอุทยานแห่งชาติแม่เมย ก็ติดค่ำพอดี ได้ห้องพักเรียบร้อยก็นึกขึ้นมาได้ว่าต้องทานมื้อค่ำด้วย สอบถามเจ้าหน้าที่บอกว่าร้านค้าปิดแล้ว ไม่มีอาหารขาย ถ้าจะทานก็ต้องไปหมู่บ้านชาวเขาซึ่งก็มีแต่มาม่า ถามไปถามมา เขาก็เลยไปเอากุญแจของร้านค้าสวัสดิการมาเปิดขายมาม่ากับไข่ แถมยังเปิดครัวให้พวกเราเขาไปปรุงอาหารด้วย รอดตายไปอีกหนึ่งมื้อ มิหนำซ้ำพวกเรายังซื้อไข่มาต้มสำหรับพรุ่งนี้เช้าไว้ด้วย อิอิ หลังจากอิ่มท้องแล้ว พวกเราก็เข้าที่พักอาบน้ำ นอน อากาศก็ค่อนข้างเย็นเหมือนกัน ปรากฎว่าวันนั้นอุณหภูมิต่ำสุดก็อยู่ที่ 9 องศาค่ะ
เช้าของวันถัดมา เราตกลงกันว่าจะไปรับอรุณกันที่ “ม่อนกิ่วลม” ซึ่งต้องเดินทางออกจากที่พักตั้งแต่ 05.30 น. ขับไปเรื่อย ๆ ถึงที่พวกเราก็ช่วยกันแบกสัมภาระต่าง ๆ ลงจากรถ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารเช้าทั้งนั้นแหละค่ะ ว่าแล้วช่างภาพของเราก็เริ่มทำงานเลย ไม่รีรอใครแม้แต่น้อย ไปตั้งขาตั้งกล้องรอรับพระอาทิตย์ก่อนใคร ก็ได้ภาพมาตามที่เห็นเนี่ยแหละค่ะ
พวกเราถ่ายรูปที่ม่อนกิ่วลมจนหนำใจ ก็เคลื่อนขบวนมาที่ม่อนพูนสุดาต่อเลย เพราะทะเลหมอกกำลังสวยเลยล่ะ สวยไม่สวยก็มาดูภาพเพื่อเป็นการยืนยันกันดีกว่านะคะ

เป็นไงบ้างค่ะ เห็นภาพกันแล้วถ้าสนใจสอบถามได้นะคะ ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ไม่ต้องไปเที่ยวเมืองนอกหรอกค่ะ เมืองไทยเราก็มีดีให้เที่ยวอีกตั้งเยอะนะคะ อิอิ
เชียงใหม่-ขุนวาง
มกราคม 16, 2009 ที่ 7:51 am | บันทึกโพสใน ท่องเที่ยว, Uncategorized | 3 ความเห็นป้ายกำกับ: ขุนวาง, ซากุระ, ดอกซากุระ, ถ่ายภาพ, ท่องเที่ยว, ผาลาดตะวันรอน, ภาพสวย ๆ, ลีลานางแบบ, เชียงใหม่, แกงไตปลา
หลังจากที่พวกเราออกจากขุนช่างเคี่ยน พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังขุนวางต่อ เพราะพวกเราวางแผนว่าจะไปค้างคืนกันที่ขุนวางค่ะ ระหว่างทางมีเพื่อนของเพื่อนโทรมาบอกว่าให้ลองไปทานอาหารที่ร้านอยู่ที่ทางขึ้นดอยสุเทพ ชื่อว่า “ร้านผาลาด ตะวันรอน” ซึ่งมีน้ำตกไหลผ่านกลางร้านเลย ก็ต้องยอมรับนะคะว่าบรรยากาศดีจริงค่ะ แต่สำหรับอาหารพวกเราคิดเหมือนกันทุกคนค่ะว่า ถ้าเทียบกับราคาแล้วอาจจะแพงไปนิด และรสชาดก็ยังไม่ถึงกับต้องกลับไปอีก แต่ก็ไม่ใช่ไม่อร่อยเลยนะคะ ไม่งั้นก็อาจจะเป็นเพราะพวกเราเป็นเด็กใต้ยังไม่ค่อยคุ้นกับรสชาดอาหารเหนือก็เป็นไปได้อ่ะค่ะ
จากนั้น พวกเราก็เดินทางต่อไปยังขุนวาง ตอนแรก 9mot กะว่าจะลองไปดูสถานที่ถ่ายภาพสำหรับพรุ่งนี้ก่อนเข้าไปที่ขุนวาง คือขุนวางจะต้องเข้าไปจากทางแยกก่อนถึงอุทยานดอยอินทนนท์อ่ะค่ะ แต่เกรงว่าจะไม่ค่ำซะก่อน ก็เลยเปลี่ยนใจเดินทางตรงไปยังขุนวางเลย พอไปถึงพวกเราก็ไปติดต่อเรื่องที่พัก ซึ่งก็ OK. นะคะ เป็นห้องรวม 2 ห้องติดกัน แต่พวกเราใช้กันเพียงห้องเดียว เพราะว่าเราไปกันแค่ 5 คนเอง แต่ดู ๆ แล้วทั้งสองห้องรวมกันน่าจะนอนได้ถึง 12 คนเชียวล่ะ แต่ต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน คือห้องน้ำอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 สองอ่ะค่ะ เมื่อเข้าที่พักเรียบร้อย พวกเราก็ท้องร้องไปติดต่อกับร้านอาหารเพื่อนัดเวลาทานอาหารค่ำกัน เขานัดเราประมาณทุ่มครึ่ง พวกเราก็เลยมาอาบน้ำกันก่อน ได้เวลานัดเราก็ไปที่ร้านอาหาร วันนั้นพวกเรารู้สึกเอร็ดอร่อยกันมาก อาจจะเป็นเพราะผักที่เขาใช้สดด้วยล่ะมั่ง วันนั้นพวกเราสั่งผัดผัก, ไข่เจียว, ปลาทับทิมทอด, แกงจืดเต้าหู้ แล้วก็เอาอาหารโปรดจากภูเก็ตไปด้วย อิอิ ก็แกงไตปลาแห้งซึ่งเป็นของฝากพื้นเมืองของภูเก็ตไงล่ะค่ะ ขณะที่ทานอาหารเราก็เจอกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มนึง ก็พูดคุยทักทายกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ดูท่าจะชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่เป็นกลุ่มที่เกษียณแล้ว (เขาน่ารักกันมาก ๆ เลยล่ะ ดูมีความสุขดี คุยกันสนุกสนาน ก็คงคล้าย ๆ กับพวกเราเพียงแต่อยู่คนละวันเท่านั้นเองค่ะ) หลังจากนั้นพวกเราก็ไปพักผ่อน แต่ช่วงที่ยังไม่หลับหนิงกับจอยออกมาเข้าห้องน้ำด้านนอก ก็เลยถือโอกาสแอบถามว่าอุณหภูมิเท่าไหร่เหรอค่ะ เขาบอกว่า 10 องศา แต่ความรู้สึกของหนิงรู้สึกว่าไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีลมด้วย และอีกอย่างห้องที่พักพวกเราก็ปิดกันลมอย่างดี เลยไม่รู้สึกหนาวมากนัก รอดไปหนึ่งคืน
เช้าขึ้นมาพวกเราก็ไปที่ร้านอาหารตามเวลานัดคือ 07.00 น. ตื่นตาตื่นใจมากค่ะกับสลัดผัก แล้วก็ข้าวต้มร้อน ๆ ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ ลองดูภาพกันนะคะ

รับรู้ได้ถึงความกรอบและสดของผักเลยล่ะค่ะ พวกเราทานกันซะเกลี้ยงเลย ทานอาหารมื้อแรกเรียบร้อยแล้ว นางแบบก็เริ่มทำหน้าที่เขากล้อง ไปดูภาพกันดีกว่าค่ะ วางทั้งวิวซากุระ และลีลานางแบบแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้าง อิอิ

4 วันแรกกับเคน
มกราคม 15, 2009 ที่ 11:38 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 7 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, การหายใจ, ปราณายามะ, ฝึกโยคะ, พันธะ, สมาธิ, เคน, Ken Harakuma, Mysore, Yoga Phuket
อ่านหัวเรื่องกันแล้วอย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ ไม่ใช่เคน ธีรเดช หรอกค่ะ แต่เป็น Ken Harakuma ครูสอนโยคะต่างหากล่ะ อิอิ
ตามที่หนิงเคยบอกเอาไว้ว่า หนิงมีโอกาสดีของชีวิต ที่ได้ครูดีระดับโลกมาสอนให้ถึงที่ ยังไงก็ไม่พลาดอยู่แล้ว หนิงลงเรียนกับเคนทั้งสอง class เลย คือ Mysore ซึ่งหนิงเรียนตอน 07.30 – 09.00 แล้วก็ออกไปทานอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาเรียนอีก Class คือ ปราณายมะ ตอน 10.15 ถึงเกือบเที่ยง สองวันแรกผ่านไปยังไม่ค่อยได้เห็นความแตกต่างอะไรมากมายนัก แต่พอสองวันหลังเนี่ยสิ ทำเอาไม่อยากหยุดเรียนสักวันแล้วล่ะ แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะงานก็ยังรออยู่ พรุ่งนี้ก็อดเรียนปราณายามะแล้ว ส่วนอาทิตย์หน้าก็ต้องหยุดอีก 4 วัน (ฉงฉารตัวเองจัง แต่ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงก็จะพยายามติดตามให้ได้ค่ะว่าครูสอนอะไรบ้าง)
สิ่งที่หนิงจะบอกต่อไปนี้ หนิงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คนที่กำลังฝึกโยคะอยู่นะคะ ยังไงก็พยายามอ่านกันหน่อยก็ล่ะกัน เนื้อหาอาจจะเยอะนิดนึง
สำหรับใน Class ของ Mysore หนิงรู้สึกว่า Ken เป็นครูที่นิ่งจริง ๆ เราไม่สามารถจับความรู้สึกเขาได้เลยแม้แต่นิดเดียวว่าเขาอยู่ในความรู้สึกไหน ทุกวันครูเขาจะจุดธูป 1 ดอก ไหว้ไปรอบ ๆ ห้อง แล้วก็มาดูแลพวกเรา ในขณะที่ฝึกไม่ค่อยมีใครซักถามครูมาก ดูทุกคนจะค่อนข้างตั้งใจและมีสมาธิกับการฝึกของตัวเองเป็นอย่างดี รวมถึงหนิงเองด้วย เพราะปกติจะแอบดูคนโน้นคนนี้บ้าง แต่สำหรับ class นี้รู้สึกเลยค่ะว่าเราค่อนข้างมีสมาธิกับการฝึกดีจัง (ก็คล้าย ๆ กับตอนที่ไปฝึกกับ Matthew ที่ Ashtanga Yoga Bangkok อ่ะค่ะ) มันทำให้เราฝึกในแต่ละอาสนะได้ดีขึ้น เหงื่อก็ออกดี และก็ใช้เวลาไม่นานด้วย (ปกติฝึกชั่วโมงครึ่งไม่ค่อยพออ่ะค่ะ ปาไปเกือบสองชั่วโมงแหนะ อิอิ)
สำหรับหนิงแล้ว หนิงรู้สึกว่าเวลาที่ครูจับเราในแต่ละท่า รู้สึกได้ถึงความมั่นคง และจะต้องปลอดภัยแน่ ๆ ค่ะ ส่วนเวลาที่ครูกดหรือจับเราดัดนั้น ครูจะเริ่มจากน้ำหนักที่ไม่มากก่อนในจังหวะแรก พอได้จังหวะที่สองครูจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกนิดนึง แต่พอจังหวะที่สามครูจะเพิ่มขึ้นไปอีก สำหรับจังหวะนี้ครูเพิ่มแล้วครูจะไม่ค้างท่าไว้แต่จะปล่อยเราเลย ซึ่งจะทำให้เราไม่รู้สึกถึงความทรมานเลยล่ะค่ะ
วันแรกที่หนิงเรียน หนิงยังกังวลกับเรื่องท่าที่เรายังทำไม่ค่อยได้ ซึ่งหนิงเองก็ยังติดอยู่หลายท่าเหมือนกัน แต่ไม่เห็นครูมาปรับอะไรเลย แต่พอได้พูดคุยกับครูถึงรู้เหตุผลว่า จริง ๆ แล้ว การหายใจและความต่อเนื่องต่างหากที่เราควรจะให้ความสำคัญก่อน ส่วนเรื่องของอาสนะนั้นไม่ต้องไปกังวลกับมันมาก โดยเฉพาะอาสนะของ Ashtanga Yoga เพราะต้นกำเนิดนั้นเขาฝึกเฉพาะผู้ชายกัน เราเป็นผู้หญิงซึ่งสรีระไม่เหมือนกัน บางท่าต้องใช้ความแข็งแรงมาก ๆ ซึ่งสรีระของผู้หญิงไม่ได้สร้างมาเพื่อการนี้เท่าไหร่ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะคะ เพราะหนิงเห็นเพื่อน ๆ ใน class หลายคนเขาก็สามารถทำได้เหมือนกัน เพียงแต่ครูไม่อยากให้พวกเราตั้งเป้าแล้วเกิดความเครียดในส่วนนี้ ครูบอกว่าถ้าเรารู้สึกผ่อนคลายกับการฝึกเราจะทำได้ดีกว่า ซึ่งก็จริงนะคะ จากวันแรกกับวันนี้ หนิงรู้สึกว่าพอเราไม่ได้ไปตั้งเป้ากับอาสนะมาก และเราพยายามปล่อยวาง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทำไปแบบผ่าน ๆ นะคะ ก็ทำตามกำลังที่ควรจะเป็นเนี่ยแหละค่ะ เรากลับทำทุกอย่างได้ลื่นไหลดีด้วยซ้ำ ก็เหมือนกับวันก่อนที่ครูอุ้มกลับมา ครูก็บอกกับหนิงว่าหนิงจะต้องพยายามสร้างความต่อเนื่องของท่าให้ได้ ไม่ใช่ไปใส่ใจกับสิ่งรอบตัว หรือมัวชวนเพื่อนคุยหรือแอบดูเพื่อนฝึกเป็นต้นค่ะ
ส่วนใน Class ของปราณายมะ สองวันแรกครูก็ไม่ได้ให้ทำอะไรมาก ส่วนใหญ่จะฝึกเรื่องของการหายใจเข้า-ออก ตั้งแต่ 4 จังหวะ 8 จังหวะ 16 จังหวะ ไปจนกระทั่งถึง 32 จังหวะต่อการหายใจเข้าหรือหายใจออกหนึ่งครั้ง (คือเข้า 32 จังหวะ และออก 32 จังหวะค่ะ) ซึ่งในช่วงตั้งแต่ 4-16 จังหวะหนิงยังพอทำได้เกือบจะสบาย ๆ แต่พอถึงขั้น 32 รู้สึกมันอั้นอยู่ที่คอตั้งแต่นับได้ยี่สิบต้น ๆ แล้วล่ะ แล้ว Ken ก็ยังให้ฝึกในเรื่องของการแยกส่วนรับการหายใจด้วย คือ ให้หายใจเข้า-ออก โดยใช้ปอดทีละข้าง แล้วก็ใช้หลังช่วงบน จากนั้นก็หายใจโดยใช้ทุกส่วนพร้อม ๆ กัน ซึ่ง Ken บอกว่าการฝึกหายใจแบบนี้จะช่วยเราขณะที่เราทำอาสนะบางอาสนะที่เราทำได้ข้างนึงอีกข้างทำไม่ได้ หรือบางอาสนะที่เราไม่สามารถทำได้ให้ทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่เราพยายามหาช่องว่างสำหรับการหายใจให้เป็นเราก็สามารถทำอาสนะได้ง่ายขึ้นแล้ว เพราะบางครั้งอวัยวะส่วนที่เราให้หายใจปกติมันอาจจะถูกบีบรัดอยู่ ถ้าเราโยกเป็นเราก็สามารถหายใจโดยใช้ส่วนที่เหลืออยู่ได้เป็นต้นค่ะ ซึ่งตอนแรกที่หนิงฝึกหนิงก็ยังคิดไปเลยนะคะว่า มันเป็นการสร้างจินตนาการเองอ่ะป่าว เพราะขณะที่ฝึกเราก็รู้สึกเหมือนกันนะว่า เออ ตอนนี้ปอดข้างขวาขยายออกข้างเดียว ซึ่งมันก็แปลกนะเพราะไม่น่าจะเป็นไปได้เลยล่ะ ยัง งง ๆ กับตัวเองเหมือนกันว่ารู้สึกไปได้ไง อิอิ
และยังมีในส่วนของการนั่งสมาธิด้วย ซึ่งวันแรกหนิงก็คิดโน้นคิดนี่ไปเรื่อย ยังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ แต่พอวันที่สามครูมีเพลงมาประกอบให้พวกเราฟังด้วยขณะที่นอนสมาธิ ซึ่งทำเอาหนิงรู้สึกเหมือนกับลอยขึ้นมาจากพื้นเลยล่ะ ตอนแรกคิดว่าฝันแต่หนิงก็รู้ตัวนะคะว่าไม่ได้หลับ ก็ยังคงงงอยู่เหมือนกัน อาจจะเป็นจินตนาการของหนิงอีกก็เป็นไปได้นะคะ แต่เพื่อนใน class บางคนถึงขั้นหลับไปเลยก็มีค่ะ ดีจัง
พอมาถึงวันที่สี่ของการฝึกปราณายามะ หนิงรู้สึกว่าการฝึกเริ่มเข้มข้นขึ้นทุกวัน ๆ วันนี้ครูให้เราฝึกเกี่ยวกับพันธะ หรือเรียกว่า มูละ บันดา อะไรเนี่ยแหละ หนิงไม่แน่ใจว่าสะกดผิดอ่ะป่าว จะเขียนภาษาอังกฤษก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอาเป็นว่ารู้ว่าสะกดยังไงแล้วค่อยมาแก้ไขให้นะคะ ซึ่ง Ken บอกว่ามันเป็นสิ่งที่มีผลกับพลังงานมาก ๆ เราจะต้องฝึกให้ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากทีเดียว เพราะเราไม่สามารถมองได้จากภายนอก มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วน ๆ ขนาดฝึกสิ่งที่เห็น ๆ บางครั้งเรารู้สึกว่าเราทำได้ OK. แล้วแต่จริง ๆ อาจจะยังไม่ OK. ก็มีคนอื่นเห็นอยู่ก็เลยบอกได้ แต่สำหรับเรื่องนี้คนอื่นไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เราทำได้เลย หนิงก็เลยบอกว่ายากจริง ๆ ด้วยความกังวลหลังจากจบ class หนิงก็ไปปรึกษากับครูเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจของตัวเองว่าถูกหรือเปล่า จะให้ครูช่วยสาธิตให้ดู แต่ครูบอกว่ามันอยู่ข้างในดูกันไม่ได้หรอก และ Ken ก็ยังบอกมาอีกว่า สำหรับผู้หญิงไม่ต้องไปควบคุมมาก เพราะเรามีมดลูกที่ต้องให้กำเนิดทารกอยู่ สำหรับเรื่องการพันธะ วันนี้เป็นวันแรกหนิงเองก็ยังไม่ค่อยเคลียร์มากนัก เอาไว้หนิงเริ่มจับจุดอะไรได้มากขึ้น แล้วค่อยมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งนะคะ สำหรับวันนี้สาธยายมาเยอะแล้ว ไว้แค่นี้ก่อนนะคะ แล้วจะพยายามมา update ข้อมูลเรื่อย ๆ สำหรับช่วงที่ Ken ฝึกให้ค่ะ อิอิ
เชียงใหม่-ขุนช่างเคี่ยน
มกราคม 13, 2009 ที่ 9:03 am | บันทึกโพสใน ท่องเที่ยว | 4 ความเห็นป้ายกำกับ: ขุนช่างเคี้ยน, ซากุระ, ท่องเที่ยว, พญาเสือโคร่ง, เขียงใหม่, เที่ยวเชียงใหม่, เที่ยวไทย
หนิงเริ่มเดินทางออกจากภูเก็ตไปเชียงใหม่เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 52 ไปถึงเชียงใหม่ก็ประมาณ 4 ทุ่มเศษ ตอนแรกว่าจะรอจอยซึ่งไปคนละเที่ยวบินให้มาถึงก่อนซึ่งจะมาถึงตอน 5 ทุ่มครึ่ง ปรากฎว่าท้องมันร้องรอไม่ไหวแล้ว ก็เลยตัดสินใจเดินทางไปกินที่ร้านขายมา-ม่า หลัง มช. ดีนะที่ถามเพื่อนที่อยู่เชียงใหม่ก่อน เพราะว่าเขาย้ายร้านไปแล้ว เขาเลยอาสานำทางไปที่ร้านซะ (ดีหน่อย ได้กินเร็วขึ้นนิดนึง หิวมาก ๆ) รอจนจอยได้เดินทางมาร่วมโต๊ะเรียบร้อย เราก็ไปที่พัก ซึ่งได้ครูทิพย์ที่สอนโยคะให้ไปพักที่บ้านครู เพราะมีแต่ลูกกับหลานอยู่แค่สองคนค่ะ คืนนั้นพวกเรานอนหลับสบายมาก แอร์ก็ไม่ต้องเปิดค่ะเพราะอากาศดีมาก ๆ ค่ะ
จากนั้นเช้าวันที่ 6 พวกเราต้องตื่นกันตั้งแต่ 5.30 น. เพื่อเตรียมตัวออกจากบ้านตอน 6.00 น. ไปหาอาหารเช้าทานกัน กะว่าจะเปลี่ยนร้านซะหน่อย เพราะเพื่อนบอกว่าหน้า มช. ก็มีร้านอาหารเช้าอร่อย ๆ และเป็นอาหารพื้นเมืองอยู่ แต่พวกเราไปแล้วเขายังไม่เปิดกันเลยค่ะ เลยต้องไปกินกันที่ร้านข้าวต้มสมเพชรเจ้าเดิม
จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าไปที่ขุนช่างเคี่ยน ซึ่งไปทางเดียวกับดอยสุเทพ ระหว่างทางเห็นเขาตั้งโต๊ะขายอาหารชุดเพื่อตักบาตร พวกเราก็เลยจอดรถทำบุญกันซะหน่อยค่ะ 
ทำเอาพวกเราจากที่อิ่มอยู่แล้ว ก็อิ่มบุญเพิ่มขึ้นไปอีกค่ะ อิอิ
แล้วพวกเราก็เดินทางต่อไปยังจุดหมาย
ขณะที่เดินทางไป ก็ไม่คิดนะคะว่าจะมีคนรู้จักที่นี่มาก เพราะพวกเรานำโดย 9mot ซึ่งเป็นทั้งไกด์ทั้งคนขับรถ และช่างภาพของพวกเรา ได้หาข้อมูลเรื่องท่องเที่ยวให้กับพวกเราทุกปี มักจะหาที่ใหม่ ๆ ให้พวกเราได้ไปกันเสมอ ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะขุนช่างเคี้ยนก็เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ไปเยือน พอเดินทางเข้าไปเรื่อย ๆ พวกเราก็เริ่มเห็นดอกซากุระ ทำเอาพวกเรายิ้มแก้มแทบปริกันเลยล่ะ เพราะปีที่แล้วกินแห้วไปเรียบร้อยเพราะได้เห็นแต่ซากซากุระที่ร่วงอยู่ตามพื้นเท่านั้นเอง ลองดูรูปนะคะ


ไม่ผิดหวังเลยค่ะ สำหรับวันแรกของพวกเรา เห็นแล้วก็คุ้มค่ากับการเดินทางจริง ๆ พวกเราก็ถ่ายรูปที่นี่ค่อนข้างเยอะเลย แล้วก็ได้ลองร้านกาแฟด้วย ขอบอกว่ากาแฟอร่อยเหมือนกันนะคะ เขาปลูกและคั่วบดกันเองด้วยค่ะ

(นี่เป็นภาพบรรยากาศภายในร้านกาแฟค่ะ)

เป็นไงค่ะ อยากไปกันบ้างอ่ะยัง สวยมาก ๆ ดูในรูปอาจจะยังไม่เท่ากับได้เห็นของจริงนะค่ะ อิอิ
อ้อ! ลืมบอกไปว่า วันนั้นพวกเราได้เป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับรายการของช่อง NBT ด้วยล่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาเอาไปออกรายการอ่ะป่าว อิอิ
กลับมารายงานตัวแล้วจ้า
มกราคม 13, 2009 ที่ 7:02 am | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็นหนีไปเที่ยวมาหลายวัน จนแฟนคลับบางคน mail มาต่อว่าแล้วด้วยล่ะ ยังไงก็ดีใจนะคะที่ติดตามเพราะนั่นคือกำลังใจที่ทำให้หนิงยังคงเขียน blog มาได้จนทุกวันนี้อ่ะค่ะ
คราวนี้หนิงไปเที่ยวที่เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-ตาก มาค่ะ บางที่ก็เป็นที่ใหม่ยังไม่เคยไปมาเลย แล้ววันหน้าหนิงจะเอารูปของแต่ละที่มาให้ดูนะคะ จะได้ดูกันว่าที่เมืองไทยก็มีอะไรดี ๆ อีกเยอะให้พวกเราคนไทยได้ไปเที่ยวกันค่ะ
อ๋อ คราวนี้หนิงได้แวะไปที่ปายอีก เสียดายจังค่ะ กะไว้ว่าจะนัดเจอกับคุณ gummy ซะหน่อย ไปหาถึงร้านแล้วเชียว แต่คุณ gummy ไปทำธุระข้างนอกอยู่อ่ะค่ะ ไว้โอกาสหน้าค่อยเจอกันนะคะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.
