HR. Tips (การเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก) 26/2/52
กุมภาพันธ์ 26, 2009 ที่ 3:28 pm | บันทึกโพสใน HR. | 2 ความเห็นป้ายกำกับ: ความสัมพันธ์, คิดบวก, ชมรมผู้บริหารงานทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต, น่ารัก, ผู้ร่วมงานที่น่ารัก, เป็นที่รัก, Hr tips, HR.
นอกจากเรื่อง 6 ทักษะที่นายชอบแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่คุณประเสริฐของพวกเราได้เลือกนำมาเสนอ นั่นก็คือ “เรื่องการเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก เรามาลองดูดีกว่านะคะ ว่าจะทำให้ยังให้น่ารัก
- อย่าหยิบของคนอื่นโดยพลการ บางครั้งเราอาจจะคิดไปเองว่า เพื่อนคงไม่คิดมากหรอก ก็เราเป็นเพื่อนสนิทนิ เอาไปก่อนล่ะกัน แต่ความจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนิสัยแต่คนก็ต่างกันไป บางคนไม่ใช่ไม่ให้นะคะ แค่บอกก่อนเท่านั้นเอง เขาให้ด้วยความเต็มใจด้วยซ้ำไป แต่หากเราไปหยิบโดยไม่บอก เขาอาจจะมองเราในอีกเจตนารมณ์นึงก็เป็นไปได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยทั่วไปอยู่แล้วนะคะ
- รักที่ทำงานเหมือนที่บ้าน วันนี้คุณประเสริฐบอกพวกเราว่า ถ้าเราดูแลบ้านเราอย่างไรก็ให้ดูแลบ้านเราเยี่ยงนั่น แต่หนิงว่าอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคนนะคะ เพราะบางคนเราอาจจะใช้บ้านเป็นแค่ที่ซุกหัวนอน (อุ๊ย…แรงไปป่าว อย่าคิดมากนะคะ เอามันส์ล่ะกัน อิอิ) แต่เขาอาจจะดูแลที่ทำงานได้ดีกว่าก็เป็นไปได้ หนิงมองว่าสำหรับเรื่องนี้แค่เขาต้องการจะบอกว่าเราต้องรักและดูแลที่ทำงานเพราะจริง ๆ แล้วเราอาจจะใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าที่บ้านซะอีก หมายถึงในช่วงที่เราไม่ได้หลับอ่ะค่ะ
- การโต้ตอบต้องสุภาพ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราไม่ชอบให้ใครพูดกับเราแรง ๆ ก็ต้องไม่พูดกับเขาแรง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราชอบแล้วเขาจะชอบเสมอไปนะคะ ไม่แน่ใจว่าเคยเรียนรู้เกี่ยวกับ DISC กันหรือเปล่า ซึ่งเป็นแบบสำรวจที่จะบอกว่าแต่ละคนมีพฤติกรรมอย่างไร เราเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการปรับให้เข้ากันได้ เพราะบางคนชอบแบบไม่ต้องพูดมาก ให้พูดแบบตรง ๆ ไปเลย หรือบางคนก็ต้องใช้วิธีการโน้มน้าว เป็นต้นค่ะ
- สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เช่น ไปช่วยงานศพ ไปร่วมงานแต่ง อะไรแบบนี้เป็นต้น
- อย่าเปิดเผยความลับของเพื่อน ไม่งั้นความไว้วางใจกันก็จะไม่มี และต่อไปเพื่อนก็ไม่อยากคบ เพราะว่าเราขายคำว่า “เพื่อน” ไปแล้ว
- อย่าคาดหวังว่าคนอื่นจะรับหน้าที่หรือภาระแทนเรา ในที่นี้ก็คือ ไม่ทิ้งงานให้เพื่อนต้องเป็นผู้รับผิดชอบงานแทนนั่นเอง โดยเฉพาะในยามที่เรามั่นใจว่าเป็นการรับผิดแน่ ๆ เพราะส่วนใหญ่คนจะชอบเฉพาะช่วงที่รับชอบเท่านั้น จริงป่าว
- อเมริกันแชร์ คงเข้าใจกันดี ไม่ต้องขยายความนะคะ
- อย่านินทาเพื่อน แต่ถ้าได้ยินเพื่อนนินทาก็ไม่ต้องใส่ใจนะคะ คิดบวกไปทางอื่นซะดีกว่า
- ยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นด้วยความจริงใจ ขอย้ำว่าจริงใจนะคะ มันเป็นเรื่องที่สัมผัสกันได้โดยไม่ต้องบอกอยู่แล้วว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจ sense ล้วน ๆ
- อย่าดูถูกเพื่อน แต่จงดูเพื่อนให้ถูกจะดีกว่านะคะ
ทั้งสิบข้อนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเราที่จะทำหรอกค่ะ โดยเฉพาะเราที่อยู่ในสายงานนี้แล้วเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะหากเราต้องเป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นผู้ที่ต้องคิดบวกให้ได้ก่อน พร้อมกันนั้นเราต้องเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รักของทั้งผู้บริหารและพนักงานทุก ๆ คนด้วย จริงจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่าดีนะคะ อิอิ
HR. Tips (6 ทักษะที่นายชอบ) 26/2/52
กุมภาพันธ์ 26, 2009 ที่ 1:04 pm | บันทึกโพสใน HR. | 4 ความเห็นอีกเช่นเคยนะคะที่เวลาเข้าร่วมประชุมกับทาง “ชมรมการบริหารทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต” เราจะได้รับความรู้เกี่ยวกับ HR. Tips จากคุณประเสริฐ มนต์ประสิทธิ์ วันนี้ก็เช่นกัน หนิงก็เลยไม่อยากเก็บสิ่งที่ได้รับรู้ไว้เพียงคนเดียว หรือเฉพาะคนที่เข้าประชุมเท่านั้น สัญญานะคะว่าต่อไปหากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ HR. Tips หนิงจะพยายามมาเขียนเล่าสู่กันทุกครั้งค่ะ แต่ตอนนี้ขอเล่าเรื่องที่ได้รับฟังมาในวันนี้ก่อนนะคะ
เรื่องแรกเป็นเรื่องของ 6 ทักษะที่นายชอบ
- การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อนี้หนิงเองก็ขอยืนยันนะคะว่าเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานมาก ๆ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน เพราะหากการสื่อสารไม่ดีโอกาสในการผิดพลาดก็จะเกิดขึ้นสูง ดังนั้น เราต้องมาดูกันว่าการสื่อสารประกอบด้วยอะไรบ้าง ส่วนแรกส่วนของการส่งสาร ซึ่งการส่งสารก็มีหลายทางเช่นกัน เช่น การพูดด้วยวาจา การพิมพ์ในรูปของเอกสารหรือส่ง e-mail แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องมีความชัดเจนทั้งเรื่องของภาษาที่ใช้และข้อมูลที่ครบถ้วนด้วย ไม่ใช่คิดแล้วแต่ชี้แจงไม่หมด ซึ่งคนรับสารก็ไม่สามารถเข้าทางในได้ อีกอย่างสำหรับเรื่องของการส่งสาร คือ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทางเดียวเสมอไป บางครั้งต้องใช้ทั้งเอกสารและการอธิบายด้วยเพื่อสร้างความชัดเจนให้มากขึ้น และป้องกันการผิดพลาด มาถึงส่วนที่สองก็คือส่วนของการรับสาร ซึ่งบางครั้งคิดว่าเข้าใจแล้วแต่อาจจะคิดไปเองตามรูปแบบที่ผู้รับอยากให้เป็นเพราะพื้นฐานคนเราต่างกัน ดังนั้นเมื่อรับสารแล้วทางที่ดีก่อนจะปฏิบัติใด ๆ ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทำการยืนยันก่อนว่าที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องตรงกันจริง ๆ
- การทำงานเป็น Team จากที่หนิงทำการ Training ในหลาย ๆ ครั้ง หนิงจะย้ำเสมอว่า ตอนนี้รูปแบบของการทำงานนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยุคการทำงานแบบ One Man Show หมดสมัยไป ซึ่งก็คือยุคของการใช้ IQ นั่นเอง แต่ ณ ปัจจุบันเป็นยุคของ EQ ซึ่งก็คือยุคของการใช้ Service Mind ใช้การทำงานเป็นทีม ดังนั้นการที่เราอยู่ในองค์กรยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ปัญหาการขัดแย้งต่าง ๆ ยิ่งมีมาก เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของคนร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ด้วยกัน แต่หากเราพยายามใช้หลัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” หรือ “การคิดบวก” ให้มาก ๆ ก็อยู่กันเป็น Team ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ
- นักแก้ปัญหา ไม่ใช่ปัญหาเชาว์นะคะ แต่โดยปกติคนที่ตอบปัญหาเชาว์ต่าง ๆ ได้ดีก็มักจะแก้ปัญหาได้ดีนะ (เท่าที่เจอมา) นั่นหมายความว่าบุคคลบางจำพวกอาจจะไม่ใช่คนที่เรียนหนังสือเก่ง แต่รู้จักในการเอาตัวรอดเป็นก็อาจจะอยู่ในข่ายนี้ได้เหมือนกันนะคะ เพราะคนที่เรียกเก่งแต่ต้องใช้หลักการหรือตัวอย่าง หรือความขยันทำให้เรียนเก่ง ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาเก่ง ตรงกับข้ามกับคนที่เรียนไม่เก่งแต่เอาตัวรอดได้นะคะ
- ผู้มีความคิดริเริ่ม ซึ่งหนิงมักจะบอกกับทีมงานของหนิงเสมอว่า บางครั้งเรื่องบางเรื่องที่เราทำกันมานานจนเป็นประเพณีนั้น ไม่ได้หมายความว่า ดีแล้ว หรือเปลี่ยนไม่ได้ หากสิ่งที่เราปฏิบัติมานานแสนนานนั้น เรายังมองเห็นจุดบกพร่อง ก็มีวิธีการอื่นที่ง่ายกว่า สะดวกกว่า เราก็ควรที่จะยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงด้วย ไม่งั้นการพัฒนาก็จะไม่เกิด ซึ่งก่อนหน้านี้หนิงก็เคยพูดถึงเรื่องของการ Change เอาไว้บางแล้ว ลองกลับไปอ่านกันดูนะคะ
- มีทักษะในการจัดการ แน่นอนค่ะ ผู้ที่มีการจัดการที่ดีย่อมมีความเป็นระบบสูง นั่นก็คือ อาจจะต้องมีการวางแผนงาน เช่น การทำ Action Plan ต่าง ๆ ล่วงหน้าเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมนั่นเอง และนอกจากเรื่องของการวางแผนแล้ว เราเองก็ควรจะมีการจัดการคน จัดการเวลาที่ดีด้วย ประสิทธิภาพการทำงานจึงจะเกิดขึ้นสูงสุด เพราะหากคุณมองแค่มุมเดียว มันก็ไม่สามารถตอบสนองได้ทุกด้านนั่นเองค่ะ
- ผู้ที่สามารถปรับตัวเองได้ ขออนุญาตนะคะ หนิงขอยกตัวอย่างเช่นสัตว์ต่าง ๆ ที่มีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมเพื่อเอาตัวรอดนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจก, ตั๊กแตน หรืออีกหลาย ๆ ชนิด หรือถ้าจะให้เห็นภาพอีกอย่างก็คือ “น้ำ” เพราะน้ำเมื่ออยู่ในภาชนะชนิดใดก็ตามมันก็สามารถที่จะอยู่ได้ เพราะมันมีการปรับตัวนั่นเอง แต่ถ้ามันกลายเป็นน้ำแข็งเมื่อไหร่ มันก็ไม่สามารถที่จะปรับเข้ากับภาชนะต่าง ๆ ได้ จนกว่ามันจะละลาย จริงไห๊มค่ะ
เป็นไงบ้างค่ะ สำหรับ 6 ทักษะที่กล่าวมา บางข้ออาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน แต่เราต้องไปหานะคะว่าตัวเราเองยังขาดข้อไหนบ้าง เพราะไม่งั้นเราก็จะไม่ได้แก้ไขในจุดที่เราบกพร่อง ส่วนเรื่องไหนที่เราแข็งแรงแล้วก็พยายามเสริมให้เกร่งยิ่งขึ้นไปอีก การพัฒนาของการไม่มีทางสิ้นสุดหรอกนะคะ หากเราสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอค่ะ อิอิ
คำสอนของท่านเจ้าเมือง
กุมภาพันธ์ 26, 2009 ที่ 12:20 pm | บันทึกโพสใน HR. | ใส่ความเห็นวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่หนิงได้เข้าไปร่วมประชุมกับทาง “ชมรมการบริหารทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต” หลังจากห่างหายไปหลายเดือน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเอามาก ๆ ที่ได้เข้าไปร่วมการประชุมในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะได้พบกับท่านเศรษฐพันธ์ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด อีกทั้งยังมีท่านอนุชน เข้ามาร่วมให้ความรู้ และข้อคิดต่าง ๆ มากมาย
สำหรับในช่วงที่ท่านเศรษฐพันธ์ได้บอกเล่าให้พวกเราได้รับรู้ก็คือ ท่านได้บอกว่าในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ อนาคตของภูเก็ตน่าจะดีขึ้น โดยการช่วยเหลือต่าง ๆ จากทาง ททท. ก็รอดูลุ้นกันไปก่อนนะคะว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้ทาง ททท. เองก็ได้ช่วยเหลือกับทางองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำ e-marketing ซึ่งพวกเราสามารถเข้าไปได้ที่ travelsouththailand.com ซึ่งเป็น web ที่ช่วยขายให้กับโรงแรมต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีบริการทางด้าน IT ต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัว life chat ฯ ลองสอบถามไปทาง ททท. ดูนะคะ เผื่อว่าจะมีลู่ทางดี ๆ เพิ่มขึ้นให้กับทางองค์กร
ส่วนคนถัดมานี่ซิ เป็นผู้ที่มาให้ข้อคิดกับพวกเราได้เยอะเหมือนกัน จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจากท่านเจ้าเมือง หรือท่านผุ้ว่าปรีชา จันทร์เรือง มุกท่านแต่ละคำเด็ด ๆ ทั้งน้าน ท่านมาบอกกับพวกเราด้วยหลักการบริหารคนง่าย ๆ ก็ใช้หลักเดียวกับการบริหารตัวเรา คนในครอบครัวเรานั่นแหละ คือพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา และยังบอกอีกว่า การที่พวกเราได้อยู่ในสายของการบริหารงานบุคคลเนี่ย ก็เปรียบเสมือนกับคน “มือทอง สมองเพชร” (ณ ขณะนั้นไม่รู้ล่ะคนอื่นจะคิดยังไง แต่หนิงรู้สึกปลื้มขึ้นมาทันทีเลยล่ะ อิอิ) ท่านยังไม่จบแค่นั้น แต่ยังบอกอีกว่า ก็ที่จะเป็นผู้ที่บริหารคนที่ดีนั้น จะต้อง “อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น” หนิงว่าประโยคนี้ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความในตัวมันเองจริง จริ้ง กับการที่จะอยู่ในตำแหน่งของการบริหารคน พร้อมกันนั้นควร “พัฒนาคุณธรรม” ด้วย
อีกอย่างนะเท่าที่สังเกตุดูท่านปรีชา น่าจะไม่ค่อยชอบนายกสักเท่าไหร่นะ อุ๊ย! อันนี้มุกท่านนะคะ หมายถึง ท่านนายกคนปัจจุบันชื่อนายกอภิสิทธิ์อ่ะค่ะ ที่บอกว่าไม่ชอบนายกคือไม่ชอบอภิสิทธิ์ พวกที่ชอบขอโน้น, นี่, นั่น กรณีพิเศษมากกว่าค่ะ อิอิ
นอกจากนี้ ท่านยังสอนให้พวกเรา แยกจำพวกคนด้วยนะคะ โดยดูจากคำง่าย ๆ “ทำ-มา-หา-กิน” ไม่น่าเชื่อจริง ๆ แยกได้ยังไง แต่พอท่านอธิบายเสร็จ ถึงบางอ้อเลยค่ะ ท่านแยกให้พวกเราเป็น 3 จำพวก คือ
- พวก ทำ-กิน คนพวกนี้ก็น่าจะเป็นพวกที่คบได้ และควรรับเข้าทำงานค่ะ
- พวกถัดมาคือ หา-กิน คนพวกนี้ก็ยังจะเป็นพวกที่ยังคงคบได้อยู่เช่นกัน แต่สำหรับพวกสุดท้าย
- พวก มา-กิน พวกนี้ต้องระวัง เพราะถ้ามา-กินเราก็คงจะแย่ เพราะจริง ๆ ต้องแชร์กันกิน อิอิ เพิ่มเอาเองค่ะ
สุดท้ายอีกท่านก็คือท่านอนุชน ซึ่งวันนี้ท่านมาบอกให้พวกเราพยายามใช้วิธี “แรงงานสัมพันธ์” กับพนักงานน่าจะดีกว่าการบังคับ นั่นก็คือ พยายามบอกเล่าเก้าสิบ พยายามพูดคุยกันด้วยเหตุผล ทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง สันติสุขก็จะมาเอง (เพราะจินตหรารออยู่ อิอิ) แต่นั่นก็อยู่ที่ทั้งสองฝ่ายเหมือนกันนะคะว่าจะพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันขนาดไหน เพราะบางครั้งลูกจ้างก็ไม่พยายามทำความเข้าใจนายจ้าง และบางครั้งนายจ้างก็ไม่ค่อยประนีประนอมกับลูกจ้างเหมือนกัน แล้วจะตกลงกันได้ไห๊มเนี่ย สุดแล้วแต่…แต่….ก็แล้วกันนะ 5555
จุดสมบูรณ์ของท่า
กุมภาพันธ์ 22, 2009 ที่ 1:36 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: ครูโยคะ, จุดสมบูรณ์ของท่า, ท่าโยคะ, ประสาริตะ ปาโทตตานาสนะ, ปรับท่า, ปรับแนว, ฝึกครู, ฝึกเป็นครู, สัจธรรม, อัษฎางคโยคะ
2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีอารมณ์ที่จะฝึกโยคะเท่าไหร่ ขนาดเมื่อวานเดินทางไปถึงห้องโยคะแล้ว ยังไม่ฝึกเลย เป็นอะไรไปเนี่ย หือ ๆๆๆ
แต่ก็ยังดีนะคะ เมื่อวานที่ไปเพราะมีแต่หนิงกับคุณกุ้งสองคนเท่านั้น ตอนแรกหนิงตั้งใจจะถามครูเกี่ยวกับเรื่องของท่าในแต่ละท่า เพื่อจะได้พยายามทำให้ถูกต้องให้มากที่สุด ปรากฎว่าครูควบสอนให้ adjust ในฐานะครูให้ซะเลย (ครูบอกว่าเผื่อไว้ช่วยครูวันที่ครูไม่สบาย หรือติดธุระมาไม่ได้อ่ะค่ะ)
สิ่งที่สังเกตุได้จากที่ครูพยายามบอกก็คือ ท่าแต่ละท่านั้น จุดที่แต่ละคนวางแต่ละตำแหน่งอาจจะต่างกัน เพราะขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคน เช่น หนิงเป็นคนที่ช่วงหลังสั้นกว่าคุณกุ้งและขาก็ยังยาวกว่าอีกต่างหาก ทำให้เวลาที่ทำท่า ประสาริตะ ปาโทตตานาสะ หรือท่ายีราฟกินน้ำที่กลุ่มพวกเราเรียกกันนั้น คุณกุ้งจะต้องกางขาน้อยกว่าหนิงมาก ๆ ดูกางไม่นิดเดียวเอง เพราะหลังคุณกุ้งยาวถ้ากางมาก ตอนนี้พวกเราสามารถก้มลงไปได้เยอะแล้ว จะทำให้ศีรษะไปชนพื้นหลังก็จะงอ แต่หากกางขาน้อยลง (หมายถึงกางให้พอดีกับที่ศีรษะจรดกับพื้นอ่ะค่ะ) ก็จะทำให้หลังไม่โค้ง เพราะท่านี้เวลาที่ทำหลังควรจะต้องตั้งตรง ซึ่งครูบอกว่าหนิงทำท่านี้ได้ดีแล้ว ถึงขั้นสวยด้วยล่ะ (อันนี้ต่อท้ายเอาเองค่ะ อิอิ)
อีกอย่างที่หนิงเห็นก็คือ คนเราแต่ละคนที่มีจุดสมบูรณ์ของท่าที่ต่างกันไปนั้น นอกจากจะขึ้นกับสรีระแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัย ระยะเวลาในการฝึก แม้แต่แต่ละวันที่ฝึกก็ยังต่างกันเลย ดังนั้นเวลาที่ฝึกให้เรามีสติรู้ว่าตอนนี้ร่างกายเราตอบรับกับการฝึกแค่ไหน เพราะบางวันหากเราฝึนมากเกินไปก็อาจจะบาดเจ็บ และการที่ไปดูท่าของเพื่อนข้าง ๆ แล้วพยายามทำให้ได้ยิ่งไม่สมควรเอามาก ๆ เพราะคนเราต่างกัน
อีกอย่างที่ได้ก็คือ จากการฝึกของแต่ละคนเราต้องดูจุดอ่อนของผู้ฝึกให้ออกว่าเขามีปัญหาส่วนไหน ดังนั้นเวลาเข้าไปปรับท่า ปรับแนวให้กับแต่ละคนจึงแตกต่างกันเช่นกัน
ยิ่งฝึกโยคะยิ่งทำให้หนิงได้เห็นสัจธรรมเพิ่มมากขึ้น เพราะเรื่องจุดสมบูรณ์ของท่า หากเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตมันก็คล้าย ๆ กัน เพราะคนเรามีเงื่อนไขในตัวต่างกันทำให้คิด, ตัดสินใจ, หรือเลือกปฏิบัติต่างกัน ถึงแม้จะไปดูวิธีการของคนอื่นก็ใช่ว่าจะเอามาคิดได้เพราะพื้นฐานมันต่างกันนั่นเองค่ะ ส่วนเรื่องที่เข้าไปปรับท่าให้ก็เหมือนกับการที่เราจะต้องว่าคน ๆ นี้เป็นแบบไหน นิสัยยังไง เพื่อที่จะเข้าหาแล้วไม่เกิดการปฏิเสธกัน สามารถพูดคุยกันได้รู้เรื่อง เป็นต้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบจริง ๆ ก็มีอีกหลายเรื่องที่เอามาเปรียบเทียบได้ แต่อยากให้รู้กันเองจะดีกว่าค่ะ อิอิ
ทางสายกลาง
กุมภาพันธ์ 20, 2009 ที่ 10:17 am | บันทึกโพสใน HR. | 9 ความเห็นป้ายกำกับ: ทางสายกลาง, ยิ่งสูงยิ่งหนาว, หัวใจ HR., HR.
ช่วงนี้ยุ่ง ๆ กับงาน เลยไม่ค่อยได้ไปฝึกโยคะเท่าไหร่ มีเรื่อง มีปัญหามากมายที่ต้องคิด จนบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองตึงเกินไปหรือเปล่ากับทางทำงาน หรือการใช้ชีวิต บางครั้งเราเลือกที่จะใช้วิธีนี้เพราะความเข้าใจไปเองว่าเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น แต่มันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดูจะรุนแรงหรือตึงเกินไป ทั้ง ๆ ที่ถ้าเราผ่อนลงมาบ้าง เหตุการณ์มันอาจจะดีกว่านี้ กับความรู้สึกของคนรอบข้าง
“ยิ่งสูงยิ่งหนาว” มันคำที่ใช้เปรียบเทียบซึ่งมักจะได้ยินกับบ่อย ๆ จึงต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ กับสิ่งที่เราจะเจอ
บางครั้งหนิงรู้สึกหนักกับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน โดยเฉพาะงานทางด้าน HR. ซึ่งการกำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ มันมีผลกับทุก ๆ คนในองค์กร หากเขาเข้าใจว่านั่นคือหน้าที่การทำงานมันเป็นบทบาทนึงที่เราต้องเป็นต้องทำก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่แล้วทุกคนมีอารมณ์มีความรู้สึกมีความคิด โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกับตัวเองยิ่งทำให้รู้สึกมากกว่าปกติจนลืมไป คิดว่าเราแกล้งเขา มันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวกันไป (แต่หนิงอาจจะคิดมากตรงจุดนี้เองก็เป็นไปได้)
ในบทบาทของ HR. ส่วนนี้ด้วยมั่ง ที่ทำให้เหมือนกับเราเองจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ก็ไม่ค่อยอยากให้มีปัญหาตามมาว่า ไปเข้มงวดกับส่วนอื่น แล้วทำไมส่วนที่ตัวเองดูแลจึงปล่อยปละละเลย อะไรต่าง ๆ นา ๆ มันจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา เราอาจจะตึงกับในส่วนที่เราดูแลมากเกินไปจนทำให้ลูกน้องเราเดือดร้อนหรือเปล่า
ในวันนี้หนิงอาจจะได้ข้อคิดบางอย่างเพิ่มขึ้นในการดูแลจิตใจคนรอบข้าง เพราะบางครั้งเรามัวแต่ดูกฎเกณฑ์จนลืมนึกถึงจิตใจเขาเหมือนกัน…
ไม่รู้ว่าจะต้องแบกอีกนานแค่ไหน…อิอิ
เอาอะไรมาวัด
กุมภาพันธ์ 16, 2009 ที่ 1:11 am | บันทึกโพสใน ผู้หญิงคิดบวก | 5 ความเห็นป้ายกำกับ: ความคิด, ความยุติธรรม, ความรู้สึก, ความเป็นทีม, ตัดสิน, ทีม, มองต่างมุม, สับสน, เอาอะไรวัด, ไม่ยุติธรรม, Team
พักนี้หนิงค่อนข้างสับสนกับตัวเองว่า ความคิดของเรายังไม่โตพอหรือเปล่า ความคิดของเรายังไม่ทันคนอื่นหรือเปล่า ความคิดของเรายังไม่กว้างพอหรือเปล่า คำถามต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นมาในหัว ด้วยคำพูดจากบางคนหรือกับตัวหนิงเองที่บอกว่า “ไม่ยุติธรรม”
นึกไปนึกมา ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะแต่ละคนอาจจะคิดต่างมุม อาจจะคิดจากพื้นฐานที่ต่างกัน แต่ที่สงสัยคือเรื่องบางเรื่องเอาอะไรมาวัด เพราะถ้าคุณวัดด้วยความรู้สึก แน่นอนค่ะมันย่อมไม่เท่ากันแน่นอน แล้วจะให้เรารับกับสิ่งนั้นได้ยังไงเพราะความรู้สึกเราต่างกัน….
หนิงมองว่าการตัดสินใจอะไรซักอย่างที่มีผลกับคนหมู่มาก มันควรมีความชัดเจนและสามารถอธิบายได้ ปัญหาจะได้ลดลง แต่หากเราตัดสินด้วยความรู้สึกของคนคนเดียว ปัญหาใหญ่อาจจะตามมาก็ได้ ด้วยความคิดที่ว่า “ไม่ยุติธรรม” เอาอะไรมาตัดสิน เอาอะไรมาวัดล่ะ…อิอิ
เผลอ ๆ สิ่งที่ได้กลับมาเป็นของแถม อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเองไม่ได้คาดคิดก็ได้ นั่นก็คือ “ความแตกแยก” ไงค่ะ ในเมื่อรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมไปแล้ว ความเป็น Team ก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นความแตกแยกก็จะตามมาในที่สุดไงล่ะค่ะ
ขอกำลังใจหน่อยค่ะ
กุมภาพันธ์ 16, 2009 ที่ 12:48 am | บันทึกโพสใน การออกกำลัง | 10 ความเห็นป้ายกำกับ: ขอกำลังใจ, ขี้เกียจ, โยคะ
ช่วงนี้หนิงน่าจะมีเรื่องที่ทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้าเยอะเอามาก ๆ จริง ๆ แล้วไม่ได้ปวดหัวหรอกนะคะ แค่รู้สึกว่าเป็นกังวลมากกว่า ทำให้หนิงเองไม่อยากไปฝึกโยคะเอาซะเลย ทั้ง ๆ ที่ตื่นเช้าทุกวัน แค่อาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินทางไปได้อย่างสบาย ๆ แต่กลับไม่ทำ พยายามคิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ว่ายังไม่เรียบร้อย เราต้องทำให้เสร็จตอนนั้นตอนนี้ ถ้าไม่ฝึกแล้วจะไม่ทันอะไรแบบนั้นเป็นต้น ทำให้หนิงเลือกที่จะไม่ไป แย่จัง…
เพราะตอนนี้เป็นเวลา 5 วันเต็ม ๆ ที่หนิงไม่ไปฝึกโยคะทั้ง ๆ ที่สามารถทำได้ จะทำยังไงดี ใจนึงก็อยากไป แต่อีกใจก็คิดถึงเรื่องอื่นอยู่ ทำให้ตัดไม่ขาด ไม่รู้ว่าจะเป็นอีกนานแค่ไหน หวังว่าพรุ่งนี้คงจะดีขึ้น
คิดไม่ถึงเหมือนกันนะคะ กับอาการของหนิงในวันนี้ เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย หรือว่าเป็นเพราะ “ขี้เกียจ” ซึ่งน่าจะเป็นตัวการสำคัญอยู่เหมือนกันค่ะ อิอิ
วินยาสะ
กุมภาพันธ์ 10, 2009 ที่ 12:31 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 3 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, การหายใจ, ฝึกอาสนะ, วินยาสะ, สันโดษ, อัษฎางคโยคะ, yoga
บังเอิญว่าวันนี้หนิงมีโอกาสได้คุยกับรุ่นพี่คนนึงเกี่ยวกับเรื่องโยคะ เป็นรุ่นพี่ที่หนิงเคยชวนมาฝึก Ashtanga Yoga นานแล้วล่ะ ปรากฎว่าพี่เขาก็สนใจไปหาที่ฝึกจริง ๆ ก็เลยได้มีโอกาสคุยกันเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของการฝึก ซึ่งพี่เขาบอกว่าตอนนี้บางวันก็ฝึกเองที่บ้าน หนิงยังนับถือพี่เขาเลยนะคะ เพิ่งเริ่มเรียนรู้ไม่นานแต่ก็สามารถฝึกเองได้ ซึ่งยังค่อนข้างติดเพื่อนติดครูอยู่ ยังไม่ค่อยมีความสันโดษสักเท่าไหร่ คงต้องขออีกสักระยะ เกริ่นมาซะยาวเชียว จริง ๆ แล้วมันเป็นที่มาของหัวข้อเรื่องนั่นแหละ เพราะระหว่างที่พูดคุยก็ได้พูดถึงเรื่องของการฝึกเนี่ยแหละ
พอดีพี่เขาบอกว่า อุตส่าห์ติดกระจกบานใหญ่เพื่อดูท่าตัวเองด้วย หนิงก็เลยบอกกับพี่เขาไปว่า
“โดยปกติที่พวกเราฝึก Ashtanga Yoga มานั้น ครูเกือบทุกคนไม่ยอมให้พวกเราดูกระจกกันเลย ครูบอกว่าครูจะเป็นผู้บอกให้เองว่าท่าเราถูกต้องหรือไม่ ไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องของท่าว่าเป็นยังไง ดีหรือไม่ แต่ให้พยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ต้องฝืนจนบาดเจ็บ หรือผ่อนจนไม่ออกแรง แต่ให้รู้สึกตึง ๆ ก็พอแล้ว สิ่งที่สำคัญมากกว่าสำหรับการฝึก Ashtanga Yoga ก็คือวินยาสะมากกว่า เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องของท่าตั้งแต่ต้นจนจบ ให้การฝึกในครั้งนั้นลื่นไหลไม่ชะงักหรือหยุดไป เพื่อช่วงที่เราหายใจต่อเนื่อง และฝึกอาสนะอย่างต่อเนื่อง จะเป็นช่วงที่ทำให้เราเกิดพลังงานขึ้น ความร้อนในร่างกายก็จะเกิดขึ้น สังเกตุจากเหงื่อที่ออกมามาก (จุดนี้หนิงเรียนรู้ได้จากตัวเองเลยค่ะ เพราะบางวันหนิงฝึกแบบพยายามเอาท่าให้ได้ดี แต่บางท่ากว่าเราจะทำได้ถึงจุดต้องใช้เวลาและความพยายามมาก ทำให้ความต่อเนื่องไม่มี เหงื่อก็จะไม่ค่อยออกอ่ะค่ะ) อีกอย่างก็คือความยืดหยุ่นของตัวเราเองก็ดีด้วย (ข้อนี้ก็ขอยืนยันอีกเช่นกัน ไม่เชื่อก็ลองดูซิ ถ้าเราฝึกแบบต่อเนื่องจะทำให้เราสามารถทำอาสนะบางท่าที่ต้องใช้ความยืดหยุ่นซึ่งปกติทำไม่ค่อยดีวันนั้นเราจะทำได้ดีขึ้นล่ะ)
ซึ่งการที่ทำวินยาสะของ Ashtanga Yoga อย่างเช่น เวลาทำท่านั่ง พอเราทำเสร็จ 1 ท่า เราก็จะต้องทำการ Jump Back (หายใจออก) แล้วก็ทำท่าจตุรังกา (ยังหายใจออกอยู่นะคะ) หลังจากนั้นก็ทำ Facing Dog (หายใจเข้า) แล้วก้อ Downward Dog (หายใจออก) หลังจากนั้น Jump Forward (หายใจเข้า) มาสู่ท่านั่ง (หายใจออก) นี่ก็คือการทำวินยาสะ เรื่องของการหายใจก็เป็นเรื่องที่สำคัญของการทำวินยาสะด้วยนะคะ ซึ่งโดยปกติแล้วเวลาฝึกอาสนะในท่านั่งนั้น ทุกครั้งที่เราทำในแต่ละอาสนะเราจะต้องทำการวินยาสะด้วยทุกครั้ง ซึ่งช่วงแรก ๆ ของการฝึกขอบอกว่าเหนื่อยมาก ๆ แต่พอเราฝึกไปสักพักนึงมันก็จะอยู่ตัว ไม่ใช่ไม่เหนื่อยนะคะ ยังคงเหนื่อยอยู่นั่นแหละ แต่อาจจะไม่ทรมานเหมือนกับช่วงแรก ๆ ขนาดว่าในแต่ละอาสนะถ้าอาสนะไหนทำ 2 ข้าง ยังต้องทำวินยาสะต่อข้างด้วยซ้ำไปค่ะ สำหรับคนที่เพิ่งฝึกอาจจะทำอาสนะให้ครบ 2 ข้างแล้วค่อยวินยาสะครั้งนึงก็ได้ค่ะ หรือบางคนที่มีเวลาน้อย แต่ถ้าไม่ติดอะไรก็พยายามฝึกทำทุกครั้งจะดีกว่านะคะ เมื่อถึงวันนึงที่คุณทำได้แล้ว จะรู้สึกค่ะว่า อ๋อ! มันดีอย่างนี่นี้เอง…อิอิ
ความเชื่อเรื่องวันกับการฝึกอัษฎางคโยคะ
กุมภาพันธ์ 7, 2009 ที่ 5:24 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 13 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, ashtanga yoga as it is, ดวงจันทร์, ดวงอาทตย์, ดาวพฤหัสบดี, ดาวพุธ, ดาวศุกร์, ดาวอังคาร, ดาวเสาร์, วันวาเลนไทน์, สุโข สปา, อัษฎางคโยคะ, Ken, Mysore, studio, studio yoga, yoga studio
ก่อนหน้านี้หนิงเคยได้ยินครูหลาย ๆ คนบอกว่าการฝึกอัษฎางคโยคะนั้น จะไม่ฝึกกันในวันเสาร์ หนิงก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไม รู้แต่ว่าที่เมือง mysore เขาไม่ฝึกกันในวันนี้ ตอนแรกก็นึกนะคะว่าทำไมไม่หยุดวันอาทิตย์ละเพราะเป็นวันครอบครัวจะได้มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น และส่วนใหญ่วันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปาดห์อยู่แล้วจะได้พักผ่อนได้เต็มที่ แต่ก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนนัก
จนกระทั่ง Ken ได้อธิบายให้ฟัง พร้อม ๆ กับหนิงได้อ่านหนังสือ Asthanga Yoga As It Is ด้วย ทำให้คลายข้อสงสัยไปได้เยอะเลย ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่หนิงรับรู้มาบางส่วนก็ยังงง ๆ ถึงที่มาที่ไปอยู่ดี แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่านี่เป็นความเชื่อบางอย่างของต้นกำเนิด Ashtanga Yoga อ่ะค่ะ
ในหนังสือเขาบอกไว้ว่า ในแต่ละสัปดาห์จะมีมาตรฐานของการฝึกคือ วันแรกของการฝึกจะเป็นวันอาทิตย์ส่วนวันสุดท้ายคือวันศุกร์ โดยจะหยุดวันเสาร์ วันข้างขึ้นและวันข้างแรม เหตุเพราะว่า
- วันเสาร์ อยู่ภายใต้ดาวเสาร์ อันเป็นดาวแห่งการงาน การกำหนดขอบเขตและระเบียบวินัย ซึ่งดาวนี้มีอิทธิพลต่อการถูกบีบรัด ความเย็นและความแห้ง ดังนั้นในวิธีแบบดั้งเดิมจึงงดเว้นการฝึกในวันเสาร์ แต่ปัจจุบันพวกเราที่ฝึกกันที่สุโข สปา ก็ยังคงฝึกกันเกือบทุกเสาร์ (ถ้าว่างไป…หรือไม่ขี้เกียจ อิอิ)
- วันอาทิตย์ อยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งดวงอาทิตย์ อันเป็นต้นกำเนิดแห่งการรู้แจ้ง แต่พวกเราหยุดกันทุกวันอาทิตย์เลย เพราะเท่าที่ทาง สุโข สปา เปิด Class มาในวันอาทิตย์ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะมีนักเรียนมาฝึกกันน้อยมาก ก็อย่างที่บอกแหละค่ะ ในความเป็นจริงแล้ว วันอาทิตย์ก็เป็นวันครอบครัว แม้แต่หนิงเองก็ต้องดูครอบครัวด้วย ไม่ใช่เราฝึกโยคะจนลืมที่จะใส่ใจกับคนในครอบครัวอ่ะค่ะ
- วันจันทร์อยู่ใต้อิทธิพลแห่งดวงจันทร์ อันถูกมองเป็นวันดีที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ๆ สำหรับพวกเราส่วนใหญ่จะมาเริ่มฝึกกันวันนี้แหละค่ะ
- วันอังคารอยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งดาวอังคาร เทพแห่งสงครามและไฟ เนื่องจากธรรมชาติอันดุดันนี้เอง จึงไม่มีการสอนท่าใหม่ให้แก่นักเรียนในวันอังคาร ซึ่งช่วงที่ Ken สอน ตอนวันอังคาร Ken เข้ามาถามหนิงว่าวันนี้เป็นไงบ้าง เหนื่อยไห๊ม หนิงก็ตอบกลับไปว่าเหนื่อย แล้วครู Ken ก็ตอบกลับมาว่า วันนี้เป็นวันอังคารนะ หนิงก็งง ๆ ในใจคิดว่า Ken คงจะบอกว่าวันนี้แค่วันอังคารเองนะ เพิ่งเริ่มได้แค่ 2 วัน เหนื่อยแล้วเหรอ อะไรประมาณนั้น จนกระทั่งเข้า Class เรียนปราณายามะ Ken จึงอธิบายให้ฟังค่ะ
- วันพุธอยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งดาวพุธ ดาวแห่งสิ่งตรงกันข้าม หรือความเป็นสองด้านอันอยู่ที่กึ่งกลางสัปดาห์
- วันพฤหัสอยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งดาวพฤหัสบดี ดาวแห่งความเจริญเติบโตและความเป็นเอกสาร ส่วนใหญ่แล้วหนิงจะไม่ค่อยหยุดกันในวันนี้ เพราะเป็นวันที่หนิงสามารถใช้เวลาในการฝึกได้มากกว่าปกตินิดหน่อย เพราะไม่ต้องเข้าประชุมในตอนเช้า คือ ปกติหนิงจะต้องประชุมช่วงเช้าในวันจันทร์-วันพุธ เวลา 09.00 น. เข้าไปสายก็เกรงว่าจะตกงานอ่ะค่ะ
- วันศุกร์อยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งดาวศุกร์ เทพธิดาแห่งความรัก ซึ่ง Ken ได้บอกใน Calss ว่า โดยปกติในวันศุกร์นั้นจะฝึกเฉพาะชุดขั้นพื้นฐาน คือ Primary Series เท่านั้น อาจจะเป็นเพราะเป็นวันสุดท้ายของการฝึก แต่หนิงก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเมื่อเป็นวันสุดท้ายพรุ่งนี้จะได้หยุดอยู่แล้ว ทำไมไม่ทำให้เต็มที่ก่อนที่จะหยุดล่ะ ไว้ถ้าหนิงหาคำตอบจากท่านผู้รู้ได้แล้ว จะมาบอกภายหลังนะคะ ขอค้างไว้ก่อนค่ะ
สำหรับหนิงแล้ว หนิงมองว่า ณ ปัจจุบัน คงจะไม่ค่อยมี Studio ที่ไหนที่สามารถนำรูปแบบแบบดั้งเดิมมาใช้ได้ อาจจะเป็นด้วยหลาย ๆ เหตุผล ไม่ว่าจากเหตุผลที่ตนเองก็ยังไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วดั้งเดิมเขาทำกันอย่างไร หรือบางที่อาจจะทราบแต่ไม่สามารถทำได้เพราะยังคงต้องทำธุรกิจอยู่ หากสร้างเงื่อนไขไม่ต้องสนองกับลูกค้าก็คงจะขาย Class ไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องปิดไป เพราะไม่คุ้ม อันนี้ก็ต้องเข้าใจกันด้วยนะคะ อีกอย่างที่หนิงมองก็คือ ผู้ที่มาเรียน Ashtanga Yoga นั้น ก็ไม่ใช่ผู้ที่ต้องการเรียนแบบดั้งเดิมทั้งหมด ซึ่งไม่ได้เข้าใจวิถีของ Ashtanga Yoga เลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นเงื่อนไขเหล่านี้ ก็อาจจะเกิดความยุ่งยากกับเจ้าของ Studio ที่ต้องใช้ความพยายามในการอธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับลูกค้าด้วย ซึ่งน่าจะยุ่งยากน่าดูเหมือนกันนะคะ สำหรับปีนี้วันวาเลนไทน์ตรงกับวันเสาร์พอดีน่าจะเป็นเหตุเป็นผลให้หยุดฝึกได้เหมือนกันนะคะ อิอิ
ครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
กุมภาพันธ์ 2, 2009 ที่ 1:04 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 3 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, ครูที่ยิ่งใหญ่, ครูโยคะ, จุดเปลี่ยน, อัษฎางคโยคะ, โยคะ, Ken
เมื่อเช้านี้หนิงไม่ได้มาฝึกโยคะ แต่หนิงก็ได้อ่านหนังสือ อัษฎางคโยคะ Ashtanga Yoga As It Is อ่านไปอ่านมา มาเจออยู่ประโยคนึงที่ทำเอาหนิงอึ้ง และก็คิดอยู่พักนึงไปเลย ประโยคนั้นกล่าวว่า
ครูมีความสำคัญ แต่ครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความตระหนักรู้ของคุณเอง
หนิงว่าจริงนะคะ ก่อนหน้านี้ หนิงรู้สึกว่า ชอบมากเลยเวลาที่ครูมาช่วย มาฝืน มายืด มาดัด ให้ในท่าที่เราเองไม่สามารถทำได้ แต่ขณะที่ครูจับเราดัดนั้นก็ใช่ว่าจะสบายนะคะ ก็อยู่ในจุดที่เราเองก็เอาการเหมือนกันในบางครั้ง และเท่าที่ได้พูดคุยกับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนใน Class เขาก็ชอบนะคะ เพราะมันแสดงถึงความใส่ใจ และทำให้เราเกิดการพัฒนาขึ้นนั่นเอง
มาถึงวันนี้ ยิ่งได้อ่านประโยคดังกล่าวแล้ว หนิงรู้สึกได้เลยค่ะว่า มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะบางครั้งเราต้องค้นหาตัวเอง ค้นหาสิ่งที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายนั้นด้วยตัวเราเอง เพราะบางครั้งจุดที่ครูมาจับเรานั้นอาจจะไม่ใช่จุดของเราจริง ๆ ก็เป็นไปได้ แต่ที่หนิงบอกมาไม่ใช่ว่าครูจับเราแล้วจะไม่ดีนะคะ เพียงแต่น่าจะต้องสลับกันบ้าง ระหว่างการให้ครูจับ กับตัวเราต้องค้นหาตัวเอง หนิงเลยไม่แปลกใจเลยค่ะ ที่หนิงเห็นครูโยคะที่เคยสอนหนิงบางคน รวมถึง Ken ด้วย ที่สอนเราไป จับเราไป และก็ปล่อยเราไปด้วย ไม่ใช่มาจับท่าเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวัน บางครั้งพวกเราอาจจะคิดว่าครูจับไม่ทัน เพราะต้องดัดให้กับคนอื่นอยู่ แต่บางครั้งครูก็ว่างนี่น่าทำไมครูไม่ช่วยเราล่ะ หนิงค่อนข้างมั่นใจว่านักเรียนส่วนใหญ่จะคิดแบบนั้น อิอิ เพราะหนิงเองก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อนเหมือนกันค่ะ
วัน เวลา เป็นตัวที่ทำให้การฝึกและความคิดต่าง ๆ ในการฝึกของเราเปลี่ยนไป เมื่อก่อนหนิงอาจจะคิดกับการฝึกอีกแบบ มีความตั้งใจและมุ่งมั่นมาก แต่ปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ จาก Ken มากมาย ทำให้หนิงเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับความคิด เพราะรู้สึกว่าเราเร่งรีบเพื่ออะไร เราฝึกหนักไปเพื่ออะไร แต่ตอนนี้เราควรจะมีสติว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และเราเองฟังเสียงร่างกายเราเองแค่ไหน เราฝืนตัวเราเองมากไปหรือเป่า มีใครเคยถามบ้างไห๊มค่ะ บางครั้งร่างกายเราล้าเต็มที่ แต่ด้วยตัวเราเองมีจิตใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง จึงทำให้มีความฮึดที่จะฝึกต่อไปทั้ง ๆ ที่ร่างกายเราอยากจะบอกเต็มที่ว่า
วันนี้ ขอหยุดก่อนได้ป่ะ
แต่สำหรับบางคน อาจจะคิดว่านี่เป็นสิ่งปกติที่เป็นอยู่ก็ได้ อย่างที่บอกว่าก่อนหน้านี้หนิงเองยังมีความรู้สึกว่า Ashtanga Yoga ทำให้หนิงรู้สึกท้าทายที่จะทำให้ได้ สำหรับเวลานี้ หนิงรู้สึกว่าหนิงฝึกเพื่อเป้าหมายอย่างอื่นแล้วล่ะ แล้วก็ไม่ได้คิดที่จะเอาชนะใคร แม้กระทั่งร่างกายเราเองก็เถอะ แต่หนิงจะพยายามทำความเข้าใจระหว่างร่างกายของหนิงกับ Ashtanga มากกว่า เรื่องแบบนี้อาจจะต้องเจอจุดเปลี่ยนกันเองถึงจะเข้าใจอ่ะค่ะ หนิงเองก็ยังตกใจกับตัวเองเหมือนกันนะคะ เพราะหนิงอาจจะเพิ่งเปลี่ยนความคิดเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เองค่ะ แต่ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะว่า ในอนาคตหนิงจะเปลี่ยนความคิดเป็นแบบอื่นอีกหรือเปล่า…อิอิ
แล้วอย่าลืม ค้นหาครูที่ยิ่งใหญ่ให้เจอนะคะ
นมัสเตค่ะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.
