ข้อดีของความทุกข์และความสุข

มีนาคม 24, 2009 ที่ 8:46 am | บันทึกโพสใน ผู้หญิงคิดบวก | 5 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , ,

หนิงได้รับ e-mail จากเพื่อนคนนึง  ที่เขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องของพระธรรม  เป็นโชคดีและเป็นบุญของเธอผู้นั้นจริง ๆ แถมเขายังส่งบุญมาให้เพื่อน ๆ อีก  หนิงก็เลยถือโอกาสมาบอกต่อ  ลองอ่านกันดูนะคะ

ข้อดีของความทุกข์

  1. ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
  2. ทำให้รู้ถึงค่าของความสุข
  3. ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
  4. ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำ (ทำเพื่อให้หายทุกข์)
  5. ทำให้เรามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น
  6. ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น
  7. ทำให้ความสุขมีค่ามากขึ้น
  8. ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น
  9. ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
  10. ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่เป็นที่พึ่งยามยากของเรา
  11. ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่ห่วงเรา
  12. ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรแท้ของเรา
  13. ทำให้รู้ได้ว่าเพื่อนของเรามีความสามารถแค่ไหน
  14. ทำให้เรารู้ว่าใครมีความสามารถขนาดไหน
  15. ทำให้เรารู้ได้ว่ามีคนไหนที่รักเราจริง
  16. ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นสิ่งจำเป็น
  17. ทำให้เราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น
  18. ทำให้เรามาค้นหาข้อดีของความทุกข์ 

ข้อดีของการทำใจให้เป็นสุข

  1. ทำให้เราสดชื่นขึ้น
  2. ทำให้ไม่อยากคิดเรื่องทุกข์
  3. ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
  4. ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มเติมความสุข
  5. ทำให้เรามีแนวความคิดทางด้านดี
  6. ทำให้เรามีความมุ่งหมายให้คนอื่นมีสุขมากขึ้น 
  7. ทำให้ความทุข์หมดค่า
  8. ทำให้อยากรักษาความสุขเอาไว้เสมอๆ
  9. ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น 
  10. ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่ดีในสายตาเรา
  11. ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่คิดดีกับเรา 
  12. ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรเรา 
  13. ทำให้เราได้ว่าแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถแค่ไหน 
  14. ทำให้เรารู้ว่าความอิ่มเอมเป็นเช่นใด
  15. ทำให้เรารู้ได้ว่าเรารักใคร
  16. ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นเพียงสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข
  17. ทำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้น 
  18. ทำให้เรามาค้นหาการกำจัดความทุกข์ 
  19. ทำให้ชีวิตคนรอบข้างมีสุขตามเรา
  20. ทำให้งานมีคุณภาพ
  21. ทำให้สังคมสดชื่น
  22. ทำให้คนอื่นๆ อยากคบหาสมาคมกับเรา
  23. ทำให้ทำสิ่งใดก็มีแต่คนช่วยเหลือ..
  24. ทำให้เราได้ทำจิตให้สงบ
  25. ทำให้เราได้ปลงกับกับความสุข
  26. ทำให้เรามองความสุขเป็นเรื่องที่ต้องมี
  27. ทำให้คนรอบข้างอยากมีความสุข
  28. ทำให้เรื่องทุกข์ไม่เกิดขึ้น
  29. ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น…
  30. ทำให้ความสุข เป็นความสุขยิ่งขึ้น…  

“… เพียงเรารู้จักความทุกข์ เพียงมีใจละเอียดรับรู้ทุกข์ ใจจักหาทางพ้นทุกข์ ใจจักพบความสุขที่นิรันดร์…”

แพทย์แผนจีนบอกว่าไม่ควรกินจ้า

มีนาคม 24, 2009 ที่ 8:36 am | บันทึกโพสใน ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 4 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , ,

ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ… อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่…

  1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
  2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงาน หนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
  3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
  4. ผักดอง:  ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือ มากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย  นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
  5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรค หัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
  6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า… มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาด แคลเซียม หรือสังกะสีได้
  7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
  8. เมล็ดทานตะวัน: เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า… การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
  9. เต้าหู้หมัก เต้ าหู้ยี้:  กระบวนการหมัก เต้ าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย… ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อ คนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
  10. ผงชูรส:  คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา… การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่นคลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

ลองใช้วิจารณญาณกันดูนะคะ  แต่เท่าที่ดูเลี่ยงได้ก็น่าจะดีจริง ๆ แหละค่ะ  อิอิ

ความรู้จากแพทย์จีน

มีนาคม 23, 2009 ที่ 5:38 am | บันทึกโพสใน ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 2 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , ,

อีกเช่นเคยนะคะ  ได้เรื่องดี ๆ มาก็ไม่อยากเก็บไว้คนเดียวอ่ะค่ะ 

มีอาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้ 12 ข้อ  ดังนี้ค่ะ

  1. หวีผมบ่อยๆ :  หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรง เบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)
  2. ถูใบหน้าบ่อยๆ :  ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
  3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ :  ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือ จ้อง  อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
  4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ : การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน (จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
  5. ขบฟันบ่อยๆ : ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย (ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
  6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ : การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
  7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ : การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
  8. หมั่นขับของเสีย : หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
  9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ : ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
  10. ขมิบก้นบ่อยๆ : การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
  11. เคลื่อนไหวทุกข้อ : การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ
  12. ถูผิวหนังบ่อยๆ : ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหลเวียนดี

ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ  เพื่อสุขภาพ  พลัง  และลมปราณที่ดีไปนาน ๆ ค่ะ

ลิงกับลา

มีนาคม 16, 2009 ที่ 5:12 am | บันทึกโพสใน HR. | 3 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , ,

อีกเช่นเคยนะคะ  วันนี้หนิงได้สะสางอ่าน mail เก่า ๆ ที่เพื่อน ๆ ส่งมา  เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งทางใจ  ทำให้ mail ค้างเพียบ  และแล้วก็มาเจอเรื่อง “ลิงกับลา” ที่เพื่อนสนิทคนนึงส่งมาให้  หนิงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่พวกเราน่าจะเคยพบเจอในการทำงาน  ลองอ่านกันดูค่ะ

หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว  คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิงแล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย
 
ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่วอีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ
 
สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจาก
ทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง
 
ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจาย
เช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง   ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย
 
เธอทั้งหลาย…
 
เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความ
ผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย   ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ

แต่แท้ที่จริงแล้ว นิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้  เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว  เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ  แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อ
ทำลาย  เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง

ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน
 
เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ
ที่ “ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์”   ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง  พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม    ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมาก Present เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด  แต่ไม่เคยทำงานจริง   นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้      

ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย  นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม  รู้จักยอมเสีย
สละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย

สมุนไพรอันตราย 13 ชนิดต่อชีวิตการทำงาน

มีนาคม 9, 2009 ที่ 4:29 am | บันทึกโพสใน HR. | 4 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , , ,

อีกครั้งนะคะที่หนิงได้รับ FW. Mail มารู้สึกว่าชอบ  ได้ใจดี  เลยอยากเอามาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน  เท่าที่อ่านก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะคะว่าสมุนไพรทั้ง 13 ชนิดนี้มันอันตรายจริง ๆ ค่ะ  อิอิ

สำนักแห่งความสุขขอประกาศรายชื่อสมุนไพรอันตราย 13 ชนิดที่มีต่อชีวิตการทำงานดังนี้คือ :

1.  ขิง / ข่า

ขิง(ก็รา) ข่า(ก็แรง) เป็นอันตรายต่อชีวิตการทำงานอย่างยิ่ง บางครั้งเป็นการกระทบกระทั่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อไม่ยอมกันคนละก้าว ก็เสียทั้งงานและภาพพจน์ขององค์กร

ทางแก้ : การทำงานในสำนักงานไม่ว่าองค์กรราชการหรือเอกชนเป็นการรวมคนจากที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน รู้จักยอมกันบ้าง ทำนอง ‘แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร’ นอกจากจะได้ไม่เสียสุขภาพจิตแล้ว ยังได้ประสิทธิภาพของงานสูง

2 ขมิ้น (กับปูน)

ไม่ชอบเพื่อน ไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบหน้าลูกค้า ไม่ชอบงานที่ทำ ไม่ชอบทุกอย่างในชีวิต!

ทางแก้ : ปรับเปลี่ยนทัศนคติมองผู้อื่นในด้านดี หรืออย่างน้อยก็ตามความเป็นจริง มองลูกค้าว่าเป็นผู้ที่ทำให้เราเลี้ยงค รอบครัวได้ เพราะการทำงานโดยมีทัศนคติไม่ดียากจะก้าวหน้า และที่แย่ที่สุดคือผ่านชีวิตทำงานแต่ละวันอย่างทรมาน

3. มะนาว (ไม่มีน้ำ)

พูดไม่ดี พูดมากไป พูดไม่ไพเราะ พูดแต่เรื่องร้ายๆ เหล่านี้เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง นอกจากจะขัดใจกันในองค์กรแล้ว ยังอาจทำให้ลูกค้าหนีหายก็ได้

ทางแก้ : พูดน้อยหน่อย ทำงานมากหน่อย มองด้านดีของคนอื่นบ้าง

4. จิก

เจ้านายประเภทที่ใช้คนไม่เลือกเวลา ชอบบรี๊ฟงานห้านาทีก่อนเลิกงาน โทร.ตามจิกลูกน้องห้านาทีก่อนเที่ยงคืนและในวันหยุดเป็นประจำ

ทางแก้ : การทำงานที่ดีอยู่ที่การวางแผน และรักษาสมดุลของงานกับครอบครัว ลูกน้องที่พักผ่อนพอเพียงและมีชีวิตครอบครัวที่ดี ย่อมทำงานได้ประสิทธิภาพกว่าคนที่ทำงานใต้สภาวะของการจิก การทำงานชั่วโมงยาวนานมิได้หมายถึงประสิทธิภาพและคุณภาพเสมอไป

5. ว่านหางจระเข้ (ฟาดหาง)

เจอเรื่องไม่ดีที่บ้านก็นำมาฟาดหาง (จระเข้) กับเพื่อนหรือลูกน้อง หรือทั้งเพื่อนและลูกน้อง

ทางแก้ : แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัว งานส่วนงาน ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน เพราะทุกคนก็ประสบเร ื่องไม่ดีทั้งนั้น แก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวโดยวิธีการอื่น เช่นปรึกษาเพื่อนฝูง เป็นต้น

6  (เย็น)ชา

เย็นชากับลูกค้า ลูกค้าหลุดได้ เย็นชากับลูกน้อง ลูกน้องก็หนี เย็นชากับเจ้านาย ก็อาจตกงาน!

ทางแก้ : รักษาน้ำใจเพื่อนๆ ในที่ทำงาน จะทำให้หลายสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในที่ทำงานเป็นสวรรค์ ไม่ใช่นรก

7 สีเสียด

ใช้วาจาเสียดสี เหยียดหยาม กระแทกกระทั้นคนรอบตัวเพื่อความสะใจ ต่อหน้าลูกค้าเอ่ย “ครับๆ ค่ะๆ
” ลับหลังลูกค้าด่าว่าโง่ ฯลฯ

ทางแก้ : การใช้คำพูดในเชิงลบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจะทำให้ผู้พูดลดคุณค่าและความน่าเชื่อถือลง ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง

8 กระทืบยอด

เป็นยอดในการย่ำคนอื่น เป็นเยี่ยมในการไต่ขึ้นที่สูงโดยเหยียบหัวเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ

ทางแก้ : ไต่ขึ้นที่สูงไปตามพัฒนาการของตนเอง จะเป็นฐานที่แข็งแรงที่สุด

9 มะขวิด

ไล่ขวิดคนไปทั่ว ยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ทำงานของตัวเอง

ทางแก้ : กลับไปทำงาน! เพราะเวลาวัดผลงานในตอนท้าย ไม่ได้วัดกันที่ความคมของเขี้ยว เขาหรืองา

10 ยอ

ยกยอเจ้านายตลอดเวลา เสนอหน้าหลังเวลางาน

ทางแก้ : ความก้าวหน้าจากการประจบเอาใจผู้ใหญ่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงของชีวิตการทำงานในระยะยาว

11 แมงลัก

ขโมยไอเดียของคนอื่น แล้วยกว่าเป็นของตัวเอง

ทางแก้ : พัฒนาตนเองตลอดเวลา เรียนรู้จากความคิดของผู้อื่น แล้วนำไปแตกหน่อต่อยอด เป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง

12 รางจืด

ใช้ชีวิตทำงานแบบจืดสนิท ทำงานแบบกางตำรา ไม่เริ่มงานเด็ดขาดแม้เข็มนาฬิกาอยู่ก่อนเวลาเริ่มงาน 1.025 วินาที พนักงานไม่เคยไปสังสรรค์ด้วยกัน ฯลฯ

ทางแก้ : เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตทำงานบ้าง แล้วอาจพบว่า การทำงานก็เป็นเรื่องสนุกได้

13 กระบือเจ็ดตัว

พอใจในความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่ไม่ว่ามันจะจำกัดเพียงใด ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ทางแก้ : ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เรียนมาเมื่อ 10-20 ปีก่อนอาจแก้ปัญหารูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบันไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปนาทีต่อนาที คนทำงานต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน ต้องศึกษาเพิ่ม อาจเป็นการเรียนวิชาที่เพิ่งเกิดใหม่ สัมมนาทางวิชาการ ศึกษาภาคค่ำ แทนที่จะห าประสบการณ์จากการกินเหล้าและเข้าผับอย่างเดียว

ขออำนวยพรให้ทุกท่านทำงานอย่างมีความสุข!

วินทร์ เลียววาริณ
21 กุมภาพันธ์ 2552

ขอบคุณบทความดีๆ จากคุณ วินทร์ เลียววาริณ นะคะ

พนักงานส่วนใหญ่จากไปเพราะหัวหน้า…จริงหรือ?

มีนาคม 6, 2009 ที่ 9:48 am | บันทึกโพสใน HR. | 1 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , ,

วันนี้หนิงได้รับ Weekly HR. Tips จากคุณประเสริฐ  รองประธานชมรมของพวกเรา  ซึ่งหนิงเคยบอกไว้ว่า  ถ้าหนิงได้รับข้อมูลหนิงจะเอามาเผยแพร่ให้ใน blog วันนี้ก็เลยนำมาเสนอเลยนะคะ  ทั้งนี้หนิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำใด ๆ นะคะ

หัวหน้าแบบใดจึงกดดันจนทำให้พนักงานต้องลาออก?

คุณมีพฤติกรรมแบบหัวหน้าเหล่านั้นหรือไม่?

บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินแนวคิดที่ว่า “People join organization but leave their boss.” หรือที่แปลได้ตรง ๆ ตัวว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า….ที่มาของแนวคิดนี้  เกิดจากการที่หลายๆ องค์กรพยายามที่จะสรรหาคนเก่งๆ เข้ามาสู่องค์กร แต่อาจไม่ได้ใช้เวลามากพอในการเก็บรักษาคนเก่งเหล่านั้นเอาไว้ได้นั่นเอง

การที่พนักงานคนหนึ่งจะอยู่หรือลาออกไปจากองค์กร อะไรคือสาเหตุและปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจเช่นนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเข้าใจว่า “เงิน” หรือ “ค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจ” เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึงดูดและรักษาให้คนเก่งอยู่กับองค์กร ซึ่งความคิดเช่นนี้ก็น่าจะเห็นด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเงินยังคงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะรั้งให้พนักงานอยู่หรือจากไปจากองค์กร แต่หากจะถามว่าเงินคือตัวแปรสำคัญเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ก็คงจะตอบว่าไม่ใช่ เพราะการจากไปของพนักงานอาจมีที่มาจากหลายๆ สาเหตุ ด้วยกัน

โดยปกติองค์กรเมื่อพนักงานลาออก องค์กรมักทำการสัมภาษณ์และสอบถามถึงสาเหตุของการลาออกหรือที่เรียกว่า Exist Interview และเราก็มักจะพบกับคำตอบที่ได้ยินจนคุ้นหูว่า ไม่ว่าจะเป็น “ไปเรียนต่อ” “ช่วยงานที่บ้าน” หรือ “ได้งานใหม่” เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นคำตอบเดิมๆ ที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ 

 HR ควรทำอย่างไรจึงจะสามารถหาเหตุผลที่แท้จริงได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์กร เหตุใดคนเก่งๆ จึงลาออกไปอย่างน่าเสียดาย คำตอบคือลองทิ้งเวลาสักระยะหนึ่ง แล้วลองกลับไปสัมภาษณ์พนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วสัก 6-8 เดือนถึงสาเหตุการลาออกที่แท้จริง แล้วคุณอาจพบคำตอบที่แตกต่างจากตอนที่ทำ Exit Interview ก็ได้ ผมใช้วิธีนี้กับหลาย ๆ องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้และพบว่ากว่า 80% ของพนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วส่วนใหญ่กลับคำให้การของตัวเอง และค้นพบด้วยว่าสาเหตุหลักของการลาออกนั้นมักมาจากปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างาน

 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกันกับงานวิจัยของสถาบันด้านพัฒนาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า…. ได้เป็นอย่างดี 

 จากการได้สัมผัสกับผู้จัดการ หรือ หัวหน้างาน ในหลากหลายองค์กร พบว่าองค์กรไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างานเท่าที่ควร ส่วนใหญ่การเลื่อนตำแหน่งมักอาศัยเกณฑ์ของ Technical Skill มากกว่า People Skill โดยดูจากผลงานในอดีตมากกว่าผลงานที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องเพราะแท้ที่จริงหัวหน้างานที่ดีควรจะต้องมี People Skill ที่ดีประกอบด้วย แต่องค์กรกลับมองข้ามความสำคัญในข้อนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในความเป็นจริง มีเพียงไม่กี่องค์กรที่มีการเตรียมความพร้อมด้าน People Skill ให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน ส่วนใหญ่มักจะพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานก็ต่อเมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่ง บางองค์กรเลวร้ายกว่านั้นคือแทบจะไม่มีการพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานเลย จนทำให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลให้คนเก่งคนดีในองค์กรต้องหลีกหนีหัวหน้างานเหล่านี้ด้วยการลาออกจากองค์กรไปเสียเอง และที่สำคัญการลาออกด้วยสาเหตุนี้ องค์กรมักไม่ได้รับทราบความจริงตอนทำ Exit Interview ด้วยเพราะพนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่า “พูดไปก็ไลฟ์บอย” (แปลว่าเสียเวลาเปล่า ๆ) ถึงแม้จะไม่อยู่กับองค์กรแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงอาจจะต้องเจอหน้ากันอยู่ ดังนั้นจะสร้างศัตรูไว้ทำไม (ยกเว้นกรณีเป็นศัตรูกันอยู่แล้วระหว่างที่ทำงานด้วยกันอยู่…ฮา)

 เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสได้ฟังการบรรยายเรื่อง Leadership จากปรมาจารย์ ท่านหนึ่งที่ชื่อ Marshall Goldsmith ท่านได้กล่าวถึงการเป็นหัวหน้างานไว้อย่างน่าสนใจว่า What got you here, won’t get you there หรือแปลได้ใจความว่า “สิ่งที่ทำให้คุณสำเร็จในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้คุณสำเร็จได้ในอนาคต” คำพูดนี้สอนการเป็นหัวหน้าได้อย่างดี เพราะท่านกำลังบอกเป็นนัยว่าหัวหน้าหลายคนใช้วิธีการเดิม ๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จจนเติบใหญ่มาได้ ในการบริหารจัดการคนของพวกเขา เพราะพวกเขาคิดว่านั่นคือหนทางแห่งความสำเร็จ…ซึ่งอาจไม่จริงเสมอไป !

นอกจากนั้นท่านยังเขียนหนังสือชื่อเดียวกันกับคำพูดข้างต้นโดยอาศัยประสบการณ์ของท่านที่ทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ในฐานะโค้ชของผู้บริหาร (Executive Coach) ระบุปัจจัย 20 อย่างที่ทำให้หัวหน้างาน “ขาด” จากการเป็นหัวหน้างานที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้พบเจอในการทำงานให้กับหลาย ๆ องค์กรในบ้านเราเช่นกัน ซึ่งพอสรุปได้คร่าว ๆ สัก 5 ข้อดังนี้…

  1. รับปากแล้วไม่ทำ หรือ รับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ เช่น การรับปากว่าปลายปีจะขึ้นเงินเดือนให้หรือให้โบนัสมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นต้น การรับปากแบบนี้เป็นการให้สัญญาที่เกินจริงเพราะหลาย ๆ ครั้งการปรับเงินเดือนหรือให้โบนัสมักไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดของหัวหน้างานคนเดียว
  2. รับชอบแต่ไม่รับผิด ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง ประมาณว่าเอาผลงานของลูกน้องไปนำเสนอ โดยไม่ให้เครดิตกับลูกน้องแม้แต่น้อย แต่ถ้าลูกน้องทำพลาดไป ก็บอกคนอื่นว่า “ไม่รู้ซิ อันนี้ลูกน้องทำ เดี๋ยวจะกลับไปจัดการ บอกแล้วไม่ฟัง” อะไรประมาณนี้ ซึ่ง ดร.เสรี วงษ์มณฑา เคยกล่าวถึงเรื่องการทำงานของหัวหน้าที่ดีเอาไว้ว่า หัวหน้าทีหน้าที่ในการใช้ 3 อย่างนี้ในการบริหารจัดการคือ มือ-หัว-หน้าหมายความว่าหัวหน้าที่ดีต้องลงมือทำด้วย ไม่ใช่เอาแต่สั่งแต่ไม่ทำ ต้องรู้จักใช้หัวในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ และคิดหาวิธีปรับปรุงงานที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพ (แปลว่าใช้ทรัพยากรน้อยลง) และได้ประสิทธิผล (แปลว่าบรรลุผลตามที่มุ่งหมายไว้) มากยิ่งขึ้น และสุดท้ายต้องรู้จักที่จะเอาหน้าไปรับความผิดที่ทีมงานก่อนขึ้น แบบโบราณเรียกว่า “รับหน้า” ไม่ใช่ “หลบหน้า” แต่การรับผิดแทนลูกน้องก็ไม่ได้หมายความว่า ปลอยให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นโดยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน
  3. ตัดสินใจโดยไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่นหรือตัดสินใจโดยปราศจากคำอธิบายใด ๆ พูดง่าย ๆ คือการบริหารงานแบบขาดการมีส่วนร่วม ทุกอย่าง “ข้า” เป็นใหญ่ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นที่เข้าใจได้ว่าการตัดสินใจโดยมีส่วนร่วมเป็นไปได้ยาก เช่นการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อพนักงาน เป็นต้น แต่หัวหน้าแบบนี้ก็จะไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรที่ชัดเจนในภายหลังถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนั้น จึงทำให้ลูกน้องยังคงเคลือบแคลงกับแนวทางการตัดสินใจดังกล่าว
  4. พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักจะเชื่อว่าตนเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดมากนัก ยิ่งลูกน้องที่ทำงานอยู่ด้วยกันมานาน ก็มักจะรู้จักนิสัยของห้วหน้าว่าพูดจาพาทีอย่างไร ทำให้หัวหน้างานมักไม่ระวังคำพูดจนบางครั้งก็มักได้ยินคำที่ไม่สุภาพหรือภาษาสมัยพ่อขุนฯผุดขึ้นมาระหว่างการทำงานอยู่เนื่อง ๆ ซึ่งหัวหน้าหลายคนมักเข้าใจไปเองว่าลูกน้องรับได้ แต่แท้ที่จริงแล้วผมกลับพบว่าลูกน้องส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพียงแต่พวกเขา “ไม่อยากพูด” เท่านั้น !
  5. ตำหนลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่บรรดาลูกน้องทั้งหลายอึดอัดใจอยู่มิใช่น้อย เพราะหัวหน้างานส่วนใหญ่มักไม่รู้วิธีการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน หัวหน้าที่ดีควรต้องเรียนรู้ที่จะมองหาสิ่งที่ลูกน้องทำได้ดีและชมเชยลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ บ้าง ในทางกลับกันก็ต้องเรียนรู้ที่จะระงับสติอารมณ์ที่จะ “รับประทาน” (ด่า) ลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ เช่นกัน เอาแบบโบราณว่า “ติในที่ลับ ชมในที่แจ้ง” ไม่ใช่ “ติ ในที่แจ้ง แล้วชมในที่ลับ” แบบนี้มันกลับตาลปัตร ไป

ทั้ง 5 ข้อนี้ ฟังดูแล้วคุ้น ๆ ไหม ลองหันกลับมาสำรวจตัวเองดูซิว่าทำไปได้แล้วกี่ข้อ ผมรับประกันได้ว่า ถ้าคุณทำครบทั้ง 5 นี้ รับรองคุณจะประสบความสำเร็จในการทำให้ลูกน้อง “จากไป” แน่นอน !

จึงอยากฝากไว้ให้คิด

คุณคิดว่าร่างกายเป็น “รถเช่า” หรือ “รถส่วนตัว” ค่ะ

มีนาคม 5, 2009 ที่ 11:23 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 6 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , ,

ช่วงหลัง ๆ มา  หนิงได้ข่าวเพื่อน ๆ ที่ฝึก Ashtanga Yoga บาดเจ็บกันหลายคน  ทั้งที่ฝึกด้วยกัน  แม้กระทั่งบางคนไปฝึกที่ถึงต่างแดนมาก็เป็นเหมือนกัน  หนิงก็เคยเกือบถึงขั้นบาดเจ็บ  แต่ยังดีที่หนิงไม่ค่อยฝึนตัวเองมากในการฝึกอยู่แล้ว  จึงทำให้หนิงเองค่อนข้างระวังตัวเรื่องของการบาดเจ็บมาก ๆ (ถึงขั้นเรียกว่าขี้กลัวก็ได้ค่ะ)

เมื่อประมาณสองสามอาทิตย์ที่แล้ว  หนิงได้โทรคุยกับครูชัช  ซึ่งหนิงเคยไปเรียนกับครูตอนที่ครูสอนอยู่ที่ hot yoga phuket แต่ตอนนี้ครูไปสอนที่จังหวัดอื่นแล้ว  แต่ก็มีโทรหากันบ้าง  ล่าสุดหนิงได้พูดคุยกับครูเกี่ยวกับเรื่องของการฝึก  และการได้รับการบาดเจ็บของเพื่อน ๆ หนิงชอบมากเลยค่ะกับที่ครูเปรียบเทียบให้ฟัง  มันเห็นภาพจริง ๆ เพราะครูบอกว่า  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่นักเรียนมักจะมีความอยาก  ยังมี..ตัณหา..มาก  ทำให้อยากทำให้ได้  อยากเอาชนะไม่ว่าจะเป็นเพื่อนข้าง ๆ หรือตัวเองนั่นแหละ  ทำให้เขาผู้นั้นที่เป็นเจ้าของร่างกายไม่ได้ดูแลร่างกายเลย  เปรียบเหมือนกับใช้ร่างกายตัวเองเหมือนเป็น “รถเช่า”  แต่หากเราใช้ร่างกายเราเหมือนกับเป็น “รถของเราเอง”  เราคงจะดูแลมันอย่างดี  เจออะไรนิดอะไรหน่อยก็จะเข้าไปถู  ไปลูบ  ไปคลำ  เพราะถ้าเป็นรถเช่าก็ช่างมันเถอะ  ขับ ๆ ไป  ก็ทางร้านคิดตังค์มาแล้วนิ  ใช่ป่าว 

หลังจากที่หนิงฟังครู  หนิงเห็นภาพนั้นจริง ๆ นะคะ  เพราะเท่าที่ฟังจากเพื่อน ๆ บางคน  เขามีอาการเจ็บแต่ก็ไม่ยอมหยุดฝึก  ไม่ยอมทำการรักษา  หรือรอให้อาการบรรเทา  หรือหายก่อนแล้วค่อยมาฝึก  เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้บาดเจ็บมาก  แต่บางครั้งสิ่งที่อยู่ข้างในภายในเราดูไม่ออกว่าเป็นมากขนาดไหน  แล้วมันจะคุ้มกันหรือเปล่าค่ะกับการที่ถึงวันนี้ที่เราบาดเจ็บไปแล้วเราต้องใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหนในการรักษา  และเราจะสามารถใช้ร่างกายเราได้เป็นปกติแบบเดิมหรือเปล่าก็ไม่มีใครตอบได้แม้แต่ตัวคุณเองนะคะ

หนิงเลยอยากจะฝากเพื่อน ๆ ทุก ๆ คน  ดูแลตัวเองด้วยนะคะ  เพราะเรายังต้องให้สังขารนี้ไปอีกนาน  หนิงคิดว่าที่หนิงมาฝึกทุกวันนี้เพื่อให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น  เป็นการป้องกันการเจ็บป่วย  และเป็นการทำให้เราสามารถรักษาสังขารนี้ให้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น  ไม่ได้มุ่งหวังที่จะบรรลุในศาสตร์นี้  แต่ก็ไม่ใช่ว่าฝึกแบบไม่พยายามพัฒนาตัวเองเลย  เพราะแต่ละวันในการฝึกเราทำได้ไม่เท่ากันหรอกค่ะ  มันมีปัจจัยหลายอย่าง  ขอให้เรามีความสุขกับการฝึกน่าจะดีกว่าไปสร้างความเครียดกับการฝึกนะคะ 

ลองกลับไปถามตัวเองดูนะคะ  ว่าวันนี้คุณฝึกโยคะเพื่ออะไร….

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.