ข้อดีของความทุกข์และความสุข
มีนาคม 24, 2009 ที่ 8:46 am | บันทึกโพสใน ผู้หญิงคิดบวก | 5 ความเห็นป้ายกำกับ: ความทุกข์, ความสุข, คิดแง่ดี, คิดแง่บวก, ทำใจ, พ้นทุกข์
หนิงได้รับ e-mail จากเพื่อนคนนึง ที่เขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องของพระธรรม เป็นโชคดีและเป็นบุญของเธอผู้นั้นจริง ๆ แถมเขายังส่งบุญมาให้เพื่อน ๆ อีก หนิงก็เลยถือโอกาสมาบอกต่อ ลองอ่านกันดูนะคะ
ข้อดีของความทุกข์
- ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
- ทำให้รู้ถึงค่าของความสุข
- ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
- ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำ (ทำเพื่อให้หายทุกข์)
- ทำให้เรามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น
- ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น
- ทำให้ความสุขมีค่ามากขึ้น
- ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น
- ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
- ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่เป็นที่พึ่งยามยากของเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่ห่วงเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรแท้ของเรา
- ทำให้รู้ได้ว่าเพื่อนของเรามีความสามารถแค่ไหน
- ทำให้เรารู้ว่าใครมีความสามารถขนาดไหน
- ทำให้เรารู้ได้ว่ามีคนไหนที่รักเราจริง
- ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นสิ่งจำเป็น
- ทำให้เราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น
- ทำให้เรามาค้นหาข้อดีของความทุกข์
ข้อดีของการทำใจให้เป็นสุข
- ทำให้เราสดชื่นขึ้น
- ทำให้ไม่อยากคิดเรื่องทุกข์
- ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
- ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มเติมความสุข
- ทำให้เรามีแนวความคิดทางด้านดี
- ทำให้เรามีความมุ่งหมายให้คนอื่นมีสุขมากขึ้น
- ทำให้ความทุข์หมดค่า
- ทำให้อยากรักษาความสุขเอาไว้เสมอๆ
- ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
- ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่ดีในสายตาเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่คิดดีกับเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรเรา
- ทำให้เราได้ว่าแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถแค่ไหน
- ทำให้เรารู้ว่าความอิ่มเอมเป็นเช่นใด
- ทำให้เรารู้ได้ว่าเรารักใคร
- ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นเพียงสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข
- ทำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้น
- ทำให้เรามาค้นหาการกำจัดความทุกข์
- ทำให้ชีวิตคนรอบข้างมีสุขตามเรา
- ทำให้งานมีคุณภาพ
- ทำให้สังคมสดชื่น
- ทำให้คนอื่นๆ อยากคบหาสมาคมกับเรา
- ทำให้ทำสิ่งใดก็มีแต่คนช่วยเหลือ..
- ทำให้เราได้ทำจิตให้สงบ
- ทำให้เราได้ปลงกับกับความสุข
- ทำให้เรามองความสุขเป็นเรื่องที่ต้องมี
- ทำให้คนรอบข้างอยากมีความสุข
- ทำให้เรื่องทุกข์ไม่เกิดขึ้น
- ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น…
- ทำให้ความสุข เป็นความสุขยิ่งขึ้น…
“… เพียงเรารู้จักความทุกข์ เพียงมีใจละเอียดรับรู้ทุกข์ ใจจักหาทางพ้นทุกข์ ใจจักพบความสุขที่นิรันดร์…”
แพทย์แผนจีนบอกว่าไม่ควรกินจ้า
มีนาคม 24, 2009 ที่ 8:36 am | บันทึกโพสใน ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 4 ความเห็นป้ายกำกับ: ตับหมู, บะหมี่สำเร็จรูป, ปวยเล้ง, ปาท่องโก๋, ผงชูรส, ผักขม, ผักดอง, รักษาสุขภาพ, สุขภาพดี, อาหารที่ไม่ควรกิน, เนื้อย่าง, แพทย์แผนจีน, ไข่เยี่ยวม้า
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ… อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่…
- ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
- ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงาน หนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
- เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
- ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือ มากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
- ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรค หัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
- ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า… มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาด แคลเซียม หรือสังกะสีได้
- บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
- เมล็ดทานตะวัน: เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า… การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
- เต้าหู้หมัก เต้ าหู้ยี้: กระบวนการหมัก เต้ าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย… ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อ คนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
- ผงชูรส: คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา… การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่นคลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์
ลองใช้วิจารณญาณกันดูนะคะ แต่เท่าที่ดูเลี่ยงได้ก็น่าจะดีจริง ๆ แหละค่ะ อิอิ
ความรู้จากแพทย์จีน
มีนาคม 23, 2009 ที่ 5:38 am | บันทึกโพสใน ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 2 ความเห็นป้ายกำกับ: กระตุ้นใบหู, การขับถ่ายของเสีย, ขบฟัน, ดูแลสุขภาพ, ถูผิว, ถูใบหน้า, ท้องผูก, นวดท้อง, ผมแข็งแรง, ริดสีดวงทวาร, หวีผม, แพทย์จีน
อีกเช่นเคยนะคะ ได้เรื่องดี ๆ มาก็ไม่อยากเก็บไว้คนเดียวอ่ะค่ะ
มีอาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้ 12 ข้อ ดังนี้ค่ะ
- หวีผมบ่อยๆ : หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรง เบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)
- ถูใบหน้าบ่อยๆ : ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
- เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ : ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือ จ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
- กระตุ้นใบหูบ่อยๆ : การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน (จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
- ขบฟันบ่อยๆ : ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย (ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
- ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ : การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
- กลืนน้ำลายบ่อยๆ : การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
- หมั่นขับของเสีย : หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
- ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ : ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
- ขมิบก้นบ่อยๆ : การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
- เคลื่อนไหวทุกข้อ : การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ
- ถูผิวหนังบ่อยๆ : ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหลเวียนดี
ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไปนาน ๆ ค่ะ
ลิงกับลา
มีนาคม 16, 2009 ที่ 5:12 am | บันทึกโพสใน HR. | 3 ความเห็นป้ายกำกับ: ฉลาดแกมโกง, นายที่ดี, ผู้นำ, พูดตรงไปตรงมา, ภาวะผู้นำ, รับเคราะห์, ลิงกับลา
อีกเช่นเคยนะคะ วันนี้หนิงได้สะสางอ่าน mail เก่า ๆ ที่เพื่อน ๆ ส่งมา เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งทางใจ ทำให้ mail ค้างเพียบ และแล้วก็มาเจอเรื่อง “ลิงกับลา” ที่เพื่อนสนิทคนนึงส่งมาให้ หนิงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่พวกเราน่าจะเคยพบเจอในการทำงาน ลองอ่านกันดูค่ะ
หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิงแล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย
ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่วอีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ
สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจาก
ทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง
ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจาย
เช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย
เธอทั้งหลาย…
เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความ
ผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ
แต่แท้ที่จริงแล้ว นิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อ
ทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง
ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน
เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ
ที่ “ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์” ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมาก Present เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้
ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสีย
สละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย
สมุนไพรอันตราย 13 ชนิดต่อชีวิตการทำงาน
มีนาคม 9, 2009 ที่ 4:29 am | บันทึกโพสใน HR. | 4 ความเห็นป้ายกำกับ: กระทืบยอด, กระบือเจ็ดตัว, ขมิ้น, ขิง, ข่า, จิก, ชา, มะขวิด, มะนาว, ยอ, รางจืด, ว่านหางจระเข้, สมุนไพรอันตราย 13 ชนิด, สมุนไพรไทย, สีเสียด, แมงลัก
อีกครั้งนะคะที่หนิงได้รับ FW. Mail มารู้สึกว่าชอบ ได้ใจดี เลยอยากเอามาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เท่าที่อ่านก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะคะว่าสมุนไพรทั้ง 13 ชนิดนี้มันอันตรายจริง ๆ ค่ะ อิอิ
สำนักแห่งความสุขขอประกาศรายชื่อสมุนไพรอันตราย 13 ชนิดที่มีต่อชีวิตการทำงานดังนี้คือ :
1. ขิง / ข่า
ขิง(ก็รา) ข่า(ก็แรง) เป็นอันตรายต่อชีวิตการทำงานอย่างยิ่ง บางครั้งเป็นการกระทบกระทั่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อไม่ยอมกันคนละก้าว ก็เสียทั้งงานและภาพพจน์ขององค์กร
ทางแก้ : การทำงานในสำนักงานไม่ว่าองค์กรราชการหรือเอกชนเป็นการรวมคนจากที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน รู้จักยอมกันบ้าง ทำนอง ‘แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร’ นอกจากจะได้ไม่เสียสุขภาพจิตแล้ว ยังได้ประสิทธิภาพของงานสูง
2 ขมิ้น (กับปูน)
ไม่ชอบเพื่อน ไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบหน้าลูกค้า ไม่ชอบงานที่ทำ ไม่ชอบทุกอย่างในชีวิต!
ทางแก้ : ปรับเปลี่ยนทัศนคติมองผู้อื่นในด้านดี หรืออย่างน้อยก็ตามความเป็นจริง มองลูกค้าว่าเป็นผู้ที่ทำให้เราเลี้ยงค รอบครัวได้ เพราะการทำงานโดยมีทัศนคติไม่ดียากจะก้าวหน้า และที่แย่ที่สุดคือผ่านชีวิตทำงานแต่ละวันอย่างทรมาน
3. มะนาว (ไม่มีน้ำ)
พูดไม่ดี พูดมากไป พูดไม่ไพเราะ พูดแต่เรื่องร้ายๆ เหล่านี้เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง นอกจากจะขัดใจกันในองค์กรแล้ว ยังอาจทำให้ลูกค้าหนีหายก็ได้
ทางแก้ : พูดน้อยหน่อย ทำงานมากหน่อย มองด้านดีของคนอื่นบ้าง
4. จิก
เจ้านายประเภทที่ใช้คนไม่เลือกเวลา ชอบบรี๊ฟงานห้านาทีก่อนเลิกงาน โทร.ตามจิกลูกน้องห้านาทีก่อนเที่ยงคืนและในวันหยุดเป็นประจำ
ทางแก้ : การทำงานที่ดีอยู่ที่การวางแผน และรักษาสมดุลของงานกับครอบครัว ลูกน้องที่พักผ่อนพอเพียงและมีชีวิตครอบครัวที่ดี ย่อมทำงานได้ประสิทธิภาพกว่าคนที่ทำงานใต้สภาวะของการจิก การทำงานชั่วโมงยาวนานมิได้หมายถึงประสิทธิภาพและคุณภาพเสมอไป
5. ว่านหางจระเข้ (ฟาดหาง)
เจอเรื่องไม่ดีที่บ้านก็นำมาฟาดหาง (จระเข้) กับเพื่อนหรือลูกน้อง หรือทั้งเพื่อนและลูกน้อง
ทางแก้ : แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัว งานส่วนงาน ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน เพราะทุกคนก็ประสบเร ื่องไม่ดีทั้งนั้น แก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวโดยวิธีการอื่น เช่นปรึกษาเพื่อนฝูง เป็นต้น
6 (เย็น)ชา
เย็นชากับลูกค้า ลูกค้าหลุดได้ เย็นชากับลูกน้อง ลูกน้องก็หนี เย็นชากับเจ้านาย ก็อาจตกงาน!
ทางแก้ : รักษาน้ำใจเพื่อนๆ ในที่ทำงาน จะทำให้หลายสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในที่ทำงานเป็นสวรรค์ ไม่ใช่นรก
7 สีเสียด
ใช้วาจาเสียดสี เหยียดหยาม กระแทกกระทั้นคนรอบตัวเพื่อความสะใจ ต่อหน้าลูกค้าเอ่ย “ครับๆ ค่ะๆ
” ลับหลังลูกค้าด่าว่าโง่ ฯลฯ
ทางแก้ : การใช้คำพูดในเชิงลบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจะทำให้ผู้พูดลดคุณค่าและความน่าเชื่อถือลง ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง
8 กระทืบยอด
เป็นยอดในการย่ำคนอื่น เป็นเยี่ยมในการไต่ขึ้นที่สูงโดยเหยียบหัวเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ
ทางแก้ : ไต่ขึ้นที่สูงไปตามพัฒนาการของตนเอง จะเป็นฐานที่แข็งแรงที่สุด
9 มะขวิด
ไล่ขวิดคนไปทั่ว ยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ทำงานของตัวเอง
ทางแก้ : กลับไปทำงาน! เพราะเวลาวัดผลงานในตอนท้าย ไม่ได้วัดกันที่ความคมของเขี้ยว เขาหรืองา
10 ยอ
ยกยอเจ้านายตลอดเวลา เสนอหน้าหลังเวลางาน
ทางแก้ : ความก้าวหน้าจากการประจบเอาใจผู้ใหญ่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงของชีวิตการทำงานในระยะยาว
11 แมงลัก
ขโมยไอเดียของคนอื่น แล้วยกว่าเป็นของตัวเอง
ทางแก้ : พัฒนาตนเองตลอดเวลา เรียนรู้จากความคิดของผู้อื่น แล้วนำไปแตกหน่อต่อยอด เป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง
12 รางจืด
ใช้ชีวิตทำงานแบบจืดสนิท ทำงานแบบกางตำรา ไม่เริ่มงานเด็ดขาดแม้เข็มนาฬิกาอยู่ก่อนเวลาเริ่มงาน 1.025 วินาที พนักงานไม่เคยไปสังสรรค์ด้วยกัน ฯลฯ
ทางแก้ : เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตทำงานบ้าง แล้วอาจพบว่า การทำงานก็เป็นเรื่องสนุกได้
13 กระบือเจ็ดตัว
พอใจในความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่ไม่ว่ามันจะจำกัดเพียงใด ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ทางแก้ : ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เรียนมาเมื่อ 10-20 ปีก่อนอาจแก้ปัญหารูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบันไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปนาทีต่อนาที คนทำงานต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน ต้องศึกษาเพิ่ม อาจเป็นการเรียนวิชาที่เพิ่งเกิดใหม่ สัมมนาทางวิชาการ ศึกษาภาคค่ำ แทนที่จะห าประสบการณ์จากการกินเหล้าและเข้าผับอย่างเดียว
ขออำนวยพรให้ทุกท่านทำงานอย่างมีความสุข!
วินทร์ เลียววาริณ
21 กุมภาพันธ์ 2552
ขอบคุณบทความดีๆ จากคุณ วินทร์ เลียววาริณ นะคะ
พนักงานส่วนใหญ่จากไปเพราะหัวหน้า…จริงหรือ?
มีนาคม 6, 2009 ที่ 9:48 am | บันทึกโพสใน HR. | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: กดดัน, ชมรม HR., ชมรมผู้บริหารงานทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต, ลูกน้อง, หัวหน้างาน, HR.
วันนี้หนิงได้รับ Weekly HR. Tips จากคุณประเสริฐ รองประธานชมรมของพวกเรา ซึ่งหนิงเคยบอกไว้ว่า ถ้าหนิงได้รับข้อมูลหนิงจะเอามาเผยแพร่ให้ใน blog วันนี้ก็เลยนำมาเสนอเลยนะคะ ทั้งนี้หนิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำใด ๆ นะคะ
หัวหน้าแบบใดจึงกดดันจนทำให้พนักงานต้องลาออก?
คุณมีพฤติกรรมแบบหัวหน้าเหล่านั้นหรือไม่?
บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินแนวคิดที่ว่า “People join organization but leave their boss.” หรือที่แปลได้ตรง ๆ ตัวว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า….ที่มาของแนวคิดนี้ เกิดจากการที่หลายๆ องค์กรพยายามที่จะสรรหาคนเก่งๆ เข้ามาสู่องค์กร แต่อาจไม่ได้ใช้เวลามากพอในการเก็บรักษาคนเก่งเหล่านั้นเอาไว้ได้นั่นเอง
การที่พนักงานคนหนึ่งจะอยู่หรือลาออกไปจากองค์กร อะไรคือสาเหตุและปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจเช่นนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเข้าใจว่า “เงิน” หรือ “ค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจ” เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึงดูดและรักษาให้คนเก่งอยู่กับองค์กร ซึ่งความคิดเช่นนี้ก็น่าจะเห็นด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเงินยังคงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะรั้งให้พนักงานอยู่หรือจากไปจากองค์กร แต่หากจะถามว่าเงินคือตัวแปรสำคัญเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ก็คงจะตอบว่าไม่ใช่ เพราะการจากไปของพนักงานอาจมีที่มาจากหลายๆ สาเหตุ ด้วยกัน
โดยปกติองค์กรเมื่อพนักงานลาออก องค์กรมักทำการสัมภาษณ์และสอบถามถึงสาเหตุของการลาออกหรือที่เรียกว่า Exist Interview และเราก็มักจะพบกับคำตอบที่ได้ยินจนคุ้นหูว่า ไม่ว่าจะเป็น “ไปเรียนต่อ” “ช่วยงานที่บ้าน” หรือ “ได้งานใหม่” เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นคำตอบเดิมๆ ที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
HR ควรทำอย่างไรจึงจะสามารถหาเหตุผลที่แท้จริงได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์กร เหตุใดคนเก่งๆ จึงลาออกไปอย่างน่าเสียดาย คำตอบคือลองทิ้งเวลาสักระยะหนึ่ง แล้วลองกลับไปสัมภาษณ์พนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วสัก 6-8 เดือนถึงสาเหตุการลาออกที่แท้จริง แล้วคุณอาจพบคำตอบที่แตกต่างจากตอนที่ทำ Exit Interview ก็ได้ ผมใช้วิธีนี้กับหลาย ๆ องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้และพบว่ากว่า 80% ของพนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วส่วนใหญ่กลับคำให้การของตัวเอง และค้นพบด้วยว่าสาเหตุหลักของการลาออกนั้นมักมาจากปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างาน
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกันกับงานวิจัยของสถาบันด้านพัฒนาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า…. ได้เป็นอย่างดี
จากการได้สัมผัสกับผู้จัดการ หรือ หัวหน้างาน ในหลากหลายองค์กร พบว่าองค์กรไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างานเท่าที่ควร ส่วนใหญ่การเลื่อนตำแหน่งมักอาศัยเกณฑ์ของ Technical Skill มากกว่า People Skill โดยดูจากผลงานในอดีตมากกว่าผลงานที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องเพราะแท้ที่จริงหัวหน้างานที่ดีควรจะต้องมี People Skill ที่ดีประกอบด้วย แต่องค์กรกลับมองข้ามความสำคัญในข้อนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในความเป็นจริง มีเพียงไม่กี่องค์กรที่มีการเตรียมความพร้อมด้าน People Skill ให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน ส่วนใหญ่มักจะพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานก็ต่อเมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่ง บางองค์กรเลวร้ายกว่านั้นคือแทบจะไม่มีการพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานเลย จนทำให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลให้คนเก่งคนดีในองค์กรต้องหลีกหนีหัวหน้างานเหล่านี้ด้วยการลาออกจากองค์กรไปเสียเอง และที่สำคัญการลาออกด้วยสาเหตุนี้ องค์กรมักไม่ได้รับทราบความจริงตอนทำ Exit Interview ด้วยเพราะพนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่า “พูดไปก็ไลฟ์บอย” (แปลว่าเสียเวลาเปล่า ๆ) ถึงแม้จะไม่อยู่กับองค์กรแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงอาจจะต้องเจอหน้ากันอยู่ ดังนั้นจะสร้างศัตรูไว้ทำไม (ยกเว้นกรณีเป็นศัตรูกันอยู่แล้วระหว่างที่ทำงานด้วยกันอยู่…ฮา)
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสได้ฟังการบรรยายเรื่อง Leadership จากปรมาจารย์ ท่านหนึ่งที่ชื่อ Marshall Goldsmith ท่านได้กล่าวถึงการเป็นหัวหน้างานไว้อย่างน่าสนใจว่า What got you here, won’t get you there หรือแปลได้ใจความว่า “สิ่งที่ทำให้คุณสำเร็จในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้คุณสำเร็จได้ในอนาคต” คำพูดนี้สอนการเป็นหัวหน้าได้อย่างดี เพราะท่านกำลังบอกเป็นนัยว่าหัวหน้าหลายคนใช้วิธีการเดิม ๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จจนเติบใหญ่มาได้ ในการบริหารจัดการคนของพวกเขา เพราะพวกเขาคิดว่านั่นคือหนทางแห่งความสำเร็จ…ซึ่งอาจไม่จริงเสมอไป !
นอกจากนั้นท่านยังเขียนหนังสือชื่อเดียวกันกับคำพูดข้างต้นโดยอาศัยประสบการณ์ของท่านที่ทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ในฐานะโค้ชของผู้บริหาร (Executive Coach) ระบุปัจจัย 20 อย่างที่ทำให้หัวหน้างาน “ขาด” จากการเป็นหัวหน้างานที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้พบเจอในการทำงานให้กับหลาย ๆ องค์กรในบ้านเราเช่นกัน ซึ่งพอสรุปได้คร่าว ๆ สัก 5 ข้อดังนี้…
- รับปากแล้วไม่ทำ หรือ รับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ เช่น การรับปากว่าปลายปีจะขึ้นเงินเดือนให้หรือให้โบนัสมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นต้น การรับปากแบบนี้เป็นการให้สัญญาที่เกินจริงเพราะหลาย ๆ ครั้งการปรับเงินเดือนหรือให้โบนัสมักไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดของหัวหน้างานคนเดียว
- รับชอบแต่ไม่รับผิด ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง ประมาณว่าเอาผลงานของลูกน้องไปนำเสนอ โดยไม่ให้เครดิตกับลูกน้องแม้แต่น้อย แต่ถ้าลูกน้องทำพลาดไป ก็บอกคนอื่นว่า “ไม่รู้ซิ อันนี้ลูกน้องทำ เดี๋ยวจะกลับไปจัดการ บอกแล้วไม่ฟัง” อะไรประมาณนี้ ซึ่ง ดร.เสรี วงษ์มณฑา เคยกล่าวถึงเรื่องการทำงานของหัวหน้าที่ดีเอาไว้ว่า หัวหน้าทีหน้าที่ในการใช้ 3 อย่างนี้ในการบริหารจัดการคือ มือ-หัว-หน้าหมายความว่าหัวหน้าที่ดีต้องลงมือทำด้วย ไม่ใช่เอาแต่สั่งแต่ไม่ทำ ต้องรู้จักใช้หัวในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ และคิดหาวิธีปรับปรุงงานที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพ (แปลว่าใช้ทรัพยากรน้อยลง) และได้ประสิทธิผล (แปลว่าบรรลุผลตามที่มุ่งหมายไว้) มากยิ่งขึ้น และสุดท้ายต้องรู้จักที่จะเอาหน้าไปรับความผิดที่ทีมงานก่อนขึ้น แบบโบราณเรียกว่า “รับหน้า” ไม่ใช่ “หลบหน้า” แต่การรับผิดแทนลูกน้องก็ไม่ได้หมายความว่า ปลอยให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นโดยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน
- ตัดสินใจโดยไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่นหรือตัดสินใจโดยปราศจากคำอธิบายใด ๆ พูดง่าย ๆ คือการบริหารงานแบบขาดการมีส่วนร่วม ทุกอย่าง “ข้า” เป็นใหญ่ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นที่เข้าใจได้ว่าการตัดสินใจโดยมีส่วนร่วมเป็นไปได้ยาก เช่นการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อพนักงาน เป็นต้น แต่หัวหน้าแบบนี้ก็จะไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรที่ชัดเจนในภายหลังถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนั้น จึงทำให้ลูกน้องยังคงเคลือบแคลงกับแนวทางการตัดสินใจดังกล่าว
- พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักจะเชื่อว่าตนเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดมากนัก ยิ่งลูกน้องที่ทำงานอยู่ด้วยกันมานาน ก็มักจะรู้จักนิสัยของห้วหน้าว่าพูดจาพาทีอย่างไร ทำให้หัวหน้างานมักไม่ระวังคำพูดจนบางครั้งก็มักได้ยินคำที่ไม่สุภาพหรือภาษาสมัยพ่อขุนฯผุดขึ้นมาระหว่างการทำงานอยู่เนื่อง ๆ ซึ่งหัวหน้าหลายคนมักเข้าใจไปเองว่าลูกน้องรับได้ แต่แท้ที่จริงแล้วผมกลับพบว่าลูกน้องส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพียงแต่พวกเขา “ไม่อยากพูด” เท่านั้น !
- ตำหนลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่บรรดาลูกน้องทั้งหลายอึดอัดใจอยู่มิใช่น้อย เพราะหัวหน้างานส่วนใหญ่มักไม่รู้วิธีการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน หัวหน้าที่ดีควรต้องเรียนรู้ที่จะมองหาสิ่งที่ลูกน้องทำได้ดีและชมเชยลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ บ้าง ในทางกลับกันก็ต้องเรียนรู้ที่จะระงับสติอารมณ์ที่จะ “รับประทาน” (ด่า) ลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ เช่นกัน เอาแบบโบราณว่า “ติในที่ลับ ชมในที่แจ้ง” ไม่ใช่ “ติ ในที่แจ้ง แล้วชมในที่ลับ” แบบนี้มันกลับตาลปัตร ไป
ทั้ง 5 ข้อนี้ ฟังดูแล้วคุ้น ๆ ไหม ลองหันกลับมาสำรวจตัวเองดูซิว่าทำไปได้แล้วกี่ข้อ ผมรับประกันได้ว่า ถ้าคุณทำครบทั้ง 5 นี้ รับรองคุณจะประสบความสำเร็จในการทำให้ลูกน้อง “จากไป” แน่นอน !
จึงอยากฝากไว้ให้คิด
คุณคิดว่าร่างกายเป็น “รถเช่า” หรือ “รถส่วนตัว” ค่ะ
มีนาคม 5, 2009 ที่ 11:23 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 6 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, บาดเจ็บ, บาดเจ็บจากฝึกโยคะ, ฝึกโยคะ, รถส่วนตัว, รถเช่า
ช่วงหลัง ๆ มา หนิงได้ข่าวเพื่อน ๆ ที่ฝึก Ashtanga Yoga บาดเจ็บกันหลายคน ทั้งที่ฝึกด้วยกัน แม้กระทั่งบางคนไปฝึกที่ถึงต่างแดนมาก็เป็นเหมือนกัน หนิงก็เคยเกือบถึงขั้นบาดเจ็บ แต่ยังดีที่หนิงไม่ค่อยฝึนตัวเองมากในการฝึกอยู่แล้ว จึงทำให้หนิงเองค่อนข้างระวังตัวเรื่องของการบาดเจ็บมาก ๆ (ถึงขั้นเรียกว่าขี้กลัวก็ได้ค่ะ)
เมื่อประมาณสองสามอาทิตย์ที่แล้ว หนิงได้โทรคุยกับครูชัช ซึ่งหนิงเคยไปเรียนกับครูตอนที่ครูสอนอยู่ที่ hot yoga phuket แต่ตอนนี้ครูไปสอนที่จังหวัดอื่นแล้ว แต่ก็มีโทรหากันบ้าง ล่าสุดหนิงได้พูดคุยกับครูเกี่ยวกับเรื่องของการฝึก และการได้รับการบาดเจ็บของเพื่อน ๆ หนิงชอบมากเลยค่ะกับที่ครูเปรียบเทียบให้ฟัง มันเห็นภาพจริง ๆ เพราะครูบอกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่นักเรียนมักจะมีความอยาก ยังมี..ตัณหา..มาก ทำให้อยากทำให้ได้ อยากเอาชนะไม่ว่าจะเป็นเพื่อนข้าง ๆ หรือตัวเองนั่นแหละ ทำให้เขาผู้นั้นที่เป็นเจ้าของร่างกายไม่ได้ดูแลร่างกายเลย เปรียบเหมือนกับใช้ร่างกายตัวเองเหมือนเป็น “รถเช่า” แต่หากเราใช้ร่างกายเราเหมือนกับเป็น “รถของเราเอง” เราคงจะดูแลมันอย่างดี เจออะไรนิดอะไรหน่อยก็จะเข้าไปถู ไปลูบ ไปคลำ เพราะถ้าเป็นรถเช่าก็ช่างมันเถอะ ขับ ๆ ไป ก็ทางร้านคิดตังค์มาแล้วนิ ใช่ป่าว
หลังจากที่หนิงฟังครู หนิงเห็นภาพนั้นจริง ๆ นะคะ เพราะเท่าที่ฟังจากเพื่อน ๆ บางคน เขามีอาการเจ็บแต่ก็ไม่ยอมหยุดฝึก ไม่ยอมทำการรักษา หรือรอให้อาการบรรเทา หรือหายก่อนแล้วค่อยมาฝึก เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้บาดเจ็บมาก แต่บางครั้งสิ่งที่อยู่ข้างในภายในเราดูไม่ออกว่าเป็นมากขนาดไหน แล้วมันจะคุ้มกันหรือเปล่าค่ะกับการที่ถึงวันนี้ที่เราบาดเจ็บไปแล้วเราต้องใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหนในการรักษา และเราจะสามารถใช้ร่างกายเราได้เป็นปกติแบบเดิมหรือเปล่าก็ไม่มีใครตอบได้แม้แต่ตัวคุณเองนะคะ
หนิงเลยอยากจะฝากเพื่อน ๆ ทุก ๆ คน ดูแลตัวเองด้วยนะคะ เพราะเรายังต้องให้สังขารนี้ไปอีกนาน หนิงคิดว่าที่หนิงมาฝึกทุกวันนี้เพื่อให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น เป็นการป้องกันการเจ็บป่วย และเป็นการทำให้เราสามารถรักษาสังขารนี้ให้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น ไม่ได้มุ่งหวังที่จะบรรลุในศาสตร์นี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าฝึกแบบไม่พยายามพัฒนาตัวเองเลย เพราะแต่ละวันในการฝึกเราทำได้ไม่เท่ากันหรอกค่ะ มันมีปัจจัยหลายอย่าง ขอให้เรามีความสุขกับการฝึกน่าจะดีกว่าไปสร้างความเครียดกับการฝึกนะคะ
ลองกลับไปถามตัวเองดูนะคะ ว่าวันนี้คุณฝึกโยคะเพื่ออะไร….
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.
