แก่นของโยคะค่ะ

มิถุนายน 23, 2009 ที่ 7:35 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 5 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , ,

วันนี้หนิงขออธิบายเรื่องการฝึกโยคะเชิงลึกสักหน่อยนะคะ  เพราะบางคนอาจจะเข้าใจโยคะมาในระดับนึงแล้ว  แต่ยังไม่ได้เข้าใจในบางมุม  หรือหากท่านใดอ่านแล้วมีความคิดเห็นเพิ่มเติมก็ช่วยกัน comment ได้นะคะ  จะได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดกันค่ะ  ไม่ว่ากันอยู่แล้ว  

การฝึกโยคะนั้นบางคนอาจจะมองโยคะแค่เป็นการออกกำลังกายชนิดนึง  ตอนแรก ๆ หนิงเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ  แต่มาวันนี้ความคิดหนิงก็เริ่มเปลี่ยนไป  ว่าจริง ๆ การฝึกโยคะนั้นเป็นมากกว่าที่หนิงคิดไว้ตอนแรกอีกเยอะ  ไม่ว่าจะเป็นวิธีการควบคุมจิตใจให้สงบ  ทำให้เลือดลม หรือพลังงาน ไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกายโดยไม่ติดขัด  และยังเป็นการเข้าใจถึงตนเองอย่างแท้จริง นอกจากนั้นโยคะยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจิตใจของตนให้สูงขึ้น  และทำให้จิตใจสงบลง  เรามาดูกันดีกว่านะคะว่า  การฝึกโยคะทำไมถึงยกระดับจิตใจได้  ทำไมถึงทำจิตใจให้สงบลงได้  ฟังดูแล้วมันเหมือนกับง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันยากนะคะ  เพราะหนิงเองหลังจากที่ได้สัมผัสกับโยคะมาแล้วในระดับนึง  ยังรู้สึกว่าเราเองยังสัมผัสได้เพียงแค่ระดับต้น ๆ เท่านั้น 

อ้อ! หนิงลืมเล่าไปนิดนึงว่า   สมัยก่อนนู้นผู้ที่ฝึกโยคะส่วนใหญ่จะเป็นเหล่าบรรดาโยคีทั้งหลาย  ดังนั้นจุดมั่งหมายหรือจุดมุ่งหวังในการฝึกโยคะ  ไม่ใช่แค่เพื่อการออกกำลังกายหรือคลายเมื่อยหลังจากนั่งสมาธิอย่างแน่นอน  แต่พวกเขาเหล่านั้นมุ่งที่จะไปถึงนิพพานกันเลยทีเดียว  ดังนั้นในการฝึกโยคะเราไม่ได้ฝึกกันแค่ท่าทางหรืออาสนะเท่านั้น  แต่เรายังต้องฝึกการหายใจ  ต้องฝึกการใช้สติและสมาธิควบคู่กันไปด้วย  จึงจะทำให้การฝึกโยคะเป็นการฝึกโยคะจริง ๆ ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย

เรามาดูกันดีกว่านะคะว่า  หนทางที่จะนำไปสู่โยคะ  หรือเรียกกันว่าวิถีโยคะนั้น  จริง ๆ แล้วมีอะไรกันบ้าง

วิถีโยคะมีด้วยกันทั้งหมดแปดแขนงค่ะ มาทำความรู้จักกับแต่ละแขนงกันเลยนะคะ

1. ยะมะ หรือ Moral discipline (Yama) นั่นก็คือการควบคุมตนเอง
คือศีลธรรมและจริยธรรม ที่จะช่วยให้คนอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นสังคมที่ช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ
• การไม่ฆ่าฟันหรือทำร้ายผู้อื่น ต้องให้ความรักผู้อื่น
• ต้องรักษาความสัตย์ คิดและพูดสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์
• ไม่โลภ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น ไม่อยากได้ หรืออยากมีเกินความเป็นจริง
• ทำงาน หรือทำหน้าที่ของตัวเอง ให้เต็มความสามารถ ฝึกจิตของตัวเอง ให้ควบคุม
ตัวเองในเรื่องของการคิด การพูดและการทำ
• ไม่สะสมสิ่งที่มีเกินความจำเป็น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นไงค่ะ  สำหรับหัวข้อของ ยะมะ  อ่านไปอ่านมา  หากเป็นศาสนาพุทธ  หนิงว่ามันก็คือศีลห้าที่เรา ๆ ท่าน ๆ ปฏิบัติกันอยู่นั่นเอง  (ครบไม่ครบก็ว่ากันอีกเรื่องนะคะ  อิอิ)

2. นิยะมะ Self-restraint (Niyama) หรือความมีวิถีแห่งตนได้แก่

• การรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ การรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการ
ฝึกโยคะ และฝึกลมปราน
• ฝึกตนเองให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จิตใจที่ไม่รู้จักพอจะขาดพลังจิต ขาดทิศทาง
และยากที่จะสงบลงได้
• ความเพียรพยายามในการควบคุมกาย วาจาและใจให้ทำในสิ่งที่ดีๆ
• ศึกษาเกี่ยวกับธรรมและตนเอง เพื่อที่จะหาทางแกไขปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสม
• ฝึกปฏิบัติให้ลดความโลภ โกรธ หลง

หนิงว่ามันก็คือการสร้างวินัยในตนเอง  หรือวินัยแห่งตนนั่นแหละค่ะ

3. อาสนะ Posture (Asana)

หมายถึงท่าในการฝึกโยคะ  เป็นท่าสำหรับการบริหารร่างกาย  ฝึกยืดกล้ามเนื้อ  พร้อมกับกระตุ้นให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาทและต่อมต่างๆ  นั่นเอง  สำหรับอาสนะนั้น  เราควรจะต้องฝึกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วยนะคะ  นั่นหมายถึงต้องดูวัย, อายุ  และอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้วด้วยค่ะ

4. ปราณายะมะ Breath control (Prãnãyãma)

เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจโดยเป็นการฝึกการหายใจเข้า การหายใจออก และการกลั้นหายใจ  ซึ่งปราณายะมะนี้จะเป็นการพัฒนาพลังของเราด้วยค่ะ  คนที่ฝึกปราณายะมะมาก ๆ จะทำให้มีพลังมากขึ้น  สามารถทำท่าที่ยาก ๆ ได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ฝึก  แต่ผู้ที่จะเริ่มฝึกปราณายะมะขั้นสูง  ก็ควรที่จะต้องฝึกขั้นแรก ๆ พร้อมกับฝึกอาสนะควบคู่กันไปด้วยนะคะ

5. ปรัตยาหาระ  Sensory inhibition (Pratyãhãra)

หมายถึงการควบคุมความรู้สึกต่าง ๆ  รู้สึกอยากได้  รู้สึกโกรธ เมื่อจิตใจไม่ติดยึดกับ วัตถุหรือ อารมณ์  ก็ทำให้จิตใจผู้นั้นบริสุทธิ์และมีพลังงานในการคิดหรือทำดี  สำหรับระดับบางคนก็บอกว่าเป็นระดับของการถอนจิตอะไรประมาณนั้นอ่ะค่ะ

6. ธารณา Concentration (Dhãranã)

คือความมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กระทำอยู่ เมื่อกายอยู่ในท่าโยคะ  ให้จิตใจสนใจแต่เรื่องลมหายใจ ไม่คิดเรื่องอื่น

7. ธยานะ Meditation (Dhyãna)

คือการที่จิตใจที่เพ่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ  ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าโยคะไปท่าใด ผู้ฝึกก็ยังมีจิตใจไม่วอกแวก  หากฝึกถึงขั้นนี้ร่างกายจะรู้สึกเบาสบาย มั่นคง  จิตใจแจ่มใส  บ้างก็ว่าเป็นระดับขั้นของการภาวนาค่ะ

8. สมาธิหรือฌาณ Ecstasy (Samãdhi)

เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ทางพุทธเรียกฌาณ ร่างกายจิตใจอยู่ในสภาวะพัก มีความสงบนิ่งสมดุล ผู้ฝึกจะมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของการฝึกโยคะ  นั่นก็คือการปลดปล่อยตัวเองจากโลภ โกรธ  หลงและมีสมาธิ   อาจจะบอกได้ว่าเป็นขั้นของการรู้แจ้งก็ได้นะคะ  (เขาว่ากันมาแบบนั้น)

เป็นไงค่ะ  หลังจากอ่านจบพอจะเห็นภาพลาง ๆ บ้างอ่ะป่าว  ยังไงก็ขอให้สนุกกับการฝึกโยคะนะคะ

ไปเกาะไข่-เกาะพีพี กันดีกว่า

มิถุนายน 17, 2009 ที่ 5:27 am | บันทึกโพสใน Uncategorized, ท่องเที่ยว | 20 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

เป็นอีกครั้งที่หนิงโชคดีมาก ๆ ค่ะ  ที่อยู่ดี ๆ 9mot ก็มาชวนไปเกาะไข่กะเกาะพีพี  แบบจะว่าไม่ทันตั้งตัวก็ไม่เชิง  เพราะว่าก็รู้ล่วงหน้าสัก 2-3 วันเหมือนกัน  และยังโชคดีอีกตรงที่ว่า  วันที่พวกเราเดินทางไปกันอากาศงี้ดีมาก ๆ เลย  ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงของหน้าฝนแท้ ๆ แต่กลายเป็นว่าท้องฟ้าปลอดโปร่งซะ  ทำเอาหนิงอดไม่ได้ที่จะต้องตาม 9mot ให้มาเป็นตากล้องถ่ายรูปสวย ๆ กับวิวทะเลให้  บังเอิญว่าคราวนี้เป็นนางแบบคนเดียวซะด้วยซี  อิอิ  ไม่มีใครมาแย้ง scene เลยล่ะ  555

เริ่มด้วยเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 มิ.ย. 52)  พวกเราออกเดินทางจากบ้านประมาณเกือบ ๆ แปดโมงเช้า  ไปทานติ่มซำเจ้าประจำ (บุญรัตน์สาขาหน้าโรงเรียนดาวรุ่ง)  จากนั้นเราก็เดินทางมารอรถที่ สุโข สปา  ได้เวลานัดคือ 08.45 รถตู้ก็มารับ  แล้วก็ไปรับลูกค้าอีกคู่นึงที่ถนนถลาง  ไปถึงที่ท่าเรือ  ดูเหมือนว่าพวกเขารอแค่เรา 4 คนเท่านั้น  เพราะไปถึงไกด์ก็บอกให้คนอื่น ๆ และพวกเราขึ้นเรือกันเลย  แต่ก่อนลงเรือก็มีคนถ่ายรูปพวกเราเก็บไว้ทีละคู่ ๆ  จากนั้นก็ขึ้นเรือเป็นที่เรียบร้อย  ตอนแรกคิดว่าเรือคงจะขับไปแบบช้า ๆ แต่ที่ไหนได้กลายเป็นว่าเรือเขาความเร็วใช้ได้เลยทีเดียวเชียวละ  ดูบรรยากาศภายในเรือกันเลยนะ

DSC_7164

รู้สึกว่าเราจะมีผู้ร่วมเดินทางกันทั้งหมด 24 ชีวิต  (ไม่รวมไกด์และพนักงานบนเรือนะคะ)

ลงเรือไปประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย  เกาะไข่ไงจ๊ะ  ช่วงก่อนถึงขอบอกว่าสวยจริง ๆ ค่ะ  มองออกไปจากหัวเรือเห็นหาดทรายสีขาว  กับน้ำใส่ ๆ สีเข้ม ๆ ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

khai1

แต่วันที่หนิงไป  เรือไม่สามารถขึ้นไปจอดเทียบท่าได้  ก็มีเรือหางยาวมารับ  และครั้งแรกคิดว่าคนบนเกาะจะเยอะ  เพราะก่อนหน้านี้เพื่อน ๆ ที่เคยมาบอกเอาไว้แบบนั้น  นี่ก็เป็นความโชคดีของหนิง

อีกอย่างในวันนี้ค่ะ  เพราะสามารถถ่ายรูปกับวิวได้โดยไม่ติดศีรษะใครเลย  อิอิ  มาลองดูรูปกันดีก่านะคะ  ว่าจะสวยงามขนาดไหน  ก็อย่างที่บอกแหละค่ะว่าไม่มีใครแย้ง scene เลย  งานนี้โชว์เดี่ยวค่ะ  ning5

ไม่ได้พักงานมาหลายวัน  และรู้สึกมีเรื่องวุ่นวายใจมาเป็นอาทิตย์  ทำให้การเดินทางในครั้งนี้  เหมือนไปปลดปล่อยจริง ๆ ค่ะ  อีกอย่างไม่รู้จักใครเลยซากคน  จะทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจมากนะ  เลยได้ภาพแบบนี้มาล่ะ  อิอิning6

ning7  ning8  ning9 

ท่าที่พลาดไปไม่ได้อีกท่า  ก็คือ  “กระโดด” ค่ะ  คราวนี้มันน่าตื่นเต้นดี  เพราะกระโดดเสร็จไปดูที่หน้าจอกล้องเห็นแล้วสะใจดี  ขอช่างภาพส่วนตัวถ่ายอีก 2 รูปล่ะ  ไม่ค่อยเลยเรา 555ning10 

อีกอย่างที่ทำให้หนิงรู้สึกน่าตาตื่นใจเหมือนกับมีคนมาจัดเตรียมไว้แล้ว  ก็คือ  ปลาค่ะ  ปลาที่นี้มันเชื่องจริง ๆ และเยอะมาก ๆ ขนาดเราอยู่แค่น้ำตื้น ๆ เองนะคะ  และด้วยความที่น้ำมันใสมาก ๆ มันสะใจจริง ๆ ล่ะ  ไม่รุจาบรรยายยังไง  ดูเอาเองดีก่านะ

khai4 

ning3เห็นรูปกันแล้ว  ก็รีบตัดสินใจไปเยี่ยมเยียนเกาะไข่กันเถอะค่ะ  เสียดายจัง  เพราะนอกจากปลาลายเสือที่เห็นกันอยู่  ยังมีปลาเกาหลีด้วยนะ  แต่เท่าที่ทราบมาบางช่วง  มีทั้งปลาญี่ปุ่นน่ารัก ๆ แล้วก็อีกหลากหลายเลยค่ะ  555  จากรูปที่เห็น  ขอบอกว่าปลามันมาตอดขาจริง ๆ เลยนะ  กลัวมันจะกัดอยู่เหมือนกัน  ล้อเล่นน่า  ไม่ใช่ปิลันยาซะหน่อย  แต่ก็คอยระวังกันเอาเองนะning2 

ไม่รู้ล่ะ  มาคราวนี้ร้อนแค่ไหน  แดดออกยังไง  หนิงไม่หวั่นเลย  กระทั่งเรือขับไประหว่างทาง  ยังออกมาอาบแดดด้านหัวเรือให้ช่างภาพถ่ายเลยล่ะจ้า  ning1 

DSC_7424ไปคราวนี้ไม่ได้ไปเกาะไข่อย่างเดียวนะคะ  แต่หนิงได้แวะไปทานข้าวเที่ยงที่เกาะยาวน้อย  สำหรับอาหารอาจจะเป็นแบบง่าย ๆ คงเป็นเพราะนักท่องเที่ยวด้วยมั่งค่ะ  เพราะเคยเห็นรูปของ group อื่นเขาได้ทานอาหารแบบบุฟเฟ่  แต่ก็ไม่ได้แย่นะคะ  หลังจากทานอาหารเสร็จเขามีนักเต้นรุ่นจิ๋วมาโชว์ให้พวกเราดูด้วยล่ะ  น่ารักดีค่ะ   

 

จากนั้นไกด์ก็พาเราขึ้นเรือไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง  เพื่อไปที่เกาะพีพี  ช่วงนั้นบางคนเพิ่งทานPhiPhi-le7ข้าวอิ่มก็ถือโอกาสนอนหลับพักผ่อนไป  บางคนก็ไปนอนอาบแดดที่หัวเรือ  ส่วนหนิงและช่างภาพก็เข้า ๆ ออก ๆ ตามสถานการณ์ค่ะ  ตั้งแต่เกิดสึนามิขึ้น  หนิงเองยังไม่ได้เดินทางมาที่เกาะพีพี อีกเลย  PhiPhi-le1  PhiPhi-le6   

นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีได้แล้วซินะ  ยังสวยเหมือนเดิมเลยค่ะ  เพียงแต่ที่ตัวเกาะพีพีเอง  หนิงว่าร้านค้าอาจจะเยอะไปนิดนึง  แต่เกาะอื่น ๆ ที่เป็นเกาะบริวารก็ยังคงสวยอยู่  จริง ๆ วันนั้นเขาจอดเรือให้พวกเราลงไปดูปะการัง  แต่หนิงไม่ค่อยชอบลงน้ำเท่าไหร่  ก็เลยเล่นเกมส์รออยู่บนเรือค่ะ  PhiPhi-don1  PhiPhi-don4  ได้เวลา 4 โมงตรง  พวกเราก็เคลื่อนขบวนกลับ  ก็น่าตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเริ่มมีคลื่น  ทำให้บางช่วงบางจังหวะมีลุ้นนิด ๆ (บังเอิญเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวอุบัติเหตุทางน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยอ่ะค่ะ  น่าฉงฉารไห๊ม)  เลยต้องพยายามทำให้หลับ  จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ไม่น่าเชื่อทำได้ดีจริง ๆ ค่ะ  แปล๊บเดียวหลับ  ตื่นก็ตอนใกล้ถึงฝั่งแย้ว  ปลอดภัยกลับมา  ต้องขอขอบคุณ 9mot นะคะที่หาทัวร์ดี ๆ ให้  รู้สึกว่าจะไปอ่านมาจาก blog ของคุณ yut อ่ะค่ะ

โยคะช่วยรักษาอาการพาร์กินสันได้ด้วยล่ะ

มิถุนายน 1, 2009 ที่ 10:55 am | บันทึกโพสใน การออกกำลัง | 7 ความเห็น

วันก่อนหนิงทราบว่าคุณแม่ของหนิงเองเป็นพาร์กินสัน  ก็ตกใจมาก  เที่ยวโทรหาเพื่อน ๆ และญาติ ๆ ที่เป็นหมออยู่หลายคนทีเดียว  ก็ยังไม่ค่อยได้อะไรคืบหน้าสักเท่าไหร่  ก็พยายามพูดคุยกับคุณแม่เรื่องอาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุยกับคุณแม่ว่าให้มาฝึกโยคะดีกว่า  ไม่น่าเชื่อว่าท่านยินยอมเป็นอย่างดี

เมื่อแรก ๆ มาเริ่ม  อาการของท่านไม่ค่อยดีเลย  เวลาเดินก็จะเดินเอียง ๆ เหมือนปู  ขับรถก็ไม่ค่อยได้  ตอนที่มาเรียนก็ต้องจ้างคนขับรถมาส่งค่ะ  อาการสั่นของมือก็รุนแรง  เห็นแล้วน่าเป็นห่วงมาก ๆ

หลังจากที่ท่านตัดสินใจเรียน  และมาเรียนได้ประมาณ 2 อาทิตย์  รู้สึกว่าอาการท่านดีขึ้นมาก  นอนหลับดี  อาการสั่นก็น้อยลง  ที่สำคัญการทรงตัวท่านดีขึ้นมาก  จนเดินได้เหมือนปกติ  ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ   แต่ทั้งนี้เท่าที่หนิงสอบถามจากครูและเพื่อน ๆ ที่ร่วมเรียนใน class เขากล่าวชมคุณแม่ของหนิงกันทุกคนเลยว่า  เป็นคนที่มีความพยายามอย่างมาก  ตั้งแต่คุณแม่มาเริ่มเรียน  ท่านไม่ขาดเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว  ครูให้ทำอะไรก็ทำหมด  ทั้ง ๆ ที่ท่านอายุหกสิบกว่าปีแล้ว  เอาแค่ว่าตอนเดินไปห้องเรียนก็ผ่านบันได้มาหลายสิบขั้น  ไม่เคยมีเสียงบ่นจากท่านเลย

จากจุดนี้หนิงขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ช่วยกันดูแลสุขภาพของคุณพ่อ  คุณแม่  โดยแนะนำให้ท่านฝึกโยคะน่าจะปลอดภัย  และได้ประโยชน์มาก ๆ ทีเดียวล่ะค่ะ  อ้อ!  หนิงลืมบอกไปว่า  class ที่ท่านเรียน  เราเรียกกันว่า Basic class (เรียกกันที่ สุโข สปา นะคะ)  ซึ่งราคารายเดือนอยู่ที่เดือนละ 3,500 บาท  แต่ตอนนี้มีโปรโมชั่นลด 50% เหลือแค่ 1,750 บาทเอง  แต่อาจจะต้องรีบกันหน่อยนะคะ  เพราะว่าจะหมดเขตวันที่ 31 ก.ค. 52 ค่ะ

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.