สงสัย มันกำลัง work
สิงหาคม 31, 2009 ที่ 5:51 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็นช่วงนี้หนิงกำลังยุ่งกับงานมาก ๆ วันหน้าค่อยมาเล่าเรื่องงานนะคะ วันนี้ขอเมาท์เรื่องของโยคะกันก่อนค่ะ
ตั้งแต่เดือนที่แล้วแล้วล่ะ ที่หนิงคิดว่าหนิงได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ ไม่ต้องคิดมากเลยค่ะท่าเดียวนั่นแหละ ก็เจ้า back bend ที่ทำไม่ค่อยจะได้นี่แหละ เพราะมาช่วงหลัง ๆ หนิงใช้ความพยายามอย่างมากในการฝึกท่านี้ เนื่องจากหนิงรู้สึกว่าถ้าหนิงแก้ปัญหาที่ไหล่, หลังช่วงล่างหนิงได้ หนิงก็น่าจะทำ back bend และท่าอื่น ๆ ที่ต้องใช้จุดนี้ได้ดีขึ้นแน่ ๆ เลยทำให้หนิงตัดสินใจตั้งหน้าตั้งตาฝึก back bend หนักขึ้น จากเดิมที่ไม่ค่อยจะให้เวลากับท่านี้เท่าไหร่
บางคนเขาก็ขัดใจนะคะกับการฝึก back bend ของหนิง เพราะเขารู้สึกว่าหนิงน่าจะทำได้ง่าย ๆ ทำไมหนิงถึงทำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ท่าอื่นหนิงก็ไม่เห็นเป็นปัญหาเท่าไหร่
ก็อย่างที่เคยบอกล่ะค่ะ ว่าสรีระคนเรามันต่างกัน หนิงเองก็ไม่ใช่ไม่พยายามนะคะ จนกระทั่งหนิงว่าน่าจะใช้คำว่า “เจ็บ” หรือ “บาดเจ็บ” ได้เลยเชียวล่ะ แต่ก็ไม่ใช่ถึงขั้นที่รุนแรงอะไรเพราะปกติหนิงเป็นคนที่ค่อนข้างจะ safe ตัวเองอยู่ในระดับนึงอยู่แล้ว คือ ถ้าเรารู้สึกว่ามันมากเกินไปกว่าที่ร่างกายเรารับได้หนิงก็จะฝึนแค่ระดับนึง แต่บางครั้งครูเขาอาจจะประเมินเราผิดไปเล็กน้อย ทำให้ฝืนเรามากเกินไป สำหรับเรื่องของการฝืนร่างกายเราหนิงมองว่ามันอาจจะแล้วแต่จุดนะคะ บางจุดที่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นปัญหามาก การฝืนอาจจะทำให้ร่างกายเราปรับตัวได้ดีขึ้น แต่บางจุดเราอาจจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นหนักเอาการ การที่เราไปฝืนมันมาก ก็อาจจะทำให้บาดเจ็บได้ง่ายอ่ะค่ะ
สำหรับหนิงตอนนี้ หนิงรู้สึกว่าหนิงทำ back bend ได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงกับดีหรอกนะคะ เพราะคิดว่าน่าจะอีกพอสมควร ได้เท่านี้ก็ถือว่าดีขึ้นเยอะแล้วล่ะค่ะ ทำให้หนิงมองสิ่งที่หนิงกำลังเจ็บปวดกับมันอยู่ว่า มันกำลัง work ตรงบริเวณนั้นก็เป็นไปได้นะคะ เพราะช่วงแรก ๆ หนิงรู้สึกปวดที่บริเวณสะบัก แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้ว แต่ที่หลังนี่สิยังเจ็บอยู่
หนิงเลยมองว่าถ้ามันเป็นอาการของการ work จริง อีกไม่นานหนิงก็น่าจะหาย แต่ทำไงดีล่ะ เพราะสิ่งที่หนิงเจ็บทำให้เวลาที่หนิงลงไปฝึกมันรู้สึกทรมารเหมือนกัน อีกอย่างทำให้หนิงเองไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ จึงทำให้ตัวเองลงไปฝึกน้อยลงอ่ะค่ะ (ไม่รู้เป็นข้ออ้างอ่ะป่าวน้า) คงต้องให้เวลากับตัวเองสักพัก ถ้าหนิงมองไปในอีกแง่นึง สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนิงในวันนี้ มันอาจจะทำให้หนิงได้ค้นพบอะไรเกี่ยวกับโยคะมากขึ้นก็เป็นไปได้ แต่ที่แน่ ๆ หนิงว่าเรื่องเทคนิคในการฝึก back bend นั้น หนิงว่าหนิงได้มันเยอะมากจริง ๆ เพราะครูทุกคนจะต้องนำเทคนิคต่าง ๆ มาให้หนิงฝึกอยู่เรื่อยค่ะ ก็ทำไม่ได้ซักทีนี่ค่ะ ฉงฉารครูเหมือนกันแหละ แต่ไม่ได้แกล้งนะคะ อิอิ
คนไทยเป็นแบบนี้จริงหรือ
สิงหาคม 10, 2009 ที่ 5:48 am | บันทึกโพสใน ผู้หญิงคิดบวก | 6 ความเห็นไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าอะไร ๆ มันเข้าทางพอดี เช้าวันนี้กำลังปวดหัวกับความคิดอะไรหลาย ๆ อย่างของคนในองค์กร ว่าพฤติกรรมที่เขาทำแบบนี้เพื่ออะไร และจะทำยังไงน่าให้เขาคิดให้ได้ มันวนเวียนอยู่ในหัวมากมาย จนกระทั่งหนิงได้รับ mail จาก 9mot เกี่ยวกับ blog HRD Corner ก็เลยเลือกบางหัวข้ออ่าน มีอยู่เรื่องนึงที่หนิงอ่านแล้วรู้สึกว่าตรงกับพฤติกรรมของคนในองค์กรพอดี ก็เลยอยากจะเอามาแชร์กัน เผื่อว่าจะทำให้สังคมไทยเราดีขึ้นด้วย
ก่อนอื่นหนิงขอคัดลอกบทความทั้งหมดมาให้อ่านกันก่อนนะคะ
ลองตอบคำถามเหล่านี้
- คุณเคยถูกแซงคิวขณะรอรับบริการในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องกดคิวมั้ย
- คุณเคยถูกขับแซงซ้ายเพื่อปาดเข้าข้างหน้ารถของคุณขณะขับรถต่อแถวยาวๆเพื่อจะตรงไปมั้ย
- คุณเคยจะเดินออกประตูรถไฟฟ้าแต่มีพวกที่เราจะเข้าเบียดเข้ามามั้ย
- คุณเคยเห็นลูกสาวขอชั่งผลไม้ที่เธอจะซื้อแล้วถูกผู้ใหญ่มั่วนิดเข้าไปชั่งก่อนมั้ย
ถ้าคุณตอบว่า “เคยเพียง 1 ข้อหรือน้อยกว่า แสดงว่าคุณโชคดีมากๆ หรือ คุณประสบเหตุการณ์เหล่านี้ที่เมืองนอกเช่น สหรัฐ หรือญี่ปุ่น
ผมกำลังจะบอกว่า “เบื่อมาก” “เซ็งมาก” ที่ถูกคนไทยด้วยกันเอาเปรียบจากนิสัยเสียๆ เหล่านี้ทำให้เราต้องเสียเงินแบบไม่เข้าท่าเพื่อมาป้องกันคนที่ไม่รักษาระเบียบ เห็นแก่ตัว และจ้องจะเอาเปรียบคนไทยด้วยกัน
เราต้องเสียเงินซื้อเครื่องกดคิวเพื่อจัดระเบียบการรอ
เราต้องเสียเงินตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูปรถฝ่าไฟแดง
เราต้องเสียเงิน ซื้อเครื่องจับเวลาแบบนับถอยหลังเพื่อป้องกันพวกนิสัยไม่ดีลักไก่ฝ่าไฟแดง
เราต้องเสียเงินปั้นรูปปั้นตำรวจเพื่อเตือนสติพวกที่จ้องจะเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยการทำผิดกฎจราจร
ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงเป็นแบบนี้
นิสัยหรือสันดานกระมัง
กรณีที่ลูกสาวโดนแซงคิวชั่งน้ำหนักผลไม้นั้น ผู้ใหญ่ที่แซงลูกสาว เธออ้างกับผมว่า “ก็พนักงานชั่งให้เอง” แหมโยนความผิดแบบไม่ละอายเลย
คนเราเห็นแก่ตัวเพราะไม่มีสำนึกของการอยู่ร่วมกันนั่นเอง คนไทยจึงแตกความสามัคคีกันง่าย เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์เฉพาะหน้าแบบคิดสั้นๆ และโยนปัญหาไปให้คนรุ่นหลังแก้
มันช่าง “ห่วยจริงๆ”
ผมเคยคุยกับภรรยาว่า “จะไม่อยู่แล้วประเทศนี้” ยอมไปเป็นคนพลัดถิ่นดีมั๊ย” แต่ภรรยาไม่เห็นด้วย ผมจึงยอมอยู่เมืองไทยต่อ
แต่ต่อไปนี้ผมจะไม่ยอมให้พวกนิสัยเสียเอาเปรียบอีกแล้ว
ผมจะลุกขึ้นรณงค์ให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติจาก
ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ หรือ เห็นแก่ตัวเหลือใจคือไทยแท้ มาเป็น
มีวินัยคือไทยแท้
มีน้ำใจคือไทยแท้
มีความละอายคือไทยแท้
ไม่มักง่ายคือไทยแท้
ส่วนคนที่เอาเปรียบโดยการแซงคิว แซงซ้าย และอื่นๆ ถ้าเห็นผมจะเข้าไปถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ถ้าไม่ใช่ ก็แล้วไป ถ้าใช่ ผมจะขอร้องเขาดีๆ ไม่ตะคอก และสุภาพสุดๆ ว่า “ช่วยมีวินัย ช่วยมีน้ำใจ ช่วยมีความละอาย และ ช่วยไม่มักง่าย จะได้เป็นไทย อย่างภาคภูมิใจ”
อย่าให้สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้ ลุกขึ้นมา “เอาคืน”ด้วยการแซงกลับ ไม่ต่อคิว บ้านเมืองจะวุ่นกันไปใหญ่
ใครจะร่วมเล่นเกมนี้กับผมบ้าง” ยกมือขึ้น”
หนิงขอบอกเลยนะคะว่า “ขอยกมือด้วยคนค่ะ” ตอนนี้หนิงเองก็พยายามคิดนะคะว่าจะทำยังไงดีเพื่อที่จะปลูกฝัง 6Q ให้กับพนักงานในองค์กรที่อยู่ด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนมีความสุขมากขึ้น มีความอัจฉริยะมากขึ้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย แต่หนิงขอสัญญาว่าจะทำ เพราะถ้าทำได้หนิงมั่นใจว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ ก็คือสังคมไทยเราต้องดีขึ้น แต่พวกเราต้องร่วมด้วยช่วยกันไม่งั้นก็ไม่สำเร็จ และควรจะต้องรู้จักปลูกฝังกันตั้งแต่ที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่ทำงานนะคะ
แต่ก่อนอื่น ขอไปสำรวจตัวเองก่อนนะคะ
หวังว่าสังคมไทยคงจะดีขึ้นในเร็ววันค่ะ อิอิ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.
