ผู้ชายเริ่มจากร้อย ผู้หญิงเริ่มจากศูนย์
ตุลาคม 25, 2010 ที่ 4:09 am | บันทึกโพสใน ผู้หญิงคิดบวก, Uncategorized | 4 ความเห็นป้ายกำกับ: การให้อภัย, ความรัก, คิดต่าง, มองต่างมุม, มุมมองความรัก, เหตุผล
วันนี้หนิงได้รับ FW mail มาฉบับนึง ใช้ชื่อเรื่องว่า “ผู้ชายเริ่มจากร้อย ผู้หญิงเริ่มจากศูนย์” โดยมีเนื้อหาดังนี้
เมื่อผู้ชายเริ่มรักผู้หญิงของตัวเอง . . ทุกอย่างที่เป็นเธอ จะดูสวยงามและเพียบพร้อม
ไม่มีอะไรที่เขาไม่ชอบ ไม่พอใจ
วันเวลาผ่านไป. . .
เมื่อความเคยชินเข้ามาแทนที่ สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวัน
อาจกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ
เธอไม่สวยงาม และน่าทะนุถนอมเหมือนแต่ก่อน
ทำไมเวลาจับต้องเธอแล้ว รู้สึกไม่เหมือนเดิม
ทำไมนิสัยไม่ดีของเธอ ถึงได้ผุดขึ้นมามากมายแบบนี้
เขารับเธอไม่ได้อีกต่อไป และทนไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงของเธอ
ในขณะที่ความรักของผู้หญิงเริ่มต้นจากศูนย์
เขายังมีสิ่งที่เธอคิดว่าเธอไม่ชอบทุกอย่างของเขา
แต่เมื่อเธอตัดสินใจลองคบหาเพื่อที่จะศึกษาสิ่งที่ดีในตัวเขา
วันเวลาผ่านไป . .
ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่สุดบนโลกนี้
คะแนนที่มากมายมันเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร
ถึงขั้นนี้ . . .ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเขา
ช่างดูดีและน่าหลงใหล
จนรู้สึกว่า . . .เขาแทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวในชีวิต
ที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ได้ เธอพร้อมที่จะสละทุกอย่างที่มีอยู่
เพื่อที่จะให้เขาและเธออยู่ด้วยกันตลอดไป
วันนี้…ความรักของเธอเกินร้อย
ในทางกลับกัน ความรักของเขากลับลดลงจนเหลือศูนย์
ความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในใจของคนทั้งคู่
เหมือนกันคือ คำถามที่ว่า “ทำไม . . .อีกฝ่ายถึงเปลี่ยนไป”
หากตัวแปรของความสัมพันธ์ ระหว่างคนสองคน อยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงแล้ว
คงเร็วเกินไปที่จะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงคนเดียว
เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “คนเรานั้น เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ”
และนี่คือ สัจธรรมที่แท้จริงบนโลกใบนี้เสียด้วย
คุณว่าจริงไห๊ม
มีเพื่อนคนนึงเขียนตอบกลับมาว่า
เห็นด้วยค่ะ เช่นเดียวกับคำสุภาษิตที่ว่า “ยามรัก น้ำต้มผักยังว่าหวาน”
บางคนมักบอกว่า เมื่อเราคบกัน จะต้องให้อีกฝ่ายเห็น และรับรู้ถึงความเป็นตัวเรา ต่คุณเชื่อมั้ยว่า เมื่อคบกับไปจนถึงขั้นแต่งงานกันแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกว่า เธอเปลี่ยนไป
บางคนคบเป็นแฟนกันมา 14 ปี เมื่อความรักสุกงอมเต็มที่ หลังจากแต่งงานเพียง 1 ปี เขาสองคนก็ต้องมีอันเลิกลากันไป เพียงคำว่า “เธอเปลี่ยนไป ฉันรับไม่ได้อีกแย้ว”
ความรักอยู่ได้ด้วยอะไร
“เหตุผล, การให้, การอดทน, การยอม, การเสียสละ……………….”
คุณคิดว่าความรักอยู่ได้ด้วยอะไร
จากทั้งหมดนี้ หนิงกลับมองต่างมุมนะคะ หนิงมองว่า
“ความรัก” เป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผล ดังนั้น เรื่องบางเรื่องที่เราคุยกันไม่ได้ เราใช้เหตุผลกันไม่ได้ วัดความผิด-ถูกไม่ได้ เรากลับต้องใช้ความรักที่มีแน่แหละค่ะ เป็นตัวช่วย มันจะเป็นทางออกที่ดีมาก ๆ อยู่ที่ว่าตอนนี้ยังรักกันอยู่หรือเปล่า ที่คบ ๆ กันมาเป็นความรักจริงไห๊ม หรือแค่ความหลง ความอยากได้ หรืออารมณ์ชั่ววูบ อิอิ แรงไปป่ะ
กลับมาฝึกอีกครั้งค่ะ
ตุลาคม 18, 2010 ที่ 6:32 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: กลับมาฝึกโยคะ, ขี้เกียจ, ครูโหด, ฝึกโยคะ, โยคะ, โยคะสุโข
ระหว่างนั่งรอเรียน คิดถึงโยคะขึ้นมาเลยขอระบายซะหน่อย
หลังจากที่หนิงไม่ได้ฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องมานาน ทำเอาหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไป ทั้งความคิด ทั้งรูปร่าง และอื่น ๆ อีกมากมาย จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา หนิงคิดว่าได้ฤกษ์งามยามดีล่ะ ก็เลยลงไปฝึก คิดว่าการฝึกครั้งนี้ก็คงจะเหมือนๆ เดิม คือ หนิงจะมีเวลาแค่ประมาณชั่วโมงเดียวในการฝึก และกะว่าจะขอครูแบบเบา ๆ หน่อย
แต่ที่ไหนได้ค่ะ ครั้งนี้ครูฝึกแบบโหดมาก ครูบอกว่าอยากให้พวกเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองที่ชัดเจน ดังนั้นครูอยากจะขอสักหนึ่งอาทิตย์เต็มที่จะใช้รูปแบบที่พวกเราเรียกกันว่า “โหด” คือ ค้างท่านานๆ เพื่อให้ใช้กล้ามเนื้อแบบเต็ม ๆ ขอบอกว่าตอนแรกนึกในใจว่า “มาผิดวันป่าวเนี่ย” เพิ่งมาฝึกวันแรกเองนะเจอสภาพแบบนี้ซะแล้ว จะรอดไห๊มเรา แต่ก็ผ่านมาได้แบบไม่เต็มเท่าไหร่
คิดว่าเช้าวันศุกร์คงจะไม่ไหว แต่ก็พยายามกระชากตัวเองมา ในที่สุดก็ได้ฝึก โหดอีกเช่นกัน จนถึงวันเสาร์เลย แต่ก็ดีนะคะ เหงื่อเยอะดี เพราะช่วงก่อนหน้าที่หนิงมาฝึกช่วงหลัง ๆ ไม่ค่อยได้เหงื่อเท่าไหร่ แล้วก็ตัวเองอู้มากด้วย พอมาฝึกแบบนี้รู้สึกว่ามันส์ดีเหมือนกัน แต่ก็เมื่อยแขนน่าดูเลย แต่วันนี้ก็ยังต้องลุ้น ๆ เพราะมีนัด ไม่แน่ใจว่าจะไปทันอ่ะป่าวอ่ะ เพราะเดี๋ยวนี้รถที่ภูเก็ตติดจังเลยตอนเย็น ๆ อ่ะ จนไม่อยากออกไปไหนเลย ว่าแล้วก็ shopping ดีกว่ามั่ง อิอิ
อ้วนขึ้นถาวรแล้วอ่ะ
ตุลาคม 13, 2010 ที่ 11:44 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | ใส่ความเห็นป้ายกำกับ: ขี้เกียจ, น้ำหนักขึ้น, น้ำหนักลง, โยคะ, ไม่ได้ฝึกโยคะ
ไม่น่าเชื่อเลยนะ ตอนแรกหนิงคิดว่าอาการบวมที่เกิดจากการไปทำเด็กหลอดแก้ว คงจะลดลงไปเอง หลังจากที่เรากลับมาทำกิจกรรมตามปกติได้ แต่จนแล้วจนรอด ปรากฎว่าปัจจุบันนี้ หนิงเองไม่สามารถทำกิจวัตรแบบเดิมได้เลย ด้วยหลาย ๆ เหตุผล แต่ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ตอนนี้ คงเป็นเรื่องงานด้วย เพราะยังมีหลายอย่างที่ไม่ลงตัว ทำให้จะออกจากงานตรงเวลาแดะ โดยที่งานยังไม่ค่อยเรียบร้อยก็คงไม่ใช่ มีเฉพาะวันที่ต้องรับผิดชอบคือวันที่ต้องไปสอนนั่นแหละ ส่วนวันอื่น ๆ หนิงก็นั่งทำงานไปเรื่อย ๆ บางวันนั่งอยู่ที่ office จน 2 ทุ่มกว่าก็มี ส่วนที่หอบงานกับมาทำก็อีกเรื่อง ทำไงได้ล่ะ เพิ่งทำได้ 3 เดือนแล้วก็ยังไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นร่องรอยเดิมมันก็ต้องแบบนี้แหละ แต่ก็ยังสนุกนะคะ
เมื่อวานนี้หนิงเองงงมาก เพราะไปขึ้นตาชั่ง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยล่ะ จากปลายปีที่แล้ว น้ำหนักหนิงจะอยู่ที่ราว ๆ 49-51 แต่ไม่ค่อยจะเกินจากนี้เลย แทบไม่ค่อยมีช่วงที่แตะ 51 เลยด้วยซ้ำ แต่พอไปทำเด็กหลอดแก้วมา ต้องโดปสุดชีวิต แล้วก็อัดฮอร์โมนเยอะมาก ทำเอาน้ำหนักขึ้นมาเป็น 54 แต่พอรู้ว่าไม่ติดช่วงนั้นก็เริ่มลงมาบ้าง จนกระทั่งเริ่มเห็นตัวเลข 52 บ้างแล้ว แต่หนิงเองไม่ได้มีเวลาในการออกกำลังกายเลย แถมกินเยอะขึ้นอีกต่างหาก ก็ไม่ว่าเครียดหรือไม่เครียดก็กินอ่ะ อิอิ ทำไงได้ ก็ต้องยอมรับสภาพตัวเองไป 5555 ต่อมาน้ำหนักก็อยู่ที่ 53 กว่า ๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวานนี้หนิงชั่งได้ 54 ก่า ๆ อ่ะ บอกไม่ถูกเลย อยากออกกำลังกายมาก แต่ก็ยังคงรอ ๆ สถานการณ์หลาย ๆ อย่างอยู่ ทั้งงาน ทั้งความคิดตัวเองอ่ะ ว่าแล้วก็ยังหาวันเริ่มต้นไม่ได้นั่นแหละ ข้ออ้างเยอะไปหน่อย อิอิ
6 hats (หมวก 6 ใบ)
ตุลาคม 1, 2010 ที่ 3:10 am | บันทึกโพสใน ผู้หญิงคิดบวก | ใส่ความเห็นป้ายกำกับ: 6 hats, ความคิดสร้างสรรค์, หมวก 6 ใบ, creative, six hats
เมื่อวานนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับชีวิตหนิงอีกวันนึงที่ได้รับการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อีก จริง ๆ เรื่องนี้หนิงเคยได้ยินมาบ้างก่อนหน้านี้จาก MD ของบริษัทใหม่ที่หนิงเข้ามาทำงาน คือ บ. เดอะ วิลล่า เซอร์วิส จก. ว่าทาง CEO หรือที่หนิงรู้จักในนามว่า “โก้ตี่” จะช่วยอบรมเรื่องนี้ให้ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นก่อนว่าเป็นยังไง ก็พยายามไปหาซื้อหนังสือ ซึ่งปกติหนิงเองเป็นคนชอบซื้อหนังสืออยู่แล้ว (ส่วนเรื่องอ่านค่อยว่ากัน อิอิ) ปรากฎว่าไปเจอหนังสือเล่มนึง เขาเขียนเรื่องนี้เป็นส่วนนึงของหนังสือพอดี คือ “Think Before It’s Too Late” ผู้เขียนคือ Edward De Bono ซึ่งลองเปิด ๆ ดูแล้ว รู้สึกว่าดีจัง น่าจะทำให้เราเข้าใจวิธีการคิดมากขึ้นนะ เลยตัดสินใจซื้อมา ก็ลองเปิด ๆ อ่านดูพอเข้าใจบ้าง แต่ก็ยังไม่ค่อยกระจ่างเท่าไหร่
จนกระทั่งเมื่อวานนี้ “โก้ตี่” แห่ง Roof มาเป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง 6 hats ให้กับพวกเราชาว TVS ฟังทั้งหมด 8 ชีวิต ทำให้หนิงพอเข้าใจเรื่องวิธีการใช้ 6 hats มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถเอามาใช้ได้แบบเต็มหน่วย เพราะอาจจะต้องร่วมทำอีกสัก 2-3 ครั้ง แต่อย่างน้อยก็พอเข้าใจวิธีการใช้ วิธีการตบเข้าหัวข้อมากขึ้น หนิงขออธิบายตามความเข้าใจตัวเองแบบย่อ ๆ นะคะ
หมวก 6 ใบ จะนำมาใช้เพื่อทลายสิ่งปิดกั้นในการประชุมหรือการแสดงความคิดเห็น ที่บางครั้งอาจจะไม่ถูกรับฟัง ไม่ได้รับการยอมรับ หรือมีความกลัวว่าจะถูกหรือจะผิด และมันยังช่วยให้เราได้ช่วยกันกระตุ้นความคิดอีกต่างหากด้วยนะคะ (ถึงแม้วาส่วนนี้จะมีไม่มากเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ได้กระตุ้น เพราะหนิงว่าหนิงมีสมองซีกซ้ายที่เป็นตรรกะมากกว่าอ่ะ ด้านศิลปะอาจจะต้องฝึกเพิ่มอีกนิดนึง) หนิงชอบนะคะกับการที่ได้แสดงความคิดเห็นกัน เพราะมันแสดงถึงความเป็น Team และให้การช่วยเหลือกันและกันดี ปกติหนิงเองพยายามที่จะทำการฝึกอบรมให้กับพนักงานเพื่อให้เขามี Open Mind กัน เพราะประโยชน์จะได้กับทุกคนจริง ๆ เพราะทุกครั้งที่มีการโต้แย้ง ถกเถียง เราเองก็จะได้รับรู้ถึงความคิดที่เราเองอาจจะคิดไม่ถึงเสมอ และหนิงยังเชื่ออีกว่าองค์กรใดก็ตามที่มีส่วนนี้สูง องค์กรจะพัฒนาไปได้ไกล เพราะการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ บางครั้งคนที่อยู่ระดับล่าง ระดับพนักงานปฏิบัติการ อาจจะรู้วิธีแก้ไขในส่วนนี้ได้ดีกว่าผู้บริหารระดับสูงด้วยซ้ำไป แต่จะทำยังไงล่ะที่เราจะไปถึงส่วนนั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่หนิงได้เห็นจากการทำ Workshop เมื่อวานนี้คือ มันลดอะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นอุปสรรคในหลาย ๆ เรื่องได้จริง ๆ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ Lead ด้วยเหมือนกันว่าเขามีความฉลาดและสามารถควบคุมได้แค่ไหน ทำไมถึงหนิงได้บอกแบบนี้ เพราะหมวกมีทั้งหมด 6 ใบ ผู้ที่ Lead จะต้องถือหมวกสีน้ำเงิน เพื่อทำการควบคุมการประชุมทั้งหมดไงค่ะ ดังนั้นหากผู้ที่ถือหมวกไม่ Open และไม่สามารถดึงศักยภาพของผู้เข้าประชุมได้ผลก็อาจจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ว่าแล้วก็ยืดเยื้อจนได้ มาดูเลยดีกว่านะคะ หมวกหกใบ ก็คือหมวก 6 สี มีดังนี้ค่ะ
- หมวกใบแรกเป็นหมวกสีขาว ให้คิดถึงกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ มันหมายถึง ความจริง หรือ fact นั่นเองค่ะ ความจริงในที่นี่ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตถึงปัจจุบันเท่านั้นนะคะ เราจะไม่พูดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพราะบางครั้งมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
- หมวกใบที่สองเป็นหมวกสีแดง ให้คิดถึงหัวใจ นั่นแสดงถึงความรู้สึก ดังนั้น เวลาใช้หมวกใบนี้ให้พูดความรู้สึกที่คิดออกมาจริง ๆ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร ไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะความรู้สึกไม่มีเหตุผล ก็รู้แค่ว่าชอบอ่ะ ไม่ชอบอ่ะ แต่ไม่มีสาเหตุ ไม่มีที่มาที่ไปใครจะทำไม 555
- หมวกใบที่สามเป็นหมวกสีดำ ให้คิดถึงความมืด ซึ่งจะแสดงถึงมุมที่เป็นไปทางลบ หรือ Negative นั่นเอง ดังนั้นเวลาที่เราเอาหมวกใบนี้มาใช้ เราจะต้องพูดถึงสิ่งที่จะทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ อะไรที่มันแย่ ๆ
- หมวกใบถัดมาคือหมวกสีเหลือง ซึ่งเป็นหมวกที่ตรงข้ามกับหมวกสีดำ ดังนั้นเวลาใช้หมวกใบนี้ให้คิดถึงแสงสว่าง พระอาทิตย์ แสงเทียนเป็นต้น เพราะมันคือสิ่งที่เป็นด้านบวกนั่นเอง ก็คือให้คิดว่าเรามีดีอะไร บางครั้งเรื่องเดียวกันที่คิดในหมวกสีดำ มันอาจจะเป็นอีกด้านในหมวกสีเหลืองก็ได้นะคะ
- หมวกใบที่ห้า คือ หมวกสีเขียว ให้คิดถึงยอดไม้ ซึ่งจะทำการแตกแขนงออกไปเรื่อย ๆ ดังนั้นหมวกใบนี้จะทำหน้าที่ในการสร้างความเป็น Creative นั่นเองค่ะ ตอนที่ทำ workshop จะมีการเล่นคำผสมเข้ามาด้วย จะขออธิบายทีหลังนะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วต้องมีเรื่องของตารางคำเข้ามาด้วยอ่ะค่ะ หมวกใบนี้หนิงรู้สึกว่ายากสำหรับหนิงที่สุดเลย เพราะหนิงอาจจะเป็นคนที่ค่อนข้างยึดติดก็ได้ มันจะตัน ๆ แต่ก็ขอให้ได้พูด ๆ ออกไป เผื่อว่าสิ่งที่เราพูดไป คนอื่นเขาฟังแล้วอาจจะเป็น idea ให้เขาคิดออกก็ได้ค่ะ ฮาอีกแล้ว
- หมวกใบสุดท้าย คือหมวกสีฟ้า ซึ่งเป็นหมวกของผู้ควบคุม เป็นหมวกที่ทำหน้าที่เหมือนกับประธาน เป็นผู้ที่จะคอยตบให้ทุกคนในที่ประชุมใช้หมวกตามที่แจ้ง ต้องไม่ให้เขาผิดประเด็น หรือใช้หมวกผิดสี บางครั้งอาจจะต้องคอยกระตุ้นหรือสะกิดความคิดด้วยเล็ก ๆ
จากประสบการณ์การใช้เมื่อวาน ทำให้หนิงเข้าใจการใช้มากขึ้นว่า การแสดงความคิดเห็นในการใช้หมวกแต่ละใบนั้น เราต้องดูประเด็นหลักด้วย เพราะ workshop ที่ทำเมื่อวานยังหลงประเด็นอยู่บ้าง เพราะเมื่อวานเรามีหัวข้อที่ตั้งไว้คือ Marketing Concept ดังนั้นส่วนนี้จะเป็นกรอบในการแสดงความคิดเห็นว่า การที่เราจะทำ Concept ส่วนนี้ออกมานั้น เราจะสื่อออกมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่นำเสนอต้องไม่หลุดออกจากส่วนนี้ แต่นั่นแหละมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่สวมหมวกสีน้ำเงินหรือสีฟ้าไงค่ะ อิอิ
อ๋อ เกือบลืมไปแหนะ มีอีกเรื่องที่ได้เสริมเพิ่มขึ้นมา ก็คือ คำว่า Creative หากเราไปถามใคร ๆ ว่ารู้จักไห๊มว่ามันคืออะไร หมายความว่าอย่างไร ทุกคนคงตอบว่ารู้สิ แต่หากให้อธิบายคงจะอธิบายออกมาไม่ได้ แต่เมื่อวานหนิงได้เข้าใจคำนี้มากขึ้น เพราะ “โก้ตี่” บอกว่า คำนี้ จริง ๆ ก็ต้องมาจากคำ 2 คำ คำแรก คือ “differance” + “Value” เพราะหากมีแต่คำว่า differance อย่างเดียว ก็มีแต่ความแตกต่างแต่ไม่สร้างสรรค์ มันก็จริงนะ เพราะหากดูที่ความแตกต่างอย่างเดียวคงจะมีเยอะอ่ะค่ะ แต่มันไม่ใช่อ่ะ จริงไห๊มค่ะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.
