หลากความคิดกับการฝึก-Ashtanga

กรกฎาคม 13, 2011 ที่ 1:56 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 3 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ไม่น่าเชื่อจริง ๆ นะคะ  กับสิ่งที่ได้เห็น  ได้ยิน  และได้สัมผัส  กับความหลากหลายทางความคิดของการฝึกโยคะในรูปแบบต่าง ๆ แม้กระทั่งวันนี้  หนิงเองก็ยังมีความเชื่อในใจเสมอว่า  ไม่ว่าจะเป็นโยคะรูปแบบใดก็ดีทั้งนั้น

แต่พักหลัง ๆ มา  หนิงได้มีโอกาสเจอะเจอกับครูหลากหลายคนเพิ่มมากขึ้น  เพราะหนิงคิดว่าตัวหนิงเองค่อนข้างเปิดกับการฝึกโยคะ  ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับความหลากหลาย  แต่ขณะเดียวกัน  หนิงเองก็พบว่า  บางครั้งผู้ที่ยึดติดมักจะบอกกับคนอื่นเสมอว่า  อันนั้นไม่ดี  อันนี้ไม่ดี  หนิงยอมรับนะคะว่าหนิงเคยถึง Hot Yoga ไม่ค่อยเป็นไปในแนวทางที่บวกสักเท่าไหร่  แต่หนิงมักจะพูดถึงบรรยากาศ  สิ่งแวดล้อมในการฝึกมากกว่า  แต่วันนี้หนิงก็เริ่มเปลี่ยนความคิดนั้น ๆ ไปบ้างแล้ว  เนื่องจากขณะที่เราเห็นว่ามันไม่ค่อย OK กับอุณหภูมิที่ใช้เท่าไหร่  เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย  และทำไมต้องใช้ความร้อนด้วย  เพราะว่าการที่ใช้พลังงานจากในตัวน่าจะดีกว่า  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  นอกเหนือจากความชอบ  สิ่งที่ทำให้บางคนรู้สึกดีกับ Hot yoga ก็คือ  เวลาฝึกโยคะรูปแบบอื่น  เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ยืดหยุ่นเลย  แต่เวลาไปฝึกที่นั้นแล้ว  เขาสามารถทำโยคะได้ง่ายขึ้น  ดีขึ้น  จึงทำให้เขายังคงฝึกต่อไป  แล้วจะไม่ดียังไงล่ะ  จริงไห๊มค่ะ

กลับมาที่เรื่องของ Ashtanga Yoga กันดีกว่า  พักหลัง ๆ เมื่อหนิงได้เจอครูโยคะหลากรูปแบบมากขึ้น  หนิงก็พบว่า  ครูหลายคนบอกว่า Ashtanga Yoga ไม่ดี  หนักเกินไป  ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเท่าไหร่  ตอนแรก ๆ หนิงก็คิดว่าบางส่วนเป็นเรื่องจริงนะคะ  จนกระทั่งหนิงขอคลายความสงสัยให้กับตัวเอง  จึงถือโอกาสปรึกษากับครู Scot ว่าครูคิดอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้  หนิงเห็นสีหน้าของครูเปลี่ยนไปนิดนึง  แต่ครูก็พยายามถ่ายทอดความคิดให้หนิงเข้าใจว่า  ครูเชื่อว่าการฝึกในรูปแบบ “Mysore” ที่หนิงฝึกอยู่ทุกวันนี้  มันเป็นการฝึกที่เป็น Traditional มาก ๆ และเป็นการฝึกที่ดีมาก ๆ ด้วย  เพราะ 

“การฝึกในรูปแบบ Mysore เป็นการฝึกที่สามารถปรับการฝึกให้เข้ากับนักเรียนแต่ละคน  แต่การฝึกแบบอื่นมากกว่าที่จะต้องปรับแต่ละคนให้เข้ากับการฝึก  ซึ่งหลักการมันผิดกันโดยสิ้นเชิง”

หนิงได้ยินแบบนี้  ก็คิดตาม  ซึ่งก็มองว่าจริงนะคะ  เพราะเวลาฝึกครูจะเข้ามาเดินดู  และปรับการฝึกให้ต่อคนเสมอว่า  คนนี้จะต้องปรับแก้แบบนี้  ซึ่งการปรับแก้แต่ละคนก็แตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับว่าเขามีปัญหาในส่วนไหน  แล้วจะบอกว่ามันไม่ดีได้ยังไง  แต่ผู้ฝึกก็ควรฟังเสียงร่างกายตัวเองให้ได้ว่า  ร่างกายเราพร้อมไห๊ม  เพราะฉะนั้นการบาดเจ็บจากการฝึกหนิงมองว่า  ไม่ว่าฝึกในรูปแบบใด  หากเราไม่ฟังเสียงร่างกายตัวเองก็น่าจะเกิดการบาดเจ็บได้เหมือน ๆ กัน  แล้วมันจะแตกต่างกันตรงไหน

จริง ๆ แล้ว  หากเรารู้ว่าการฝึกโยคะดี  แต่บางครั้งรูปแบบที่ฝึกมันไม่ถูกกับจริต  เราก็ไม่ฝึก  ดังนั้นความหลากหลายนี้  มีเกิดขึ้นมาพวกเราต้องดีใจมากกว่า  เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เลือกที่จะเสพได้  และมีหลากหลายแนวทางในการศึกษาโยคะซะอีก

การ Twist ใน Maricyasana C

กรกฎาคม 9, 2011 ที่ 2:35 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , ,

เมื่อวันก่อนหนิงฝึกเรื่อย ๆ จนกระทั่งฝึกถึงท่า Maricyasana ก็เริ่มต้้งแต่ A , B แล้วก็ต่อด้วย C  แต่พอครู Scot เห็นหนิงทำท่า C แล้ว  ครูก็บอกให้หยุดก่อน  แล้วก็บอกให้หนิงลองใหม่  โดยครูอธิบายที่ละขั้นตอนดังนี้

  • ยื่นเท้าออกไปด้านหน้าทั้งสองข้าง
  • งอเข่าข้างขวาขึ้นมา  ยังคงเหยียดขาซ้ายตรงอยู่
  • หายใจเข้า  พยายามบิดตัวไปทางด้านขวา  โดยให้หลังเหยียดตรงอยู่ตลอด  และเปิดหน้าอกไว้
  • พยายามให้รักแร้อยู่ใกล้กับเข่ามากที่สุด  แล้วค่อย ๆ บิดให้หัวไหล่ออกด้านนอก  โดยที่หลังยังคงเหยียดอยู่  และหน้าอกยังคงยืด
  • จากนั้นเอามือวาดไปด้านหลัง  และส่งมืออีกข้างมาจับ  ในช่วงของการหายใจออก
  • พยายามกดเท้าที่วางบนพื้นให้มาก  และระวังขาที่ทอดยาวบนพื้นให้ตั้งตรงเสมอ  ไม่ให้ปลายเท้าบิดออกข้าง
  • และโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย  พร้อมกับหันหน้ามองข้ามผ่านหัวไหล่ข้างขวาไปทางด้านหลัง

ขอบอกว่า  วิธีการนี้ ทำให้หนิงสามารถเข้าท่า Maricyasana C ได้โดยที่หลังตรง  เพราะเดิมหลังหนิงยังคงโค้งงออยู่ขณะที่อยู่ในท่าค่ะ  และเท้ายังบิดออกข้างด้วยเล็กน้อย  อิอิ

 

อีกสิ่งที่ค้นพบ Half Lotus

กรกฎาคม 7, 2011 ที่ 3:46 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 2 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

วันนี้เป็นอีกวัน  ที่ทำให้หนิงได้ค้นพบกับการทำ Half Lotus ซึ่งหนิงคิดว่าตัวเองทำได้ถูกแล้วดีแล้ว  อุ๊ย! บอกว่าถูกไป  บางครั้งก็สับสนในตัวเองเหมือนกัน  เพราะจริง ๆ แล้วหนิงคิดมาเสมอว่าการฝึกเราคงหาว่าอะไรถูกอะไรผิดลำบาก  เพราะว่าเราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ครูแต่ละคนสอนมานั้นของใครเป็นของแท้กันแน่  แต่หนิงเชื่อว่าครูทุกคนต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดแล้วมาให้เราเสมอ  เพียงแต่สิ่งนั้นจะต้องจริตกับเราหรือเปล่า  ทำให้เราเข้าใจได้แค่ไหนมากกว่า 

วันนี้เป็นอีกวันที่ครู Scot ทำให้หนิงได้เห็นความแตกต่างในการทำ Half Lotus  เพราะว่าก่อนหน้านี้  หนิงก็ทำ Half Lotus อยู่แล้ว  และไม่ได้คิดว่าตัวเองทำแล้วจะมีปัญหาแต่อย่างไร  ปรากฎว่าวันนี้หนิงได้เห็นว่าแตกต่างชัดเจนกับสิ่งที่ Scot ได้บอกมา  ซึ่งผลจากการฝึกแบบเดิมนั้นมันอาจจะทำให้หนิงมีปัญหาเรื่องข้อเท้า (ซึ่งเดิมหนิงมีปัญหาเรื่องข้อเท้าอยู่แล้วด้วย  หากเราไม่ได้ปรับแก้ก็อาจจะไม่พัฒนา  และไม่สามารถแก้ไขอาการนั้นได้) 

หนิงขอเล่าสิ่งที่หนิงทำ Half Lotus แบบเดิมก่อนนะคะ  คือ  เดิมหนิงพยายามดึงข้อเท้าเข้ามาให้อยู่บริเวณขาหนีบ  โดยไม่ได้สนใจว่าข้อเท้าจะอยู่ในลักษณะใด  เมื่อสังเกตดูจะเห็นว่ามีรอยย่นบริเวณด้านล่างของตาตุ่มจนถึงส้นเท้าเป็นจำนวนมาก  และเข่าของหนิงก็ไม่ได้ส่งเข้ามาให้กลับขาอีกด้านหนึ่งนัก  ซึ่งพอ Scot เห็นก็บอกว่าทำแบบนี้ไม่ดีนะ  เพราะเวลาที่เราทำท่า Maricyasana B และ D  จะไม่ดีกับข้อเท้า  และอาจจะทำให้ข้อเท้าเกิดการบาดเจ็บได้  ซึ่งหนิงคิดว่าน่าจะจริงอย่างที่ Scot บอก 

ดังนั้น Scot จึงบอกวิธีการฝึกใหม่ให้  คือ  ให้ดึงเท้ามาใกล้ตัว  โดยให้ส้นเท้าอยู่ตรงบริเวณสะดือก่อน  จากนั้นเลื่อนออกด้านข้างนิดหน่อย  แล้วยืดหรือดันส้นเท้าออกจากตัว  ซึ่งจะทำให้ปลายเท้ายื่นออกไปด้านข้าง  และสามารถล็อคกับต้นขาไว้ได้  พร้อมกับไม่เกิดรอยบริเวณใต้ตาตุ่มจนถึงส้นเท้าเลย  ทำให้เวลาทำท่า  Maricyasana B และ D  ข้อเท้าเราจะไม่หลุดออกมาในลักษณะเหมือนข้อเท้าบิด ๆ อ่ะค่ะ  เพราะมันจะถูกล็อคอยู่ด้านในเลย

ลองทำดูนะคะ  มันแตกต่างจริง ๆ ค่ะ

นมัสเต

ในเสียมีดี ในดีมีเสีย

กรกฎาคม 6, 2011 ที่ 7:43 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 2 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

วันนี้หนิงเชื่อจริง ๆ นะคะ  กับสุภาษิตนี้  “ในเสียมีดี  ในดีมีเสีย”  เพราะหากหนิงไม่มีปัญหาเรื่องสรีระแบบนี้  หนิงก็คงไม่ได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ มากมาย  และไม่ได้ค้นพบการทำงานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่ชัดเจนแบบนี้ 

จากสิ่งที่หนิงมีปัญหาอยู่หลายส่วนคือ  หลังช่วงล่างแข็งมาก  ทำให้ bend ไม่ค่อยได้เท่าไหร่  สะโพกไม่เปิด  ไหล่ก็ไม่เปิดเหมือนกัน  ข้อเท้าก็แข็ง  และเหยียดตรงไม่ค่อยดีเท่าไหร่  ก็เป็นโจทย์ให้กับครูทุกคนที่ทำการสอนเป็นอย่างมาก  ซึ่งครูเกือบทุกคนก็มีหลากหลายเทคนิควิธีที่จะแก้ปัญหาให้หนิง  ซึ่งหนิงเองทำได้บ้างไม่ได้บ้าง  ก็ถู ๆ ไถ ๆ มาเรื่อย ๆ ถามว่าดีขึ้นหรือเปล่า  ตอบได้แบบชัดเจน  และหนักแน่นเลยว่า  มันดีขึ้นมาก ๆ แต่สิ่งที่หนิงเรียกว่า “ดีขึ้น” แล้วนั้น  มันก็ไม่ใช่จุดที่ควรจะเป็นอยู่ดี  เพราะไม่ใช่จุดปกติที่คนเราควรจะทำได้ (ไม่ใช่ทำสิ่งที่พิศดารนะคะ  อิอิ) 

อย่างที่พอทราบกันมาบ้างแล้วว่า  การฝึกโยคะของหนิงนั้น  ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาที่ยังไม่นานมาก  คือ  ถ้ารวมการฝึกโยคะมาทั้งหมดก็ประมาณ 5-6 ปีได้แล้ว  แต่บางคนอาจจะบอกว่านั่นแหละเยอะแล้ว  ขอบอกว่าการฝึกโยคะนั้น  เราต้องฝึกเรืี่อย ๆ ต้องมีความต่อเนื่อง  และฝึกจนฝึกไม่ได้แล้วนั่นแหละค่ะ  ดังนั้นระยะเวลาแค่นี้อาจจะมองว่าแค่น้อยนิดเท่านั้น  เพราะครูบางคนฝึกมาแล้วเป็นสิบ  ยี่สิบ  สามสิบปี  ทุกวันนี้ก็ยังต้องฝึกและพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เลยค่ะ  เราเพิ่งได้แค่นี้เอง  อิอิ  มาถึงตอนนี้ครู Scot ซึ่งเป็นครูคนปัจจุบันที่ฝึกให้หนิงนั้น  ได้ฝึกให้หนิงใหม่หลายอย่าง  อย่าที่บอกไปว่า  “เริ่มต้นใหม่  แต่ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์” ไงค่ะ  เพราะว่าก่อนหน้านี้เราอาจจะถูกบอกกล่าวจากครูคนอื่น ๆ มาบ้างแล้ว  แต่เราเองอาจจะทำไม่ได้ในช่วงนั้น ๆ จนกระทั่งเราลืมวิธีการนั้น ๆ ไปแล้ว  แล้วก็ไปเริ่มต้นกับครูคนใหม่อีก  มาวันนี้หนิงแทบจะเริ่มใหม่หลายเรื่องเลย  แต่ละวันรู้สึกเหมือนตัวเองฝึกท่าได้ไม่มาก  ในขณะที่รู้สึกเหนื่อยกว่าเมื่อก่อนมาก  ด้วยที่เราต้องพยายามทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำถึงขนาดนี้  อย่าเพิ่งสับสนนะคะ  ว่าก่อนเพิ่งบอกว่า  การฝึกนั้นเราไม่ได้เน้นอาสนะที่สวยงามเพื่อประกวดหรือแข่งขันกับใคร  แต่หากเราสามารถควบคุมและพัฒนาในแนวทางที่ควรจะเป็นให้ดีมันก็เป็นสิ่งที่ดีกับร่างกายเราอยู่แล้ว  แต่ก็ควรจะพอเหมาะกับร่างกายเรา  ซึ่งเราเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด  และเป็นความพึงพอใจของแต่ละคนด้วยว่า  เราพอใจในแบบใด

ส่วนหนิงมองว่า  ก่อนหน้านี้เราพยายามควบคุมในเรื่องลมหายใจ  เราสามารถจำท่า  จำขั้นตอนการฝึกได้หมดแล้ว  ดังนั้นก็มาถึงขั้นสุดท้ายก็คือ  การเก็บรายละเอียดของแต่ละท่า  ให้เราได้เข้าถึงท่าแต่ละท่าให้มากขึ้น  บอกได้เลยนะคะ  ที่บางครั้งครูบอกว่าเราจะต้องรู้สึกนะถึงการทำงานของกล้ามเนื้อมัดนี้มัดนั้น  เราควรจะต้องรู้สึกกับมันจริง ๆ เพราะหากเราทำไปแบบไม่ใส่ใจก็ฉันทำของฉันได้ก็แล้วกันอ่ะ  หนิงเชื่อว่าบางคนอาจจะรู้สึกแบบนี้  มาวันนี้หนิงบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยนะคะ  ว่า 

บางครั้ง  สิ่งที่เราเข้าใจว่ามันถูกต้องแล้ว  มันอาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้

หากหนิงไม่ได้มาเจอกับตัวเองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  บอกได้เลยนะคะ  หนิงค้นพบอะไรต่อมิอะไรมากมายกับการฝึกในครั้งนี้  ขอยกตัวอย่างให้เห็นกันชัด ๆ เลยนะคะ  ท่าเจ้าปัญหาของหนิงคือ  Back bend  ซึ่งก่อนหน้านี้คงเคยได้เห็นรูปกับบ้างแล้วว่า  ไม่ใช่หนิงยกไม่ขึ้นเลย  หนิงสามารถยกตัวเองขึ้นได้มากกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำไป  แต่ครูกลับบอกว่า  ให้หนิงฝึกในวิธีของเขาใหม่  เพราะหากหนิงยังฝึกแบบนี้ในอนาคตหนิงคงต้องมีปัญหากับหลังแน่ ๆ หนิงก็เป็นนักเรียนที่ดีซะด้วย  ก็ทำตามที่ครูบอกทุกอย่าง  ถามว่าหนักไห๊ม  บอกได้เลยว่า  หนักมาก  เพราะคนที่มีปัญหาแบบนี้คงจินตนาการได้ไม่อยากเลยนะคะ 

สิ่งที่ครูให้ทำ  คือ  ให้เอาขาด้านบนบริเวณเหนือเขาหนีบกับ box ส่วนข้อศอกต้องใส่เข็มขัดรัดไว้ขนาดเท่าความกว้างของหัวไหล่  แล้วต้องไปขึ้นที่ข้างฝา  โดยให้ข้อศอกติดผนังตลอด  ทำนายได้เลยนะคะว่าหนิงยกตัวเองไม่ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว  จนกระทั่งวันนึงครูให้หนิงค้างมาหลายวันแล้ว  ครูก็มาช่วยจนหนึงสามารถยกตัวสูงขึ้นมาได้  แต่เมื่อสูงได้ระดับนึงหนิงทำ box หล่น  ทันใดนั้นก็รู้สึกเลยค่ะว่า  จากตอนแรกที่เราไม่รู้สึกว่าเราถูกใช้กล้ามเนื้อที่หลังด้านล่างเลย  แต่พอ box หล่นเท่านั้น  มันรู้สึกได้  และทำให้หนิงรู้สึกปวดหลังนิดหน่อย  เพราะรู้เห็นปั๊บก็ให้หนิงลดตัวเองลงทันที  นั่นแหละค่ะ  สิ่งสำคัญ  ครูมักจะย้ำเสมอว่า  การขึ้น back bend นั้น  ต้องขึ้นตั้งแต่ขา  และสบัก  ไม่ได้ใช้หลังกับหัวไหล่เลย  ครั้งนี้หนิงรับรู้ได้จริง ๆ ค่ะ 

เห็นหรือยังค่ะ  ในเสียมีดี  ในดีมีเสีย  จริง ๆ จริง ๆ แล้วก็มีอีกหลายเรื่องที่ค้นพบจากปัญหาของหนิง  ไว้จะทยอยมาปันเรื่อย ๆ ล่ะกันนะคะ  อ่านไปแล้วไม่ต้องทำสรีระให้เป็นปัญหาเพื่อค้นพบแบบหนิงหรอกนะคะ  อิอิ

 

การฝึกโยคะตามความคิดส่วนตัว

กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 12:53 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | ใส่ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

จากประสบการณ์การฝึกโยคะมาก็สัก 6 ปีได้  แต่จริง ๆ จัง ๆ น่าจะประมาณ 4-5 ปี  ถึงแม้ว่าจะไม่นานมาก  ที่สิ่งที่หนิงเห็นจากวันที่เริ่มต้นจนกระทั่งทุกวันนี้ก็คือ  การฝึกโยคะไม่ว่ารูปแบบใด  ครูคนไหนก็ดีทั้งหมด  เพราะทำให้เราได้ฝึกและได้ความรู้ทั้งนั้น  หากเราไม่สามารถฝึกด้วยตัวเองได้ 

ส่วนตัวแล้วมองว่า  หากเรายังไม่เคยฝึกโยคะเลย  เรากำลังจะเริ่มต้นในการฝึก  หนิงแนะนำให้ฝึกการหายใจให้ได้ก่อน  โดยไม่ต้องไปพะวงกับท่าทางของอาสนะเลย  แต่ไม่ใช่ไม่ใส่ใจเลยนะ  คือใช้คำว่าพยายามกับอาสนะ  แต่ใส่ใจกับลมหายใจให้มากกว่า  เพราะการหายใจนั้นจะทำให้เราเคลียตัวเองเหมือนกับการทำความสะอาดร่างกายจากข้างในออกมา  ซึ่งจะทำให้เรามีเหงื่อมากขึ้น  การยืดหยุ่นต่าง ๆ ก็จะตามมาเองหากทำหายใจได้ดี  และถูกต้องตามจังหวะที่ควรจะเป็น

ดังนั้น  ในช่วงต้น ๆ ของการฝึก  ไม่ต้องไปกังวลกับอาสนะว่าทำไม่ทันคนอื่น  จำอาสนะไม่ได้  ให้พยายามหายใจให้ถูกกับจังหวะที่ครูบอก  หากเราไม่สามารถหายใจได้ยาว  เราสามารถหายใจเพิ่มอีก 1 รอบหายใจ  เพื่อให้จังหวะสุดท้ายของการหายใจมาตรงกับจังหวะที่ครูบอก  และในจังหวัดถัดไปก็จะตรงกับที่ครูบอกด้วย  จะดีกว่าที่เราจะกลั้นลมหายใจนะคะ (เดี๋ยวจะตาลายเป็นลมเอาอ่ะค่ะ  อิอิ) 

เมื่อเราสามารถหายใจได้ดีแล้ว  คราวนี้ก็ค่อยมาฝึกจำอาสนะต่าง ๆ ว่าสิ่งที่ควรระวังในแต่ละท่ามีอะไรบ้าง  ขั้นตอนในการฝึกเป็นอย่างไร  เพราะหากเราสามารถเก็บรายละเอียดแล้วฝึกตามครูตั้งแต่ต้นได้จะดีกว่าที่มาปรับแก้ทีหลังนะคะ  แต่แน่นอนค่ะ  เราไม่สามารถที่จะทำตามที่ครูบอกได้หรอกค่ะ  ก็เพิ่งเริ่มต้นนี่นา  แต่เราต้องพยายามทำเพื่อวันนึงสิ่งนั่นจะเกิดขึ้นไงค่ะ  และมันจะดีกับตัวเราด้วย  หนิงเองเคยฝึกโดยที่เราไม่ค่อยใส่ใจกับรายละเอียดมากเพราะบางครั้งก็เจอครูที่บอกว่าได้แล้ว  บางครั้งก็ลืมไปแล้วเพราะเราเปลี่ยนครูไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ครูบางท่านบอกมาในบางจุดทำให้เราหลงลืมมันไป  ส่วนครูคนใหม่เข้ามาอาจจะคิดว่าเราได้แค่นี้ก็ OK แล้ว  จนกระทั่งวันนี้หนิงพยายามที่จะเริ่มใหม่ในหลาย ๆ ท่า  เพราะไม่ได้แปลว่าที่ทำอยู่ผิดนะคะ  เพราะการฝึกโยคะบอกได้เลยว่าไม่มี “ผิด” ไม่มี “ถูก” ค่ะ  ไม่ว่าจะฝึกแบบใดก็ให้ผลดีมากกว่าไม่ฝึกแน่นอน  อิอิ  เพียงแค่หากเราสามารถดูแลรายละเอียดได้เพิ่มขึ้น  ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายในส่วนของสรีระจะดีกับเรามากขึ้นเท่านั้น  แต่การฝึกเราไม่ได้คิดว่าเราจะฝึกเพื่อแข่งขับกับใครหรือฝึกไปประกวดที่ไหนอยู่แล้ว  แต่ให้ระลึกว่าเราฝึกเพื่อสุขภาพกายและใจที่จะดีขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นการทำอาสนะ  หนิงไม่อยากให้ทุกคนกังวล  และยึดติด  เพราะมีนักเรียนบางคนมาถามเหมือนกันนะคะ  ว่าทำไมไม่มีกระจกให้ดูล่ะค่ะ  หนิงถูกฝึกมาแบบไม่ได้อาศัยกระจกเลย  เพราะครูเคยบอกว่า  การที่เรามองกระจกทำให้เราไม่มีสมาธิ  และการทำท่าต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ควรจะเป็น  แต่หากเราไว้ใจครูที่สอน  ครูจะเป็นผู้บอกเราเองว่า  เราจะต้องปรับปรุงในส่วนไหนบ้าง  เพราะบางคนถึงดูแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าต้องปรับเช่นไร  จริงไห๊มค่ะ  หากเราเชื่อใจครูเมื่อครูมาบอก  หรือมาจัดท่าให้  เราจะต้องจดจำความรู้สึกในช่วงนั้น ๆ ไว้ว่า  เกิดอะไรขึ้นบ้างกับมือ  ขา  แขน  ตัว  หน้าท้อง  อก  แล้วจะทำให้เราเข้าใจว่า  อ๋อ!  ท่านี้มันจะต้องทำงานกับกล้ามเนื้อบริเวณนี้  มันจะต้องบิดส่วนนี้เพิ่ม  ซึ่งหากเราสามารถจำความรู้สึกนั้นได้  กระจกไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด  เพราะเวลาเราฝึกบางครั้งเราไม่สามารถเลือกที่ฝึกได้  และจริง ๆ โยคะจะฝึกตรงไหนก็ได้  หากเราใช้ความรู้สึกและการสังเกตุตัวเองเราจะสามารถฝึกโยคะได้ทุกที่จริง ๆ นะคะ

หนิงขอแนะนำจากความคิดส่วนตัวว่า  หากจะเริ่มต้นฝึกโยคะ  ขอให้เข้าใจกับสิ่งที่เราจะได้  และพยายามทำไปทีละขั้น  ทีละตอน  ไม่ต้องไปสร้างความกังวลให้กับตัวเองมากเกินไป  และไว้วางใจกับครูทุกคนที่เป็นผู้สอนในแต่ละครั้ง  หนิงเชื่อว่าจะทำให้เราฝึกโยคะได้ดีเองค่ะ

นมัสเต

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.