สมดุล….
เมษายน 8, 2012 ที่ 10:04 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: ครอบครัว, พักผ่อน, รักสุขภาพ, สมดุล, สมดุลชีวิต, สังคม, เที่ยว, โยคะ
หลายปีที่ผ่านมา หนิงได้ทำกิจกรรมอะไรต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งทุกวันนี้ หนิงมีอยู่ 3 เรื่องหลัก ๆ คือ โยคะ ครอบครัว และสังคม โดยมีสิ่งที่แฝงเล๋ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันอีกก็คือ การพักผ่อน การกิน และการนอน 5555
หนิงพยายามที่จะวางทุกอย่างให้ลงตัว อยู่ในหลักของคำว่า “สมดุล” นั่นหมายความว่า เราไม่ได้โอนเอนไปทางใดทางหนึ่ง จนเสียอีกทางหนึ่ง พยายามทำทุกอย่างให้เข้ากัน เพราะการอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “สมดุล” นั้น ไม่ได้หมายความว่า เราจะแบ่งชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร 1, 2, 3 และ 4 ตลอด แต่เราต้องรู้ว่าเวลานี้ เราจะต้องผ่อนเรื่องไหนลง ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากขึ้น เพราะการสมดุลนั้นสามารถที่จะเคลื่อนย้ายได้ แต่ฐานยังมั่นคงต่างหาก เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำกับความคิดของหนิงมากขึ้น หลังจากที่หนิงได้เข้าไปเข้า workshop กับ matthew เมื่อครั้งที่ผ่านมา เพราะหนิงรู้สึกว่าเขาทำให้หนิงเข้าใจคำว่า “Balance” หรือ “สมดุล” ได้ชัดเจน และทำให้เรามั่นใจกับหลักการของตัวเองมากขึ้น อิอิ
หนิงเข้าใจนะคะ บางครั้งคนเรามีสิ่งที่ต้องสร้างสมดุลในชีวิตที่แตกต่างกันไป ซึ่งตัวเราเท่านั้นที่จะรู้กับสิ่งนั้นได้ดีที่สุด ไม่มีใครทีจะรู้ว่าเราควรจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเราจะรู้ว่าเราควรเพิ่มหรือลดสิ่งใดเพื่อให้เกิดสมดุลชีวิต เพราะบางคนตัวคนเดียว การจัดวางเรื่องสมดุลอาจจะง่ายกว่า แต่บางคนมีทั้ง พ่อ แม่ ลูก สามีหรือภรรยา ที่จะต้องดูแล หรืออาจจะเป็นหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอีก ซึ่งทำให้การสร้างสมดุลเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเขาคนนั้นมาก ๆ แต่หากเราทำได้ เราก็จะประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน เห็นไห๊มค่ะว่ามันยากแค่ไหน เพราะจะมีสักกี่คนที่ทำได้ จากสิ่งที่หนิงพร่ำบ่นมาตั้งแต่ต้นนั้นก็เพื่อที่จะบอกว่า
จริง ๆ แล้ว ทุกวันนี้ เรามักจะไม่ค่อยได้มองถึงจุดสมดุลของตัวเองเท่าไหร่ บ้างก็บอกว่า ช่วงวัยนี้เป็นวัยของการทำงาน ก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน โดยลืมดูแลตัวเองและคนในครอบครัวไป เพราะบางครั้งการที่อยู่กับคนในครอบครัวไม่ใช่จะเลี้ยงเขาด้วยเงินที่เราหามาได้อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ บางครั้งเขาต้องการด้านจิตใจและการให้เวลากับเขาบ้าง บ้างก็ทำงานจนไม่ได้ดูแลตัวเองเลย ทำงาน ๆ ๆ ๆ จนสุดท้ายล้มป่วย ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เลย สรุปแล้วคุ้มกันหรือเปล่าค่ะ กับสิ่งที่เราหักโหมในช่วงนั้น อิอิ
หนิงคิดว่าตอนนี้ตัวเองโชคดีมาก ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก แต่หนิงว่าหนิงสามารถสร้างสมดุลในส่วนที่ควรจะเป็นได้แล้ว บางครั้งก็มีกระโดดฝึกโยคะบ้างเพื่อใช้เวลากับคนในครอบครัว บางครั้งก็ต้องสละเวลาของครอบครัวเพื่อไปเรียนโยคะเพิ่มเติมบ้าง ส่วนเรื่องงานตอนนี้ก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะได้ทำในสิ่งที่รักจริง ๆ การดูแลสุขภาพก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วันแน่ ๆ ที่หนิงต้องบังคับตัวเองว่า จะงดการฝึกอย่างไรก็ได้ แต่เป้าขั้นต่ำที่ต้องฝึกคือเท่านี้ อิอิ บางครั้งก็อาจจะมองว่าเป็นข้ออ้างในการไม่ฝึกได้เหมือนกันอ่ะนะ นอกจากนั้นยังวางแผนเรื่องการเที่ยวไว้อีก ว่าอย่างน้อยในหนึ่งปีควรจะต้องพักผ่อนด้วยการไปเที่ยวโดยใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ สักครั้ง (ไม่นับครั้งยิบ ๆ ย่อย ๆ ที่เป็นรางวัลชีวิตเพิ่มเติมอ่ะนะ) ซึ่งที่ผ่านมาหนิงก็สามารถทำมาได้โดยตลอด
ดังนั้น ขอบอกเพื่อน ๆ ว่า การจัด “สมดุลชีวิต” นั้น เราต้องจัดตั้งแต่วัยที่เรายังสามารถจัดสรรได้ เพราะหากวันนึงคิดได้เมื่อสายคุณจะเสียดายกับการจัดสมดุลชีวิตของตัวเองนะคะ
นมัสเตค่ะ
สะพานเริ่มชันแล้ว อิอิ
กุมภาพันธ์ 18, 2012 ที่ 9:12 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 5 ความเห็นป้ายกำกับ: ฝึกโยคะ, สะพานโค้ง, back bend
หลังจากที่ครูหลาย ๆ คนได้ช่วยกันในเรื่องของการทำสะพานโค้ง หรือ back bend ทุกวันนี้หนิงใช้ความพยายามอย่างมากในการฝึกท่านี้ เนื่องจากสรีระเราเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับการทำท่านี้ แต่ก็ไม่เคยรู้สึกท้อแท้นะคะ ก็ได้แต่ยอมรับกับสิ่งที่เราเป็น เพียงแค่เราต้องฝึกฝนให้มากขึ้น ไม่ได้คาดหวังว่าจะทำได้สวยเหมือนกับคนที่หลังอ่อน ๆ เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้ แค่พยายามทำให้ดีที่สุดก็คงพอแล้ว เลยทำให้ตัวเองค่อนข้างเข้าใจคนที่มีปัญหาสรีระจริง ๆ ว่า เวลาที่เรามีปัญหานั้น มันยากเย็นแสนเข็นมากกับการที่จะฝึกท่าที่ต้องใช้ส่วนที่เป็นปัญหา หนิงขอให้กำลังใจนะคะ และขอบอกว่า สู้ ๆ ค่ะ หากเราฝึกทุก ๆ วัน ฝึกบ่อย ๆ หนิงมั่นใจว่ามันต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ เราเท่านั้นรู้ตัวเราเองมากที่สุดค่ะ และวันนี้หนิงก็ได้เก็บภาพการฝึกเมื่อเช้านี้มา เพื่อดูการพัฒนาของตัวเอง และจะได้เห็นความพยายามในการฝึกแต่ละวัน จริง ๆ ค่ะ บางวันไหล่ไม่เปิด หลังแย่กว่านี้ ก็ต้องปล่อยไปเลย เพราะหนิงกลัวการบาดเจ็บมาก หนิงจะฟังเสียงร่างกายตัวเองก่อน ว่าวันนี้เราจะได้แค่ไหน ให้อยู่ในจุดที่ “เหมาะสม” อ่ะค่ะ
มาดูกันนะคะ
ภาพนี้เป็นการวอร์มหัวไหล่ให้เปิด หนิงต้องใช้เชือกช่วยเพื่อบังคับไม่ให้แขนกางออกอ่ะค่ะ
ภาพนี้เป็นการช่วยเรื่องการโค้งหลัง และช่วยฝึก drop ลงเองค่ะ เพราะหนิงยังมีปัญหาเรื่องแขนไม่ตรงด้วย ดังนั้นเวลาฝึกท่านี้ต้องพยายามเหยียดแขน แต่ขอบอกว่าหนิงทำได้ยากมาก เพราะไหล่ยังติดอยู่มาก ยังไม่สามารถ เพราะเดิมหนิงเป็นคนไหล่คู้มาก่อน น่าจะหลังเอาการค่ะ เพราะเดินแบบนั้นมาเป็นสิบปี เราก็ต้องยอมรับกับการฝึกที่ต้องใช้เวลาเช่นกันค่ะ
เสร็จทุกขั้นตอนแล้ว ก็ลองขึ้นดูว่าเป็นไง หลังจากนั้นครูก็มาช่วยอีก อิอิ
จริง ๆ ก็มีท่า drop back ต่ออีก แต่เป็น VDO อ่ะนะ ไว้ค่อยเอามาลงล่ะกัน เพราะตอนนี้ file คงใหม่มาแล้วสำหรับเรื่องนี้ ขอเอาใจช่วยสำหรับผู้ที่มีปัญหาสรีระนะคะ ฝึก ๆ และ ฝึก เท่านั้นนะคะ
ความแตกต่างของครู
กุมภาพันธ์ 15, 2012 ที่ 7:24 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | ใส่ความเห็นป้ายกำกับ: ครูหนิง, ครูโยคะ, ความแตกต่างของครู, สอนโยคะ, โยคะ, โยคะครูหนิง, โยคะภูเก็ต
หัวข้อที่นักเรียนและครูได้พูดกันเมื่อเช้านี้ หลังจากที่ฝึก mysore กันเสร็จ ด้วยมีนักเรียนบางคนอาจจะงง ๆ กับการสอนของครู เพราะครูแต่ละคนอาจจะมีเทคนิคหรือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความสับสนในการฝึกขึ้น จริง ๆ เรื่องนี้ หนิงเองผ่านประสบการณ์การฝึกโยคะกับครูมารวม ๆ แล้ว น่าจะ 20 ต้น ๆ ได้ ทำให้พอทราบว่า เทคนิคการสอน รูปแบบการสอน และความซีเรียสของครูแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ยังอยู่ในหลักการของการฝึก Ashtanga เหมือนกัน ยกเว้นครูบางคนที่ไม่ได้มาทางสายนี้โดยตรง ก็อาจจะสร้างความแตกต่างของการสอนให้เราสับสนได้พอสมควรเหมือนกัน โชคดีที่เราศึกษาและได้คุยกับครูหลาย ๆ คน ทำให้พอเข้าใจในเรื่องนี้บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนิงก็เชื่อที่ Ken เคยบอกนะคะ คือ ไม่ว่าเราจะเรียนหรือฝึกกับครูคนใดก็ตาม เราจะต้องเชื่อตามครูที่สอนเราในขณะนั้น เพราะไม่ว่าใครเป็นผู้สอนก็ดีกับเราทั้งนั้น
ครูแต่ละคนมักจะมีรูปแบบเป็นของตัวเองที่ชัดเจน แต่หนิงก็จะพยายามระวังในบางจุด คือ ตัวเราเองที่จะรู้ดีที่สุดว่าเราไหวแค่ไหน และได้แค่ไหน เพราะถ้าบังเอิญไปเจอครูบางคนที่จริงใจ ด้วยความที่ความตั้งใจอาจจะสูง ทำให้เคี่ยวเข็ญนักเรียนให้ทำโน้น, นี่, นั่น มากภายในการฝึกแค่ครั้งเดียว ซึ่งหนิงมองว่าหากหนิงทำตามร่างกายหนิงอาจจะรับไม่ไหว และหนิงเองก็เคยบาดเจ็บจากเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว บางครั้งการฝึนแค่นิดเดียว มันอาจจะมีผลเสียที่รุนแรงเกิดขึ้นกับเราได้นะคะ ดังนั้นเราต้องรู้จักและยอมรับกับตัวเองให้มากที่สุดจะเป็นการดีที่สุด
ส่วนรูปแบบการเรียนนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ชอบวิธีการในรูปแบบของ Ashtanga โดยเฉพาะการสอนแบบ mysore มาก ทำให้ตั้งความมุ่งหวังสำหรับตัวเองไว้ว่าอยากทำคลาสแบบ mysore ให้ได้ แต่ในปัจจุบันที่โรงเรียนยังมีนักเรียนใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ และนักเรียนบางคนก็ไม่ได้ชอบรูปแบบนี้นัก ก็เลยกลายเป็นรูปแบบผสมผสาน คือ ช่วงต้นทำแบบ led class แต่ช่วงปลาย ๆ ใช้วิธีการสอนแบบ mysore เอา อิอิ
นักเรียนหลายคนที่เข้ามาใหม่ ก่อนที่จะเข้ามาเริ่มคลาสด้วยกัน เคยมีถามว่า
“คนอื่นเรียนมานานแล้ว แล้วเขาจะทำได้หรือเปล่า เขาจะตามคนอื่นทันไห๊ม”
ใจจริง ๆ ก็อยากจะตอบไปเหมือนกันนะคะว่า
“หนูจ๋า เข้ามาเรียนก่อนลองดูไห๊มค่ะ ว่าครูจะสอนได้ไห๊ม เพราะถ้าเขาจัดการไม่ได้เขาคงมาเปิดสอนไม่ได้หรอกค่ะ”
แต่ด้วยความเป็นครู และก็ทราบดีว่า ประสบการณ์เลวร้ายในแต่ละเรื่องของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป บางคนอาจจะเจอมาแล้วก็ได้นะคะว่า ไปเรียนแล้วมันไม่ OK เลย เพราะก็มีบางคนโทรมาถามเหมือนกันค่ะว่า เคยเรียนแล้วเขาไม่พัฒนาอะไรเลยอ่ะ เพราะพอมีนักเรียนใหม่เข้ามาครูก็ให้เขากลับไปเริ่มท่าพื้นฐานเหมือนกันใหม่อีก หนิงก็เข้าใจนะคะในจุดนั้น
เลยยิ่งทำให้ตัวหนิงเองมั่นใจวิธีการสอนในขณะนี้มากขึ้นว่า จากสิ่งที่เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากครูแต่ละคนมา แล้วเราเอาเทคนิคต่าง ๆ ของครูแต่ละคนที่เราชื่นชอบมาใช้ในคลาส มันน่าจะตอบโจทย์หลาย ๆ โจทย์ได้ดีทีแล้ว คิดไม่ผิดเลยที่เลือกรูปแบบนี้ อิอิ
8 เดือน กับการเป็นครูสอนโยคะเต็มตัว
กุมภาพันธ์ 11, 2012 ที่ 8:38 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 2 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, ภูเก็ตโยคะ, อัษฎางคโยคะ, โยคะ, โยคะคนท้อง, โยคะคนป่วย, โยคะครูหนิง, โยคะภูเก็ต, Yoga Phuket
จากวันที่ตัดสินใจเปิด studio yoga ภายใต้ชื่อว่า Healthy Ning Yoga จนถึงวันนี้ผ่านมาแล้วถึง 8 เดือนนิด ๆ มันทำให้หนิงยิ่งมั่นใจว่า เราตัดสินใจถูกจริง ๆ เพราะหนิงยังรู้สึกมีความสุขทุก ๆ ครั้งที่ได้สอน ไม่ว่าจะเป็นคลาสภายในโรงเรียน การสอนนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการสอนบุคคลทั่วไป คนท้อง หรือคนป่วย หนิงก็มีความสุขทุกครั้ง และมักรู้สึกว่าหนิงโชคดีจังที่มีวันนี้
ตอนที่ตัดสินใจครั้งแรก ยอมรับนะคะว่าหนักใจไม่ใช่น้อย ยังไม่แน่ใจว่าจะมีนักเรียนมาลงสมัครหรือเปล่า แต่ช่วงต้น ๆ ก็ผ่านมาได้ด้วยดี เพราะก็มีทั้งคนรู้จักและผู้สนใจโยคะ มาลงสมัครกันจนบางช่วงใช้คำว่าเกือบล้นได้เลย แต่ก็ธรรมดานะคะโดยเฉพาะกับอาชีพนี้ มีขึ้นและมีลง ผ่านไปได้ 4 เดือน ผ่านช่วงเทศกาลกินเจ นักเรียนเริ่มหยุดด้วยติดภารกิจทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ทำให้นักเรียนขาดหายไปพอสมควร แต่ก็ยังมีกำลังใจที่จะทำอยู่นะคะ หนิงยังเชื่อและมั่นใจเสมอว่า หากเราตั้งใจและสอนอย่างเต็มที่ โรงเรียนจะต้องดำเนินการไปได้และคงไปได้ดี จนกระทั่งวันนี้หนิงคิดว่าหนิงประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คาดหวังในระดับนึง ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเริ่มดีขึ้นก็ตาม อย่างน้อยมันก็เป็นแรงหนุนที่ดีที่ทำให้หนิงมีกำลังใจต่อไป เพราะมีนักเรียนส่วนนึงช่วยบอกต่อเพื่อน ๆ มา บางส่วนก็เพิ่งมาใหม่ เพราะเห็นจากป้ายบ้าง ได้ยินจากเพื่อนแนะนำมาบ้าง จนต้องคิดว่าเราจะขยายห้องอย่างไรแล้วในขณะนี้ อิอิ (แต่ยังค่ะ เพราะยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น แค่เป็นการเตรียมการอ่ะนะ)
สิ่งที่หนิง “ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ” หนิงว่านักเรียนคงจะสัมผัสมันได้ และหลาย ๆ คน ก็บอกกับหนิงว่า เขารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บเดิม อาการเดิมที่เคยเป็นอยู่ หรือบางคนก็บอกว่าเขาผอมลง ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่ได้ยอมรับกับคนอื่น ๆ เท่าไหร่นัก แต่หนิงว่าหนิงเองก็แอบเห็นพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนพอสมควร เพียงแต่เขาเองอาจจะไม่ได้สังเกตตัวเอง และอาจจะคาดหวังกับการฝึกของตัวเองมากกว่านี้ก็เป็นได้ เรื่องนี้พูดกันยาก ยังไงก็ตามสิ่งที่หนิงได้ลงมือทำในครั้งนี้ ขอบอกว่ามีความสุข และจะพยายามตั้งใจ และสัญญาว่าจะพยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะนำมาถ่ายทอดให้นักเรียนก้าวหน้ายิ่งขึ้น อิอิ นี่คือปณิธานค่ะ
โยคะคนท้อง
ธันวาคม 26, 2011 ที่ 9:34 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga, ก่อนคลอด | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: ตั้งครรภ์, สอนตัวต่อตัว, สอนโยคะถึงที่, สอนโยคะภูเก็ต, ออกกำลังกายคนท้อง, โยคะ, โยคะคนท้อง
ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าวันนึงหนิงจะได้มีโอกาสสอนโยคะให้กับคนท้อง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังไม่เคยตั้งท้องเลย อิอิ
สืบเนื่องมาจากความอยากรู้อยากเห็น และอยากเรียนรู้ของตัวเอง พร้อมกับอาชีพที่เราได้เลยแล้วว่าเป็นสิ่งที่เรา ”ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ” จึงทำให้หนิงได้ตัดสินใจไปศึกษาวิชาโยคะเพิ่มเติม ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะ นั่นก็คือการสอนโยคะคนท้องค่ะ เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ เพราะวันก่อนครูหนูได้เดินทางมาภูเก็ตพอดี จึงทำให้ประจวบเหมาะที่หนิงไม่ต้องเดินทางไปเรียนถึงกรุงเทพฯ และก็ได้เรียนแบบตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว
หลังจากเรียนไปได้สัก 3-4 เดือน หนิงก็ยังคงเก็บงำวิชาไว้กะตัว เนื่องจากไม่ได้ร้อนวิชา และคิดว่าเราควรจะศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนที่จะนำไปใช้จริง เพราะสิ่งที่เราต้องดูแลกับคนท้องเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจริง ๆ ค่ะ และต้องใกล้ชิดมาก ๆ
แต่แล้วสิ่งที่ทำให้หนิงต้องลงมือสอนโดยไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีเพื่อนครูโยคะด้วยกัน ติดต่อมาบอกว่า
“หนิง พอดีมีคนสนใจให้พี่ไปสอนโยคะแต่เขาท้อง พี่สอนไม่ได้อ่ะ พี่เลยให้เบอร์หนิงไปแล้วนะ”
ทันใดนั้นเอง หนิงก็เกิดความกังวลขึ้นมาเหมือนกัน เพราะยังไม่เคยได้สัมผัสของจริงเลย แต่เป็นการสอนแบบตัวต่อตัว จึงทำให้รู้สึกว่าเราน่าจะสามารถควบคุมได้ไม่ยาก ก็แค่ขอเวลาทบทวนวิชาอยู่ 2 วัน ก็ได้ติดต่อกับนักเรียนไป
หลังจากจบคลาสวันแรก ทำให้หนิงยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะนักเรียนคนนี้ ท้องมาแล้ว 2 คน ครั้งนี้เป็นท้องที่ 3 และทุกครั้งที่เขาท้องเขาก็ฝึกโยคะคนท้องทุกครั้ง แต่หลังจากเรียนเสร็จ เขาบอกกับหนิงว่า
“คุณสอนดีมาก ชั้นรู้สึกดีกับการฝึกครั้งนี้มาก ๆ คุณสอนได้นุ่มนวลจริง ๆ”
หนิงแทบจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ และอยากจะบอกเขาไปเหมือนกันว่า
“จริงเหรอค่ะ เพราะนี่คือการสอนครั้งแรกของฉันเลยนะเนี่ย” ได้แต่คิดค่ะ พูดออกไปได้ไงค่ะ เดี๋ยวนักเรียนตกใจกันพอดี หมดความมั่นใจในตัวเราหมด อิอิ
และครั้งที่ 2 และ 3 ก็เกิดขึ้น จนกระทั่งตอนนี้นักเรียนคนนี้เขาเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งจะอยู่ภูเก็ตประมาณ 1 เดือน เขาตกลงให้หนิงไปสอนตลอดช่วงที่เขาอยู่ภูเก็ต โดยสอนอาทิตย์ละ 3 วัน มันภาคภูมิใจจริง ๆ ค่ะ และจะพยายามทำให้ดีที่สุด พร้อมกับพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ
นมัสเต
ความคิดกับ “สิ่งที่เป็น”
สิงหาคม 18, 2011 ที่ 7:56 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: ครู Scot, ความคิดกับโยคะ, สิ่งที่เป็น, โยคะ, โยคะภูเก็ต, Scot
ช่วงระยะนี้ หนิงได้ฝึกกับนักเรียนใหม่หลายคนในคลาส ซึ่งบางคนอาจจะเคยฝึกมาบ้างแล้ว แล้วหายไป บางคนอาจจะฝึกอยู่บ้างแต่เป็นคนละรูปแบบ บางคนก็ฝึกมานานแล้ว บางคนก็เพิ่งเริ่มต้น แต่สิ่งที่สังเกตได้จากหลาย ๆ คนคือ เมื่อเห็นคนที่ฝึกอยู่หลาย ๆ คนได้ฝึกท่าที่มากกว่า มันจะถามครูหรือเพื่อน ๆ ในคลาสว่า เมื่อไหร่เขาจะได้ทำ แล้วทำอย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วกว่าพวกเราที่ฝึก ๆ กันมาแล้วหลายปี กว่าจะได้มา ครูคนก่อน ๆ ไม่ได้ให้ท่าเราง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะการฝึกในคลาสมัยซอร์ (mysore) เพราะช่วงแรก ๆ ของการฝึกนั้นพวกเราได้ฝึกกันแค่สุริยนมัสการ และท่ายืนอีกสองสามท่าเท่านั้นในวันแรก ๆ จนกระทั่งเราจำท่าเหล่านั้นได้ และเริ่มทำได้บ้างแล้ว ครูจึงจะให้ท่าเพิ่มมาวันละท่าเท่านั้น แล้วรอจนกว่าเราจะทำได้อีก จึงจะเพิ่มให้ ซึ่งให้เวลานานเหมือนกัน แต่เนื่องจากพวกเราฝึกมาพร้อม ๆ กันก็ไม่ได้มีปัญหามาก อย่างมาก็แค่มีอยู่บ้างที่ครูอาจจะให้ท่าอีกคนนึงก่อน ส่วนบางคนยังไม่ได้ให้เพิ่ม เพราะยังทำไม่ค่อยได้ เป็นต้น
ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบัน เวลามีนักเรียนใหม่ ๆ มาเรียนแล้วนั้น มันค่อนข้างแตกต่างกันมากด้วยซ้ำ เพราะครูก็ต้องพยายามทำความเข้าใจกับนักเรียนด้วยว่า เขาจ่ายเงินมาเพื่อเรียน ถ้าไม่ให้ท่าเขาเขาก็อาจจะไม่ปลื้มได้ เพราะมันมีการเปรียบเทียบกับนักเรียนเก่า ๆ ที่ฝึกมานานแล้วด้วย จึงทำให้ปัจจุบันนักเรียนเข้ามาใหม่ ได้ท่าค่อนข้างเร็วมาก แต่บางคนเราก็ต้องยอมรับว่าสรีระเขาก็ให้กับการฝึกจริง ๆ ไม่เหมือนกับเราที่ต้องทำความเข้าใจกับร่างกายตัวเองอย่างมาก ว่าจะต้องทำอย่างไรกับสนิมกายที่มันเกาะอยู่ อิอิ
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า การฝึกโยคะก็เหมือนกับการฝึกจิต เพราะหากเราอยากได้โน้นอยากได้นี่ ก็เหมือนกับเราไม่สามารถตัดความอยากมี อยากได้ อยากเป็น ออกจากตัวเองได้ ซึ่งปกติแล้วมันควรจะเป็นแนวทางของผู้ฝึกว่าไม่ควรให้เกิดสิ่งนี้เพราะมันจะขัดขวางการฝึกของเรา ซึ่งหนิงยอมรับนะคะว่าช่วงที่ฝึกแรก ๆ ก็เคยเป็นอยู่บ้าง แต่ ณ ปัจจุบัน ความคิดเหล่านี้แทบไม่มีอยู่ในหัวเลย เพราะคิดว่าจริง ๆ แล้วการที่เราได้ฝึก Primary อย่างเดียวก็ทำให้เราได้มากมายแล้ว และทุกวันนี้ยังไม่สามารถทำได้สมบูรณ์เลย ยังต้องพัฒนาอีกเรื่อย ๆ
แต่มาวันนี้ครู Scot ให้หนิงขึ้นท่า intermediate ท่าแรกแล้ว ถามว่าดีใจไห๊ม ก็ต้องยอมรับว่ามี เพราะแสดงว่าการฝึก primary ของเรามีการพัฒนาขึ้น ครูจึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะให้เราฝึกเพิ่ม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนิงก็ยังเชื่อว่า มันอยู่ที่มุมมองของเรามาก ว่าเรายังคงต้องสร้างความตระหนักรู้ให้อยู่กับตัวเองในปัจจุบัน คือ ต้องอยู่กับ “สิ่งที่เป็น” ไม่ใช่อยู่กับ “สิ่งที่ควรเป็น” จริงไห๊มค่ะ เพราะบางครั้งอาจจะเกิดจากเราคิดไปเองก็ได้ 5555
นมัสเต
หลากความคิดกับการฝึก-Ashtanga
กรกฎาคม 13, 2011 ที่ 1:56 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 3 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, ความคิดเกี่ยวกับโยคะ, ฝึกโยคะ, รูปแบบของโยคะ, หนิงโยคะ, โยคะ, โยคะภูเก็ต, Hot yoga
ไม่น่าเชื่อจริง ๆ นะคะ กับสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน และได้สัมผัส กับความหลากหลายทางความคิดของการฝึกโยคะในรูปแบบต่าง ๆ แม้กระทั่งวันนี้ หนิงเองก็ยังมีความเชื่อในใจเสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นโยคะรูปแบบใดก็ดีทั้งนั้น
แต่พักหลัง ๆ มา หนิงได้มีโอกาสเจอะเจอกับครูหลากหลายคนเพิ่มมากขึ้น เพราะหนิงคิดว่าตัวหนิงเองค่อนข้างเปิดกับการฝึกโยคะ ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับความหลากหลาย แต่ขณะเดียวกัน หนิงเองก็พบว่า บางครั้งผู้ที่ยึดติดมักจะบอกกับคนอื่นเสมอว่า อันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ดี หนิงยอมรับนะคะว่าหนิงเคยถึง Hot Yoga ไม่ค่อยเป็นไปในแนวทางที่บวกสักเท่าไหร่ แต่หนิงมักจะพูดถึงบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมในการฝึกมากกว่า แต่วันนี้หนิงก็เริ่มเปลี่ยนความคิดนั้น ๆ ไปบ้างแล้ว เนื่องจากขณะที่เราเห็นว่ามันไม่ค่อย OK กับอุณหภูมิที่ใช้เท่าไหร่ เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และทำไมต้องใช้ความร้อนด้วย เพราะว่าการที่ใช้พลังงานจากในตัวน่าจะดีกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกเหนือจากความชอบ สิ่งที่ทำให้บางคนรู้สึกดีกับ Hot yoga ก็คือ เวลาฝึกโยคะรูปแบบอื่น เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ยืดหยุ่นเลย แต่เวลาไปฝึกที่นั้นแล้ว เขาสามารถทำโยคะได้ง่ายขึ้น ดีขึ้น จึงทำให้เขายังคงฝึกต่อไป แล้วจะไม่ดียังไงล่ะ จริงไห๊มค่ะ
กลับมาที่เรื่องของ Ashtanga Yoga กันดีกว่า พักหลัง ๆ เมื่อหนิงได้เจอครูโยคะหลากรูปแบบมากขึ้น หนิงก็พบว่า ครูหลายคนบอกว่า Ashtanga Yoga ไม่ดี หนักเกินไป ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเท่าไหร่ ตอนแรก ๆ หนิงก็คิดว่าบางส่วนเป็นเรื่องจริงนะคะ จนกระทั่งหนิงขอคลายความสงสัยให้กับตัวเอง จึงถือโอกาสปรึกษากับครู Scot ว่าครูคิดอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้ หนิงเห็นสีหน้าของครูเปลี่ยนไปนิดนึง แต่ครูก็พยายามถ่ายทอดความคิดให้หนิงเข้าใจว่า ครูเชื่อว่าการฝึกในรูปแบบ “Mysore” ที่หนิงฝึกอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นการฝึกที่เป็น Traditional มาก ๆ และเป็นการฝึกที่ดีมาก ๆ ด้วย เพราะ
“การฝึกในรูปแบบ Mysore เป็นการฝึกที่สามารถปรับการฝึกให้เข้ากับนักเรียนแต่ละคน แต่การฝึกแบบอื่นมากกว่าที่จะต้องปรับแต่ละคนให้เข้ากับการฝึก ซึ่งหลักการมันผิดกันโดยสิ้นเชิง”
หนิงได้ยินแบบนี้ ก็คิดตาม ซึ่งก็มองว่าจริงนะคะ เพราะเวลาฝึกครูจะเข้ามาเดินดู และปรับการฝึกให้ต่อคนเสมอว่า คนนี้จะต้องปรับแก้แบบนี้ ซึ่งการปรับแก้แต่ละคนก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเขามีปัญหาในส่วนไหน แล้วจะบอกว่ามันไม่ดีได้ยังไง แต่ผู้ฝึกก็ควรฟังเสียงร่างกายตัวเองให้ได้ว่า ร่างกายเราพร้อมไห๊ม เพราะฉะนั้นการบาดเจ็บจากการฝึกหนิงมองว่า ไม่ว่าฝึกในรูปแบบใด หากเราไม่ฟังเสียงร่างกายตัวเองก็น่าจะเกิดการบาดเจ็บได้เหมือน ๆ กัน แล้วมันจะแตกต่างกันตรงไหน
จริง ๆ แล้ว หากเรารู้ว่าการฝึกโยคะดี แต่บางครั้งรูปแบบที่ฝึกมันไม่ถูกกับจริต เราก็ไม่ฝึก ดังนั้นความหลากหลายนี้ มีเกิดขึ้นมาพวกเราต้องดีใจมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เลือกที่จะเสพได้ และมีหลากหลายแนวทางในการศึกษาโยคะซะอีก
การ Twist ใน Maricyasana C
กรกฎาคม 9, 2011 ที่ 2:35 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็นป้ายกำกับ: Ashtanga Yoga, ครู Scot, ครูโยคะ, ท่าโยคะ, หนิงโยคะ, โยคะภูเก็ต, maricyasana C
เมื่อวันก่อนหนิงฝึกเรื่อย ๆ จนกระทั่งฝึกถึงท่า Maricyasana ก็เริ่มต้้งแต่ A , B แล้วก็ต่อด้วย C แต่พอครู Scot เห็นหนิงทำท่า C แล้ว ครูก็บอกให้หยุดก่อน แล้วก็บอกให้หนิงลองใหม่ โดยครูอธิบายที่ละขั้นตอนดังนี้
- ยื่นเท้าออกไปด้านหน้าทั้งสองข้าง
- งอเข่าข้างขวาขึ้นมา ยังคงเหยียดขาซ้ายตรงอยู่
- หายใจเข้า พยายามบิดตัวไปทางด้านขวา โดยให้หลังเหยียดตรงอยู่ตลอด และเปิดหน้าอกไว้
- พยายามให้รักแร้อยู่ใกล้กับเข่ามากที่สุด แล้วค่อย ๆ บิดให้หัวไหล่ออกด้านนอก โดยที่หลังยังคงเหยียดอยู่ และหน้าอกยังคงยืด
- จากนั้นเอามือวาดไปด้านหลัง และส่งมืออีกข้างมาจับ ในช่วงของการหายใจออก
- พยายามกดเท้าที่วางบนพื้นให้มาก และระวังขาที่ทอดยาวบนพื้นให้ตั้งตรงเสมอ ไม่ให้ปลายเท้าบิดออกข้าง
- และโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย พร้อมกับหันหน้ามองข้ามผ่านหัวไหล่ข้างขวาไปทางด้านหลัง
ขอบอกว่า วิธีการนี้ ทำให้หนิงสามารถเข้าท่า Maricyasana C ได้โดยที่หลังตรง เพราะเดิมหลังหนิงยังคงโค้งงออยู่ขณะที่อยู่ในท่าค่ะ และเท้ายังบิดออกข้างด้วยเล็กน้อย อิอิ
อีกสิ่งที่ค้นพบ Half Lotus
กรกฎาคม 7, 2011 ที่ 3:46 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 2 ความเห็นป้ายกำกับ: ครูหนิง, จัดท่า, ท่าที่ถูก, ท่าที่สมบูรณ์, ท่าโยคะ, ฝึกโยคะ, หนิงโยคะ, โยคะ, โยคะภูเก็ต, Maricyasana B และ D
วันนี้เป็นอีกวัน ที่ทำให้หนิงได้ค้นพบกับการทำ Half Lotus ซึ่งหนิงคิดว่าตัวเองทำได้ถูกแล้วดีแล้ว อุ๊ย! บอกว่าถูกไป บางครั้งก็สับสนในตัวเองเหมือนกัน เพราะจริง ๆ แล้วหนิงคิดมาเสมอว่าการฝึกเราคงหาว่าอะไรถูกอะไรผิดลำบาก เพราะว่าเราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ครูแต่ละคนสอนมานั้นของใครเป็นของแท้กันแน่ แต่หนิงเชื่อว่าครูทุกคนต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดแล้วมาให้เราเสมอ เพียงแต่สิ่งนั้นจะต้องจริตกับเราหรือเปล่า ทำให้เราเข้าใจได้แค่ไหนมากกว่า
วันนี้เป็นอีกวันที่ครู Scot ทำให้หนิงได้เห็นความแตกต่างในการทำ Half Lotus เพราะว่าก่อนหน้านี้ หนิงก็ทำ Half Lotus อยู่แล้ว และไม่ได้คิดว่าตัวเองทำแล้วจะมีปัญหาแต่อย่างไร ปรากฎว่าวันนี้หนิงได้เห็นว่าแตกต่างชัดเจนกับสิ่งที่ Scot ได้บอกมา ซึ่งผลจากการฝึกแบบเดิมนั้นมันอาจจะทำให้หนิงมีปัญหาเรื่องข้อเท้า (ซึ่งเดิมหนิงมีปัญหาเรื่องข้อเท้าอยู่แล้วด้วย หากเราไม่ได้ปรับแก้ก็อาจจะไม่พัฒนา และไม่สามารถแก้ไขอาการนั้นได้)
หนิงขอเล่าสิ่งที่หนิงทำ Half Lotus แบบเดิมก่อนนะคะ คือ เดิมหนิงพยายามดึงข้อเท้าเข้ามาให้อยู่บริเวณขาหนีบ โดยไม่ได้สนใจว่าข้อเท้าจะอยู่ในลักษณะใด เมื่อสังเกตดูจะเห็นว่ามีรอยย่นบริเวณด้านล่างของตาตุ่มจนถึงส้นเท้าเป็นจำนวนมาก และเข่าของหนิงก็ไม่ได้ส่งเข้ามาให้กลับขาอีกด้านหนึ่งนัก ซึ่งพอ Scot เห็นก็บอกว่าทำแบบนี้ไม่ดีนะ เพราะเวลาที่เราทำท่า Maricyasana B และ D จะไม่ดีกับข้อเท้า และอาจจะทำให้ข้อเท้าเกิดการบาดเจ็บได้ ซึ่งหนิงคิดว่าน่าจะจริงอย่างที่ Scot บอก
ดังนั้น Scot จึงบอกวิธีการฝึกใหม่ให้ คือ ให้ดึงเท้ามาใกล้ตัว โดยให้ส้นเท้าอยู่ตรงบริเวณสะดือก่อน จากนั้นเลื่อนออกด้านข้างนิดหน่อย แล้วยืดหรือดันส้นเท้าออกจากตัว ซึ่งจะทำให้ปลายเท้ายื่นออกไปด้านข้าง และสามารถล็อคกับต้นขาไว้ได้ พร้อมกับไม่เกิดรอยบริเวณใต้ตาตุ่มจนถึงส้นเท้าเลย ทำให้เวลาทำท่า Maricyasana B และ D ข้อเท้าเราจะไม่หลุดออกมาในลักษณะเหมือนข้อเท้าบิด ๆ อ่ะค่ะ เพราะมันจะถูกล็อคอยู่ด้านในเลย
ลองทำดูนะคะ มันแตกต่างจริง ๆ ค่ะ
นมัสเต
ในเสียมีดี ในดีมีเสีย
กรกฎาคม 6, 2011 ที่ 7:43 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 2 ความเห็นป้ายกำกับ: ปัญหาสรีระ, ฝึกโยคะ, สรีระกับการฝึกโยคะ, หลังแข็ง, โยคะภูเก็ต, โยคะเริ่มต้น, ในดีมีเสีย ในเสียมีดี, back bend, Scot
วันนี้หนิงเชื่อจริง ๆ นะคะ กับสุภาษิตนี้ “ในเสียมีดี ในดีมีเสีย” เพราะหากหนิงไม่มีปัญหาเรื่องสรีระแบบนี้ หนิงก็คงไม่ได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ มากมาย และไม่ได้ค้นพบการทำงานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่ชัดเจนแบบนี้
จากสิ่งที่หนิงมีปัญหาอยู่หลายส่วนคือ หลังช่วงล่างแข็งมาก ทำให้ bend ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ สะโพกไม่เปิด ไหล่ก็ไม่เปิดเหมือนกัน ข้อเท้าก็แข็ง และเหยียดตรงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เป็นโจทย์ให้กับครูทุกคนที่ทำการสอนเป็นอย่างมาก ซึ่งครูเกือบทุกคนก็มีหลากหลายเทคนิควิธีที่จะแก้ปัญหาให้หนิง ซึ่งหนิงเองทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ถู ๆ ไถ ๆ มาเรื่อย ๆ ถามว่าดีขึ้นหรือเปล่า ตอบได้แบบชัดเจน และหนักแน่นเลยว่า มันดีขึ้นมาก ๆ แต่สิ่งที่หนิงเรียกว่า “ดีขึ้น” แล้วนั้น มันก็ไม่ใช่จุดที่ควรจะเป็นอยู่ดี เพราะไม่ใช่จุดปกติที่คนเราควรจะทำได้ (ไม่ใช่ทำสิ่งที่พิศดารนะคะ อิอิ)
อย่างที่พอทราบกันมาบ้างแล้วว่า การฝึกโยคะของหนิงนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาที่ยังไม่นานมาก คือ ถ้ารวมการฝึกโยคะมาทั้งหมดก็ประมาณ 5-6 ปีได้แล้ว แต่บางคนอาจจะบอกว่านั่นแหละเยอะแล้ว ขอบอกว่าการฝึกโยคะนั้น เราต้องฝึกเรืี่อย ๆ ต้องมีความต่อเนื่อง และฝึกจนฝึกไม่ได้แล้วนั่นแหละค่ะ ดังนั้นระยะเวลาแค่นี้อาจจะมองว่าแค่น้อยนิดเท่านั้น เพราะครูบางคนฝึกมาแล้วเป็นสิบ ยี่สิบ สามสิบปี ทุกวันนี้ก็ยังต้องฝึกและพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เลยค่ะ เราเพิ่งได้แค่นี้เอง อิอิ มาถึงตอนนี้ครู Scot ซึ่งเป็นครูคนปัจจุบันที่ฝึกให้หนิงนั้น ได้ฝึกให้หนิงใหม่หลายอย่าง อย่าที่บอกไปว่า “เริ่มต้นใหม่ แต่ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์” ไงค่ะ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราอาจจะถูกบอกกล่าวจากครูคนอื่น ๆ มาบ้างแล้ว แต่เราเองอาจจะทำไม่ได้ในช่วงนั้น ๆ จนกระทั่งเราลืมวิธีการนั้น ๆ ไปแล้ว แล้วก็ไปเริ่มต้นกับครูคนใหม่อีก มาวันนี้หนิงแทบจะเริ่มใหม่หลายเรื่องเลย แต่ละวันรู้สึกเหมือนตัวเองฝึกท่าได้ไม่มาก ในขณะที่รู้สึกเหนื่อยกว่าเมื่อก่อนมาก ด้วยที่เราต้องพยายามทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำถึงขนาดนี้ อย่าเพิ่งสับสนนะคะ ว่าก่อนเพิ่งบอกว่า การฝึกนั้นเราไม่ได้เน้นอาสนะที่สวยงามเพื่อประกวดหรือแข่งขันกับใคร แต่หากเราสามารถควบคุมและพัฒนาในแนวทางที่ควรจะเป็นให้ดีมันก็เป็นสิ่งที่ดีกับร่างกายเราอยู่แล้ว แต่ก็ควรจะพอเหมาะกับร่างกายเรา ซึ่งเราเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด และเป็นความพึงพอใจของแต่ละคนด้วยว่า เราพอใจในแบบใด
ส่วนหนิงมองว่า ก่อนหน้านี้เราพยายามควบคุมในเรื่องลมหายใจ เราสามารถจำท่า จำขั้นตอนการฝึกได้หมดแล้ว ดังนั้นก็มาถึงขั้นสุดท้ายก็คือ การเก็บรายละเอียดของแต่ละท่า ให้เราได้เข้าถึงท่าแต่ละท่าให้มากขึ้น บอกได้เลยนะคะ ที่บางครั้งครูบอกว่าเราจะต้องรู้สึกนะถึงการทำงานของกล้ามเนื้อมัดนี้มัดนั้น เราควรจะต้องรู้สึกกับมันจริง ๆ เพราะหากเราทำไปแบบไม่ใส่ใจก็ฉันทำของฉันได้ก็แล้วกันอ่ะ หนิงเชื่อว่าบางคนอาจจะรู้สึกแบบนี้ มาวันนี้หนิงบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยนะคะ ว่า
บางครั้ง สิ่งที่เราเข้าใจว่ามันถูกต้องแล้ว มันอาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้
หากหนิงไม่ได้มาเจอกับตัวเองเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บอกได้เลยนะคะ หนิงค้นพบอะไรต่อมิอะไรมากมายกับการฝึกในครั้งนี้ ขอยกตัวอย่างให้เห็นกันชัด ๆ เลยนะคะ ท่าเจ้าปัญหาของหนิงคือ Back bend ซึ่งก่อนหน้านี้คงเคยได้เห็นรูปกับบ้างแล้วว่า ไม่ใช่หนิงยกไม่ขึ้นเลย หนิงสามารถยกตัวเองขึ้นได้มากกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำไป แต่ครูกลับบอกว่า ให้หนิงฝึกในวิธีของเขาใหม่ เพราะหากหนิงยังฝึกแบบนี้ในอนาคตหนิงคงต้องมีปัญหากับหลังแน่ ๆ หนิงก็เป็นนักเรียนที่ดีซะด้วย ก็ทำตามที่ครูบอกทุกอย่าง ถามว่าหนักไห๊ม บอกได้เลยว่า หนักมาก เพราะคนที่มีปัญหาแบบนี้คงจินตนาการได้ไม่อยากเลยนะคะ
สิ่งที่ครูให้ทำ คือ ให้เอาขาด้านบนบริเวณเหนือเขาหนีบกับ box ส่วนข้อศอกต้องใส่เข็มขัดรัดไว้ขนาดเท่าความกว้างของหัวไหล่ แล้วต้องไปขึ้นที่ข้างฝา โดยให้ข้อศอกติดผนังตลอด ทำนายได้เลยนะคะว่าหนิงยกตัวเองไม่ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งวันนึงครูให้หนิงค้างมาหลายวันแล้ว ครูก็มาช่วยจนหนึงสามารถยกตัวสูงขึ้นมาได้ แต่เมื่อสูงได้ระดับนึงหนิงทำ box หล่น ทันใดนั้นก็รู้สึกเลยค่ะว่า จากตอนแรกที่เราไม่รู้สึกว่าเราถูกใช้กล้ามเนื้อที่หลังด้านล่างเลย แต่พอ box หล่นเท่านั้น มันรู้สึกได้ และทำให้หนิงรู้สึกปวดหลังนิดหน่อย เพราะรู้เห็นปั๊บก็ให้หนิงลดตัวเองลงทันที นั่นแหละค่ะ สิ่งสำคัญ ครูมักจะย้ำเสมอว่า การขึ้น back bend นั้น ต้องขึ้นตั้งแต่ขา และสบัก ไม่ได้ใช้หลังกับหัวไหล่เลย ครั้งนี้หนิงรับรู้ได้จริง ๆ ค่ะ
เห็นหรือยังค่ะ ในเสียมีดี ในดีมีเสีย จริง ๆ จริง ๆ แล้วก็มีอีกหลายเรื่องที่ค้นพบจากปัญหาของหนิง ไว้จะทยอยมาปันเรื่อย ๆ ล่ะกันนะคะ อ่านไปแล้วไม่ต้องทำสรีระให้เป็นปัญหาเพื่อค้นพบแบบหนิงหรอกนะคะ อิอิ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.






