ข่าวดีสำหรับคนต้องการเป็น “ครูโยคะ” ค่ะ

ตุลาคม 6, 2009 at 10:58 am | In Ashtanga Yoga | 1 Comment
Tags: , , , , , ,

ต้องขอโทษเพื่อน ๆ ด้วยนะคะ  ที่ช่วงนี้ดูเหมือนหนิงจะชีวิตยุ่งเหยิงจนไม่ค่อยได้ update ข้อมูลใน blog เลย  มาลงข้อมูลคราวนี้ก็มีข่าวดีมาบอกนั่นแหละ  นี่ก็ทิ้งไว้ตั้ง 4 วันถึงได้เขียนซักที

เรื่องก็มีอยู่ว่า  ครูอุ้ม (สุชาวดี) ของเราได้ส่งข่าวมาทาง e-mail ว่า  เพื่อนของครูจะมาเปิด Class สอนสำหรับผู้ที่สนใจจะเป็นครู “Ashtanga Yoga”  ค่ะ  ครูแอบบอกมาอีกนะคะว่า  ถ้าสนใจจริงให้ลองติดต่อไปขอลดราคาได้ด้วยล่ะ  ใจดีจริง ๆ เลย  เป็นไงค่ะข่าวนี้คงจะดีไม่น้อยเลยสำหรับผู้ที่สนใจหาที่เรียนอยู่  และหากมีข้อสงสัยก็ลองเขียนไปสอบถามได้ที่

pratice@ashtangayogabangkok.com

และหากต้องการดูข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ Class ก็ลองเข้าไปที่

http://www.itsyoga.org/ashtanga-vinyasa-yoga-teacher-training-koh-pha-ngan-thailand

หวังว่าข่าวที่บอกมาคงจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คนนะคะ

อยากไปเรียนด้วยจังเลยค่ะ  แต่ปีนี้หนิงคงจะยังไม่พร้อมพอ  ทั้งเรื่องวันลา  และเรื่องของร่างกายตัวเองในการฝึกโยคะด้วยอ่ะค่ะ  ยังไงก็จะพยายามทำตัวให้พร้อมให้ได้ภายใน 2 ปีนี้แหละ  อิอิ

มันกำลังจะเป็น Back bend แล้วจริง ๆ นะ

กันยายน 6, 2009 at 10:14 am | In Ashtanga Yoga | Leave a Comment
Tags: , , , , , , ,

อย่างที่หนิงบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า  ช่วงหลังมาหนิงพยายามฝึก back bend มากขึ้น  จนทำให้หนิงมีอาการปวดหลังบ้าง  ตอนนี้มันน่าจะเป็นผลแล้วล่ะ  เพราะอาทิตย์นี้เกือบทั้งอาทิตย์ที่หนิงแทบจะไม่ได้ฝึกโยคะเลย  ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว  หนิงได้เริ่มฝึกอีกครั้งก็เมื่อวานนี้เอง  หนิงเข้าไปฝึกใน class Level 1 ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีการทำท่า back bend แล้ว  แต่ที่ไหนได้  กลายเป็นว่าครูสอนให้ขึ้น back bend ด้วย  หนิงคิดไปเองว่าดูท่าจะทำไม่ได้แน่ ๆ เลย  เพราะไม่ได้ฝึก  แต่กลับกลายเป็นว่า  พอครูให้ warm up นิดหน่อยแล้วก็ให้ขึ้นท่าเลย  หนิงกลับขึ้นได้เฉย  และไม่ใช่ขึ้นศีรษะเลี่ยพื้นอีกต่างหาก  เห็นจอยเพื่อนเก่าบอกว่าขึ้นได้ดีแล้วล่ะ  ดีใจมาก ๆ ค่ะ

พอมาวันนี้  หนิงตั้งใจมากที่จะเข้าไปฝึก class Ashtanga  และก็สมความปรารถนา  ขอเล่าเรื่องอื่นให้ฟังกันก่อนนะคะว่า  ปกติที่ สุโข ไม่มีการเรียนการสอนโยคะในวันอาทิตย์  แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเริ่มสอนวันอาทิตย์ด้วย  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตารางการเรียนไปหลาย class เหมือนกัน  ก็ค่อนข้างเป็นประโยชน์กับผู้เรียนเหมือนกันค่ะ  เพราะมีโอกาสมาเรียนได้ทุกวัน  ทำให้พวกเราได้ฝึกร่วมกับนักเรียนใน class อื่น ๆ ด้วย  เพราะปกติจะเจอกันเฉพาะนักเรียนใน class เดียวกันเท่านั้น

วันนี้ครูให้พวกเราฝึกกันเต็มซีรี่ส์เลย  ดีมาก ๆ ค่ะ  และที่จะบอกถัดไปก็คือ  การฝึก back bend ของหนิงในวันนี้ก็รู้สึกว่าหนิงทำได้ดีขึ้น  แต่ช่วงที่หนิงขึ้นสุดแล้วต้องค้างไว้  หนิงยังไม่สามารถหายใจได้เต็มที่  บางครั้งยังลืมหายใจไปด้วยซ้ำ  โดยปกติต้องค้างไว้ 5 ลมหายใจ  แต่วันนี้หนิงแค่ยกขึ้นค้างไว้  กลั้นลมหายใจไว้นิดหน่อย  หมดลมแล้วก็ลดตัวลง  ได้แค่นี้ก็ดีใจแทบแย่แล้วล่ะค่ะ  ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอกค่ะว่ามันทรมานแค่ไหน  แล้ววันหน้าจะเอาผลงานมาโชว์ให้ดูนะคะ

สงสัย มันกำลัง work

สิงหาคม 31, 2009 at 5:51 am | In Ashtanga Yoga | 1 Comment

ช่วงนี้หนิงกำลังยุ่งกับงานมาก ๆ วันหน้าค่อยมาเล่าเรื่องงานนะคะ  วันนี้ขอเมาท์เรื่องของโยคะกันก่อนค่ะ

ตั้งแต่เดือนที่แล้วแล้วล่ะ  ที่หนิงคิดว่าหนิงได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ  ไม่ต้องคิดมากเลยค่ะท่าเดียวนั่นแหละ  ก็เจ้า back bend ที่ทำไม่ค่อยจะได้นี่แหละ  เพราะมาช่วงหลัง ๆ หนิงใช้ความพยายามอย่างมากในการฝึกท่านี้  เนื่องจากหนิงรู้สึกว่าถ้าหนิงแก้ปัญหาที่ไหล่, หลังช่วงล่างหนิงได้  หนิงก็น่าจะทำ back bend และท่าอื่น ๆ ที่ต้องใช้จุดนี้ได้ดีขึ้นแน่ ๆ  เลยทำให้หนิงตัดสินใจตั้งหน้าตั้งตาฝึก back bend หนักขึ้น  จากเดิมที่ไม่ค่อยจะให้เวลากับท่านี้เท่าไหร่ 

บางคนเขาก็ขัดใจนะคะกับการฝึก back bend ของหนิง  เพราะเขารู้สึกว่าหนิงน่าจะทำได้ง่าย ๆ ทำไมหนิงถึงทำไม่ได้  ทั้ง ๆ ที่ท่าอื่นหนิงก็ไม่เห็นเป็นปัญหาเท่าไหร่

ก็อย่างที่เคยบอกล่ะค่ะ  ว่าสรีระคนเรามันต่างกัน  หนิงเองก็ไม่ใช่ไม่พยายามนะคะ  จนกระทั่งหนิงว่าน่าจะใช้คำว่า “เจ็บ” หรือ “บาดเจ็บ” ได้เลยเชียวล่ะ  แต่ก็ไม่ใช่ถึงขั้นที่รุนแรงอะไรเพราะปกติหนิงเป็นคนที่ค่อนข้างจะ safe ตัวเองอยู่ในระดับนึงอยู่แล้ว  คือ  ถ้าเรารู้สึกว่ามันมากเกินไปกว่าที่ร่างกายเรารับได้หนิงก็จะฝึนแค่ระดับนึง  แต่บางครั้งครูเขาอาจจะประเมินเราผิดไปเล็กน้อย  ทำให้ฝืนเรามากเกินไป  สำหรับเรื่องของการฝืนร่างกายเราหนิงมองว่ามันอาจจะแล้วแต่จุดนะคะ  บางจุดที่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นปัญหามาก  การฝืนอาจจะทำให้ร่างกายเราปรับตัวได้ดีขึ้น  แต่บางจุดเราอาจจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นหนักเอาการ  การที่เราไปฝืนมันมาก  ก็อาจจะทำให้บาดเจ็บได้ง่ายอ่ะค่ะ

สำหรับหนิงตอนนี้  หนิงรู้สึกว่าหนิงทำ back bend ได้ดีขึ้น  แต่ก็ยังไม่ถึงกับดีหรอกนะคะ  เพราะคิดว่าน่าจะอีกพอสมควร  ได้เท่านี้ก็ถือว่าดีขึ้นเยอะแล้วล่ะค่ะ  ทำให้หนิงมองสิ่งที่หนิงกำลังเจ็บปวดกับมันอยู่ว่า  มันกำลัง work ตรงบริเวณนั้นก็เป็นไปได้นะคะ  เพราะช่วงแรก ๆ หนิงรู้สึกปวดที่บริเวณสะบัก  แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้ว  แต่ที่หลังนี่สิยังเจ็บอยู่ 

หนิงเลยมองว่าถ้ามันเป็นอาการของการ work จริง  อีกไม่นานหนิงก็น่าจะหาย  แต่ทำไงดีล่ะ  เพราะสิ่งที่หนิงเจ็บทำให้เวลาที่หนิงลงไปฝึกมันรู้สึกทรมารเหมือนกัน  อีกอย่างทำให้หนิงเองไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่  จึงทำให้ตัวเองลงไปฝึกน้อยลงอ่ะค่ะ (ไม่รู้เป็นข้ออ้างอ่ะป่าวน้า)  คงต้องให้เวลากับตัวเองสักพัก  ถ้าหนิงมองไปในอีกแง่นึง  สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนิงในวันนี้  มันอาจจะทำให้หนิงได้ค้นพบอะไรเกี่ยวกับโยคะมากขึ้นก็เป็นไปได้  แต่ที่แน่ ๆ หนิงว่าเรื่องเทคนิคในการฝึก back bend นั้น  หนิงว่าหนิงได้มันเยอะมากจริง ๆ เพราะครูทุกคนจะต้องนำเทคนิคต่าง ๆ มาให้หนิงฝึกอยู่เรื่อยค่ะ  ก็ทำไม่ได้ซักทีนี่ค่ะ  ฉงฉารครูเหมือนกันแหละ  แต่ไม่ได้แกล้งนะคะ  อิอิ

ในความโชคร้ายมักจะมีโชคดีด้วยเสมอ

กรกฎาคม 20, 2009 at 4:21 am | In Ashtanga Yoga | 2 Comments
Tags: , , , ,

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วต้องมานั่งตัดสินใจว่าจะมาฝึกโยคะดีหรือเปล่า  เพราะเมื่อคืนหนิงรู้สึกว่าข้อศอกด้านขวามีปัญหาไม่สามารถงอได้  คิดไว้ว่าถ้าตื่นเช้าขึ้นมายังเจ็บอยู่จะไม่มาฝึก  แต่แล้วก็นึกไปอีกว่าเมื่อวานได้นัดกับเจ้าชายน้อย ๆ ไว้คนนึงว่าจะมาฝึกโยคะด้วยกันในเช้านี้ก็ไม่อยากผิดนัด  เลยตัดสินใจกระชากร่างตัวเองขึ้นมาจากที่นอน  ทั้ง ๆ ที่รู้สึกว่ายังปวดข้อศอกอยู่แม้กระทั่งตอนรวบผมก็ยังลำบากเลยล่ะ  เพราะงอเกือบไม่ได้เลย

เมื่อมาถึงสุโข เห็นยังไม่มีใครมากะว่าจะนั่งรอจนกว่าจะเจอใครซักคนก่อนแล้วค่อยลงไป  แต่พอมานึก ๆ ดู  เฮ้อ! ไหน ๆ ก็มาแล้ว  ลงไปคุยกับครูก็ยังดี  ก็เป็นจริงค่ะ  เพราะวันนี้พอเข้า class ปุ๊บ  หนิงก็บอกครูก่อนเลยค่ะว่า 

วันนี้หนิงมีปัญหาที่ข้อศอกค่ะ  คงไม่สามารถใช้ข้อศอกได้เต็มที่  หนิงขอเปลี่ยนรูปแบบการฝึกจาก class ปกติ  เป็นขอให้ครูช่วยอธิบายรายละเอียดในแต่ละท่าให้โดยละเอียดได้ไห๊มค่ะ  แต่ถ้ามีนักเรียนคนอื่นเข้ามาก็ค่อยฝึกแบบปกติก็แล้วกันค่ะ

ครูใจดีมาก  บอกว่าไม่มีปัญหา  ยินดีมาก ๆ ค่ะ

หนิงเลยคิดว่า  สิ่งที่หนิงตัดสินใจในวันนี้ไม่ผิดเลย  ที่ลงไปเรียนโดยไม่รอใคร  เพราะหนิงพยายามถามครูไปเรื่อย ๆ ในแต่ละท่า  ทำให้เราได้รู้รายละเอียดแบบลึก ๆ เลยนะคะ  จากที่บางจุดเราไม่เคยใส่ใจมันเลยว่าต้องบิดกล้ามเนื้อตรงนี้ด้วยเหรอ  ต้องกดข้างเท้าด้วยนะสำหรับท่านี้  และจะต้องกดสะโพกด้านหลังลง  และยกสะโพกด้านหน้าขึ้น  เป็นต้น   สิ่งเหล่านี้พอเราได้รับรู้และปฏิบัติตามทำให้ท่าทางที่เราฝึกดูดีขึ้น  และบางท่ารู้สึกว่าทำได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำไปค่ะ

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้หนิงบอกว่า  ในความโชคร้ายมักจะมีโชคดีด้วยเสมอได้ยังไงล่ะค่ะ  เพราะหากวันนี้หนิงไม่เจ็บข้อศอก  หนิงคงไม่ได้ความรู้ในส่วนนี้เพิ่มอย่างแน่นอนเลยค่ะ  และหนิงยังรู้สึกอีกนะคะว่าความรู้ที่เราได้ในวันนี้มันไม่ได้หามาง่าย ๆ เลย  เพราะบังเอิญเข้า class แค่คนเดียว  ยิ่งทำให้มีโอกาสในการซักถามครูได้ง่ายขึ้น  ดีใจจังค่ะ  อิอิ

ปล. แต่วันนี้ก็ไม่สามารถยกตัวเองในท่า back bend ได้อีกเช่นเคย  สงสารครูจังอุตส่าห์ช่วยลุ้น  แต่ครูก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก  แล้วแต่วัน  พรุ่งนี้เราอาจจะทำได้ก็ได้นะ

แก่นของโยคะค่ะ

มิถุนายน 23, 2009 at 7:35 am | In Ashtanga Yoga | 5 Comments
Tags: , , , , , , , , , , , , ,

วันนี้หนิงขออธิบายเรื่องการฝึกโยคะเชิงลึกสักหน่อยนะคะ  เพราะบางคนอาจจะเข้าใจโยคะมาในระดับนึงแล้ว  แต่ยังไม่ได้เข้าใจในบางมุม  หรือหากท่านใดอ่านแล้วมีความคิดเห็นเพิ่มเติมก็ช่วยกัน comment ได้นะคะ  จะได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดกันค่ะ  ไม่ว่ากันอยู่แล้ว  

การฝึกโยคะนั้นบางคนอาจจะมองโยคะแค่เป็นการออกกำลังกายชนิดนึง  ตอนแรก ๆ หนิงเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ  แต่มาวันนี้ความคิดหนิงก็เริ่มเปลี่ยนไป  ว่าจริง ๆ การฝึกโยคะนั้นเป็นมากกว่าที่หนิงคิดไว้ตอนแรกอีกเยอะ  ไม่ว่าจะเป็นวิธีการควบคุมจิตใจให้สงบ  ทำให้เลือดลม หรือพลังงาน ไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกายโดยไม่ติดขัด  และยังเป็นการเข้าใจถึงตนเองอย่างแท้จริง นอกจากนั้นโยคะยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจิตใจของตนให้สูงขึ้น  และทำให้จิตใจสงบลง  เรามาดูกันดีกว่านะคะว่า  การฝึกโยคะทำไมถึงยกระดับจิตใจได้  ทำไมถึงทำจิตใจให้สงบลงได้  ฟังดูแล้วมันเหมือนกับง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันยากนะคะ  เพราะหนิงเองหลังจากที่ได้สัมผัสกับโยคะมาแล้วในระดับนึง  ยังรู้สึกว่าเราเองยังสัมผัสได้เพียงแค่ระดับต้น ๆ เท่านั้น 

อ้อ! หนิงลืมเล่าไปนิดนึงว่า   สมัยก่อนนู้นผู้ที่ฝึกโยคะส่วนใหญ่จะเป็นเหล่าบรรดาโยคีทั้งหลาย  ดังนั้นจุดมั่งหมายหรือจุดมุ่งหวังในการฝึกโยคะ  ไม่ใช่แค่เพื่อการออกกำลังกายหรือคลายเมื่อยหลังจากนั่งสมาธิอย่างแน่นอน  แต่พวกเขาเหล่านั้นมุ่งที่จะไปถึงนิพพานกันเลยทีเดียว  ดังนั้นในการฝึกโยคะเราไม่ได้ฝึกกันแค่ท่าทางหรืออาสนะเท่านั้น  แต่เรายังต้องฝึกการหายใจ  ต้องฝึกการใช้สติและสมาธิควบคู่กันไปด้วย  จึงจะทำให้การฝึกโยคะเป็นการฝึกโยคะจริง ๆ ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย

เรามาดูกันดีกว่านะคะว่า  หนทางที่จะนำไปสู่โยคะ  หรือเรียกกันว่าวิถีโยคะนั้น  จริง ๆ แล้วมีอะไรกันบ้าง

วิถีโยคะมีด้วยกันทั้งหมดแปดแขนงค่ะ มาทำความรู้จักกับแต่ละแขนงกันเลยนะคะ

1. ยะมะ หรือ Moral discipline (Yama) นั่นก็คือการควบคุมตนเอง
คือศีลธรรมและจริยธรรม ที่จะช่วยให้คนอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นสังคมที่ช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ
• การไม่ฆ่าฟันหรือทำร้ายผู้อื่น ต้องให้ความรักผู้อื่น
• ต้องรักษาความสัตย์ คิดและพูดสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์
• ไม่โลภ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น ไม่อยากได้ หรืออยากมีเกินความเป็นจริง
• ทำงาน หรือทำหน้าที่ของตัวเอง ให้เต็มความสามารถ ฝึกจิตของตัวเอง ให้ควบคุม
ตัวเองในเรื่องของการคิด การพูดและการทำ
• ไม่สะสมสิ่งที่มีเกินความจำเป็น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นไงค่ะ  สำหรับหัวข้อของ ยะมะ  อ่านไปอ่านมา  หากเป็นศาสนาพุทธ  หนิงว่ามันก็คือศีลห้าที่เรา ๆ ท่าน ๆ ปฏิบัติกันอยู่นั่นเอง  (ครบไม่ครบก็ว่ากันอีกเรื่องนะคะ  อิอิ)

2. นิยะมะ Self-restraint (Niyama) หรือความมีวิถีแห่งตนได้แก่

• การรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ การรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการ
ฝึกโยคะ และฝึกลมปราน
• ฝึกตนเองให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จิตใจที่ไม่รู้จักพอจะขาดพลังจิต ขาดทิศทาง
และยากที่จะสงบลงได้
• ความเพียรพยายามในการควบคุมกาย วาจาและใจให้ทำในสิ่งที่ดีๆ
• ศึกษาเกี่ยวกับธรรมและตนเอง เพื่อที่จะหาทางแกไขปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสม
• ฝึกปฏิบัติให้ลดความโลภ โกรธ หลง

หนิงว่ามันก็คือการสร้างวินัยในตนเอง  หรือวินัยแห่งตนนั่นแหละค่ะ

3. อาสนะ Posture (Asana)

หมายถึงท่าในการฝึกโยคะ  เป็นท่าสำหรับการบริหารร่างกาย  ฝึกยืดกล้ามเนื้อ  พร้อมกับกระตุ้นให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาทและต่อมต่างๆ  นั่นเอง  สำหรับอาสนะนั้น  เราควรจะต้องฝึกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วยนะคะ  นั่นหมายถึงต้องดูวัย, อายุ  และอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้วด้วยค่ะ

4. ปราณายะมะ Breath control (Prãnãyãma)

เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจโดยเป็นการฝึกการหายใจเข้า การหายใจออก และการกลั้นหายใจ  ซึ่งปราณายะมะนี้จะเป็นการพัฒนาพลังของเราด้วยค่ะ  คนที่ฝึกปราณายะมะมาก ๆ จะทำให้มีพลังมากขึ้น  สามารถทำท่าที่ยาก ๆ ได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ฝึก  แต่ผู้ที่จะเริ่มฝึกปราณายะมะขั้นสูง  ก็ควรที่จะต้องฝึกขั้นแรก ๆ พร้อมกับฝึกอาสนะควบคู่กันไปด้วยนะคะ

5. ปรัตยาหาระ  Sensory inhibition (Pratyãhãra)

หมายถึงการควบคุมความรู้สึกต่าง ๆ  รู้สึกอยากได้  รู้สึกโกรธ เมื่อจิตใจไม่ติดยึดกับ วัตถุหรือ อารมณ์  ก็ทำให้จิตใจผู้นั้นบริสุทธิ์และมีพลังงานในการคิดหรือทำดี  สำหรับระดับบางคนก็บอกว่าเป็นระดับของการถอนจิตอะไรประมาณนั้นอ่ะค่ะ

6. ธารณา Concentration (Dhãranã)

คือความมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กระทำอยู่ เมื่อกายอยู่ในท่าโยคะ  ให้จิตใจสนใจแต่เรื่องลมหายใจ ไม่คิดเรื่องอื่น

7. ธยานะ Meditation (Dhyãna)

คือการที่จิตใจที่เพ่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ  ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าโยคะไปท่าใด ผู้ฝึกก็ยังมีจิตใจไม่วอกแวก  หากฝึกถึงขั้นนี้ร่างกายจะรู้สึกเบาสบาย มั่นคง  จิตใจแจ่มใส  บ้างก็ว่าเป็นระดับขั้นของการภาวนาค่ะ

8. สมาธิหรือฌาณ Ecstasy (Samãdhi)

เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ทางพุทธเรียกฌาณ ร่างกายจิตใจอยู่ในสภาวะพัก มีความสงบนิ่งสมดุล ผู้ฝึกจะมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของการฝึกโยคะ  นั่นก็คือการปลดปล่อยตัวเองจากโลภ โกรธ  หลงและมีสมาธิ   อาจจะบอกได้ว่าเป็นขั้นของการรู้แจ้งก็ได้นะคะ  (เขาว่ากันมาแบบนั้น)

เป็นไงค่ะ  หลังจากอ่านจบพอจะเห็นภาพลาง ๆ บ้างอ่ะป่าว  ยังไงก็ขอให้สนุกกับการฝึกโยคะนะคะ

โยคะช่วยรักษาอาการพาร์กินสันได้ด้วยล่ะ

มิถุนายน 1, 2009 at 10:55 am | In การออกกำลัง | 5 Comments

วันก่อนหนิงทราบว่าคุณแม่ของหนิงเองเป็นพาร์กินสัน  ก็ตกใจมาก  เที่ยวโทรหาเพื่อน ๆ และญาติ ๆ ที่เป็นหมออยู่หลายคนทีเดียว  ก็ยังไม่ค่อยได้อะไรคืบหน้าสักเท่าไหร่  ก็พยายามพูดคุยกับคุณแม่เรื่องอาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุยกับคุณแม่ว่าให้มาฝึกโยคะดีกว่า  ไม่น่าเชื่อว่าท่านยินยอมเป็นอย่างดี

เมื่อแรก ๆ มาเริ่ม  อาการของท่านไม่ค่อยดีเลย  เวลาเดินก็จะเดินเอียง ๆ เหมือนปู  ขับรถก็ไม่ค่อยได้  ตอนที่มาเรียนก็ต้องจ้างคนขับรถมาส่งค่ะ  อาการสั่นของมือก็รุนแรง  เห็นแล้วน่าเป็นห่วงมาก ๆ

หลังจากที่ท่านตัดสินใจเรียน  และมาเรียนได้ประมาณ 2 อาทิตย์  รู้สึกว่าอาการท่านดีขึ้นมาก  นอนหลับดี  อาการสั่นก็น้อยลง  ที่สำคัญการทรงตัวท่านดีขึ้นมาก  จนเดินได้เหมือนปกติ  ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ   แต่ทั้งนี้เท่าที่หนิงสอบถามจากครูและเพื่อน ๆ ที่ร่วมเรียนใน class เขากล่าวชมคุณแม่ของหนิงกันทุกคนเลยว่า  เป็นคนที่มีความพยายามอย่างมาก  ตั้งแต่คุณแม่มาเริ่มเรียน  ท่านไม่ขาดเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว  ครูให้ทำอะไรก็ทำหมด  ทั้ง ๆ ที่ท่านอายุหกสิบกว่าปีแล้ว  เอาแค่ว่าตอนเดินไปห้องเรียนก็ผ่านบันได้มาหลายสิบขั้น  ไม่เคยมีเสียงบ่นจากท่านเลย

จากจุดนี้หนิงขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ช่วยกันดูแลสุขภาพของคุณพ่อ  คุณแม่  โดยแนะนำให้ท่านฝึกโยคะน่าจะปลอดภัย  และได้ประโยชน์มาก ๆ ทีเดียวล่ะค่ะ  อ้อ!  หนิงลืมบอกไปว่า  class ที่ท่านเรียน  เราเรียกกันว่า Basic class (เรียกกันที่ สุโข สปา นะคะ)  ซึ่งราคารายเดือนอยู่ที่เดือนละ 3,500 บาท  แต่ตอนนี้มีโปรโมชั่นลด 50% เหลือแค่ 1,750 บาทเอง  แต่อาจจะต้องรีบกันหน่อยนะคะ  เพราะว่าจะหมดเขตวันที่ 31 ก.ค. 52 ค่ะ

Update Back Bend

เมษายน 24, 2009 at 7:37 am | In Ashtanga Yoga | 3 Comments
Tags: , , , ,

กลับมาแล้วค่ะ  หลังจากแอบไปฝึกวิทยายุทธ์มา  อิอิ  คงเข้าใจว่าหนิงไปฝึกโยคะเอาจริงเอาจังมาล่ะซี  จริง ๆ แล้วแย่กว่าเก่าอีกค่ะ  ทำไมตัวขี้เกียจมันเกาะแน่นหยั่งงี้ก็ม่ายรุ  แต่ก็ยังดีที่ยังได้ฝึกบ้าง  อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งอ่ะคะ  ไม่ อา-ราม-พา-บด ยาวดีก่า  เข้าเรื่องเลยล่ะกัน

ตามสัญญาวันนี้หนิงได้เอารูปการฝึก back bend ที่ครู willian ตั้งใจฝึกมาให้ดูกัน  จะว่าเป็นภาคสองจากครั้งก่อนโน้นที่หนิงเคยเขียนไว้ในเรื่องสารพัดเทคนิคเพื่อฝึก back bend  ตอนนี้หนิงมีเทคนิคบางอย่างเพิ่มเติมอีกค่ะ  ติดตามดูนะคะ

เทคนิคแรก ใช้ลูกบอลเป็นตัวช่วยค่ะ

img_0944

เทคนิคที่สอง  ทำตัวคล้าย ๆ กับคลื่น  แล้วไหลแบบคลื่นไปเรื่อย ๆ

img_0945

เทคนิคที่สาม  กระตุกตัวเองเร็ว ๆ เพื่อขึ้น back bend ค่ะ

img_0947

เทคนิคที่สี่  คล้าย ๆ กับที่เก้าอี้ค่ะ  แต่อาจจะวางเท้าต่ำกว่าค่ะ

img_0952

สุดท้ายหลังจากที่ใช้สารพัดเทคนิคแล้ว  ผลก็ออกมาเป็นแบบเนี่ยค่ะ  หนิงคิดเอาเองว่ามันดีขึ้นนะ  ไม่แน่ใจว่าเข้าข้างตัวเองอ่ะป่าว

img_0946

กลับมาแล้วค่ะ

เมษายน 10, 2009 at 10:46 am | In Ashtanga Yoga | 1 Comment

ช่วงเดือนที่ผ่านมารู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าซะเหลือเกิน  เพราะยุ่งอยู่ตลอดเวลา  ไม่ค่อยว่างเลย  แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ชีวิตห่างไปจากโยคะเหมือนกัน  ฮือ ฮือ  แต่อย่างน้อยก็ได้กลับมาฝึกเมื่อวันเสาร์และจันทร์ที่ผ่านมา (วันนี้ก็ปาเข้าไปวันศุกร์แล้วนะ)  กะว่าพรุ่งนี้น่าจะมาฝึกแหละ  เห็นเพื่อน ๆ ใน Class บางคนตื่นเต้นดีใจ  และชอบกับการสอนของครู william กันมาก ๆ  จริง ๆ แล้วหนิงเองก็ได้ฝึกกับครู william มาแล้ว 2 ครั้ง  สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความละเอียดของครูมาก ๆ ค่ะ 

ขอเม้าท์หน่อยนะคะ  ครู william สอนหนิงฝึกท่าสะพานจากไม่โค้งให้โค้งแล้วล่ะ  แล้วจะเอารูปท่าสะพานโค้งที่ครู william ฝึกให้  มา update ให้ดูกันนะคะ  เล่าไปก็ยังไม่ได้อัตถรสหรอกค่ะ  ดูรูปจะจะน่าจะดีกว่า  ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้ถ่ายหรือเปล่า  พอดีน้าเขายืมไปอ่ะ  ที่อยากถ่ายรูปดูเพราะเพื่อนข้าง ๆ แอบบอกว่าหนิงทำได้ดีขึ้นเยอะเลย  หนิงเองมองไม่เห็นตัวเองว่าเป็นยังไง  อยากรู้เหมือนกันค่ะ (รอลุ้นกันหน่อยนะคะ)  อิอิ

ตั้งใจรอ

เมษายน 1, 2009 at 12:00 pm | In Ashtanga Yoga, Uncategorized | 2 Comments
Tags: , , , ,

หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้ก็ขอกลับมาสู่เรื่องของโยคะซะที เพราะช่วงก่อนหน้านี้  หนิงยุ่ง ๆ อยู่กับหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก  ถึงขั้นเครียดในบางครั้งด้วยซ้ำไป  แต่ยังไงก็ตามภายในใจยังไม่เคยคิดที่ห่างไปจากโยคะเลย  เดือนกว่า ๆ ที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ฝึกโยคะเลย  ทำให้หนิงโหยหายิ่งนัก  แต่ทำไงได้ภารกิจทั้งงานราษฯ งานหลวง  เต็มไปหมด  คาดว่าพรุ่งนี้คงจะได้เริ่มต้นใหม่กับโยคะซะที  คาดว่าต้องเมื่อยมากแน่ ๆ ค่ะ  แต่เมื่อประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมาหนิงก็ได้มีโอกาสฝึกโยคะครั้งนึง  ก็ไม่ได้รู้สึกทรมานมาก  รู้สึกว่าทำท่าได้ยากขึ้นในบางท่าเท่านั้น  แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ค่อนข้างจะดีขึ้นด้วยซ้ำไปค่ะ  ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ นะคะ  ต้องมารอดูผลงานในวันพรุ่งนี้แหละค่ะว่าจะเป็นยังไง  อ้อ!  ไม่ใช่ซิ  ดูพรุ่งนี้คงไม่ได้  เพราะพรุ่งนี้ฝึกคาดว่าสักวันเสาร์ไม่งั้นก็อาทิตย์ล่ะที่จะออกอาการ

มีอีกเรื่องที่จะมา update ค่ะ  คือ  ตอนนี้ครูทิพย์ให้ครู william มาสอนแทนประมาณเดือนนึงค่ะ  ทำให้เพื่อน ๆ ในคลาสบางคนตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ค่ะ  น่าจะเป็นเพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างมังค่ะ  อิอิ  ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คนค่ะ  บางคนก็อาจจะคิดว่าใครสอนก็ได้  แต่ให้ได้ฝึกก็พอแล้ว  แต่สำหรับบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าอยากจะได้ครูดี ๆ มีความรู้ความสามารถมาก ๆ เท่านั้น  ก็อาจจะอยากเลือกนิดนึง  แต่อย่างที่หนิงเคยบอกไว้แหละค่ะว่า  เท่าที่เจอครูสอน Ashtanga Yoga มาสอนดีทุกคนเลยค่ะ  ไม่เคยผิดหวัง

และที่หนิงบอกว่า “ตั้งใจรอ”  เพราะห่างหายไปนาน  บางวันเหมือนกันวันจะได้ไปฝึกแล้วเชียว  แต่ก็มีเหตุให้ไปไม่ได้ซะงั้น  แต่หนิงก็ตั้งใจว่าวันศุกร์เช้ายังไงก็น่าจะได้ไปฝึกแน่นอน  ส่วนในวันพรุ่งนี้ช่วงเย็นก็ต้องรอลุ้นค่ะ  เพราะว่าต้องไปงานศพญาติของเพื่อนอีกแล้วอ่ะ  ถ้าเลื่อนนัดได้คงไปฝึกแน่นอนค่ะ  เพราะเสาร์-อาทิตย์นี้  เผลอ ๆ อาจจะวันจันทร์ด้วยมั่ง  หนิงต้องเดินทางไปเขาหลักอีก  เหนื่อยมาก ๆ ค่ะตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา  ช่วงนี้ดวงเรื่องการเดินทางน่าจะขึ้นสูงด้วยอ่ะค่ะ  เดินทางเยอะมาก ๆ  555

คุณคิดว่าร่างกายเป็น “รถเช่า” หรือ “รถส่วนตัว” ค่ะ

มีนาคม 5, 2009 at 11:23 am | In Ashtanga Yoga | 6 Comments
Tags: , , , , ,

ช่วงหลัง ๆ มา  หนิงได้ข่าวเพื่อน ๆ ที่ฝึก Ashtanga Yoga บาดเจ็บกันหลายคน  ทั้งที่ฝึกด้วยกัน  แม้กระทั่งบางคนไปฝึกที่ถึงต่างแดนมาก็เป็นเหมือนกัน  หนิงก็เคยเกือบถึงขั้นบาดเจ็บ  แต่ยังดีที่หนิงไม่ค่อยฝึนตัวเองมากในการฝึกอยู่แล้ว  จึงทำให้หนิงเองค่อนข้างระวังตัวเรื่องของการบาดเจ็บมาก ๆ (ถึงขั้นเรียกว่าขี้กลัวก็ได้ค่ะ)

เมื่อประมาณสองสามอาทิตย์ที่แล้ว  หนิงได้โทรคุยกับครูชัช  ซึ่งหนิงเคยไปเรียนกับครูตอนที่ครูสอนอยู่ที่ hot yoga phuket แต่ตอนนี้ครูไปสอนที่จังหวัดอื่นแล้ว  แต่ก็มีโทรหากันบ้าง  ล่าสุดหนิงได้พูดคุยกับครูเกี่ยวกับเรื่องของการฝึก  และการได้รับการบาดเจ็บของเพื่อน ๆ หนิงชอบมากเลยค่ะกับที่ครูเปรียบเทียบให้ฟัง  มันเห็นภาพจริง ๆ เพราะครูบอกว่า  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่นักเรียนมักจะมีความอยาก  ยังมี..ตัณหา..มาก  ทำให้อยากทำให้ได้  อยากเอาชนะไม่ว่าจะเป็นเพื่อนข้าง ๆ หรือตัวเองนั่นแหละ  ทำให้เขาผู้นั้นที่เป็นเจ้าของร่างกายไม่ได้ดูแลร่างกายเลย  เปรียบเหมือนกับใช้ร่างกายตัวเองเหมือนเป็น “รถเช่า”  แต่หากเราใช้ร่างกายเราเหมือนกับเป็น “รถของเราเอง”  เราคงจะดูแลมันอย่างดี  เจออะไรนิดอะไรหน่อยก็จะเข้าไปถู  ไปลูบ  ไปคลำ  เพราะถ้าเป็นรถเช่าก็ช่างมันเถอะ  ขับ ๆ ไป  ก็ทางร้านคิดตังค์มาแล้วนิ  ใช่ป่าว 

หลังจากที่หนิงฟังครู  หนิงเห็นภาพนั้นจริง ๆ นะคะ  เพราะเท่าที่ฟังจากเพื่อน ๆ บางคน  เขามีอาการเจ็บแต่ก็ไม่ยอมหยุดฝึก  ไม่ยอมทำการรักษา  หรือรอให้อาการบรรเทา  หรือหายก่อนแล้วค่อยมาฝึก  เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้บาดเจ็บมาก  แต่บางครั้งสิ่งที่อยู่ข้างในภายในเราดูไม่ออกว่าเป็นมากขนาดไหน  แล้วมันจะคุ้มกันหรือเปล่าค่ะกับการที่ถึงวันนี้ที่เราบาดเจ็บไปแล้วเราต้องใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหนในการรักษา  และเราจะสามารถใช้ร่างกายเราได้เป็นปกติแบบเดิมหรือเปล่าก็ไม่มีใครตอบได้แม้แต่ตัวคุณเองนะคะ

หนิงเลยอยากจะฝากเพื่อน ๆ ทุก ๆ คน  ดูแลตัวเองด้วยนะคะ  เพราะเรายังต้องให้สังขารนี้ไปอีกนาน  หนิงคิดว่าที่หนิงมาฝึกทุกวันนี้เพื่อให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น  เป็นการป้องกันการเจ็บป่วย  และเป็นการทำให้เราสามารถรักษาสังขารนี้ให้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น  ไม่ได้มุ่งหวังที่จะบรรลุในศาสตร์นี้  แต่ก็ไม่ใช่ว่าฝึกแบบไม่พยายามพัฒนาตัวเองเลย  เพราะแต่ละวันในการฝึกเราทำได้ไม่เท่ากันหรอกค่ะ  มันมีปัจจัยหลายอย่าง  ขอให้เรามีความสุขกับการฝึกน่าจะดีกว่าไปสร้างความเครียดกับการฝึกนะคะ 

ลองกลับไปถามตัวเองดูนะคะ  ว่าวันนี้คุณฝึกโยคะเพื่ออะไร….

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.