คุณแม่ขา…มาป้องกันท้องลายกันดีไห๊ม?
กรกฎาคม 25, 2009 at 12:28 pm | In ก่อนคลอด | 1 Commentปัญหาเรื่องผิวแตกลายตอนตั้งตรรภ์มันเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์กังวล และไม่ปรารถนาเอาซะเลย ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะว่า จริง ๆ แล้วปัญหาเรื่องท้องลายเนี่ยมันแก้ไขหรือป้องกันยากมาก ๆ ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคนมากกว่า เพราะเท่าที่หนิงเคยสอบถามมา บางคนมีลูกตั้ง 2-3 คนด้วยซ้ำ แต่ท้องไม่ลายเลย มิหนำซ้ำเขาไม่ได้ดูแลผิวเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นครีม โลชั่น น้ำมัน ไม่ได้ใช้เลยซักอย่าง หนิงก็เลยเดาเอาเองนะคะว่า ให้ดูง่าย ๆ ว่าปกติเรามีร่องรอยของการแตกลายบริเวณก้น ต้นขา หรือด้านล่างของข้อพับเข่าบ้างหรือเปล่า หากมีนั่นน่าจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าโอกาสในการที่ตั้งครรภ์แล้วท้องน่าจะต้องลายเป็นแน่ แต่ไม่ใช่ว่าพอหนิงบอกไปแบบนี้แล้ว เราจะไม่ทำการป้องกันเอาซะเลยนะคะ เพราะวันนี้หนิงตั้งใจว่าจะมาบอกถึงแนวทางในการป้อกันท้องแตกลายค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอบอกกับเหล่าบรรดาคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนก่อนนะคะว่า เรื่องท้องลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นแม่เกือบทุกคน อย่าไปกังวลจะเกิดความเครียดเพราะจะทำให้ลูกในท้องเครียดไปด้วยนะคะ สำหรับข้อแนะนำมีดังนี้ค่ะ
- การออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของผิวหนังและกล้ามเนื้อค่ะ
- ควรเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยในการดูแลผิว เช่น มะเชือเทศ ส้ม แครอต โยเกิร็ต ถั่ว หรือแม้กระทั่งน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอกับร่างกายเพื่อไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้น และขณะเดียวกันต้องไม่รับประทานอาหารที่ทำลายสุขภาพผิวด้วย เช่น ของทอด แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และคาเฟอีน เป็นต้นนะคะ
- พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขยับสูงขั้นเร็วเกินไป
- การใช้ครีมบำรุงผิว สำหรับวิธีนี้หนิงมองว่าอาจจะช่วยไม่ได้มากนัก และอาจจะก่อให้เกิดโทษกับลูกน้อยด้วยซ้ำไปค่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้วครีมหรือโลชั่นตาง ๆ มักจะประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ มากมาย หนิงจึงขอแนะนำให้ใช้น้ำมันงาดีกว่าเพราะมีวิตามินสูงมาก ๆ เลย ไม่งั้นก็เป็นน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกก็ยังดีกว่าครีมหรือโลชั่นนะคะ แต่กลิ่นอาจจะไม่พึงประสงค์นัก อิอิ
- พยายามอย่าเกา แค่เอามือลูบ ๆ ก็พอค่ะ และควรจะตัดเล็บให้สั้นด้วยนะคะ
- ท่านอน เพราะช่วงที่ท้องโตอาจจะนอนหงายไม่สะดวกเพราะอาจจะปวดหลัง จึงต้องนอนตะแคง แต่ขณะเดียวกันการนอนตะแคงก็จะทำให้เกิดการดึงรั้งไปข้างหนึ่งซึ่งอาจทำให้หน้าท้องลายได้ง่าย ๆ จึงควรหาผ้าหรือหมอนมารองรับหน้าท้องขณะที่นอนตะแคงเอานะคะ
เห็นไห๊มค่ะ ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทั่วไปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้เป็นแม่คน จงภูมิใจกับสิ่งที่จะเกิดดีกว่านะคะ อย่าน้อยสิ่งนี้ก็ทำให้เราคิดบวกและสบายใจขึ้น แต่หากเราสามารถหาวิธีป้องกันได้จะลองทำดูก็ไม่เสียหาย จริงไห๊มค่ะ เจ้านาย อิอิ
มาดูเทคนิคการมีสุขภาพจิตดีกันดีก่า
กรกฎาคม 25, 2009 at 3:07 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 1 Commentหนิงเชื่อว่าทุกคนคงอยากจะเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดีนะคะ แต่คงไม่ต้องถึงกับดีตลอดจนควบคุมไม่ได้นะคะ ไม่งั้นคนที่บ้านอาจจะต้องส่งไปศรีธัญญาแน่ ๆ 5555
แล้วจะทำไงกันดีล่ะจ๊ะ มันเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่
- ตื่นขึ้นมาให้สูดลมหายใจเข้า-ออก ลึก ๆ แล้วยิ้มให้ตัวเองในกระจกหนึ่ครั้งสวย ๆ ด้วยนะคะ
- เมื่อรู้ว่าตัวเองเกิดความเครียด ให้พยายามหยุดคิดเรื่องนั้นทันที แล้วไปสนใจเรื่องอื่นแทน แล้วก็บอกกันตวเองด้วยว่าคุณกำลังเครียดอยู่นะเดี๋ยวจะแก่เร็วนะ สำหรับคนที่มีตั้งครรภ์อยู่ก็ให้คิดถึงลูกน้อยในครรภ์ของคุณด้วยเพราะคุณกำลังทำให้เขาเครียดตามคุณไปด้ยอยู่ งั้นมาอารมณ์ดีกันกีหว่า
- หามุมสงบ ๆ ให้ตัวเอง อ่านหนังสือ ฟังเพลง นอนหลับ ดูรูปน่ารัก ๆ หรือหากิจกรรมที่ทำให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น
- ลองหลับตาแล้วสร้างจินตนาการถึงสถานที่สวยงาม หรือธรรมชาติที่สดชื่น เช่น คุณกำลังอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีบนภูเขาที่มีลมโชยเอื่อย ๆ หรือคุณกำลังแช่เท้าอยู่ในลำธารที่ใสเย็น พร้อมกับได้ยินเสียงน้ำไหลแผ่ว ๆ เหมือนจังหวะดนตรี อย่างนี้เป็นต้นค่ะ
- หากข้อแนะนำที่ผ่านมายังไม่ได้ผล แนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว เพราะคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้ หาเพื่อนพูดคุยเพื่อปรับทุกข์ ซึ่งอาจจะเป็นสามี พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน หรือญาติสนิทมิตรสหายทั้งหายที่เขาพร้อมจะให้กำลังใจและห่วงใยคุณ
เห็นไม่ค่ะ ไม่ยากแล้ว เมื่อสุขภาพจิตดี เราก็จะคิดดี ทำดี ทุกอย่างก็จะดีเองค่ะ อิอิ
แพทย์แผนจีนบอกว่าไม่ควรกินจ้า
มีนาคม 24, 2009 at 8:36 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 3 CommentsTags: ตับหมู, บะหมี่สำเร็จรูป, ปวยเล้ง, ปาท่องโก๋, ผงชูรส, ผักขม, ผักดอง, รักษาสุขภาพ, สุขภาพดี, อาหารที่ไม่ควรกิน, เนื้อย่าง, แพทย์แผนจีน, ไข่เยี่ยวม้า
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ… อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่…
- ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
- ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงาน หนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
- เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
- ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือ มากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง
- ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรค หัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
- ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า… มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาด แคลเซียม หรือสังกะสีได้
- บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
- เมล็ดทานตะวัน: เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า… การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
- เต้าหู้หมัก เต้ าหู้ยี้: กระบวนการหมัก เต้ าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย… ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อ คนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
- ผงชูรส: คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา… การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่นคลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์
ลองใช้วิจารณญาณกันดูนะคะ แต่เท่าที่ดูเลี่ยงได้ก็น่าจะดีจริง ๆ แหละค่ะ อิอิ
ความรู้จากแพทย์จีน
มีนาคม 23, 2009 at 5:38 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 2 CommentsTags: กระตุ้นใบหู, การขับถ่ายของเสีย, ขบฟัน, ดูแลสุขภาพ, ถูผิว, ถูใบหน้า, ท้องผูก, นวดท้อง, ผมแข็งแรง, ริดสีดวงทวาร, หวีผม, แพทย์จีน
อีกเช่นเคยนะคะ ได้เรื่องดี ๆ มาก็ไม่อยากเก็บไว้คนเดียวอ่ะค่ะ
มีอาจารย์ท่านแนะนำเคล็ดลับไว้ 12 ข้อ ดังนี้ค่ะ
- หวีผมบ่อยๆ : หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรง เบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)
- ถูใบหน้าบ่อยๆ : ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง
- เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ : ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือ จ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง
- กระตุ้นใบหูบ่อยๆ : การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน (จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว
- ขบฟันบ่อยๆ : ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย (ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย
- ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ : การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลังลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย
- กลืนน้ำลายบ่อยๆ : การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร
- หมั่นขับของเสีย : หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย
- ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ : ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น
- ขมิบก้นบ่อยๆ : การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก
- เคลื่อนไหวทุกข้อ : การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ
- ถูผิวหนังบ่อยๆ : ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้เลือดและพลังไหลเวียนดี
ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไปนาน ๆ ค่ะ
ความรู้สึก (ส่วนตัว) กับ Macrobiotics ค่ะ
ตุลาคม 19, 2008 at 7:26 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 6 CommentsTags: การเลือกวัตถุดิบ, ลดความอ้วน, วิถีการกิน, อาหารลดความอ้วน, อาหารสุขภาพ, อาหารเพื่อสุขภาพ, เครื่องปรุง, แมคโครไบโอติกส์, macrobiotics
ขอสารภาพบาปก่อนเลยนะคะว่า ในช่วงเวลา 5 วันที่เรียน Macrobiotics ซึ่งอาจารย์ได้ย้ำว่า อยากให้พวกเราทุกคนปฏิบัติให้ได้ในช่วง 5 วันนี้ คือ ไม่ทานอาหารนอกเหนือจากที่ทางอาจารย์ได้จัดเตรียมไว้ แต่หนิงกิเลสหนามากค่ะ เลยไม่สามารถที่จะอดทนกับรสชาดอาหารได้ทั้ง 15 มื้อ (ยังไม่รวมอาหารว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ) ดังนั้น บางมื้อหนิงอาจจะยังหนีออกไปทานอาหารข้างนอกบ้าง ไม่งั้นก็จะมีบุรุษท่านนึงหิ้วปิ่นโตมาให้ค่ะ
วันแรกที่ได้พบกับอาจารย์ทำให้หนิงต้องมานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร macrobiotics ก่อนเวลา (ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลย) แต่ก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้หน่อยนึงค่ะ เพราะว่ามื้อนั้นมีปลานิ่งกะขิงด้วย และก็ยังมีผักอร่อย ๆ กรอบและหวาน อาจจะเป็นเพราะเป็นพืชผักอินทรีย์ด้วยทำให้เราทานแบบสบายใจ รู้สึกถึงความหวานกรอบของผักมาก ๆ ค่ะ
มื้อแรกหนิงได้รับคำแนะนะเกี่ยวกับการทานอาหาร macrobiotics จะต้องทานเป็นลำดับดังนี้ค่ะ
- ต้องทานซุบที่เตรียมไว้ก่อนทุกมื้ออาหารค่ะ ในทุก ๆ มื้อจะต้องมีซุบผัก ซึ่งรสชาดในช่วงเช้าและกลางวันอาจจะมีมากกว่าในช่วงที่ทานมื้อเย็น เพราะมื้อเย็นต้องทานให้จืดที่สุดเท่าที่จะทานได้ เพราะเรากำลังจะนอนกันแล้ว ร่างกายจะได้ไม่ต้องรับภาระหนัก และจะได้หลับอย่างสบายค่ะ อาจารย์บอกว่างั้น และที่ต้องทานซุบผักก่อนก็คล้าย ๆ กับเป็นการเรียกน้ำย่อยอะไรประมาณนั้นค่ะ
- สิ่งที่ทานต่อเป็นอันดับที่สองก็คือ ข้าวกล้องโรยงา ซึ่งจะต้องเคี้ยวต่อคำให้ได้ 50 ครั้งขึ้นไป หรือไม่งั้นก็เคี้ยวจนรู้สึกว่าข้าวเป็นน้ำอ่ะค่ะ จึงจะกลืนข้าวได้ กรรมวิธีในการหุงข้าวก็เป็นรูปแบบของ macrobiotics เช่นกันค่ะ คือ จะหุงด้วยหม้อความดัน ถ้าเป็นข้าวกล้องสังข์หยดของพัทลุง เราจะใช้อัตราส่วนข้าวกับน้ำ 1:2 ค่ะ แล้วใส่เกลือทะเลป่นหนึ่งหยิบมือค่ะ ซึ่งช่วงแรกเราจะใช้ไฟปานกลาง เมื่อหม้อความดันเริ่มร้อง เราจะต้องหรี่ไฟลงให้น้อยที่สุด แล้วตั้งไฟต่ออีกครึ่งชั่วโมงค่ะ ส่วนการทำงาที่ใช้โรยก็คือ ต้องเอางาขาวเท่านั้นนะคะ มาล้างให้สะอาดเพื่อเอาผงฝุ่นออก หลังจากนั้นมาคั่วในกะทะวนตามเข็มนาฬิกาจนกระทั่งถั่วเริ่มเหลือง แล้วจึงมาป่นด้วยครกค่ะ อ้อ! ลืมบอกไปว่าต้องใส่เกลือด้วยค่ะ
- ทานผัดผัก ซึ่งเป็นผัดผักที่เราไม่คุ้นเคยกันเลย เพราะว่าจืดแทบไม่มีความหวานเลย เหตุผลเหรอค่ะ ก็เพราะไม่มีน้ำตาลเลยล่ะซิ มิหนำซ้ำหนิงจะเล่าให้ฟังว่าเขาทำผัดผักกันยังไง ขั้นแรกลวกผักให้สุก เอามาแผ่ในถาดเพื่อให้ความร้อนออก หลังจากนั้นราดด้วยน้ำมันงาเล็กน้อย หยดซีอิ้วนิดหน่อย แล้วโรยด้วยงาค่ะ แล้วก็คลุก ๆ ๆ ให้เข้ากัน เสร็จแล้วค่ะผัดผัก macrobiotics อิอิ
- มื้อนี้มีปลานึ่งขิง หนิงไม่ได้ใส่ใจมากในวันนั้นว่าขั้นตอนการทำเป็นยังไง (ก็เพิ่งเจอวันแรกนี่ค่ะ) อาจจะบอกได้ไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่นะคะ (ขอออกตัวก่อนค่ะ) ขั้นแรกการเลือกปลาจะต้องเป็นปลาเนื้อขาวเท่านั้น (เพราะปลาเนื้อขาวกินพืช ปลาเนื้อแดงกินสัตว์ค่ะ) และจะต้องเลือกขนาดประมาณเท่าฝ่ามือเท่านั้น คนนึงทานได้แค่ตัวเดียว วันนั้นก็ได้ปลาเก๋าตัวละประมาณ 2 ขีดค่ะ แล้วก็มาซอยขิง เอาไปนิ่ง รู้สึกว่าจะมีการใช้มิโซะ (กะปิญี่ปุ่นด้วยนะ) ที่เหลือไม่เห็นแล้วค่ะ คงต้องใช้ประสบการณ์ในการปรุงของแต่ละคนเพิ่มนะคะ ตามเครื่องปรุงที่มีค่ะ รู้สึกว่าวันนั้นหนิงจะทานเกิน 1 ตัวค่ะ เพราะเสียดายค่ะ
- ผักสด บางวันก็จะอยู่ในรูปของสลัดผักค่ะ
- ตบท้ายด้วยถั่วต้มค่ะ ทุกมื้อจะต้องมีนะคะ แล้วแต่ว่าจะเลือกถั่วชนิดไหนค่ะ เช่น ถั่วแดงเล็ก ถั่วแดงใหญ่ ถั่วชิกบีน ฯ บางครั้งก็จะเพิ่มแครอทหรือข้าวโพดลงไปด้วย สำหรับการปรุงก็จะมีการใช้มิโสะด้วย แต่จะต้องใส่ตอนที่ถั่วเย็นแล้วค่ะ หนิงได้เรียนการต้มถั่วชิกบีนใช้เวลาตั้ง 3-4 ชั่วโมงแหนะ (หุหุ นานมั๊ก ม๊าก ขอบอก รอจนเกือบแก่ไป)
การปรุงอาหารทั้งหมด อาจารย์จะต้องดูภาชนะที่ใช้ด้วยนะคะ เพราะจะต้องใช้ภาชนะสแตนเลส หรือเป็นหม้อดิน ส่วนทัพพีก็ต้องเป็นสแตนเลสหรือไม้ค่ะ เวลาปรุงก็ต้องใส่ความรัก ความสุข และรอยยิ้มด้วยนะคะ พืชผักต่าง ๆ ก็ต้องเป็นผักอินทรีย์ หากเป็นสัตว์ก็ต้องเลือกเช่นกันค่ะ เพราะวันสุดท้ายของการเรียนอาหารก็เอาหาหมูที่เลี้ยงด้วยหยวกกล้วย หรืออาหารที่ไม่ใช่อาหารเม็ดค่ะ
เป็นไงค่ะ พอได้ทราบเรื่องขั้นตอน เรื่องของอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ รวมไปถึงการคัดเลือกวัตถุดิบ และยังมีวิถีการทานอีก ซึ่งอาจารย์บอกว่าการทานอาหารในแนวนี้ทำให้เราได้รับรู้รสชาดของอาหารแต่ละชนิดจริง ๆ เช่นการทานข้าวอย่างเดียวเราก็ได้รับรสชาดของข้าว หรือช่วงของการทานปลาเราก็จะได้รับรสชาดของปลาจริง ๆ และจะทำให้อร่อยกว่า ด้วยความเคยชินที่เราปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงปัจจุบันสำหรับมื้อแรกยอมรับว่ายากมาก ๆ ค่ะ แต่ก็พยายามทำนะคะ ถามว่าทรมานไห๊มก็รู้สึกบ้างค่ะ เพราะเดิมเราก็ชอบอาหารสุขภาพอยู่แล้ว แต่ที่ทำให้รู้สึกว่าทานอยากก็คือรสชาดที่มีการแต่งเติมน้อย และการเคี้ยวที่ต้องใช้เวลานาน ทำให้เราต้องฝืนตัวเองเล็กน้อย ในแต่ละมื้อเลยไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ (ก็บอกแล้วไงค่ะว่ากิเลสเยอะ) แต่เพื่อน ๆ หลายคนก็ทำได้ดีนะคะ วันหลัง ๆ ก็เริ่มมีความสุขกับการทานอาหาร macrobiotics กันมากขึ้น
สำหรับหนิงเองรู้สึกว่ามันเป็นแนวทางที่ตึงเกินไปสำหรับเรา (อาจจะเป็นเพราะเราเองยังไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ เลยยังไม่เห็นความสำคัญของอาหาร macrobiotics มากนัก เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” กระมั่ง อิอิ) แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคความดัน หรืออีกหลาย ๆ โรค ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ตาม หนิงยังเชื่อว่าท่านจะต้องดีขึ้นหรืออาจจะหายได้อย่างแน่นอนค่ะ สำหรับหนิงนั้นอาจจะต้องนำมาประยุกต์บ้าง เลือกเป็นอย่าง ๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตปัจจุบันให้ได้ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่า เพราะในวันสุดท้ายของการเรียนหนิงก็ได้ถามอาจารย์บอกกับอาจารย์ไปแล้วว่าเราคงไม่สามารถหักดิบตัวเองและคนรอบข้างได้ อาจจะต้องค่อย ๆ ทำ อาจารย์ก็เห็นด้วย และก็แนะนำเพิ่มเติมมาบ้างค่ะ เช่น
- เราอาจจะยังใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าอยู่ แต่เปลี่ยนมาหุงข้าวกล้องแทน และเลือกชนิดข้าวกล้องให้มากขึ้น พร้อมกับเติมเกลือตามที่อาจารย์บอกค่ะ รวมไปถึงการเปลี่ยนชนิดข้าวบ้าง
- เครื่องปรุงก็เลือกใช้ชนิดที่ไม่มีสารเคมีเจือปน เช่น ไม่มีสารแต่งสี สารแต่งกลิ่น สารกันปูด รวมไปถึงผงชูรสด้วยค่ะ
- พืชผักเลือกชนิดที่เป็นผักอินทรีย์ หรือผักข้างบ้านให้มากขึ้น
- น้ำมันก็เปลี่ยนซะ อาจจะเป็นน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันงาแทน
- เกลือก็สามารถเป็นเป็นเกลือทะเลได้ ขั้นตอนก็ทำไม่ยากนะคะ ถ้าได้เกลือทะเลมาแล้วก็ล้างน้ำให้สะอาด อย่าแช่นะคะ เพราะมันละลายน้ำได้ คัดเลือกสิ่งสกปรกออก หลังจากนั้นเอาไปคั่วในกะทะให้สุก แล้วก็นำมาโขลกเก็บไว้ค่ะ (อย่าลืมใส่ขวดแก้วนะคะ)
แค่เราเริ่มต้นจากเรื่องที่เราพอทำได้ก่อน หลังจากนั้นค่อย ๆ ปรับส่วนอื่น คือ วิธีการปรุงให้ใส่รายละเอียดมากขึ้น มันก็อาจจะไม่ยากเกินไปจริงไห๊มค่ะ อิอิ
ที่หนิงบอกว่ามันตึงเกินไปไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะคะ จริง ๆ แล้วหนิงมองว่า macrobiotics เป็นวิถีที่ดีวิถีหนึ่ง จะว่าเป็นวิถีที่เรียบง่ายก็ได้นะคะ ไม่ได้ยึดกับสิ่งปรุงแต่งมากมาย ต้องใช้ความปราณีต เวลา ความมีสติ และความรักจริง ๆ ค่ะ เพราะหากเราไม่รักตัวเอง ไม่รักกับผู้ที่เราปรุงอาหารให้คงจะทำออกมาได้ยากเหมือนกันนะคะ เพราะใช้เวลาค่อนข้างมาก และละเอียดละออกับทุก ๆ อย่างที่ทำจริง ๆ ค่ะ สำหรับ 5 วันที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณทั้งอาจารย์และเหล่าบรรดาแม่ครัว พ่อครัวทุกคนด้วยนะคะ ที่ปันความรักเหล่านั้นมาให้หนิงด้วย ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ (ไม่ได้เวอร์นะคะ แต่มันมาจากใจจริง ๆ) สำหรับหนิงคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเองอีกสักระยะ อิอิ
หายตัวไปศึกษา…Macrobiotics
ตุลาคม 18, 2008 at 4:00 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | Leave a CommentTags: กะปิญี่ปุ่น, กะปิเจ, งา, น้ำปลา, น้ำมันงา, น้ำมันมะกอก, บ๊วยดองเกลือ, ผัก, พืช, มิโสะ, อาหารสุขภาพ, เครื่องปรุงสุขภาพ, เต้าเจี้ยว, แมคโครไบโอติกส์, macrobiotics
ห่างหายไปหลายวันคิดถึง blog มากเลย มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเยอะเลย เพราะช่วงที่หายไปก็ไปใช้เวลาศึกษาวิถีใหม่ คือ วิถี Macrobiotics ซึ่งตอนแรกหนิงก็คิดว่าเป็นแค่การทานอาหารสุขภาพ รสชาดจืด ๆ ก็คงจะแค่นั้น และมันก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ค่ะ รสชาด (โคตร) จืด มันแตกต่างจากที่เราเคยลิ้มรสอยู่ทุก ๆ วันจริง ๆ แต่พอได้ไปสัมผัสถึงกรรมวิธีจริง ๆ ก็ได้พบกับความอัศจรรย์กับธรรมชาติหลายอย่างเหมือนกันค่ะ และก็ยังมีความเป็น Art ของพืชผักแต่ละตัวด้วย หนิงขอบอกเครื่องปรุงที่เอามาใช้ปรุงอาหาร Macrobiotic ให้ทราบกันก่อนดีกว่า แล้วจะทราบกันว่าทำไมมันจืดได้ขนาดนั้น
- ซีอิ้ว ที่ไม่มีการใส่สารแต่งสี สารแต่งกลิ่น สารกันบูด ผงชูรส และไม่หมักด้วยน้ำตาล (ขอบอกว่าใช้แต่ละครั้งนิดเดียวมาก ๆๆๆๆๆ)
- เต้าเจี้ยว ก็ต้องไม่ใส่สารแต่งเหมือนกับซีอิ้ว
- เกลือทะเล
- งาขาว (ต้องงาขาวอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ใช้งาดำแทนไม่ได้ค่ะ)
- กะปิเจ
- น้ำมันงา, น้ำมันมะกอก
- บ๊วยดองเกลือ
- กะปิญี่ปุ่น ได้ยินเขาเรียกกันว่า มิโสะ
ขอย้ำว่าทุกรายการจะไม่มีการใช้สารเคมีเจือปนแต่อย่างไร และยังมีการถกเถียงกันอีกต่างหากว่าถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ผู้ผลิตเขาผลิตออกมาแบบใส่ขวดแก้วน่าจะดีกว่าค่ะ เพราะตอนนี้ยังบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกบ้าง ขวดพลาสติกบ้าง ซึ่งก็น่าจะยังมีสารบางตัวออกจากขวดได้อยู่บ้างค่ะ ปกติหนิงเองก็ชอบที่จะเลี่ยงสารเคมีอยู่แล้ว มางานนี้ก็รู้สึกว่าดีนะคะเพราะเราได้แหล่งของเครื่องปรุงที่สามารถหาซื้อเพิ่มเติมได้อีกหลายตัวเลยล่ะ ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงมากมายอะไรถ้าเทียบกับเงินและความทรมานที่เราจะต้องนอนป่วย เช่น ซีอิ้ว และเต้าเจี้ยว เราก็สามารถหาซื้อได้ในภูเก็ต ราคาขวดละ 35 บาทเท่านั้นเองค่ะ แถมใช้น้อยอีกต่างหาก
เท่าที่ดูรายการของเครื่องปรุงเป็นไงกันบ้างค่ะ งงไปเลยล่ะค่ะ เพราะไม่มีการใช้น้ำตาลเลยแม้แต่น้อย หนิงก็แปลกใจว่าแล้วเราเอาความหวานมาจากไหนล่ะ นี่แหละค่ะ ที่หนิงบอกว่าได้พบกับอัศจรรย์จากธรรมชาติค่ะ เพราะความหวานเราได้มาจากพืชผักที่ใช้ทั้งหมดค่ะ และไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่ามันหวานจริง ๆ และหวานไม่เลี่ยนด้วยค่ะ
อีกคำนึงที่หนิงได้กล่าวไว้ตอนต้น ๆ ก็คือ Art จากธรรมชาติ ไม่น่าเชื่อนะคะว่าพืชผักแต่ละอย่าง มันมีหลากหลายรสชาด มันอยู่ที่เราจะดึงรสชาดไหนออกมาใช้ เช่น หัวหอมใหญ่
- กึ่งสุกกึ่งดิบ จะมีรสเผ็ด
- ถ้าสุก คือ ตัวมันเองจะใส มีรสหวาน
- ถ้าสุกมาก ๆ จะมีรสเปรี้ยว
นั่นแหละค่ะ หนิงถึงต้องใช้คำว่า Art เพราะมันเป็นศิลปจริง ๆ ค่ะ และเราก็ต้องทำหน้าที่ค้นหามันให้เจอว่า พืชผักแต่ละชนิดมันสามารถให้รสไหน ช่วงไหน จะต้องทำกรรมวิธีอย่างไร เวลาเท่าไหร่ เป็นต้น ไม่ได้มาเรียนในครั้งนี้หนิงก็ยังไม่ทราบหรอกนะคะ
หนิงยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ macrobiotics ให้ทราบกันอีกหลายเรื่องเลย แล้วจะพยายามหาช่วงเวลามาเขียนนะคะ แต่ตอนนี้ขอเวลาทำงานก่อนนะคะ ก่อนที่จะกลายเป็นนักเขียน blog แต่ต้องตกงานค่ะ อิอิ
ตั้งครรภ์ฝึกโยคะยังไง
สิงหาคม 10, 2008 at 1:07 am | In Ashtanga Yoga, การออกกำลัง, ดูแลสุขภาพคุณแม่ | Leave a CommentTags: Ashatanga Yoga, ท่าสำหรับคนท้อง, โยคะคนตั้งครรภ์, โยคะคนท้อง, yoga
เท่าที่หนิงได้ร่ำเรียนมาเกี่ยวกับการสอนโยคะให้กับคนตั้งครรภ์ และเท่าที่ได้เห็นเพื่อน ๆ ร่วม class มาฝึก รวมไปถึงจากการอ่าน ๆ ๆ และ อ่าน ทำให้หนิงพอจะสรุปเกี่ยวกับการฝึกโยคะของคนตั้งครรภ์ได้ดังนี้นะคะ
ท่าที่ควรจะต้องยกเว้นไปเลย ก็คือ ท่าบิดต่าง ๆ และท่าที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมาก ๆ รวมไปถึงท่าที่ต้องนอนคว่ำ
ส่วนท่าบางท่าที่ขาจะต้องตรง การให้งอเข่าได้ ตามขนาดของท้อง คือ ท่าท้องไม่โตก็ไม่ต้องงอเข่ามาก แต่หากท้องโตมากก็ให้งอเข่าเพิ่มค่ะ
เท่าที่หนิงเห็นเพื่อนหนิงทั้งสองคนที่ตั้งครรภ์มาฝึก Ashtanga Yoga ซึ่งตอนแรกก็ยังรู้สึกว่ามันหนักไปสำหรับเขาหรือเปล่า ผลเท่าที่เห็นจากสองคนก็คือ
คนแรกที่ทั้งครรภ์ได้สามเดือนกว่า มาฝึกได้เพียงแค่สองครั้งเท่านั้น เพราะเขาไม่ค่อยระวังตัวเท่าไหร่ เท่าที่ดูจากการฝึก เขาค่อนข้างรีบ ไม่ค่อยระมุลระม่อมกับท่า ขนาดเราดูเขาฝึกยังรู้สึกน่ากลัวเลย เพราะดูแล้วบางท่าเขายังยืนได้ไม่เสถียร แต่ยกมือขึ้นแล้วอะไรแบบนี้เป็นต้นค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วการฝึกที่ดีควรให้รากฐานมั่นคงก่อนนะคะ
แต่สำหรับเพื่อนอีกคนที่ท้องได้เกือบห้าเดือนแล้ว แทนไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ เพราะว่าเขาเคยมีพื้นฐานโยคะมาก่อน และไม่ค่อยเร่งรีบกับตัวเอง ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ครูก็ค่อย ๆ เพิ่มให้วันละนิด ๆ ดูเขาก็ happy ดีนะคะ เห็นบอกว่าวันแรก ๆ ยังไม่ค่อยเท่าไหร่เพราะยังไม่ค่อยชิน พอเริ่มฝึกได้สักสามสี่วัน เห็นว่าเริ่มเหนื่อย เหงื่อออกมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะหายใจถูกต้องมากขึ้นด้วยนะคะ อีกอย่างเวลาเขาฝึกเขาบอกว่าช่วงที่เหนื่อย ๆ เหมือนกับลูกได้ออกกำลังไปพร้อม ๆ กับเขาเลยล่ะ เพราะรับรู้ได้ว่าเสียงหัวใจของเจ้าตัวเล็กเต้น ตุ๊บ ๆ ๆ ๆ ตามด้วย ฟังแล้วรู้สึกดีจัง
หนิงอยากให้ผู้ที่ตั้งครรภ์ทุกคนได้ฝึกโยคะจัง เพราะมันช่วยหลาย ๆ เรื่องเลยนะคะ ทั้งเรื่องของจิตใจ และร่างกาย เพื่อการเตรียมพร้อมในการคลอด และรับมือกับเจ้าตัวเล็กเมื่อเขาออกมาลืมตาดูโลกแล้ว ที่หนิงบอกว่าเรื่องของจิตใจนั้นก็อย่างที่เรา ๆ ได้ยินกันนั่นแหละค่ะ ว่าคนท้องมักจะอารมณ์แปรปรวนก็ฮอร์โมนเขาเปลี่ยนนี่ค่ะ แต่การที่คุณได้มาฝึกโยคะจะช่วยในเรื่องนี้ได้ดีนะคะ
Aqua Yoga
มิถุนายน 15, 2008 at 12:51 am | In การออกกำลัง, ก่อนคลอด, ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 2 CommentsTags: aqua, Aqua yoga, กีฬาคนท้อง, กีฬาทางน้ำ, กีฬาผู้สูงอายุ, สุโข สปา, อควา แอโรบิค, อควา โยคะ, ออกกำลังกายคนท้อง, ออกกำลังกายผู้สูงอ
เป็นความโชคดีของหนิงอีกแล้วค่ะ ที่ทางบริษัทฯ ได้ให้โอกาสกับหนิง เพราะเขากำลังจะส่งหนิงไปเรียน Aqua Yoga ด้วยล่ะ
จริง ๆ แล้วหนิงเองเคยได้มีโอกาสเรียน Aqua Yoga มาแล้วครั้งนึง เป็นช่วงที่บริษัทฯ เริ่มเปิดดำเนินการ โดยได้เชิญอาจารย์ Dr. ราดรี และคณะมาสอนให้ พวกเราเรียนกัน 5 คน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือหนิงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่เพราะคนอื่นเขาแยกย้ายไปเอาดีด้านอื่นกันหมดแล้ว
มัวแต่เล่าที่มาที่ไป ยังไม่ได้พูดถึง Aqua Yoga ซ๊ากที
Aqua Yoga จริง ๆ แล้วเหมาะกับหลายบุคคลนะคะ ขอพูดเป็นข้อ ๆ ไปน่าจะดีกว่า
- บุคคลแรกที่หนิงคิดว่าเหมาะสำหรับการเล่นกีฬาประเภทนี้ ก็คือ ผู้สูงอายุ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาเรื่องของข้อต่อต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะ จะให้ผู้สูงอายุไปเล่น fitness ก็น่าจะลำบาก เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีแรงกระแทกบ้าง หรือไม่งั้นก็ไม่ค่อยมีตัวช่วยในการ support บ้าง แต่สำหรับ Aqua นั้น เหมาะมาก ๆ เลยทีเดียวนะคะ เดี๋ยวตอนท้ายหนิงจะอธิบายให้ฟังอีกทีเกี่ยวกับการทำงานของ Aqua นะคะว่ามันจะเหมาะกับผู้สูงอายุยังไง
- บุคคลที่สองก็คือ คนท้องนั่นเองค่ะ เพราะคุณแม่ทั้งหลายก็ต้องการการระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการเล่นกีฬา
- ผู้ที่ชอบเล่นกีฬาทางน้ำ
- ผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ
- ผู้ที่มีเส้นเลือดขอด
สำหรับตัวของ Aqua นั้น มีการทำงานหลัก ๆ จากน้ำเอง หนิงจะอธิบายเป็นอย่าง ๆ ไปนะคะ
- น้ำมีแรงพยุง และแรงลอยตัว ดังนั้นเวลาที่เราลงไปในน้ำ น้ำหนักตัวของเราจะลดลง และน้ำที่มีแรงพยุง และแรงลอยตัวนี้จะทำให้เราลดแรงกระแทกได้มากทีเดียวนะคะ
- น้ำมีแรงดัน โดยเฉพาะยิ่งลึกแรงดันยิ่งมาก ดังนั้นผู้ที่เป็นเส้นเลือดขอดจะได้ประโยชน์มากจากคุณสมบัติของน้ำในข้อนี้นะคะ
- น้ำมีแรงต้าน ลองสังเกตกันดูนะคะ เวลาที่เราวิ่งในน้ำ เราจะวิ่งได้ช้า และจะเหนื่อยมาก ๆ เลยทีเดียว นั่นล่ะค่ะเกิดจากการที่น้ำมีแรงต้านนั่นเอง ดังนั้นเวลาที่เราเล่น Aqua จึงสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ดียังไงล่ะค่ะ
เมื่อเราทราบการทำงานของเจ้า Aqua แล้ว เราก็ต้องมาปฏิบัติให้ถูกด้วยนะคะจึงจะได้ผล เพราะขณะที่ทำการฝึกช่วงตั้งแต่ไหล่เราลงไปควรจะต้องอยู่ในน้ำตลอดเวลา เพราะถ้าอยู่เหนือน้ำก็จะไม่เกิดแรงต้านไงค่ะ ดังนั้นระดับน้ำที่เหมาะสมจึงควรจะต้องอยู่ประมาณระดับอกเรา โดยทั่วไปแล้วมาตรฐานของสระควรจะอยู่ที่ 140 cm สำหรับคนบ้านเรานะคะ แต่หากเป็นชาวยุโรปอาจจะต้องลึกกว่านี้นิดหน่อยเพราะความสูงโดยเฉลี่ยของบ้านเขาสูงกว่าบ้านเรานั่นเอง สำหรับการฝึก Aqua นั่นไม่ยากเลย เพราะโดยปกติก็จะมีคนคอยนำท่าให้เราคล้าย ๆ กับการเต้นแอโรบิคอยู่แล้ว เห็นไห๊มค่ะง่ายจะตาย อีกหน่อยทางสุโข ก็กำลังจะเปิดให้บริการ Aqua หลาย ๆ ท่านที่สนใจก็สามารถเข้าไปใช้บริการกันได้นะคะ เพราะเท่าที่ทราบมาในภูเก็ตเองยังไม่มีใครให้บริการทางด้านนี้เลยค่ะ
“สมุนไพร” กับ “การอยู่ไฟ”
มิถุนายน 12, 2008 at 6:34 am | In หลังคลอด, แพทย์แผนไทย | 4 CommentsTags: ประคบ, สมุนไพร, สมุนไพรสด, สมุนไพรออแกนิค, สมุนไพรแห้ง, หลังคลอด, หลังคลอดภูเก็ต, อยู่ไฟ, อยู่ไฟภูเก็ต
หนิงเข้ามาเขียนหัวข้อนี้หลายครั้งแล้ว แต่เขียนได้เฉพาะหัวข้อจริง ๆ วันนี้หวังว่าคงจะได้ฤกษ์งามยามดีแล้วจริง ๆ นะคะ
สำหรับเรื่องของการอยู่ไฟ คงจะปฏิเสธกันไม่ได้หรอกนะคะว่า “สมุนไพร” เป็นส่วนประกอบหลักอีกหนึ่งอย่างนอกจากการบริการของพนักงาน ดังนั้น เราต้องเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพรให้ถูกต้องด้วยนะคะ เพราะหลาย ๆ คนเคยมาสอบถามกับหนิงเหมือนกันค่ะในเรื่องนี้
เริ่มเข้าเรื่องเลยนะคะ ด้วยคำถามแรกก่อน
“สมุนไพรสด ดีกว่าสมุนไพรแห้ง จริงหรือเปล่าค่ะ”
สำหรับคำถามนี้ หนิงตอบได้เลยค่ะว่าจริง แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีคำถามต่ออีกนะคะว่า ถ้าเป็นสมุนไพรสด คุณสามารถเสาะหาสมุนไพรที่จะต้องใช้ได้ครบถ้วนทุกครั้งหรือเปล่า หากไม่สามารถหาได้ครบ หนิงก็ต้องขอเปลี่ยนคำตอบเป็นไม่จริงแล้วล่ะ เพราะความครบถ้วนของสมุนไพรต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากตัวยาต่าง ๆ มีความสำคัญในการทำ “อยู่ไฟ” เพราะผลสูงสุดในการให้บริการก็คือการได้รับตัวยาครบถ้วนตามสูตรที่ควรจะเป็น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นสมุนไพรแห้งที่ใช้ก็ควรอยู่ในสภาพที่ดี หมายถึงมีการคัดเลือก และทำความสะอาดตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นด้วยนะคะ
คำถามอีกหนึ่งคำถามที่มักจะถามกันบ่อย ๆ ก็คือ
“สมุนไพรแห้งไม่ดี เพราะมีปัญหาเรื่องการขึ้นรานะ”
สำหรับคำถามนี้หนิงมองว่า ถ้าผู้ที่ใช้สมุนไพรมีจรรยาบรรณเพียงพอ และเป็นผู้รู้ โดยปกติแล้วจะมีกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกตัวยาอยู่แล้วว่าถ้าต้องการเก็บตัวยา จะต้องเก็บในช่วงไหน ไม่ว่าทั้งสดหรือแห้งก็ต้องปฏิบัติเหมือนกัน ส่วนเรื่องการทำความสะอาดก็เช่นกันก็มีหลักในการปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ ดังนั้นในเรื่องของการนำสมุนไพรมาใช้ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรสดหรือแห้งก็ตาม ก็อาจจะมีผลเสียได้ทั้งสองอย่าง หากผู้ที่ใช้ไม่มีความรู้, ไม่มีจรรยาบรรณ และไม่ซื่อสัตย์กับผู้บริโภคค่ะ
หนิงขอยกตัวอย่างนะคะ มีเพื่อนอยู่คนนึงไปใช้บริการที่สถานที่ให้บริการแห่งหนึ่งโดยไปใช้บริการนวดประคบ ปรากฎว่าหลังทำประคบเสร็จมีผื่นขึ้น ก็เลยโทรมาถามหนิง หนิงก็ตอบกลับไปว่า สาเหตุของการเกิดผื่นขึ้นนั้นน่าจะเกิดจาก 2-3 สาเหตุ คือ
- สาเหตุแรกอาจจะเกิดจากการใช้ลูกประคบกับลูกค้าหลายคน (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรทำนะคะ เพราะว่าการใช้ลูกประคบถือเป็นของใช้ส่วนตัว เพราะมีการสัมผัสผิวโดยตรง หากจำเป็นต้องใช้กับหลายคนจริงก็ควรจะต้องมีการเปลี่ยนผ้าที่นำมาหุ้มต่อคนด้วยนะคะ)
- ส่วนสาเหตุที่สองที่หนิงคิดออกก็น่าจะเกิดจากการเก็บสมุนไพรไม่ดีทำให้ขึ้นรา เพราะไม่ใช่ว่าสมุนไพรแห้งเท่านั้นนะคะที่จะขึ้นราได้ แต่สมุนไพรสดโดยเฉพาะสมุนไพรที่จะต้องมีการเก็บไว้ใช้ต่อเช่นลูกประคบก็ต้องมีการเก็บที่ดีเพียงพอนะคะ ไม่งั้นก็ขึ้นราได้เช่นกัน โดยทั่วไปแล้วเราจะเก็บลูกประคบไว้ในถุงพลาสติกแล้วจึงนำไปแช่ในตู้เย็น (แต่ก็ต้องระวังอยู่ดีค่ะ เพราะขอบอกว่ากลิ่นแรงมาก ทางที่ดีควรเก็บในกล่องพลาสติกอีกชั้นจะดีกว่า ไม่งั้นก็ควรที่จะผูกให้แน่นหนาจริง ๆ เพราะว่ากลิ่นแรงชนิดที่เราดื่มน้ำในขวดที่แช่ไว้ในตู้เย็นตู้เดียวกันยังได้กลิ่นเลยล่ะ
มาถึงตอนนี้ ทุกท่านคงจะเริ่มเกิดอาการสงสัยแล้วใช่ไห๊มค่ะว่า
“งั้นจะดูสมุนไพรยังไงล่ะ ยากจัง แล้วมีที่ไหนแนะนำบ้างค่ะ หรือมีที่ไหนที่ไม่แนะนำบ้างล่ะ”
ขอบอกว่าจริง ๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะคะ เพียงแค่เราต้องรักษาสิทธิ์ความเป็นผู้บริโภคของเราให้มากที่สุดเท่านั้นเองค่ะ เพราะเราจ่ายเงินไปแล้วนี่ค่ะ (จริงไห๊ม) ดังนั้นการที่เราจะให้บริการที่ไหนก็ตามเราสามารถสอบถามเรื่องของสมุนไพร และขอดูสมุนไพรที่เขาใช้ก่อนยังได้เลยนะคะ ส่วนเรื่องที่ไหนเป็นยังไงหนิงคงให้คำตอบลำบาก เพราะที่หนิงรู้ดีที่สุดก็คือที่ สุโข สปา อคาเดมี่ เท่านั้น เพราะทำงานอยู่ที่นั่นนี่ค่ะ เพราะเท่าที่ทราบมาทางบริษัทฯ จะเลือกใช้สมุนไพรที่เป็นออแกนิคด้วย (สมุนไพรออแกนิคก็คือ สมุนไพรที่ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกเลย จริง ๆ แล้วแม้กระทั่งดินที่ก่อนจะปลูกก็จะต้องมีการเว้นระยะจากการใช้สารเคมีมาอย่างน้อย 3 หรือ 5 ปีนี่แหละค่ะ หนิงจำไม่ค่อยได้) แถมวิธีการอบเพื่อให้ได้สมุนไพรแห้งก็พิเศษพิสดารอีก เพราะที่บริษัทฯ เขาเลือกใช้สมุนไพรที่ผ่านการอบแบบที่แห้งเฉพาะภายนอก แต่ถ้าทำการฉีกออก ภายในยังสดอยู่หรือไม่งั้นก็เอาไปพรมน้ำความสดของสมุนไพรก็จะเพิ่มขึ้นมาให้เห็นเลย ไม่ได้เอามาตากแห้งเหมือนสมัยก่อน ซึ่งวิธีอบแห้งแบบนี้จะทำให้คุณสมภาพของสมุนไพรยังอยู่ครบถ้วนใกล้เคียงกับของสดเลยล่ะ นอกจากนั้นวิธีการจัดเก็บก็พิถีพิถันเพราะเขาจะบรรจุอยู่ในถุงสูญญากาศหมด ไม่ว่าจะเป็นลูกประคบ สมุนไพรสำหรับอบ สมุนไพรสำหรับแช่ เห็นไห๊มค่ะความแตกต่าง จริง ๆ มีรายละเอียดเยอะมาก อ้อ! ยังมีอีกนะคะ เพราะว่าสูตรในแต่ละตำรับที่ใช้ เขาใส่ตัวยามากกว่าที่แจ้งไว้อีกค่ะ (เอ! ไม่รู้ว่าเอาความลับของบริษัทฯ มาเปิดเผยมากไปป่าวเนี๊ย)
ก็เท่าที่สาธยายมาทั้งหมดเนี๊ย เพียงแค่อยากจะบอกว่าบ้างครั้งเราไม่สามารถที่จะสอบถามเพียงแค่ราคา หรือว่าจากคำพูดของผู้ขายได้ทั้งหมด เพราะรายละเอียดที่เราต้องพิจารณามันมีมากกว่าสิ่งที่เรารู้ขึ้นพื้นฐานเยอะมาก ดังนั้นหนิงคิดว่าการที่บางครั้งเรายอมจ่ายแพงกว่า แต่มันมีความคุ้มค่า มันน่าจะดีกว่าที่เราใช้บริการกับที่ราคาถูกแต่เราได้รับของแถมที่ไม่ต้องการนะคะ เพราะเรื่องความสะอาดในการบริการก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับการ “อยู่ไฟ” เหมือนกันนะจ๊ะ
ท้ายนี้ขอบอกว่า สิ่งที่หนิงนำมาเผยแพร่นั้น หนิงไม่ได้ต้องการโจมตีใครหรือต้องการขายให้กับทาง สุโข สปา อคาเดมี่ แต่สิ่งที่แจงมาทั้งหมดก็เพื่อให้เหล่าผู้บริโภคทั้งหลาย ได้รับรู้ถึงรายละเอียดในการเลือกให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะบางครั้งสิ่งที่บอกมาเหล่านี้แม้แต่ผู้ให้บริการบางท่านก็ยังไม่ทราบข้อมูลเลย เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ดีอยู่แล้วจึงไม่ได้ระมัดระวังให้เพียงพอ เขาไม่ได้ทำผิดนะคะเพียงแต่ยังรู้ไม่หมดเท่านั้นเองค่ะ
“เพี้ยง! ขอให้หุ่นเหมือนก่อนคลอดด้วยเทอญ สาธุ”
มิถุนายน 6, 2008 at 3:52 pm | In การออกกำลัง, หลังคลอด | 1 CommentTags: ลดความอ้วน, ลดหน้าท้อง, ลดหุ่นหลังคลอด, หลังคลอด, ออกกำลังกาย, ออกกำลังกายหลังคลอ
“เพี้ยง! ขอให้หุ่นเหมือนก่อนคลอดด้วยเทอญ สาธุ” ภาวนาไปเถอะค่ะ ท่องไปเถอะนะคะ มันอาจจะเป็นมนต์วิเศษให้คุณหุ่นดีขึ้น กลับมารูปร่างเหมือนเดิมเข้าซ๊ากวัน
หากจะคิดฝันเพียงลม ๆ แล้ง ๆ ก็ฝันไปเถอะข้า แต่หากจะทำฝันให้เป็นจริงก็ต้องติดตามต่อนะคะว่าเป็นยังไง อิอิ
มันคงจะเป็นความจริงใช่ไห๊มค่ะ ที่คุณแม่เกือบทุกท่านจะต้องกังวลกับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเอวที่หนาขึ้น หน้าท้องที่ยื่นออกมามากกว่าปกติ หน้าท้องยับ สาระพัดสาระเพ ที่ทำให้คุณแม่ดูไม่ดี แต่ไม่เป็นไรนะคะ เพียงแค่ตั้งใจที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อเรียกหุ่น “เก่า” กลับคืนมา ว่าแล้วเราก็เริ่มต้นกันเลยนะคะ
สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ การควบคุมอาหารนั่นเองค่ะ
โดยส่วนใหญ่น้ำหนักและรูปร่างของคุณแม่จะคืนสภาพเดิมได้ภายใน 1- 2 เดือนหลังคลอด (เอ! แล้วตอนนี้เราเป็นแบบนั้นอ่ะป่าวน้า) ยกเว้นกรณีที่ในระหว่างตั้งท้องมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากก็คงจะต้องใช้เวลานานกว่านั้น แต่ก็ควรระมัดระวังในเรื่องของการกินให้มากขึ้นนะคะ และในกรณีให้นมลูกก็ไม่ควรอดอาหาร แต่ควรกินอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน ดังนี้นะคะ
- กินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่
- หลีกเลี่ยง อาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาหารมัน ๆ อาหารทอด มีกะทิ หรือเนื้อสัตว์ติดมัน เนย อาหารประเภทแป้งกินให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารหวานและน้ำอัดลมทุกชนิด
- กินอาหารที่มีกากใยสูง ประเภทผัก ผลไม้ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังดีต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย
- หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบระหว่างมื้ออาหาร
- สร้างนิสัยในการกินที่ดี คือกินแต่พออิ่มไม่ตามใจปาก
- ไม่ทานอาหารที่มีสารเจือปน เช่น สารกันบูด สารแต่งสี สารแต่งกลิ่น รวมไปถึงผงชูรสด้วยนะคะ
- ดื่มน้ำให้มาก ๆ แต่ไม่ควรดื่มครั้งเดียวเยอะ ๆ นะคะ ควรดื่มบ่อย ๆ จะดีกว่าค่ะ
- ไม่ดื่มน้ำอัดลม รวมไปถึงพวกชา กาแฟ ด้วยนะคะ
ถัดมา ก็คือ การบริหารร่างกายหลังคลอดค่ะ
คุณแม่ที่เพิ่งคลอด ควรปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนสักระยะหนึ่งก่อนนะคะ จะต้องหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก การยกของหนัก หรือทำงานบ้านหนัก ๆ ก่อนประมาณสัก 2 สัปดาห์ เพราะการตั้งครรภ์และการคลอดที่เพิ่งจะผ่านไปทำให้คุณแม่เสียพลังงานไปมาก จึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอก่อน สำหรับการบริหารร่างกายนั้นไม่ใช่การทำงานหนัก คุณแม่ที่คลอดแบบธรรมชาติ พักผ่อนเพียง 2-3 วันก็พอ แต่สำหรับคุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอด อาจจะยังเจ็บแผลและยังไม่แข็งแรงก็รอประมาณ 1 เดือน แล้วจึงเริ่มทำการบริหารร่างกาย ถ้าได้บริหารร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอแล้ว คุณแม่ก็จะมีรูปร่างที่เข้าสู่สภาพปกติ เหมือนก่อนตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดีเหมือนก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่ควรบริหารร่างกายต่อไปอย่างน้อย 3 เดือนหลังคลอด จะเป็นการรักษาทรวดทรงได้อย่างดีมาก ยิ่งถ้าคุณแม่ทำอย่างเต็มที่แล้วละก็ ชุดสวยที่เคยใส่เมื่อก่อนตั้งครรภ์ของคุณแม่ ก็สามารถนำกลับมาใส่ใหม่ได้ แถมเมื่อกลับไปทำงานอาจจะมีคนทักว่า คุณแม่ยังสาว เพราะถ้าคุณแม่ปล่อยตัวไม่บริหารร่างกายหลังคลอดแล้ว หน้าท้องอาจยังยื่นอยู่ไม่น่าดูเลยนะจะบอกให้
การบริหารร่างกายหลังคลอด เป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์มาก ขอให้คุณแม่ทุกท่านหาเวลามาบริหารร่างกาย แค่อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง อาจจะแบ่งเป็นช่วงเช้า 15 นาที ช่วงเย็น 15 นาทีก็เพียงพอแล้ว เพราะการบริหารร่างกายนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ยืดออกมาในขณะตั้งครรภ์และกล้ามเนื้อรอบ ๆ ผนังช่องคลอดที่ยืดออกมาระหว่างการคลอด หดตัวกลับเข้าสู่สภาพปกติมากที่สุด ป้องกันช่องคลอดหย่อน กะบังลมเคลื่อนและยังช่วยลดไขมันที่สะสมบริเวณรอบ ๆ โคนขา สะโพกและหน้าท้องได้อย่างดี ทีนี้คุณแม่ก็จะมีรูปร่างสวยดังเดิมสมใจแล้วล่ะค่ะ
หากขณะออกกำลังกายมีน้ำคาวปลาสีแดงเข้มไหลออก ควรหยุดทันทีนะคะ และหากมีจำนวนมากก็ควรจะไปปรึกษาแพทย์ดีกว่า เพราะคุณแม่อาจหักโหมจนเกินไป
ฝึกขมิบ การฝึกขมิบจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อรอบ ๆ ปากช่องคลอด ช่องทางเดินปัสสาวะ และทวารหนัก การฝึกครั้งแรกให้ทำเหมือนกับกลั้นปัสสาวะไว้นับ 1-2-3-4-5 แล้วค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อออกช้าๆ แล้วเริ่มกลั้นใหม่ สามารถทำได้มากเท่าที่ต้องการ
กระชับหน้าอก เพื่อกระชับกล้ามเนื้อหน้าอกป้องกันการหย่อนยานของเต้านม เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงเต้านมให้ได้รูปทรง
ท่าที่ 1
- เริ่มด้วยการพนมมือวางไว้กลางหน้าอก
- จากนั้นผลักมือทั้งสองข้างเข้าหากันให้สุดแรงแล้วนับ 1-10 แล้วจึงค่อยคลายออก (ทำซ้ำอีก 5-10 ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้)
ท่าที่ 2
- วางมือสองข้างทับกันให้กระชับ โดยคว่ำฝ่ามือซ้ายจับแขนตรงเหนือข้อมือข้างขวา หงายฝ่ามือขวาจับแขนเหนือข้อมือด้านซ้าย
- ออกแรงดึงแขนทั้งสองแล้วนับ 1-10 ครบแล้วจึงคลายออก (ทำซ้ำอีก 5-10 ครั้งหรือเท่าที่ต้องการ)
ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที หรือถ้าไม่มีเวลา จะทำสัปดาห์ละ 3-4 วันก็ได้ค่ะ
บริหารอุ้งเชิงกราน นอนราบกับพื้น หายใจเข้าพร้อมเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง หายใจออกให้คลายกล้ามเนื้อ ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อวัน โดยเพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อย ๆ นะคะ
กระชับกล้ามเนื้อหน้าท้อง คุณแม่นอนราบ แขนเหยียดตรง ชันเข่า ยกตัวสูงขึ้นประมาณ 20-30 องศา (อาจใช้มือเหยียดไปแตะเข่าร่วมด้วย) ทำครั้งละ 10 นาที วันละ 1-2 ครั้ง เริ่มทำวันที่ 7 หลังคลอด อาจเริ่มจากยกตัวเน้อย ๆ ก่อน (คุณแม่ที่รับการผ่าตัดคลอด ห้ามทำจนกว่าจะพ้น 6 อาทิตย์ขึ้นไปค่ะ)
กีฬาที่ปลอดภัยหลังคลอด หลังคลอด 6 สัปดาห์ มดลูกของคุณแม่ก็จะเริ่มเล็กลงแล้ว คุณแม่ก็สามารถเล่นกีฬาได้ตามปกติ แต่ขอแนะนำไม่ให้คุณแม่เล่นกีฬาที่ต้องไม่กระโดดมาก ขอให้มั่นใจว่าแข็งแรงดีแล้วจริง ๆ ก่อนจึงค่อยเล่นกีฬาที่เหมาะสม เช่น โยคะ เต้นรำ ลีลาศ ว่ายน้ำ แอโรบิกแดนซ์ เป็นต้น กีฬาที่ไม่หนักมากจะทำให้คุณแม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดีทีเดียว
จะเห็นว่าไม่ว่าจะก่อนคลอด ขณะตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะปัจจุบันนี้เศรษฐกิจ การงาน สังคม ทำให้คนเราทั่ว ๆ ไป มองข้ามการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ด้วยเพราะไม่มีเวลา ไม่เห็นประโยชน์ทำให้มาตรฐานสุขภาพของพลเมืองเราอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นการเริ่มออกกำลังกายพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีแก่ตนเอง แก่ลูกในครรภ์ เพื่อให้เขาออกมาลืมตาดูโลกเป็นเด็กที่แข็งแรงมีคุณภาพในภายหน้า ส่วนตัวคุณแม่เองก็จะเป็น “แม่” ที่สามารถสร้างคุณภาพให้กับตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้อย่างดีที่สุด
ปล. อย่าลืมทำ “อยู่ไฟ หลังคลอด” ด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยโดยทางอ้อมเกี่ยวกับหน้าท้องแล้ว ยังช่วยอีกหลาย ๆ ด้านเลยนะคะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.
