คนไทยเป็นแบบนี้จริงหรือ
สิงหาคม 10, 2009 at 5:48 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 6 Commentsไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าอะไร ๆ มันเข้าทางพอดี เช้าวันนี้กำลังปวดหัวกับความคิดอะไรหลาย ๆ อย่างของคนในองค์กร ว่าพฤติกรรมที่เขาทำแบบนี้เพื่ออะไร และจะทำยังไงน่าให้เขาคิดให้ได้ มันวนเวียนอยู่ในหัวมากมาย จนกระทั่งหนิงได้รับ mail จาก 9mot เกี่ยวกับ blog HRD Corner ก็เลยเลือกบางหัวข้ออ่าน มีอยู่เรื่องนึงที่หนิงอ่านแล้วรู้สึกว่าตรงกับพฤติกรรมของคนในองค์กรพอดี ก็เลยอยากจะเอามาแชร์กัน เผื่อว่าจะทำให้สังคมไทยเราดีขึ้นด้วย
ก่อนอื่นหนิงขอคัดลอกบทความทั้งหมดมาให้อ่านกันก่อนนะคะ
ลองตอบคำถามเหล่านี้
- คุณเคยถูกแซงคิวขณะรอรับบริการในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องกดคิวมั้ย
- คุณเคยถูกขับแซงซ้ายเพื่อปาดเข้าข้างหน้ารถของคุณขณะขับรถต่อแถวยาวๆเพื่อจะตรงไปมั้ย
- คุณเคยจะเดินออกประตูรถไฟฟ้าแต่มีพวกที่เราจะเข้าเบียดเข้ามามั้ย
- คุณเคยเห็นลูกสาวขอชั่งผลไม้ที่เธอจะซื้อแล้วถูกผู้ใหญ่มั่วนิดเข้าไปชั่งก่อนมั้ย
ถ้าคุณตอบว่า “เคยเพียง 1 ข้อหรือน้อยกว่า แสดงว่าคุณโชคดีมากๆ หรือ คุณประสบเหตุการณ์เหล่านี้ที่เมืองนอกเช่น สหรัฐ หรือญี่ปุ่น
ผมกำลังจะบอกว่า “เบื่อมาก” “เซ็งมาก” ที่ถูกคนไทยด้วยกันเอาเปรียบจากนิสัยเสียๆ เหล่านี้ทำให้เราต้องเสียเงินแบบไม่เข้าท่าเพื่อมาป้องกันคนที่ไม่รักษาระเบียบ เห็นแก่ตัว และจ้องจะเอาเปรียบคนไทยด้วยกัน
เราต้องเสียเงินซื้อเครื่องกดคิวเพื่อจัดระเบียบการรอ
เราต้องเสียเงินตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูปรถฝ่าไฟแดง
เราต้องเสียเงิน ซื้อเครื่องจับเวลาแบบนับถอยหลังเพื่อป้องกันพวกนิสัยไม่ดีลักไก่ฝ่าไฟแดง
เราต้องเสียเงินปั้นรูปปั้นตำรวจเพื่อเตือนสติพวกที่จ้องจะเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยการทำผิดกฎจราจร
ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงเป็นแบบนี้
นิสัยหรือสันดานกระมัง
กรณีที่ลูกสาวโดนแซงคิวชั่งน้ำหนักผลไม้นั้น ผู้ใหญ่ที่แซงลูกสาว เธออ้างกับผมว่า “ก็พนักงานชั่งให้เอง” แหมโยนความผิดแบบไม่ละอายเลย
คนเราเห็นแก่ตัวเพราะไม่มีสำนึกของการอยู่ร่วมกันนั่นเอง คนไทยจึงแตกความสามัคคีกันง่าย เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์เฉพาะหน้าแบบคิดสั้นๆ และโยนปัญหาไปให้คนรุ่นหลังแก้
มันช่าง “ห่วยจริงๆ”
ผมเคยคุยกับภรรยาว่า “จะไม่อยู่แล้วประเทศนี้” ยอมไปเป็นคนพลัดถิ่นดีมั๊ย” แต่ภรรยาไม่เห็นด้วย ผมจึงยอมอยู่เมืองไทยต่อ
แต่ต่อไปนี้ผมจะไม่ยอมให้พวกนิสัยเสียเอาเปรียบอีกแล้ว
ผมจะลุกขึ้นรณงค์ให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติจาก
ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ หรือ เห็นแก่ตัวเหลือใจคือไทยแท้ มาเป็น
มีวินัยคือไทยแท้
มีน้ำใจคือไทยแท้
มีความละอายคือไทยแท้
ไม่มักง่ายคือไทยแท้
ส่วนคนที่เอาเปรียบโดยการแซงคิว แซงซ้าย และอื่นๆ ถ้าเห็นผมจะเข้าไปถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ถ้าไม่ใช่ ก็แล้วไป ถ้าใช่ ผมจะขอร้องเขาดีๆ ไม่ตะคอก และสุภาพสุดๆ ว่า “ช่วยมีวินัย ช่วยมีน้ำใจ ช่วยมีความละอาย และ ช่วยไม่มักง่าย จะได้เป็นไทย อย่างภาคภูมิใจ”
อย่าให้สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้ ลุกขึ้นมา “เอาคืน”ด้วยการแซงกลับ ไม่ต่อคิว บ้านเมืองจะวุ่นกันไปใหญ่
ใครจะร่วมเล่นเกมนี้กับผมบ้าง” ยกมือขึ้น”
หนิงขอบอกเลยนะคะว่า “ขอยกมือด้วยคนค่ะ” ตอนนี้หนิงเองก็พยายามคิดนะคะว่าจะทำยังไงดีเพื่อที่จะปลูกฝัง 6Q ให้กับพนักงานในองค์กรที่อยู่ด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนมีความสุขมากขึ้น มีความอัจฉริยะมากขึ้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย แต่หนิงขอสัญญาว่าจะทำ เพราะถ้าทำได้หนิงมั่นใจว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ ก็คือสังคมไทยเราต้องดีขึ้น แต่พวกเราต้องร่วมด้วยช่วยกันไม่งั้นก็ไม่สำเร็จ และควรจะต้องรู้จักปลูกฝังกันตั้งแต่ที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่ทำงานนะคะ
แต่ก่อนอื่น ขอไปสำรวจตัวเองก่อนนะคะ
หวังว่าสังคมไทยคงจะดีขึ้นในเร็ววันค่ะ อิอิ
มาเติมพลังในการใช้ชีวิตกันดีกว่า
กรกฎาคม 29, 2009 at 4:32 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 3 CommentsTags: จัดการกับความเครียด, ท้อแท้, นฤภัค ฤธาทิพย์, พลังชีวิต, พลังสุขภาพจิต, พลังในการใช้ชีวิต, สุขภาพจิต, สู้ ๆ, เครียด
ช่วงนี้ด้วยภารกิจมากมาย และกิจกรรมที่วุ่นวายในแต่ละวัน ทำเอาหนิงรู้สึกเหนื่อยมาก ๆ เหนื่อยทั้งกายและใจเลยล่ะ บางวันถึงกับนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวด้วยที่นั่งคิดไปคิดมาว่า ทำไมน่าเราพยายามคิดที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มากมาย หากทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ งานมันก็น่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี สรุปสุดท้ายน้ำตามันก็ล้างสิ่งที่รู้สึกแย่ ๆ ไปได้จริง ๆ และสิ่งที่ทำให้หนิงรู้สึกดีขึ้นอีกอย่างก็คือกำลังใจของคนข้าง ๆ ค่ะ มันมีผลมากจริง ๆ
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดในเบื้องต้น ทำให้หนิงมองเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองแกร่งขึ้นมาอีกหนึ่งขีด เพราะทุก ๆ ครั้งที่มีปัญหา เมื่อเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาไตร่ตรองและกลับมามองใหม่ เราจะได้จากสิ่งที่เราทั้งคิดทั้งกระทำ และจากการกระทำของคนอื่น ๆ มาเป็นบันไดชีวิตให้ตัวเองให้สูงขึ้นไปอีกทุกครั้งค่ะ (แต่ก็ยังกลัวนะคะ กลัวไปตกหลุมเก่าค่ะ อิอิ)
วันนี้พอหนิงได้อ่านบทความหนึงของคุณนฤภัค ฤธาทิพย์ รู้สึกว่าโดนใจจัง เลยอยากจะเอามาแชร์ให้เพื่อน ๆ ชาว blog ค่ะ เป็นเรื่องของพลังในการใช้ชีวิต ซึ่งเขาเขียนไว้ดังนี้ค่ะ
พลังสุขภาพจิต เป็นพลังที่ช่วยให้คนเรามีความสามารถในการอดทนกับปัญหา สามารถจัดการและควบคุมอารมณ์ของตนได้ ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง รวมทั้งมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม พลังสุขภาพจิต ประกอบด้วย
- ความมั่นคงทางอารมณ์ คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ มีความอดทนในสถานการณ์ที่กดดัน คนที่มีความมั่นคงในอารมณ์ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างมั่นคงและผ่านพ้นสถานการณ์นั้นไปได้
- มีกำลังใจ คือ จิตใจที่มีความมุ่งมั่น ไม่ท้อถอย มีพลังที่จะเอาชนะอุปสรรคหรือฝ่าฟันไปสู่ความสำเร็จ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในขณะที่มีปัญหาหรือวิกฤต คนที่ไม่มีกำลังใจ จะท้อแท้ ไม่สู้ชีวิต คิดถึงแต่ความทุกข์
- การจัดการกับปัญหา คือ ความพยายามในการแก้ไขปัญหา โดยคิดหาเหตุผลในการแก้ไขปัญหา หาข้อมูล หาสาเหตุของปัญหา รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น หาทางออกที่ดีที่สุด แล้วประเมินผลว่าวิธีการที่ใช้ได้ผลดีหรือไม่ หากปัญหาหนักหนารู้จักขอคำปรึกษาจากผู้รู้หรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
หากเรามีสุขภาพจิตที่ดี เราก็จะมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
หนิงหวังนะคะ หวังว่าคนที่ได้อ่านบทความนี้ไปแล้ว คงจะไปสร้างพลังให้กับตนเองขึ้นมาได้อีก สู้ ๆ นะคะ
ไม่ทรมานแล้ว
กรกฎาคม 6, 2009 at 4:24 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 4 CommentsTags: ตาย, มะเร็ง, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งลำไส้, หลับให้สบาย, เพื่อน, เพื่อนใหม่, ไม่ทรมาน
หนิงไม่ได้หมายถึงหนิงหรอกนะคะสำหรับหัวเรื่องนี้ แต่หมายถึงเพื่อนคนนึงที่เคยเรียนร่วมโรงเรียนเดียวกันตั้งแต่ ม.ปลาย บังเอิญมาเจอกันอีกได้ปีก่า ๆ ก็ที่สนามแบตบิลตันนั่นแหละ เห็นเขามีก๊วนเล่นกันอยู่ก็เลยไปขอร่วมก๊วนด้วยคนก็ได้เพื่อนใหม่เข้ามาในชีวิตอีกหลายคนอยู่เหมือนกัน
คุยกันไปคุยกันมา ก็ได้ทราบว่าที่เพื่อนคนนี้ได้กลับมาอยู่บ้าน (ภูเก็ต) เพราะเขาเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ซึ่งก็ได้ทำการรักษาโดยการตัดออกไปเรียบร้อยแล้ว แต่จากนั้นมาได้ไม่กี่เดือนซักประมาณเดือน ต.ค. ปีที่แล้วก็ได้ทราบข่าวว่าเชื้อมะเร็งกำเริบขึ้นอีกแล้ว และตอนนี้มันเข้าไปที่ระบบน้ำเหลืองล่ะ ตอนนั้นหนิงคิดในใจแล้วล่ะว่ารักษายากแน่ ๆ เพราะมันเป็นอวัยวะที่ตัดไม่ได้ด้วยซี
หนักกว่านั้นคือหมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกือบสิ้นปี (ที่แล้วนะ) ซึ่งหมอจะให้เขาไปทำคีโม แต่เขาเคยเจอสภาพนั้นมาแล้ว เขาบอกกับหนิงว่าเขาขอตายเลยดีกว่า ดีกว่าที่ต้องทรมานก่อนตาย เขาว่าเขาจะพยายามดูแลตัวเองให้มากขึ้น หลังจากที่เขารู้สึกโรคเก่ากำเริบเขาก็ไม่ค่อยได้มาเล่นแบต แต่เขาให้เวลากับตัวเองไปหาสถานที่ถ่ายรูป วิ่งแล้วก็ว่ายน้ำ กลับบ้านไปทานยาตามเวลา ปีใหม่ผ่านไปเขาก็ยังสบายดีอยู่ จนกระทั่งประมาณเดือน เม.ย. ที่รู้สึกว่าเขาไม่สบาย พูดไม่ได้เสียงแห้งแหบตลอดเวลา ตอนแรกหนิงก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเขาบอกยังงั้น แต่ที่ไหนได้ล่ะเพราะคุยกับใครก็บอกแบบนี้เกือบทุกคนและอาการมันกินเวลามาเกือบสองเดือนแล้ว
จากนั้นก็ได้ข่าวมาว่าเขาไม่ค่อยสบาย แต่ก็ไม่ได้ไปเยี่ยมหรอก จนกระทั่งทราบว่าเขาเข้าโรงพยาบาล พวกเราก็แวะไปเยี่ยมกัน ไม่น่าเชื่อเลย หนิงว่าเขาน่าจะทรมานน่าดู เพราะดูเหมือนเขาไม่สามารถยกศีรษะของเขาให้ตั้งตรงได้ เห็นบอกว่าเจ็บ เพราะบริเวณแผ่นอกด้านขวา มันเป็นก้อนนูนขึ้นมา เขาบอกว่ากล่องเสียงบวม แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก เพราะไม่อยากให้ทางครอบครัวเขาคิดมากด้วย ก็ชวนคุยจิปาถะ แล้วพวกเราก็กลับ
จากนั้นมาไม่นาน วันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา หนิงก็ได้รับข่าวมาว่าเพื่อนคนนี้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งทราบมาว่าเขาไปอย่างสงบมาก ๆ ก่อนที่จะเสียชีวิตที่บ้านเขาบอกว่าอาการดูดีขึ้นมาก หน้าตาก็สดใสขึ้น แต่เจ้าตัวน่าจะรู้ตัวเองดี เพราะเขาบอกกับแม่ว่าให้ถอดสายน้ำเกลือ จากนั้นเขาก็นอนหลับไป…แล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย มือของเขาอยู่ที่หน้าอกเหมือนกับพนมมือไหว้อยู่ด้วยซ้ำไป
ขอให้เพื่อน หลับให้สบายนะ…ไม่ต้องทรมานอีกแล้ว
ข้อดีของความทุกข์และความสุข
มีนาคม 24, 2009 at 8:46 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 5 CommentsTags: ความทุกข์, ความสุข, คิดแง่ดี, คิดแง่บวก, ทำใจ, พ้นทุกข์
หนิงได้รับ e-mail จากเพื่อนคนนึง ที่เขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องของพระธรรม เป็นโชคดีและเป็นบุญของเธอผู้นั้นจริง ๆ แถมเขายังส่งบุญมาให้เพื่อน ๆ อีก หนิงก็เลยถือโอกาสมาบอกต่อ ลองอ่านกันดูนะคะ
ข้อดีของความทุกข์
- ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
- ทำให้รู้ถึงค่าของความสุข
- ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
- ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำ (ทำเพื่อให้หายทุกข์)
- ทำให้เรามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น
- ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น
- ทำให้ความสุขมีค่ามากขึ้น
- ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น
- ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
- ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่เป็นที่พึ่งยามยากของเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่ห่วงเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรแท้ของเรา
- ทำให้รู้ได้ว่าเพื่อนของเรามีความสามารถแค่ไหน
- ทำให้เรารู้ว่าใครมีความสามารถขนาดไหน
- ทำให้เรารู้ได้ว่ามีคนไหนที่รักเราจริง
- ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นสิ่งจำเป็น
- ทำให้เราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น
- ทำให้เรามาค้นหาข้อดีของความทุกข์
ข้อดีของการทำใจให้เป็นสุข
- ทำให้เราสดชื่นขึ้น
- ทำให้ไม่อยากคิดเรื่องทุกข์
- ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น
- ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มเติมความสุข
- ทำให้เรามีแนวความคิดทางด้านดี
- ทำให้เรามีความมุ่งหมายให้คนอื่นมีสุขมากขึ้น
- ทำให้ความทุข์หมดค่า
- ทำให้อยากรักษาความสุขเอาไว้เสมอๆ
- ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น
- ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่ดีในสายตาเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่คิดดีกับเรา
- ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรเรา
- ทำให้เราได้ว่าแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถแค่ไหน
- ทำให้เรารู้ว่าความอิ่มเอมเป็นเช่นใด
- ทำให้เรารู้ได้ว่าเรารักใคร
- ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นเพียงสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข
- ทำให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้น
- ทำให้เรามาค้นหาการกำจัดความทุกข์
- ทำให้ชีวิตคนรอบข้างมีสุขตามเรา
- ทำให้งานมีคุณภาพ
- ทำให้สังคมสดชื่น
- ทำให้คนอื่นๆ อยากคบหาสมาคมกับเรา
- ทำให้ทำสิ่งใดก็มีแต่คนช่วยเหลือ..
- ทำให้เราได้ทำจิตให้สงบ
- ทำให้เราได้ปลงกับกับความสุข
- ทำให้เรามองความสุขเป็นเรื่องที่ต้องมี
- ทำให้คนรอบข้างอยากมีความสุข
- ทำให้เรื่องทุกข์ไม่เกิดขึ้น
- ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น…
- ทำให้ความสุข เป็นความสุขยิ่งขึ้น…
“… เพียงเรารู้จักความทุกข์ เพียงมีใจละเอียดรับรู้ทุกข์ ใจจักหาทางพ้นทุกข์ ใจจักพบความสุขที่นิรันดร์…”
เอาอะไรมาวัด
กุมภาพันธ์ 16, 2009 at 1:11 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 5 CommentsTags: ความคิด, ความยุติธรรม, ความรู้สึก, ความเป็นทีม, ตัดสิน, ทีม, มองต่างมุม, สับสน, เอาอะไรวัด, ไม่ยุติธรรม, Team
พักนี้หนิงค่อนข้างสับสนกับตัวเองว่า ความคิดของเรายังไม่โตพอหรือเปล่า ความคิดของเรายังไม่ทันคนอื่นหรือเปล่า ความคิดของเรายังไม่กว้างพอหรือเปล่า คำถามต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นมาในหัว ด้วยคำพูดจากบางคนหรือกับตัวหนิงเองที่บอกว่า “ไม่ยุติธรรม”
นึกไปนึกมา ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะแต่ละคนอาจจะคิดต่างมุม อาจจะคิดจากพื้นฐานที่ต่างกัน แต่ที่สงสัยคือเรื่องบางเรื่องเอาอะไรมาวัด เพราะถ้าคุณวัดด้วยความรู้สึก แน่นอนค่ะมันย่อมไม่เท่ากันแน่นอน แล้วจะให้เรารับกับสิ่งนั้นได้ยังไงเพราะความรู้สึกเราต่างกัน….
หนิงมองว่าการตัดสินใจอะไรซักอย่างที่มีผลกับคนหมู่มาก มันควรมีความชัดเจนและสามารถอธิบายได้ ปัญหาจะได้ลดลง แต่หากเราตัดสินด้วยความรู้สึกของคนคนเดียว ปัญหาใหญ่อาจจะตามมาก็ได้ ด้วยความคิดที่ว่า “ไม่ยุติธรรม” เอาอะไรมาตัดสิน เอาอะไรมาวัดล่ะ…อิอิ
เผลอ ๆ สิ่งที่ได้กลับมาเป็นของแถม อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเองไม่ได้คาดคิดก็ได้ นั่นก็คือ “ความแตกแยก” ไงค่ะ ในเมื่อรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมไปแล้ว ความเป็น Team ก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นความแตกแยกก็จะตามมาในที่สุดไงล่ะค่ะ
Happy Birthday
ธันวาคม 29, 2008 at 5:14 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 2 CommentsTags: ที่ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยว, ปางอุ๋ง, ภาพสวย ๆ, วิวสวย ๆ, หนังรัก, หนังโรแมนติก, เที่ยวเหนือ, happy birthday
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หนิงได้ไปดูหนังเรื่อง Happy Birthday รู้สึกว่าชอบจัง เพราะการดำเนินเรื่องใช้ได้ ตัวละครแสดงดี แถมเรื่องนี้การลำดับของอารมณ์ก็ OK. นะคะ ตอนมีความสุขก็น่ารักดี ส่วนตอนที่เศร้าก็ทำเอาหนิงเองเครียดไปเหมือนกันค่ะ สำหรับเนื้อหาก็โรแมนติกดี แต่ในความเป็นจริงจะมีผู้ชายแบบนี้บ้างไห๊มหนอ…น่าฉงฉารความรักของเขาที่ต้องใช้ความพยายาม ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเอามาก ๆ เพราะคำว่า “สัญญา”
“สัญญานะว่าเราจะดูแลกัน จนกว่าเราจะตายจากกัน”
และที่หนิงชอบอีกอย่างก็คือ ภาพ และสถานที่ท่องเที่ยวนั่นเองค่ะ สำหรับปางอุ๋งนั้น หนิงเคยไปแล้วครั้งนึง ซึ่งหนิงก็กำลังวางแผนไปเที่ยวช่วงต้นปีนี้อีกครั้งค่ะ จำมุมจากในหนังมาเรียบร้อยแล้วล่ะ อิอิ
แต่ก็น่าเสียดายนะคะที่ในหนังเขาไม่ได้บอกชื่อสถานที่ท่องเที่ยวให้เรารู้ว่าที่เขาไปกันไปที่ไหนบ้าง สำหรับหนิงหรือคนที่เคยไปก็คงไม่มีปัญหาน่าจะพอจำได้ ยกเว้นที่เขาไปดูดาวกัน หนิงไม่แน่ใจว่าเป็นที่ไหนค่ะ
ท้ายนี้หนิงเอาภาพที่หนิงเดินทางไปปางอุ๋งเมื่อต้นปี 49 มาฝากก่อนที่จะเดินทางไป update อีกไม่กี่วันนี้ค่ะ อิอิ ภาพที่เห็นเป็นช่วงก่อนที่หนิงจะฝึกโยคะนะคะ อาจจะดูอวบ ๆ นิดนึง ไม่ต้องตกใจนะคะ

ภาพแรกมุมก็จะคล้าย ๆ กับในหนังเล็ก ๆ แต่อาจจะถ่ายคนละด้านกัน ดูบรรยากาศดีมากเลยค่ะ


เป็นภาพถ่ายจากอีกมุมนึงของปางอุ๋งค่ะ
โปรโมชั่น ไทย เที่ยว ไทย ไป ภูเก็ต
ธันวาคม 17, 2008 at 8:39 am | In ผู้หญิงคิดบวก | Leave a CommentTags: ทะเล, ท่องเที่ยว, ภูเก็ต, ราคาถูก, สุโข สปา, โปรโมชั่น, โปรโมชั่นไทยเที่ยว, ไทยเที่ยวไทย
ในข่าวร้าย มักจะมีข่าวดีอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ สุโข สปา เองต้องปรับกลยุทธ์ต่าง ๆ มากมาย ในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการหาช่องทางหารายได้เพิ่ม
เนี่ยแหละค่ะ ข่าวดี ที่หนิงกำลังจะบอก เพราะตอนนี้ทาง สุโข สปา ได้จัดโปรโมชั่นต่าง ๆ ขึ้นมากมาย เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองเข้ามาใช้บริการ ขอบอกว่า มันคุ้มแสนคุ้ม และถูกมั๊ก มาก ที่บอกได้แบบนี้เพราะหนิงเองก็ชอบในเรื่องของการท่องเที่ยว ไปพักตามโรงแรมต่าง ๆ ก็หลากหลายที่อยู่เหมือนกัน เมื่อมาเทียบราคากับห้องพักแล้ว รู้สึกเลยค่ะว่า โรงแรมของ สุโข เองก็ไม่ได้แพงอะไรเลยกับสิ่งที่ให้กับลูกค้า ไม่ต้องเชื่อหรอกนะคะ ลองแวะเข้าไปชมห้องผ่านทาง website ก่อนก็ได้ค่ะ
ส่วนเรื่องของข่าวดีนั้น ลองเข้าไปอ่านได้ที่นี่นะคะ มีโปรโมชั่นดี ๆ อยู่เยอะ ขออนุญาติไม่เขียนใหม่นะคะ ทำ link ให้แล้ว เข้าไปได้เลยค่ะ อิอิ แล้วอย่าลืมมา comment ให้ฟังด้วยนะคะว่าเป็นยังไงบ้าง จะขอบพระคุณยิ่งเจ้าค่ะ
ฝันที่เป็นจริง
ธันวาคม 3, 2008 at 5:15 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 15 CommentsTags: best spa in southeast asia, best spa in Thailand, HAPA awards, hapa awards winner spa, platinum awards, Sukko Cultural Spa, Sukko Spa
ขอบอกว่าสื่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่พวกเราชาว “สุโข สปา” รู้สึกภาคภูมิใจเป็นที่สุด เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเราเคยตั้งเป้าหมายตอนที่เปิดสปากันว่า พวกเราจะเป็นที่หนึ่งในเอเชียภายในเวลา 5 ปีให้ได้ ไม่น่าเชื่อนะคะ ผ่านมา 3 ปีถึงแม้ว่าคราวนี้เรายังไม่ได้เป็นที่หนึ่งในเอเชีย แต่เราก็เป็นที่หนึ่งใน SOUTHEAST ASIA แล้วในวันนี้ เขียนไปน้ำตายังแทบจะคลอเบ้าเลย เพราะอย่างน้อยเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์กรแห่งนี้ได้รับรางวัลมาเหมือนกัน ไม่รู้ล่ะ ขอยกหางตัวเองไว้ก่อนล่ะ อิอิ
วันที่ 27 พฤศจิกายน 51 เป็นวันที่ MD. (คุณธัชพล เทพบุตร) และ GM. (คุณอลงกรณ์ โกมลรุจินันท์) เดินทางไปมาเลซีย เพื่อไปร่วมฟังผลการประกาศรางวัล Hospitality Asia Platinum Awards บอกตามตรงอย่างไม่อายเลยค่ะว่า
“จริง ๆ แล้วพวกเราที่อยู่กันที่นี้แทบไม่ได้คาดหวังกับการรับรางวัลในครั้งนี้เลยค่ะ เพราะเป็นรางวัลที่พวกเรายังรู้สึกว่าไกลเกินเอื้อม เพราะนี่เป็นครั้งแรกในการเข้าประกวดนอกประเทศ และเราเองก็เพิ่งเปิดมาได้แค่ 3 ปีเอง มิหนำซ้ำพวกเรายังมองว่า เรายังน่าจะสร้างมาตรฐานให้กับองค์กรเราได้มากกว่านี้ด้วย (หมายถึงในปัจจุบันยังไม่ได้ตามที่คิดอ่ะค่ะ ฟังแล้วอย่าเพิ่งหมั่นไส้นะคะ นี่เป็นความจริงที่พวกเราก็ยังตระหนักกันอยู่จริง ๆ ค่ะ)”
และแล้วคืนวันศุกร์พวกเราก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอนงธนัญ เทพบุตร (เราเรียนท่านว่า คุณหมออ้อยค่ะ ท่านเป็นทั้งเจ้าของ และดูแลเกี่ยวกับเรื่องของ R&D ให้กับบริษัทฯ ค่ะ) พวกเราได้รับรางวัลแล้วนะ เป็นรางวัล “สปายอดเยี่ยม” (THE AWARD FOR EXELLENT - HAPA THAILAND SPA OF THE YEAR ) ซึ่งเป็นการคัดเลือกสปาที่ดีที่สุดที่เดียวในแต่ละประเทศ ซึ่งในประเทศไทยผู้ที่ได้รางวัลที่ “สุโข สปา” ค่ะ พวกเราดีใจกันมาก เพราะอย่างที่บอกค่ะว่าไม่ได้คาดคิดจริง ๆ
แต่ที่ไหนได้ค่ะ พอเช้าวันอาทิตย์ พวกเราก็ได้รับ message จาก MD. ว่า พวกเราได้รับรางวัลเพิ่มอีกหนึ่งรางวัล นั่นก็คือ THE BEST IN SOUTHEAST ASIA : HAPA SIGNATURE DAY SPA คราวนี้แหละค่ะ พวกเรางี้ยิ้มกันแก้มแทบปริ ส่วนในใจบอกไม่ถูกค่ะ ถ้าเข้าไปดูได้ คิดว่าหัวใจทุกคนคงจะพองโตน่าดูนะคะ อิอิ โดยเฉพาะผู้บริหารทุก ๆ คนที่ร่วมด้วยช่วยกันจนเราได้รับรางวัลเหล่านี้มา หนิงในฐานะของผู้บริหารคนนึงของสุโขสปา ก็ต้องขอขอบคุณผู้บริหารของเราบางคนที่ช่วยกันมาตั้งแต่ต้น ถึงแม้ว่าวันนี้เขาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้อยู่ที่องค์กรแห่งนี้กันแล้ว แต่ขอบอกว่าอย่างน้อยท่านก็เป็นบุคคลผู้นึงที่ช่วยก่อร่างสร้างตัวของ “สุโข สปา” เหมือนกันนะคะ
อ๋อ! หนิงลืมบอกไปอีกอย่าง จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้เราเคยได้รับรางวัล กินรี (THAILAND TOURISM AWARDS) ซึ่งเป็นการประกวดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอันเป็นหน่วยงานภายในประเทศมาแล้วด้วยนะคะ
ในฐานะที่หนิงเองก็เป็นก้อนกรวดก้อนนึงในสปาแห่งนี้ หนิงขอบอกว่า ยังไงพวกเราจะดูแลบ้านที่สองของเราให้ดีที่สุด และจะพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ รู้นะคะว่ายาก แต่มันก็ท้าทายและทำให้ชีวิตเรามีค่าขึ้นไปอีกไม่ใช่เหรอค่ะ ถ้าเราทำฝันเราให้เป็นจริงได้ เรามาดูภาพรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของเรากันดีกว่านะคะ
ข่าวฝากประชาสัมพันธ์จาก สุโข สปา เจ้าค่ะ
พฤศจิกายน 28, 2008 at 8:32 am | In ผู้หญิงคิดบวก | Leave a CommentTags: animated, animation, ประกวด, สุโขสปา, e-card
สุโขสปาจัดประกวด Animated e-card สวัสดีปีใหม่ ประจำปี 2551 สำหรับนักเรียน/นักศึกษาและผู้สนใจ
สุโขสปา จัดประกวด Animated e-Card เพื่อใช้สำหรับส่งให้กับลูกค้าของสุโขสปา ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อส่งความสุขและรอยยิ้มให้กับลูกค้า โดยเน้นการสื่อให้เห็นถึงความงดงามของวัฒนธรรมแบบไทย เพื่อให้สอดคล้องกับ concept ของสุโขสปา ซึ่งเป็นสปาแห่งวัฒนธรรมที่แรกของโลก โดยเปิดโอกาสให้ นักเรียน/นักศึกษา และผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ขอบอกว่ามีรางวัลให้อย่างงามค่ะ
ผู้ใดสนใจสามารถ click เข้าไปอ่านข้อมูลได้ ที่นี่ นะคะ
มาวิเคราะห์ตัวเองและคนอื่นกันเถอะ
พฤศจิกายน 23, 2008 at 1:31 am | In HR., ผู้หญิงคิดบวก | 3 CommentsTags: จิตวิทยา, ดูดวง, ทัศนคติบวก, ผู้นำที่ดี, รู้เขารู้เรา, วิเคราะห์พฤติกรรม, วิเคราะห์สไตล์คน, DISC
ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างที่จะ update ข้อมูลเลย แต่ก็กลับมาเพื่อทำตามสัญญาที่ค้างไว้นะคะ ว่าจะเอาสิ่งดี ๆ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ
สำหรับวันนี้ หนิงขอนำเสนอ เกี่ยวกับเรื่องของการวิเคราะห์สไตล์คนดีกว่า ซึ่งจะแบ่งคนแบบ DISC คือ แบ่งคนเป็น 4 รูปแบบพฤติกรรมหลักยังไงล่ะค่ะ (ก็คล้าย ๆ กับการดูดวงนั่นแหละ)
ทำไมต้องวิเคราะห์กันล่ะ
หลาย ๆ คนอาจจะสงสัย สำหรับหนิงเหรอค่ะ หนิงคิดว่าเราได้หลายอย่างมากค่ะ เพราะหากเรารู้เรา รู้เขา รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง ยังไงล่ะค่ะ บางคนก็อาจจะยังไม่ค่อยกระจ่างอีก หนิงขอแยกออกเป็นข้อ ๆ นะคะ เช่น
- ถ้าเรารู้ตัวเราว่าจุดแข็งอยู่ที่ไหน เราก็ทำให้จุดแข็งของเราดียิ่งขึ้นไปอีก
- ถ้าเรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน เราก็พัฒนาให้มันดีขึ้น
- ถ้าเรารู้ว่าจุดอ่อนและจุดแข็งของคนอื่นอยู่ตรงไหน เราก็จะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ก็คล้าย ๆ กับ put the right man on the right job นั่นแหละค่ะ
- หากเรารู้ว่าพฤติกรรมของคนที่เราติดต่อเป็นอย่างไร เราก็จะรู้ว่าเราจะใช้วิธีไหนในการสื่อสารกับคน ๆ นั้นยังไงล่ะค่ะ จะได้คุยกันรู้เรื่องมากขึ้น
- แล้วก็อีกมากมายค่ะ
เห็นไห๊มล่ะค่ะ เพียงแค่เรารู้หลักในการสำรวจสักนิด สิ่งที่เราจะได้ตั้งมีตั้งเยอะแยะ งั้นเราลองมาดูกันนะคะ ว่าเจ้า DISC เนี่ยเป็นยังไง โดยปกติเราจะต้องอาศัยแบบสำรวจ ซึ่งจะต้องใช้ความคิดแรกในการอ่านเป็นตัวช่วยวัดนะคะ แต่ตอนนี้เราไม่มีแบบสอบถาม เอาเป็นว่ามาดูในแต่ละตัวกันเลยดีกว่านะคะ
ตัวแรกคือ ตัว D ย่อมาจาก Dominance จะพูดถึง เป้าหมาย ตนเอง ผลลัพธ์ คุณค่า การเปลี่ยนแปลง ภาพใหญ่ และชัยชนะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนประเภทนี้จะเป็นพวกชอบสั่งการค่ะ คิดไงก็พูดงั้น ไม่ค่อยอ้อมค้อมเท่าไหร่ บุคคลประเภทนี้ มักจะ เรียกร้อง ยึดตัวเองเป็นหลัก ทะเยอทะยาน ชอบริเริ่มสิ่งใหญ่ มุ่งมั่นแข็งขัน เด็ดเดี่ยว แน่วแน่ ก้าวร้าว ชอบแข่งขัน เด็ดขาด กล้าได้กล้าเสีย อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ
ตัวถัดมาก คือ I ย่อมาจาก Influence จะพูดถึง ผู้คน สังคม Team Spirit สิ่งดี ๆ อนาคต แล้วก็ตนเอง ว่ากันง่าย ๆ ก็เป็นพวกชอบโน้มน้าวอ่ะค่ะ แคร์คนที่อยู่รอบข้างนะคะ แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ บุคคลกลุ่มนี้มักจะ พูดมาก น้ำท่วมทุ่ง สร้างแรงบันดาลใจ ดึงดูด จูงใจ ฉลาด กระตือรือร้น แสดงความรู้สึก โน้มน้าวใจ อบอุ่น ทำให้เชื่อ พูดจาสละสลวย คิดในแง่บวก ไว้วางใจ เป็นกันเอง
ตัวต่อไป ก็คือ S ย่อมาจาก Steadiness จะพูดถึง ความรู้สึก ข้อตกลง หลักการ อดีต ข้อพิสูจน์ ความชำนาญของทีม เป็นคนนิ่ง ๆ ดูยาก เงียบ ไม่พูด จะเป็นพวกที่ยึดแบบแผน มักจะเฉื่อยชา ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ค่อยชอบเปลี่ยน ไม่แสดงความรู้สึก เฉยๆ คุมสถานการณ์ คาดเดาได้ สม่ำเสมอ รอบคอบ หนักแน่น มั่นคง
ตัวสุดท้ายคือ C ย่อมาจาก Compliance จะพูดถึง ความจริง วิเคราะห์ กฎ รายละเอียด คำสั่ง เรื่องที่เชี่ยวชาญ เป็นผู้ที่ชอบใช้ข้อมูลแหลก เป็นพวกที่ชอบวิเคราะห์นั่นเอง คนกลุ่มนี้มักจะ หลีกเลี่ยง วิตกกังวล รอบคอบ ขึ้นอยู่กับข้อมูล ระมัดระวัง มีระเบียบแบบแผน พิถีพิถัน เรียบร้อย เป็นระบบ มีชั้นเชิง ละเอียดละออ รู้จักกาลเทศะ ใจกว้าง พิจารณาอย่างตรงไปตรงมา
เป็นยังไงบ้างค่ะ คิดว่าตัวเองเป็นตัว D, I, S หรือ C ค่ะ
หนิงมองว่าจริง ๆ แล้ว คนทุกคนจะมีพฤติกรรมทั้ง 4 แบบอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ภาวะอารมณ์ ลักษณะงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ว่าเราเป็น S แล้วจะเป็น S ตลอด เพียงแต่ภาพรวมเราอาจจะเป็นคนที่มีลักษณะของ S ที่เด่น แต่จริง ๆ แล้วเราก็อาจจะมีทั้ง D, I, และ C ร่วมด้วยก็เป็นไปได้ค่ะ
และจากการวิเคราะห์นี้ ในฐานะที่อยู่ HR. หนิงมองว่าหากเรารู้ว่าคนไหนเด่นในเรื่องใด เราก็สามารถวางงานเขาให้เหมาะสมกับตัวของเขาได้โดยที่เขาเองก็ชอบกับงานนั้นเพราะถนัดที่จะทำ เราเองก็จะได้งานที่ดีจากเขาด้วย ปัญหาก็จะน้อยลง (จะบอกว่าไม่มีก็เกรงใจค่ะ เพราะน่าจะยาก อิอิ)
ที่นี้เมื่อเรารู้แล้วว่าบุคคลคนนี้เป็นคนประเภทไหน เราก็จะรู้แล้วล่ะค่ะว่าจะต้องใช้วิธีใดในการพูดคุย สื่อสารกับเขา เช่น
- ถ้าเขาเป็น D เราควรจะพูดกับเขาแบบตรงไปตรงมา พูดเนื้อ ๆ ให้กระชับ
- ถ้าเขาเป็น I เราต้องแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก ความเห็นอกเห็นใจ อย่าพูดฝ่ายเดียว
- ถ้าเขาเป็น S เราต้องอยู่นิ่ง ๆ ค่อย ๆ พูด และตั้งใจฟัง
- ถ้าเขาเป็น C เราต้องจัดเตรียมข้อมูลไปเยอะ ๆ และตอบสนองก็สนทนาอย่างมีเหตุมีผล
ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ จริง ๆ หนิงอยากจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมให้อีก แต่เกรงว่าจะยาวเกินไป เอาเป็นว่า ถ้าใครสงสัยก็เขียน comment มาก็แล้วกันนะคะ หนิงจะตอบให้ ขอบคุณค่ะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.

