ข้อคิดในการทำงาน
กันยายน 6, 2009 at 9:58 am | In HR. | 4 Commentsหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่หนิงได้มาอยู่ภายในร่มเงาของ บริษัท สุโข สปา หนิงได้มีโอกาสฟัง MD ของบริษัทฯ กล่าวให้ข้อคิดกับพวกเราที่อยู่ในระดับผู้บริหารว่า อยากให้พวกเราทำงานกันโดยยึดเอาแบบอย่างมาจาก 3 รูปแบบ 3 ชาติ ได้แก่
- ขยันแบบคนจีน
- มีน้ำใจแบบคนไทย
- มีระบบแบบฝรั่ง
หนิงชอบมาก ๆ เลยนะคะ กับ 3 นิสัยของ 3 ชนชาติ ที่ MD ของเรานำมาให้พวกเราเอาเยี่ยงอย่าง เพราะถ้าทำเอาทั้ง 3 นิสัยมารวมกันได้ รับรองว่าคงไม่มีใครสู้ชาวสุโขของเราได้แล้วล่ะจริงไห๊มค่ะ
แต่ในความเป็นจริง คำพูดต่าง ๆ ไม่ว่าจะพูดไปกี่ครั้งกี่หน สิ่งที่ผ่านเข้ามาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวจะไปสู้จิตใต้สำนึกที่พวกเขาเป็นกันอยู่ได้ เพราะคนเราทุกคนหนิงว่าไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นนะคะ สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต่างก็มีเหมือนกันนั่นก็คือ “การเอาตัวรอด” ดังนั้น เมื่อแต่ละคนต้องเผชิญกับปัญหาการเอาตัวรอดของคนก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งบางครั้งสิ่งนั้นมันถูกตัดสินใจทำโดยไม่ได้คิดคำนึงถึงด้วยซ้ำไปว่าจะกระทบกับใครบ้าง มันจะเป็นเรื่องที่ครั้งนี้จะต้องใช้ระบบหรือน้ำใจกันนะ จะเป็นอะไรก็ตามแต่เราต้องเป็นผู้ได้เปรียบเสมอหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ควรเป็นแบบนั่นแหละ อิอิ ไม่รู้โดนใครบ้างหรือเปล่านะ แม้แต่หนิงเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกันค่ะ ก็อย่างที่บอกหนิงก็มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด 555
ไม่ว่าจะยังไงสำหรับตัวหนิงเองซึ่งต้องยอมรับกับตัวเองเหมือนกันกับประสบการณ์ด้านการทำงาน เพราะหนิงเพิ่งเริ่มต้นชีวิตในบริษัทฯ ที่มีระบบได้ไม่นานนัก (ประมาณ 5 ปีมานี้เอง) ทำให้บางอย่างเราเองก็ต้องเรียนรู้กับสิ่งนั้น ๆ เหมือนกัน จากวันที่หนิงเริ่มต้นกับสุโข จนกระทั่งวันนี้ หนิงคิดเสมอว่า หนิงได้รางวัลชีวิตมากมายกับโอกาสต่าง ๆ ที่หนิงได้รับ ทำให้เรารู้จักคิด รู้จักปฏิบัติมากขึ้น รู้สึกว่าเราโตมากขึ้น ซึ่งไม่ได้โตแต่ตัว แต่รู้ว่าตัวเองมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทำให้หนิงรู้แล้วว่า คำว่า “ประสบการณ์” มันมีความสำคัญจริง ๆ
ดังนั้น การที่มีการกำหนดคุณสมบัติในการทำงานว่า จะต้องมีประสบการณ์ จะต้องมีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ต่าง ๆ นั้น หนิงเริ่มเห็นความสำคัญของมันแล้วจริง ๆ นะ เพราะมันเห็นได้ชัดจริง ๆ แต่มันก็ไม่เสมอไปเหมือนกันค่ะ อิอิ
ลิงกับลา
มีนาคม 16, 2009 at 5:12 am | In HR. | 3 CommentsTags: ฉลาดแกมโกง, นายที่ดี, ผู้นำ, พูดตรงไปตรงมา, ภาวะผู้นำ, รับเคราะห์, ลิงกับลา
อีกเช่นเคยนะคะ วันนี้หนิงได้สะสางอ่าน mail เก่า ๆ ที่เพื่อน ๆ ส่งมา เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งทางใจ ทำให้ mail ค้างเพียบ และแล้วก็มาเจอเรื่อง “ลิงกับลา” ที่เพื่อนสนิทคนนึงส่งมาให้ หนิงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่พวกเราน่าจะเคยพบเจอในการทำงาน ลองอ่านกันดูค่ะ
หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิงแล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย
ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่วอีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ
สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจาก
ทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง
ฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจาย
เช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลย
เธอทั้งหลาย…
เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความ
ผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ
แต่แท้ที่จริงแล้ว นิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสพการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อ
ทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง
ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลยเพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน
เหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ
ที่ “ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์” ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่ แต่ไม่ค่อยมีปากมีเสียง พูดจาตรงไปตรงมาแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม ลิงก็เหมือนกับคนที่ฉลาดแกมโกง พูดมาก Present เก่ง อ้างอิงตำราได้สารพัด แต่ไม่เคยทำงานจริง นายที่ดีไม่ควรปล่อยให้ลิงหลงระเริงว่าทำผิดเท่าไหร่นายก็ไม่มีทางรู้
ผู้เป็นนายไม่ควรยึดติดความสบาย นั่งขึ้นอืดรอฟังแต่รายงานในห้องประชุม รู้จักยอมเสีย
สละตน สละเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อค้นหาความจริงเพื่อควบคุมเจ้าลิง เพราะไม่เช่นนั้น องค์กรก็จะทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดถ้าลิงสงบได้องค์กรก็จะพลอยสบายและมีความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วย
สมุนไพรอันตราย 13 ชนิดต่อชีวิตการทำงาน
มีนาคม 9, 2009 at 4:29 am | In HR. | 4 CommentsTags: กระทืบยอด, กระบือเจ็ดตัว, ขมิ้น, ขิง, ข่า, จิก, ชา, มะขวิด, มะนาว, ยอ, รางจืด, ว่านหางจระเข้, สมุนไพรอันตราย 13 ชนิด, สมุนไพรไทย, สีเสียด, แมงลัก
อีกครั้งนะคะที่หนิงได้รับ FW. Mail มารู้สึกว่าชอบ ได้ใจดี เลยอยากเอามาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เท่าที่อ่านก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะคะว่าสมุนไพรทั้ง 13 ชนิดนี้มันอันตรายจริง ๆ ค่ะ อิอิ
สำนักแห่งความสุขขอประกาศรายชื่อสมุนไพรอันตราย 13 ชนิดที่มีต่อชีวิตการทำงานดังนี้คือ :
1. ขิง / ข่า
ขิง(ก็รา) ข่า(ก็แรง) เป็นอันตรายต่อชีวิตการทำงานอย่างยิ่ง บางครั้งเป็นการกระทบกระทั่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อไม่ยอมกันคนละก้าว ก็เสียทั้งงานและภาพพจน์ขององค์กร
ทางแก้ : การทำงานในสำนักงานไม่ว่าองค์กรราชการหรือเอกชนเป็นการรวมคนจากที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน รู้จักยอมกันบ้าง ทำนอง ‘แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร’ นอกจากจะได้ไม่เสียสุขภาพจิตแล้ว ยังได้ประสิทธิภาพของงานสูง
2 ขมิ้น (กับปูน)
ไม่ชอบเพื่อน ไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบหน้าลูกค้า ไม่ชอบงานที่ทำ ไม่ชอบทุกอย่างในชีวิต!
ทางแก้ : ปรับเปลี่ยนทัศนคติมองผู้อื่นในด้านดี หรืออย่างน้อยก็ตามความเป็นจริง มองลูกค้าว่าเป็นผู้ที่ทำให้เราเลี้ยงค รอบครัวได้ เพราะการทำงานโดยมีทัศนคติไม่ดียากจะก้าวหน้า และที่แย่ที่สุดคือผ่านชีวิตทำงานแต่ละวันอย่างทรมาน
3. มะนาว (ไม่มีน้ำ)
พูดไม่ดี พูดมากไป พูดไม่ไพเราะ พูดแต่เรื่องร้ายๆ เหล่านี้เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง นอกจากจะขัดใจกันในองค์กรแล้ว ยังอาจทำให้ลูกค้าหนีหายก็ได้
ทางแก้ : พูดน้อยหน่อย ทำงานมากหน่อย มองด้านดีของคนอื่นบ้าง
4. จิก
เจ้านายประเภทที่ใช้คนไม่เลือกเวลา ชอบบรี๊ฟงานห้านาทีก่อนเลิกงาน โทร.ตามจิกลูกน้องห้านาทีก่อนเที่ยงคืนและในวันหยุดเป็นประจำ
ทางแก้ : การทำงานที่ดีอยู่ที่การวางแผน และรักษาสมดุลของงานกับครอบครัว ลูกน้องที่พักผ่อนพอเพียงและมีชีวิตครอบครัวที่ดี ย่อมทำงานได้ประสิทธิภาพกว่าคนที่ทำงานใต้สภาวะของการจิก การทำงานชั่วโมงยาวนานมิได้หมายถึงประสิทธิภาพและคุณภาพเสมอไป
5. ว่านหางจระเข้ (ฟาดหาง)
เจอเรื่องไม่ดีที่บ้านก็นำมาฟาดหาง (จระเข้) กับเพื่อนหรือลูกน้อง หรือทั้งเพื่อนและลูกน้อง
ทางแก้ : แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัว งานส่วนงาน ไม่นำเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน เพราะทุกคนก็ประสบเร ื่องไม่ดีทั้งนั้น แก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวโดยวิธีการอื่น เช่นปรึกษาเพื่อนฝูง เป็นต้น
6 (เย็น)ชา
เย็นชากับลูกค้า ลูกค้าหลุดได้ เย็นชากับลูกน้อง ลูกน้องก็หนี เย็นชากับเจ้านาย ก็อาจตกงาน!
ทางแก้ : รักษาน้ำใจเพื่อนๆ ในที่ทำงาน จะทำให้หลายสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในที่ทำงานเป็นสวรรค์ ไม่ใช่นรก
7 สีเสียด
ใช้วาจาเสียดสี เหยียดหยาม กระแทกกระทั้นคนรอบตัวเพื่อความสะใจ ต่อหน้าลูกค้าเอ่ย “ครับๆ ค่ะๆ
” ลับหลังลูกค้าด่าว่าโง่ ฯลฯ
ทางแก้ : การใช้คำพูดในเชิงลบไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามจะทำให้ผู้พูดลดคุณค่าและความน่าเชื่อถือลง ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง
8 กระทืบยอด
เป็นยอดในการย่ำคนอื่น เป็นเยี่ยมในการไต่ขึ้นที่สูงโดยเหยียบหัวเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ
ทางแก้ : ไต่ขึ้นที่สูงไปตามพัฒนาการของตนเอง จะเป็นฐานที่แข็งแรงที่สุด
9 มะขวิด
ไล่ขวิดคนไปทั่ว ยุ่งเรื่องชาวบ้านโดยไม่ทำงานของตัวเอง
ทางแก้ : กลับไปทำงาน! เพราะเวลาวัดผลงานในตอนท้าย ไม่ได้วัดกันที่ความคมของเขี้ยว เขาหรืองา
10 ยอ
ยกยอเจ้านายตลอดเวลา เสนอหน้าหลังเวลางาน
ทางแก้ : ความก้าวหน้าจากการประจบเอาใจผู้ใหญ่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงของชีวิตการทำงานในระยะยาว
11 แมงลัก
ขโมยไอเดียของคนอื่น แล้วยกว่าเป็นของตัวเอง
ทางแก้ : พัฒนาตนเองตลอดเวลา เรียนรู้จากความคิดของผู้อื่น แล้วนำไปแตกหน่อต่อยอด เป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง
12 รางจืด
ใช้ชีวิตทำงานแบบจืดสนิท ทำงานแบบกางตำรา ไม่เริ่มงานเด็ดขาดแม้เข็มนาฬิกาอยู่ก่อนเวลาเริ่มงาน 1.025 วินาที พนักงานไม่เคยไปสังสรรค์ด้วยกัน ฯลฯ
ทางแก้ : เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตทำงานบ้าง แล้วอาจพบว่า การทำงานก็เป็นเรื่องสนุกได้
13 กระบือเจ็ดตัว
พอใจในความรู้ความสามารถที่ตนมีอยู่ไม่ว่ามันจะจำกัดเพียงใด ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ทางแก้ : ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เรียนมาเมื่อ 10-20 ปีก่อนอาจแก้ปัญหารูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบันไม่ได้ โลกเปลี่ยนไปนาทีต่อนาที คนทำงานต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน ต้องศึกษาเพิ่ม อาจเป็นการเรียนวิชาที่เพิ่งเกิดใหม่ สัมมนาทางวิชาการ ศึกษาภาคค่ำ แทนที่จะห าประสบการณ์จากการกินเหล้าและเข้าผับอย่างเดียว
ขออำนวยพรให้ทุกท่านทำงานอย่างมีความสุข!
วินทร์ เลียววาริณ
21 กุมภาพันธ์ 2552
ขอบคุณบทความดีๆ จากคุณ วินทร์ เลียววาริณ นะคะ
พนักงานส่วนใหญ่จากไปเพราะหัวหน้า…จริงหรือ?
มีนาคม 6, 2009 at 9:48 am | In HR. | 1 CommentTags: กดดัน, ชมรม HR., ชมรมผู้บริหารงานทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต, ลูกน้อง, หัวหน้างาน, HR.
วันนี้หนิงได้รับ Weekly HR. Tips จากคุณประเสริฐ รองประธานชมรมของพวกเรา ซึ่งหนิงเคยบอกไว้ว่า ถ้าหนิงได้รับข้อมูลหนิงจะเอามาเผยแพร่ให้ใน blog วันนี้ก็เลยนำมาเสนอเลยนะคะ ทั้งนี้หนิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำใด ๆ นะคะ
หัวหน้าแบบใดจึงกดดันจนทำให้พนักงานต้องลาออก?
คุณมีพฤติกรรมแบบหัวหน้าเหล่านั้นหรือไม่?
บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินแนวคิดที่ว่า “People join organization but leave their boss.” หรือที่แปลได้ตรง ๆ ตัวว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า….ที่มาของแนวคิดนี้ เกิดจากการที่หลายๆ องค์กรพยายามที่จะสรรหาคนเก่งๆ เข้ามาสู่องค์กร แต่อาจไม่ได้ใช้เวลามากพอในการเก็บรักษาคนเก่งเหล่านั้นเอาไว้ได้นั่นเอง
การที่พนักงานคนหนึ่งจะอยู่หรือลาออกไปจากองค์กร อะไรคือสาเหตุและปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจเช่นนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเข้าใจว่า “เงิน” หรือ “ค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจ” เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึงดูดและรักษาให้คนเก่งอยู่กับองค์กร ซึ่งความคิดเช่นนี้ก็น่าจะเห็นด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเงินยังคงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะรั้งให้พนักงานอยู่หรือจากไปจากองค์กร แต่หากจะถามว่าเงินคือตัวแปรสำคัญเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ก็คงจะตอบว่าไม่ใช่ เพราะการจากไปของพนักงานอาจมีที่มาจากหลายๆ สาเหตุ ด้วยกัน
โดยปกติองค์กรเมื่อพนักงานลาออก องค์กรมักทำการสัมภาษณ์และสอบถามถึงสาเหตุของการลาออกหรือที่เรียกว่า Exist Interview และเราก็มักจะพบกับคำตอบที่ได้ยินจนคุ้นหูว่า ไม่ว่าจะเป็น “ไปเรียนต่อ” “ช่วยงานที่บ้าน” หรือ “ได้งานใหม่” เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นคำตอบเดิมๆ ที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
HR ควรทำอย่างไรจึงจะสามารถหาเหตุผลที่แท้จริงได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์กร เหตุใดคนเก่งๆ จึงลาออกไปอย่างน่าเสียดาย คำตอบคือลองทิ้งเวลาสักระยะหนึ่ง แล้วลองกลับไปสัมภาษณ์พนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วสัก 6-8 เดือนถึงสาเหตุการลาออกที่แท้จริง แล้วคุณอาจพบคำตอบที่แตกต่างจากตอนที่ทำ Exit Interview ก็ได้ ผมใช้วิธีนี้กับหลาย ๆ องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้และพบว่ากว่า 80% ของพนักงานที่ลาออกจากองค์กรไปแล้วส่วนใหญ่กลับคำให้การของตัวเอง และค้นพบด้วยว่าสาเหตุหลักของการลาออกนั้นมักมาจากปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างาน
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกันกับงานวิจัยของสถาบันด้านพัฒนาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ว่า คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่จากไปเพราะหัวหน้า…. ได้เป็นอย่างดี
จากการได้สัมผัสกับผู้จัดการ หรือ หัวหน้างาน ในหลากหลายองค์กร พบว่าองค์กรไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างานเท่าที่ควร ส่วนใหญ่การเลื่อนตำแหน่งมักอาศัยเกณฑ์ของ Technical Skill มากกว่า People Skill โดยดูจากผลงานในอดีตมากกว่าผลงานที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องเพราะแท้ที่จริงหัวหน้างานที่ดีควรจะต้องมี People Skill ที่ดีประกอบด้วย แต่องค์กรกลับมองข้ามความสำคัญในข้อนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในความเป็นจริง มีเพียงไม่กี่องค์กรที่มีการเตรียมความพร้อมด้าน People Skill ให้กับผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน ส่วนใหญ่มักจะพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานก็ต่อเมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่ง บางองค์กรเลวร้ายกว่านั้นคือแทบจะไม่มีการพัฒนา People Skill ให้กับหัวหน้างานเลย จนทำให้เกิดเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลให้คนเก่งคนดีในองค์กรต้องหลีกหนีหัวหน้างานเหล่านี้ด้วยการลาออกจากองค์กรไปเสียเอง และที่สำคัญการลาออกด้วยสาเหตุนี้ องค์กรมักไม่ได้รับทราบความจริงตอนทำ Exit Interview ด้วยเพราะพนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่า “พูดไปก็ไลฟ์บอย” (แปลว่าเสียเวลาเปล่า ๆ) ถึงแม้จะไม่อยู่กับองค์กรแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงอาจจะต้องเจอหน้ากันอยู่ ดังนั้นจะสร้างศัตรูไว้ทำไม (ยกเว้นกรณีเป็นศัตรูกันอยู่แล้วระหว่างที่ทำงานด้วยกันอยู่…ฮา)
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสได้ฟังการบรรยายเรื่อง Leadership จากปรมาจารย์ ท่านหนึ่งที่ชื่อ Marshall Goldsmith ท่านได้กล่าวถึงการเป็นหัวหน้างานไว้อย่างน่าสนใจว่า What got you here, won’t get you there หรือแปลได้ใจความว่า “สิ่งที่ทำให้คุณสำเร็จในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้คุณสำเร็จได้ในอนาคต” คำพูดนี้สอนการเป็นหัวหน้าได้อย่างดี เพราะท่านกำลังบอกเป็นนัยว่าหัวหน้าหลายคนใช้วิธีการเดิม ๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จจนเติบใหญ่มาได้ ในการบริหารจัดการคนของพวกเขา เพราะพวกเขาคิดว่านั่นคือหนทางแห่งความสำเร็จ…ซึ่งอาจไม่จริงเสมอไป !
นอกจากนั้นท่านยังเขียนหนังสือชื่อเดียวกันกับคำพูดข้างต้นโดยอาศัยประสบการณ์ของท่านที่ทำงานกับองค์กรต่าง ๆ ในฐานะโค้ชของผู้บริหาร (Executive Coach) ระบุปัจจัย 20 อย่างที่ทำให้หัวหน้างาน “ขาด” จากการเป็นหัวหน้างานที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้พบเจอในการทำงานให้กับหลาย ๆ องค์กรในบ้านเราเช่นกัน ซึ่งพอสรุปได้คร่าว ๆ สัก 5 ข้อดังนี้…
- รับปากแล้วไม่ทำ หรือ รับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ เช่น การรับปากว่าปลายปีจะขึ้นเงินเดือนให้หรือให้โบนัสมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นต้น การรับปากแบบนี้เป็นการให้สัญญาที่เกินจริงเพราะหลาย ๆ ครั้งการปรับเงินเดือนหรือให้โบนัสมักไม่ใช่อำนาจเด็ดขาดของหัวหน้างานคนเดียว
- รับชอบแต่ไม่รับผิด ไม่กางปีกปกป้องลูกน้อง ประมาณว่าเอาผลงานของลูกน้องไปนำเสนอ โดยไม่ให้เครดิตกับลูกน้องแม้แต่น้อย แต่ถ้าลูกน้องทำพลาดไป ก็บอกคนอื่นว่า “ไม่รู้ซิ อันนี้ลูกน้องทำ เดี๋ยวจะกลับไปจัดการ บอกแล้วไม่ฟัง” อะไรประมาณนี้ ซึ่ง ดร.เสรี วงษ์มณฑา เคยกล่าวถึงเรื่องการทำงานของหัวหน้าที่ดีเอาไว้ว่า หัวหน้าทีหน้าที่ในการใช้ 3 อย่างนี้ในการบริหารจัดการคือ มือ-หัว-หน้าหมายความว่าหัวหน้าที่ดีต้องลงมือทำด้วย ไม่ใช่เอาแต่สั่งแต่ไม่ทำ ต้องรู้จักใช้หัวในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ และคิดหาวิธีปรับปรุงงานที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพ (แปลว่าใช้ทรัพยากรน้อยลง) และได้ประสิทธิผล (แปลว่าบรรลุผลตามที่มุ่งหมายไว้) มากยิ่งขึ้น และสุดท้ายต้องรู้จักที่จะเอาหน้าไปรับความผิดที่ทีมงานก่อนขึ้น แบบโบราณเรียกว่า “รับหน้า” ไม่ใช่ “หลบหน้า” แต่การรับผิดแทนลูกน้องก็ไม่ได้หมายความว่า ปลอยให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นโดยไม่มีการว่ากล่าวตักเตือน
- ตัดสินใจโดยไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่นหรือตัดสินใจโดยปราศจากคำอธิบายใด ๆ พูดง่าย ๆ คือการบริหารงานแบบขาดการมีส่วนร่วม ทุกอย่าง “ข้า” เป็นใหญ่ ถึงแม้บางครั้งจะเป็นที่เข้าใจได้ว่าการตัดสินใจโดยมีส่วนร่วมเป็นไปได้ยาก เช่นการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อพนักงาน เป็นต้น แต่หัวหน้าแบบนี้ก็จะไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรที่ชัดเจนในภายหลังถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนั้น จึงทำให้ลูกน้องยังคงเคลือบแคลงกับแนวทางการตัดสินใจดังกล่าว
- พูดจาไม่ให้เกียรติลูกน้อง หัวหน้างานจำนวนหนึ่งมักจะเชื่อว่าตนเองมีความสนิทสนมกับลูกน้องเป็นอย่างดี จึงไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดมากนัก ยิ่งลูกน้องที่ทำงานอยู่ด้วยกันมานาน ก็มักจะรู้จักนิสัยของห้วหน้าว่าพูดจาพาทีอย่างไร ทำให้หัวหน้างานมักไม่ระวังคำพูดจนบางครั้งก็มักได้ยินคำที่ไม่สุภาพหรือภาษาสมัยพ่อขุนฯผุดขึ้นมาระหว่างการทำงานอยู่เนื่อง ๆ ซึ่งหัวหน้าหลายคนมักเข้าใจไปเองว่าลูกน้องรับได้ แต่แท้ที่จริงแล้วผมกลับพบว่าลูกน้องส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพียงแต่พวกเขา “ไม่อยากพูด” เท่านั้น !
- ตำหนลูกน้องต่อหน้าธารกำนัล ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่บรรดาลูกน้องทั้งหลายอึดอัดใจอยู่มิใช่น้อย เพราะหัวหน้างานส่วนใหญ่มักไม่รู้วิธีการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน หัวหน้าที่ดีควรต้องเรียนรู้ที่จะมองหาสิ่งที่ลูกน้องทำได้ดีและชมเชยลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ บ้าง ในทางกลับกันก็ต้องเรียนรู้ที่จะระงับสติอารมณ์ที่จะ “รับประทาน” (ด่า) ลูกน้องต่อหน้าคนอื่น ๆ เช่นกัน เอาแบบโบราณว่า “ติในที่ลับ ชมในที่แจ้ง” ไม่ใช่ “ติ ในที่แจ้ง แล้วชมในที่ลับ” แบบนี้มันกลับตาลปัตร ไป
ทั้ง 5 ข้อนี้ ฟังดูแล้วคุ้น ๆ ไหม ลองหันกลับมาสำรวจตัวเองดูซิว่าทำไปได้แล้วกี่ข้อ ผมรับประกันได้ว่า ถ้าคุณทำครบทั้ง 5 นี้ รับรองคุณจะประสบความสำเร็จในการทำให้ลูกน้อง “จากไป” แน่นอน !
จึงอยากฝากไว้ให้คิด
HR. Tips (การเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก) 26/2/52
กุมภาพันธ์ 26, 2009 at 3:28 pm | In HR. | 2 CommentsTags: ความสัมพันธ์, คิดบวก, ชมรมผู้บริหารงานทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต, น่ารัก, ผู้ร่วมงานที่น่ารัก, เป็นที่รัก, Hr tips, HR.
นอกจากเรื่อง 6 ทักษะที่นายชอบแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่คุณประเสริฐของพวกเราได้เลือกนำมาเสนอ นั่นก็คือ “เรื่องการเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก เรามาลองดูดีกว่านะคะ ว่าจะทำให้ยังให้น่ารัก
- อย่าหยิบของคนอื่นโดยพลการ บางครั้งเราอาจจะคิดไปเองว่า เพื่อนคงไม่คิดมากหรอก ก็เราเป็นเพื่อนสนิทนิ เอาไปก่อนล่ะกัน แต่ความจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนิสัยแต่คนก็ต่างกันไป บางคนไม่ใช่ไม่ให้นะคะ แค่บอกก่อนเท่านั้นเอง เขาให้ด้วยความเต็มใจด้วยซ้ำไป แต่หากเราไปหยิบโดยไม่บอก เขาอาจจะมองเราในอีกเจตนารมณ์นึงก็เป็นไปได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยทั่วไปอยู่แล้วนะคะ
- รักที่ทำงานเหมือนที่บ้าน วันนี้คุณประเสริฐบอกพวกเราว่า ถ้าเราดูแลบ้านเราอย่างไรก็ให้ดูแลบ้านเราเยี่ยงนั่น แต่หนิงว่าอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคนนะคะ เพราะบางคนเราอาจจะใช้บ้านเป็นแค่ที่ซุกหัวนอน (อุ๊ย…แรงไปป่าว อย่าคิดมากนะคะ เอามันส์ล่ะกัน อิอิ) แต่เขาอาจจะดูแลที่ทำงานได้ดีกว่าก็เป็นไปได้ หนิงมองว่าสำหรับเรื่องนี้แค่เขาต้องการจะบอกว่าเราต้องรักและดูแลที่ทำงานเพราะจริง ๆ แล้วเราอาจจะใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าที่บ้านซะอีก หมายถึงในช่วงที่เราไม่ได้หลับอ่ะค่ะ
- การโต้ตอบต้องสุภาพ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราไม่ชอบให้ใครพูดกับเราแรง ๆ ก็ต้องไม่พูดกับเขาแรง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราชอบแล้วเขาจะชอบเสมอไปนะคะ ไม่แน่ใจว่าเคยเรียนรู้เกี่ยวกับ DISC กันหรือเปล่า ซึ่งเป็นแบบสำรวจที่จะบอกว่าแต่ละคนมีพฤติกรรมอย่างไร เราเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการปรับให้เข้ากันได้ เพราะบางคนชอบแบบไม่ต้องพูดมาก ให้พูดแบบตรง ๆ ไปเลย หรือบางคนก็ต้องใช้วิธีการโน้มน้าว เป็นต้นค่ะ
- สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เช่น ไปช่วยงานศพ ไปร่วมงานแต่ง อะไรแบบนี้เป็นต้น
- อย่าเปิดเผยความลับของเพื่อน ไม่งั้นความไว้วางใจกันก็จะไม่มี และต่อไปเพื่อนก็ไม่อยากคบ เพราะว่าเราขายคำว่า “เพื่อน” ไปแล้ว
- อย่าคาดหวังว่าคนอื่นจะรับหน้าที่หรือภาระแทนเรา ในที่นี้ก็คือ ไม่ทิ้งงานให้เพื่อนต้องเป็นผู้รับผิดชอบงานแทนนั่นเอง โดยเฉพาะในยามที่เรามั่นใจว่าเป็นการรับผิดแน่ ๆ เพราะส่วนใหญ่คนจะชอบเฉพาะช่วงที่รับชอบเท่านั้น จริงป่าว
- อเมริกันแชร์ คงเข้าใจกันดี ไม่ต้องขยายความนะคะ
- อย่านินทาเพื่อน แต่ถ้าได้ยินเพื่อนนินทาก็ไม่ต้องใส่ใจนะคะ คิดบวกไปทางอื่นซะดีกว่า
- ยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นด้วยความจริงใจ ขอย้ำว่าจริงใจนะคะ มันเป็นเรื่องที่สัมผัสกันได้โดยไม่ต้องบอกอยู่แล้วว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจ sense ล้วน ๆ
- อย่าดูถูกเพื่อน แต่จงดูเพื่อนให้ถูกจะดีกว่านะคะ
ทั้งสิบข้อนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเราที่จะทำหรอกค่ะ โดยเฉพาะเราที่อยู่ในสายงานนี้แล้วเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะหากเราต้องเป็นทั้งที่ปรึกษา เป็นผู้ที่ต้องคิดบวกให้ได้ก่อน พร้อมกันนั้นเราต้องเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รักของทั้งผู้บริหารและพนักงานทุก ๆ คนด้วย จริงจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่าดีนะคะ อิอิ
HR. Tips (6 ทักษะที่นายชอบ) 26/2/52
กุมภาพันธ์ 26, 2009 at 1:04 pm | In HR. | 4 Commentsอีกเช่นเคยนะคะที่เวลาเข้าร่วมประชุมกับทาง “ชมรมการบริหารทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต” เราจะได้รับความรู้เกี่ยวกับ HR. Tips จากคุณประเสริฐ มนต์ประสิทธิ์ วันนี้ก็เช่นกัน หนิงก็เลยไม่อยากเก็บสิ่งที่ได้รับรู้ไว้เพียงคนเดียว หรือเฉพาะคนที่เข้าประชุมเท่านั้น สัญญานะคะว่าต่อไปหากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ HR. Tips หนิงจะพยายามมาเขียนเล่าสู่กันทุกครั้งค่ะ แต่ตอนนี้ขอเล่าเรื่องที่ได้รับฟังมาในวันนี้ก่อนนะคะ
เรื่องแรกเป็นเรื่องของ 6 ทักษะที่นายชอบ
- การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อนี้หนิงเองก็ขอยืนยันนะคะว่าเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานมาก ๆ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน เพราะหากการสื่อสารไม่ดีโอกาสในการผิดพลาดก็จะเกิดขึ้นสูง ดังนั้น เราต้องมาดูกันว่าการสื่อสารประกอบด้วยอะไรบ้าง ส่วนแรกส่วนของการส่งสาร ซึ่งการส่งสารก็มีหลายทางเช่นกัน เช่น การพูดด้วยวาจา การพิมพ์ในรูปของเอกสารหรือส่ง e-mail แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ต้องมีความชัดเจนทั้งเรื่องของภาษาที่ใช้และข้อมูลที่ครบถ้วนด้วย ไม่ใช่คิดแล้วแต่ชี้แจงไม่หมด ซึ่งคนรับสารก็ไม่สามารถเข้าทางในได้ อีกอย่างสำหรับเรื่องของการส่งสาร คือ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทางเดียวเสมอไป บางครั้งต้องใช้ทั้งเอกสารและการอธิบายด้วยเพื่อสร้างความชัดเจนให้มากขึ้น และป้องกันการผิดพลาด มาถึงส่วนที่สองก็คือส่วนของการรับสาร ซึ่งบางครั้งคิดว่าเข้าใจแล้วแต่อาจจะคิดไปเองตามรูปแบบที่ผู้รับอยากให้เป็นเพราะพื้นฐานคนเราต่างกัน ดังนั้นเมื่อรับสารแล้วทางที่ดีก่อนจะปฏิบัติใด ๆ ถ้าเป็นไปได้ ควรจะทำการยืนยันก่อนว่าที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องตรงกันจริง ๆ
- การทำงานเป็น Team จากที่หนิงทำการ Training ในหลาย ๆ ครั้ง หนิงจะย้ำเสมอว่า ตอนนี้รูปแบบของการทำงานนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยุคการทำงานแบบ One Man Show หมดสมัยไป ซึ่งก็คือยุคของการใช้ IQ นั่นเอง แต่ ณ ปัจจุบันเป็นยุคของ EQ ซึ่งก็คือยุคของการใช้ Service Mind ใช้การทำงานเป็นทีม ดังนั้นการที่เราอยู่ในองค์กรยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ปัญหาการขัดแย้งต่าง ๆ ยิ่งมีมาก เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของคนร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ด้วยกัน แต่หากเราพยายามใช้หลัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” หรือ “การคิดบวก” ให้มาก ๆ ก็อยู่กันเป็น Team ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ
- นักแก้ปัญหา ไม่ใช่ปัญหาเชาว์นะคะ แต่โดยปกติคนที่ตอบปัญหาเชาว์ต่าง ๆ ได้ดีก็มักจะแก้ปัญหาได้ดีนะ (เท่าที่เจอมา) นั่นหมายความว่าบุคคลบางจำพวกอาจจะไม่ใช่คนที่เรียนหนังสือเก่ง แต่รู้จักในการเอาตัวรอดเป็นก็อาจจะอยู่ในข่ายนี้ได้เหมือนกันนะคะ เพราะคนที่เรียกเก่งแต่ต้องใช้หลักการหรือตัวอย่าง หรือความขยันทำให้เรียนเก่ง ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาเก่ง ตรงกับข้ามกับคนที่เรียนไม่เก่งแต่เอาตัวรอดได้นะคะ
- ผู้มีความคิดริเริ่ม ซึ่งหนิงมักจะบอกกับทีมงานของหนิงเสมอว่า บางครั้งเรื่องบางเรื่องที่เราทำกันมานานจนเป็นประเพณีนั้น ไม่ได้หมายความว่า ดีแล้ว หรือเปลี่ยนไม่ได้ หากสิ่งที่เราปฏิบัติมานานแสนนานนั้น เรายังมองเห็นจุดบกพร่อง ก็มีวิธีการอื่นที่ง่ายกว่า สะดวกกว่า เราก็ควรที่จะยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงด้วย ไม่งั้นการพัฒนาก็จะไม่เกิด ซึ่งก่อนหน้านี้หนิงก็เคยพูดถึงเรื่องของการ Change เอาไว้บางแล้ว ลองกลับไปอ่านกันดูนะคะ
- มีทักษะในการจัดการ แน่นอนค่ะ ผู้ที่มีการจัดการที่ดีย่อมมีความเป็นระบบสูง นั่นก็คือ อาจจะต้องมีการวางแผนงาน เช่น การทำ Action Plan ต่าง ๆ ล่วงหน้าเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมนั่นเอง และนอกจากเรื่องของการวางแผนแล้ว เราเองก็ควรจะมีการจัดการคน จัดการเวลาที่ดีด้วย ประสิทธิภาพการทำงานจึงจะเกิดขึ้นสูงสุด เพราะหากคุณมองแค่มุมเดียว มันก็ไม่สามารถตอบสนองได้ทุกด้านนั่นเองค่ะ
- ผู้ที่สามารถปรับตัวเองได้ ขออนุญาตนะคะ หนิงขอยกตัวอย่างเช่นสัตว์ต่าง ๆ ที่มีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมเพื่อเอาตัวรอดนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจก, ตั๊กแตน หรืออีกหลาย ๆ ชนิด หรือถ้าจะให้เห็นภาพอีกอย่างก็คือ “น้ำ” เพราะน้ำเมื่ออยู่ในภาชนะชนิดใดก็ตามมันก็สามารถที่จะอยู่ได้ เพราะมันมีการปรับตัวนั่นเอง แต่ถ้ามันกลายเป็นน้ำแข็งเมื่อไหร่ มันก็ไม่สามารถที่จะปรับเข้ากับภาชนะต่าง ๆ ได้ จนกว่ามันจะละลาย จริงไห๊มค่ะ
เป็นไงบ้างค่ะ สำหรับ 6 ทักษะที่กล่าวมา บางข้ออาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน แต่เราต้องไปหานะคะว่าตัวเราเองยังขาดข้อไหนบ้าง เพราะไม่งั้นเราก็จะไม่ได้แก้ไขในจุดที่เราบกพร่อง ส่วนเรื่องไหนที่เราแข็งแรงแล้วก็พยายามเสริมให้เกร่งยิ่งขึ้นไปอีก การพัฒนาของการไม่มีทางสิ้นสุดหรอกนะคะ หากเราสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอค่ะ อิอิ
คำสอนของท่านเจ้าเมือง
กุมภาพันธ์ 26, 2009 at 12:20 pm | In HR. | Leave a Commentวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่หนิงได้เข้าไปร่วมประชุมกับทาง “ชมรมการบริหารทรัพยากรบุคคลจังหวัดภูเก็ต” หลังจากห่างหายไปหลายเดือน ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเอามาก ๆ ที่ได้เข้าไปร่วมการประชุมในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะได้พบกับท่านเศรษฐพันธ์ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด อีกทั้งยังมีท่านอนุชน เข้ามาร่วมให้ความรู้ และข้อคิดต่าง ๆ มากมาย
สำหรับในช่วงที่ท่านเศรษฐพันธ์ได้บอกเล่าให้พวกเราได้รับรู้ก็คือ ท่านได้บอกว่าในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ อนาคตของภูเก็ตน่าจะดีขึ้น โดยการช่วยเหลือต่าง ๆ จากทาง ททท. ก็รอดูลุ้นกันไปก่อนนะคะว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้ทาง ททท. เองก็ได้ช่วยเหลือกับทางองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำ e-marketing ซึ่งพวกเราสามารถเข้าไปได้ที่ travelsouththailand.com ซึ่งเป็น web ที่ช่วยขายให้กับโรงแรมต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีบริการทางด้าน IT ต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัว life chat ฯ ลองสอบถามไปทาง ททท. ดูนะคะ เผื่อว่าจะมีลู่ทางดี ๆ เพิ่มขึ้นให้กับทางองค์กร
ส่วนคนถัดมานี่ซิ เป็นผู้ที่มาให้ข้อคิดกับพวกเราได้เยอะเหมือนกัน จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจากท่านเจ้าเมือง หรือท่านผุ้ว่าปรีชา จันทร์เรือง มุกท่านแต่ละคำเด็ด ๆ ทั้งน้าน ท่านมาบอกกับพวกเราด้วยหลักการบริหารคนง่าย ๆ ก็ใช้หลักเดียวกับการบริหารตัวเรา คนในครอบครัวเรานั่นแหละ คือพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา และยังบอกอีกว่า การที่พวกเราได้อยู่ในสายของการบริหารงานบุคคลเนี่ย ก็เปรียบเสมือนกับคน “มือทอง สมองเพชร” (ณ ขณะนั้นไม่รู้ล่ะคนอื่นจะคิดยังไง แต่หนิงรู้สึกปลื้มขึ้นมาทันทีเลยล่ะ อิอิ) ท่านยังไม่จบแค่นั้น แต่ยังบอกอีกว่า ก็ที่จะเป็นผู้ที่บริหารคนที่ดีนั้น จะต้อง “อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น” หนิงว่าประโยคนี้ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความในตัวมันเองจริง จริ้ง กับการที่จะอยู่ในตำแหน่งของการบริหารคน พร้อมกันนั้นควร “พัฒนาคุณธรรม” ด้วย
อีกอย่างนะเท่าที่สังเกตุดูท่านปรีชา น่าจะไม่ค่อยชอบนายกสักเท่าไหร่นะ อุ๊ย! อันนี้มุกท่านนะคะ หมายถึง ท่านนายกคนปัจจุบันชื่อนายกอภิสิทธิ์อ่ะค่ะ ที่บอกว่าไม่ชอบนายกคือไม่ชอบอภิสิทธิ์ พวกที่ชอบขอโน้น, นี่, นั่น กรณีพิเศษมากกว่าค่ะ อิอิ
นอกจากนี้ ท่านยังสอนให้พวกเรา แยกจำพวกคนด้วยนะคะ โดยดูจากคำง่าย ๆ “ทำ-มา-หา-กิน” ไม่น่าเชื่อจริง ๆ แยกได้ยังไง แต่พอท่านอธิบายเสร็จ ถึงบางอ้อเลยค่ะ ท่านแยกให้พวกเราเป็น 3 จำพวก คือ
- พวก ทำ-กิน คนพวกนี้ก็น่าจะเป็นพวกที่คบได้ และควรรับเข้าทำงานค่ะ
- พวกถัดมาคือ หา-กิน คนพวกนี้ก็ยังจะเป็นพวกที่ยังคงคบได้อยู่เช่นกัน แต่สำหรับพวกสุดท้าย
- พวก มา-กิน พวกนี้ต้องระวัง เพราะถ้ามา-กินเราก็คงจะแย่ เพราะจริง ๆ ต้องแชร์กันกิน อิอิ เพิ่มเอาเองค่ะ
สุดท้ายอีกท่านก็คือท่านอนุชน ซึ่งวันนี้ท่านมาบอกให้พวกเราพยายามใช้วิธี “แรงงานสัมพันธ์” กับพนักงานน่าจะดีกว่าการบังคับ นั่นก็คือ พยายามบอกเล่าเก้าสิบ พยายามพูดคุยกันด้วยเหตุผล ทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง สันติสุขก็จะมาเอง (เพราะจินตหรารออยู่ อิอิ) แต่นั่นก็อยู่ที่ทั้งสองฝ่ายเหมือนกันนะคะว่าจะพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันขนาดไหน เพราะบางครั้งลูกจ้างก็ไม่พยายามทำความเข้าใจนายจ้าง และบางครั้งนายจ้างก็ไม่ค่อยประนีประนอมกับลูกจ้างเหมือนกัน แล้วจะตกลงกันได้ไห๊มเนี่ย สุดแล้วแต่…แต่….ก็แล้วกันนะ 5555
ทางสายกลาง
กุมภาพันธ์ 20, 2009 at 10:17 am | In HR. | 9 CommentsTags: ทางสายกลาง, ยิ่งสูงยิ่งหนาว, หัวใจ HR., HR.
ช่วงนี้ยุ่ง ๆ กับงาน เลยไม่ค่อยได้ไปฝึกโยคะเท่าไหร่ มีเรื่อง มีปัญหามากมายที่ต้องคิด จนบางครั้งรู้สึกว่าตัวเองตึงเกินไปหรือเปล่ากับทางทำงาน หรือการใช้ชีวิต บางครั้งเราเลือกที่จะใช้วิธีนี้เพราะความเข้าใจไปเองว่าเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น แต่มันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดูจะรุนแรงหรือตึงเกินไป ทั้ง ๆ ที่ถ้าเราผ่อนลงมาบ้าง เหตุการณ์มันอาจจะดีกว่านี้ กับความรู้สึกของคนรอบข้าง
“ยิ่งสูงยิ่งหนาว” มันคำที่ใช้เปรียบเทียบซึ่งมักจะได้ยินกับบ่อย ๆ จึงต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ กับสิ่งที่เราจะเจอ
บางครั้งหนิงรู้สึกหนักกับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน โดยเฉพาะงานทางด้าน HR. ซึ่งการกำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ มันมีผลกับทุก ๆ คนในองค์กร หากเขาเข้าใจว่านั่นคือหน้าที่การทำงานมันเป็นบทบาทนึงที่เราต้องเป็นต้องทำก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่แล้วทุกคนมีอารมณ์มีความรู้สึกมีความคิด โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกับตัวเองยิ่งทำให้รู้สึกมากกว่าปกติจนลืมไป คิดว่าเราแกล้งเขา มันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวกันไป (แต่หนิงอาจจะคิดมากตรงจุดนี้เองก็เป็นไปได้)
ในบทบาทของ HR. ส่วนนี้ด้วยมั่ง ที่ทำให้เหมือนกับเราเองจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ก็ไม่ค่อยอยากให้มีปัญหาตามมาว่า ไปเข้มงวดกับส่วนอื่น แล้วทำไมส่วนที่ตัวเองดูแลจึงปล่อยปละละเลย อะไรต่าง ๆ นา ๆ มันจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา เราอาจจะตึงกับในส่วนที่เราดูแลมากเกินไปจนทำให้ลูกน้องเราเดือดร้อนหรือเปล่า
ในวันนี้หนิงอาจจะได้ข้อคิดบางอย่างเพิ่มขึ้นในการดูแลจิตใจคนรอบข้าง เพราะบางครั้งเรามัวแต่ดูกฎเกณฑ์จนลืมนึกถึงจิตใจเขาเหมือนกัน…
ไม่รู้ว่าจะต้องแบกอีกนานแค่ไหน…อิอิ
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
ธันวาคม 16, 2008 at 7:34 am | In HR. | 6 CommentsTags: การยอมรับ, การเปลี่ยนแปลง, จุดเปลี่ยน, ทัศนคติที่ดี, ปรับเปลี่ยน, พัฒนา, องค์กร, change
เหตุที่ต้องเขียนเรื่องนี้ เพราะว่า ช่วงนี้ในองค์กรของหนิงเองก็ต้องทำการเปลี่ยนแปลงเอามาก ๆ ทำให้หนิงอยากทำความเข้าใจกับหลาย ๆ คนเกี่ยวกับเรื่องของการยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในครั้งนี้ เพราะมันเป็นผลพวงมาจากการเมือง มันไม่ใช่เรื่องที่องค์กรอยากให้เป็น
จริง ๆ แล้วหนิงเองชอบในเรื่องของการไม่ยึดติดอยู่แล้ว เพราะองค์กรหรือบุคคลใด ๆ ก็ตามที่ยึดติดอยู่กับสิ่งเก่า ๆ ไม่ยอมรับในสิ่งใหม่จะทำให้ล้าหลัง ไม่เกิดการพัฒนา และไม่ทันเหตุการณ์ ดังนั้น องค์กรใด ๆ หรือบุคคลใด ๆ ก็ตามที่สามารถ “change” ได้เร็วเท่าไหร่ก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น
และจากสถานการณ์ต่าง ๆ ทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ต้องทำให้บริษัทฯ ที่หนิงทำงานอยู่ต้องเกิดการปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ในเรื่องของน้ำ, ไฟ, รอบการเดินรถพนักงาน รวมไปถึงรอบของการเข้าทำงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ทำให้สิ่งที่เราคุ้นเคยในหลาย ๆ เรื่องเปลี่ยนไป ความสะดวกสบายที่เคยมีลดหายไป แอร์ที่เคยเปิดได้ตลอด ณ ปัจจุบันอาจจะต้องเปิดหน้าต่างช่วยบ้างในบางโอกาส ซึ่งสิ่งที่หนิงยกตัวอย่างมาทั้งหมดมันก็คือความปรับเปลี่ยน หรือ change ที่เราต้องทำในฤดูกาลนี้ ในเวลานี้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนนั้น ไม่ใช่หมายถึงการก้าวทันเทคโนโลยีเสมอไป เช่น เมื่อก่อนการเก็บข้อมูลต่าง ๆ อาจจะใช้วิธีการถ่ายเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ ณ ปัจจุบันอาจจะมีการเก็บในคอมพิวเตอร์ อะไรแบบนี้เป็นต้น
นี่แหละค่ะ สิ่งที่หนิงต้องการจะบอกกับทุกคนก็คือ การปรับเปลี่ยนนั้น เป็นการปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน ให้เข้ากับการแก้ไขปัญหา เพื่อรองรับอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเปลี่ยน หรือ change ไม่ใช่แค่การปฏิบัติเท่านั้น แต่เราต้องปรับไปถึงความคิดและทัศนคติด้วย เพราะหากเราถูกบอกให้ทำแล้วก็ทำ ๆ ไป เราจะทำแบบไม่เต็มร้อย แล้วผลมันจะออกมาเต็มร้อยได้ยังไงล่ะค่ะ แต่ถ้าเราปรับความคิดเราด้วยพยายามหาถึงเหตุผล สาเหตุ ที่มาที่ไป เราก็จะปรับแบบเต็มใจและเข้าใจเป้าหมายในการทำ ผลสรุปสุดท้ายก็จะดีเอง เพราะทุกคนทราบในเป้าหมายเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกันทั้งองค์กร เมื่อองค์กรอยู่ได้เราก็อยู่ได้จริงไห๊มค่ะ หนิงไม่ทราบนะคะว่าคนอื่นคิดยังไงกับสถานที่ทำงานของตน แต่หนิงรู้สึกว่าที่ทำงานเป็นบ้านที่สองจริง ๆ เราลองคิดดูซิเราใช้ชีวิตในที่ทำงานมากกว่าที่บ้านเสียอีก เพราะอยู่บ้านส่วนใหญ่หนิงจะใช้เวลาไปกับการนอนซะมากกว่า อิอิ (ก็กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำแล้วนี่ใช่ม๊า)
มาวิเคราะห์ตัวเองและคนอื่นกันเถอะ
พฤศจิกายน 23, 2008 at 1:31 am | In HR., ผู้หญิงคิดบวก | 3 CommentsTags: จิตวิทยา, ดูดวง, ทัศนคติบวก, ผู้นำที่ดี, รู้เขารู้เรา, วิเคราะห์พฤติกรรม, วิเคราะห์สไตล์คน, DISC
ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างที่จะ update ข้อมูลเลย แต่ก็กลับมาเพื่อทำตามสัญญาที่ค้างไว้นะคะ ว่าจะเอาสิ่งดี ๆ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ
สำหรับวันนี้ หนิงขอนำเสนอ เกี่ยวกับเรื่องของการวิเคราะห์สไตล์คนดีกว่า ซึ่งจะแบ่งคนแบบ DISC คือ แบ่งคนเป็น 4 รูปแบบพฤติกรรมหลักยังไงล่ะค่ะ (ก็คล้าย ๆ กับการดูดวงนั่นแหละ)
ทำไมต้องวิเคราะห์กันล่ะ
หลาย ๆ คนอาจจะสงสัย สำหรับหนิงเหรอค่ะ หนิงคิดว่าเราได้หลายอย่างมากค่ะ เพราะหากเรารู้เรา รู้เขา รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง ยังไงล่ะค่ะ บางคนก็อาจจะยังไม่ค่อยกระจ่างอีก หนิงขอแยกออกเป็นข้อ ๆ นะคะ เช่น
- ถ้าเรารู้ตัวเราว่าจุดแข็งอยู่ที่ไหน เราก็ทำให้จุดแข็งของเราดียิ่งขึ้นไปอีก
- ถ้าเรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน เราก็พัฒนาให้มันดีขึ้น
- ถ้าเรารู้ว่าจุดอ่อนและจุดแข็งของคนอื่นอยู่ตรงไหน เราก็จะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ก็คล้าย ๆ กับ put the right man on the right job นั่นแหละค่ะ
- หากเรารู้ว่าพฤติกรรมของคนที่เราติดต่อเป็นอย่างไร เราก็จะรู้ว่าเราจะใช้วิธีไหนในการสื่อสารกับคน ๆ นั้นยังไงล่ะค่ะ จะได้คุยกันรู้เรื่องมากขึ้น
- แล้วก็อีกมากมายค่ะ
เห็นไห๊มล่ะค่ะ เพียงแค่เรารู้หลักในการสำรวจสักนิด สิ่งที่เราจะได้ตั้งมีตั้งเยอะแยะ งั้นเราลองมาดูกันนะคะ ว่าเจ้า DISC เนี่ยเป็นยังไง โดยปกติเราจะต้องอาศัยแบบสำรวจ ซึ่งจะต้องใช้ความคิดแรกในการอ่านเป็นตัวช่วยวัดนะคะ แต่ตอนนี้เราไม่มีแบบสอบถาม เอาเป็นว่ามาดูในแต่ละตัวกันเลยดีกว่านะคะ
ตัวแรกคือ ตัว D ย่อมาจาก Dominance จะพูดถึง เป้าหมาย ตนเอง ผลลัพธ์ คุณค่า การเปลี่ยนแปลง ภาพใหญ่ และชัยชนะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนประเภทนี้จะเป็นพวกชอบสั่งการค่ะ คิดไงก็พูดงั้น ไม่ค่อยอ้อมค้อมเท่าไหร่ บุคคลประเภทนี้ มักจะ เรียกร้อง ยึดตัวเองเป็นหลัก ทะเยอทะยาน ชอบริเริ่มสิ่งใหญ่ มุ่งมั่นแข็งขัน เด็ดเดี่ยว แน่วแน่ ก้าวร้าว ชอบแข่งขัน เด็ดขาด กล้าได้กล้าเสีย อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ
ตัวถัดมาก คือ I ย่อมาจาก Influence จะพูดถึง ผู้คน สังคม Team Spirit สิ่งดี ๆ อนาคต แล้วก็ตนเอง ว่ากันง่าย ๆ ก็เป็นพวกชอบโน้มน้าวอ่ะค่ะ แคร์คนที่อยู่รอบข้างนะคะ แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ บุคคลกลุ่มนี้มักจะ พูดมาก น้ำท่วมทุ่ง สร้างแรงบันดาลใจ ดึงดูด จูงใจ ฉลาด กระตือรือร้น แสดงความรู้สึก โน้มน้าวใจ อบอุ่น ทำให้เชื่อ พูดจาสละสลวย คิดในแง่บวก ไว้วางใจ เป็นกันเอง
ตัวต่อไป ก็คือ S ย่อมาจาก Steadiness จะพูดถึง ความรู้สึก ข้อตกลง หลักการ อดีต ข้อพิสูจน์ ความชำนาญของทีม เป็นคนนิ่ง ๆ ดูยาก เงียบ ไม่พูด จะเป็นพวกที่ยึดแบบแผน มักจะเฉื่อยชา ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ค่อยชอบเปลี่ยน ไม่แสดงความรู้สึก เฉยๆ คุมสถานการณ์ คาดเดาได้ สม่ำเสมอ รอบคอบ หนักแน่น มั่นคง
ตัวสุดท้ายคือ C ย่อมาจาก Compliance จะพูดถึง ความจริง วิเคราะห์ กฎ รายละเอียด คำสั่ง เรื่องที่เชี่ยวชาญ เป็นผู้ที่ชอบใช้ข้อมูลแหลก เป็นพวกที่ชอบวิเคราะห์นั่นเอง คนกลุ่มนี้มักจะ หลีกเลี่ยง วิตกกังวล รอบคอบ ขึ้นอยู่กับข้อมูล ระมัดระวัง มีระเบียบแบบแผน พิถีพิถัน เรียบร้อย เป็นระบบ มีชั้นเชิง ละเอียดละออ รู้จักกาลเทศะ ใจกว้าง พิจารณาอย่างตรงไปตรงมา
เป็นยังไงบ้างค่ะ คิดว่าตัวเองเป็นตัว D, I, S หรือ C ค่ะ
หนิงมองว่าจริง ๆ แล้ว คนทุกคนจะมีพฤติกรรมทั้ง 4 แบบอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ภาวะอารมณ์ ลักษณะงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ว่าเราเป็น S แล้วจะเป็น S ตลอด เพียงแต่ภาพรวมเราอาจจะเป็นคนที่มีลักษณะของ S ที่เด่น แต่จริง ๆ แล้วเราก็อาจจะมีทั้ง D, I, และ C ร่วมด้วยก็เป็นไปได้ค่ะ
และจากการวิเคราะห์นี้ ในฐานะที่อยู่ HR. หนิงมองว่าหากเรารู้ว่าคนไหนเด่นในเรื่องใด เราก็สามารถวางงานเขาให้เหมาะสมกับตัวของเขาได้โดยที่เขาเองก็ชอบกับงานนั้นเพราะถนัดที่จะทำ เราเองก็จะได้งานที่ดีจากเขาด้วย ปัญหาก็จะน้อยลง (จะบอกว่าไม่มีก็เกรงใจค่ะ เพราะน่าจะยาก อิอิ)
ที่นี้เมื่อเรารู้แล้วว่าบุคคลคนนี้เป็นคนประเภทไหน เราก็จะรู้แล้วล่ะค่ะว่าจะต้องใช้วิธีใดในการพูดคุย สื่อสารกับเขา เช่น
- ถ้าเขาเป็น D เราควรจะพูดกับเขาแบบตรงไปตรงมา พูดเนื้อ ๆ ให้กระชับ
- ถ้าเขาเป็น I เราต้องแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก ความเห็นอกเห็นใจ อย่าพูดฝ่ายเดียว
- ถ้าเขาเป็น S เราต้องอยู่นิ่ง ๆ ค่อย ๆ พูด และตั้งใจฟัง
- ถ้าเขาเป็น C เราต้องจัดเตรียมข้อมูลไปเยอะ ๆ และตอบสนองก็สนทนาอย่างมีเหตุมีผล
ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ จริง ๆ หนิงอยากจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมให้อีก แต่เกรงว่าจะยาวเกินไป เอาเป็นว่า ถ้าใครสงสัยก็เขียน comment มาก็แล้วกันนะคะ หนิงจะตอบให้ ขอบคุณค่ะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.
