คุณแม่ขา…มาป้องกันท้องลายกันดีไห๊ม?
กรกฎาคม 25, 2009 at 12:28 pm | In ก่อนคลอด | 1 Commentปัญหาเรื่องผิวแตกลายตอนตั้งตรรภ์มันเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์กังวล และไม่ปรารถนาเอาซะเลย ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะว่า จริง ๆ แล้วปัญหาเรื่องท้องลายเนี่ยมันแก้ไขหรือป้องกันยากมาก ๆ ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคนมากกว่า เพราะเท่าที่หนิงเคยสอบถามมา บางคนมีลูกตั้ง 2-3 คนด้วยซ้ำ แต่ท้องไม่ลายเลย มิหนำซ้ำเขาไม่ได้ดูแลผิวเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นครีม โลชั่น น้ำมัน ไม่ได้ใช้เลยซักอย่าง หนิงก็เลยเดาเอาเองนะคะว่า ให้ดูง่าย ๆ ว่าปกติเรามีร่องรอยของการแตกลายบริเวณก้น ต้นขา หรือด้านล่างของข้อพับเข่าบ้างหรือเปล่า หากมีนั่นน่าจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าโอกาสในการที่ตั้งครรภ์แล้วท้องน่าจะต้องลายเป็นแน่ แต่ไม่ใช่ว่าพอหนิงบอกไปแบบนี้แล้ว เราจะไม่ทำการป้องกันเอาซะเลยนะคะ เพราะวันนี้หนิงตั้งใจว่าจะมาบอกถึงแนวทางในการป้อกันท้องแตกลายค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอบอกกับเหล่าบรรดาคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนก่อนนะคะว่า เรื่องท้องลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นแม่เกือบทุกคน อย่าไปกังวลจะเกิดความเครียดเพราะจะทำให้ลูกในท้องเครียดไปด้วยนะคะ สำหรับข้อแนะนำมีดังนี้ค่ะ
- การออกกำลังกาย เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของผิวหนังและกล้ามเนื้อค่ะ
- ควรเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยในการดูแลผิว เช่น มะเชือเทศ ส้ม แครอต โยเกิร็ต ถั่ว หรือแม้กระทั่งน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอกับร่างกายเพื่อไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้น และขณะเดียวกันต้องไม่รับประทานอาหารที่ทำลายสุขภาพผิวด้วย เช่น ของทอด แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และคาเฟอีน เป็นต้นนะคะ
- พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขยับสูงขั้นเร็วเกินไป
- การใช้ครีมบำรุงผิว สำหรับวิธีนี้หนิงมองว่าอาจจะช่วยไม่ได้มากนัก และอาจจะก่อให้เกิดโทษกับลูกน้อยด้วยซ้ำไปค่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้วครีมหรือโลชั่นตาง ๆ มักจะประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ มากมาย หนิงจึงขอแนะนำให้ใช้น้ำมันงาดีกว่าเพราะมีวิตามินสูงมาก ๆ เลย ไม่งั้นก็เป็นน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกก็ยังดีกว่าครีมหรือโลชั่นนะคะ แต่กลิ่นอาจจะไม่พึงประสงค์นัก อิอิ
- พยายามอย่าเกา แค่เอามือลูบ ๆ ก็พอค่ะ และควรจะตัดเล็บให้สั้นด้วยนะคะ
- ท่านอน เพราะช่วงที่ท้องโตอาจจะนอนหงายไม่สะดวกเพราะอาจจะปวดหลัง จึงต้องนอนตะแคง แต่ขณะเดียวกันการนอนตะแคงก็จะทำให้เกิดการดึงรั้งไปข้างหนึ่งซึ่งอาจทำให้หน้าท้องลายได้ง่าย ๆ จึงควรหาผ้าหรือหมอนมารองรับหน้าท้องขณะที่นอนตะแคงเอานะคะ
เห็นไห๊มค่ะ ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทั่วไปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้เป็นแม่คน จงภูมิใจกับสิ่งที่จะเกิดดีกว่านะคะ อย่าน้อยสิ่งนี้ก็ทำให้เราคิดบวกและสบายใจขึ้น แต่หากเราสามารถหาวิธีป้องกันได้จะลองทำดูก็ไม่เสียหาย จริงไห๊มค่ะ เจ้านาย อิอิ
ไปเกาะไข่-เกาะพีพี กันดีกว่า
มิถุนายน 17, 2009 at 5:27 am | In ท่องเที่ยว | 11 CommentsTags: ทะเลสวย ๆ, ท่องเที่ยว, ภาพทะเล, ภาพวิว, ภาพสวย ๆ, เกาะพีพี, เกาะภูเก็ต, เกาะยาวน้อย, เกาะไข่, ไปเที่ยว
เป็นอีกครั้งที่หนิงโชคดีมาก ๆ ค่ะ ที่อยู่ดี ๆ 9mot ก็มาชวนไปเกาะไข่กะเกาะพีพี แบบจะว่าไม่ทันตั้งตัวก็ไม่เชิง เพราะว่าก็รู้ล่วงหน้าสัก 2-3 วันเหมือนกัน และยังโชคดีอีกตรงที่ว่า วันที่พวกเราเดินทางไปกันอากาศงี้ดีมาก ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงของหน้าฝนแท้ ๆ แต่กลายเป็นว่าท้องฟ้าปลอดโปร่งซะ ทำเอาหนิงอดไม่ได้ที่จะต้องตาม 9mot ให้มาเป็นตากล้องถ่ายรูปสวย ๆ กับวิวทะเลให้ บังเอิญว่าคราวนี้เป็นนางแบบคนเดียวซะด้วยซี อิอิ ไม่มีใครมาแย้ง scene เลยล่ะ 555
เริ่มด้วยเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 มิ.ย. 52) พวกเราออกเดินทางจากบ้านประมาณเกือบ ๆ แปดโมงเช้า ไปทานติ่มซำเจ้าประจำ (บุญรัตน์สาขาหน้าโรงเรียนดาวรุ่ง) จากนั้นเราก็เดินทางมารอรถที่ สุโข สปา ได้เวลานัดคือ 08.45 รถตู้ก็มารับ แล้วก็ไปรับลูกค้าอีกคู่นึงที่ถนนถลาง ไปถึงที่ท่าเรือ ดูเหมือนว่าพวกเขารอแค่เรา 4 คนเท่านั้น เพราะไปถึงไกด์ก็บอกให้คนอื่น ๆ และพวกเราขึ้นเรือกันเลย แต่ก่อนลงเรือก็มีคนถ่ายรูปพวกเราเก็บไว้ทีละคู่ ๆ จากนั้นก็ขึ้นเรือเป็นที่เรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าเรือคงจะขับไปแบบช้า ๆ แต่ที่ไหนได้กลายเป็นว่าเรือเขาความเร็วใช้ได้เลยทีเดียวเชียวละ ดูบรรยากาศภายในเรือกันเลยนะ

รู้สึกว่าเราจะมีผู้ร่วมเดินทางกันทั้งหมด 24 ชีวิต (ไม่รวมไกด์และพนักงานบนเรือนะคะ)
ลงเรือไปประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย เกาะไข่ไงจ๊ะ ช่วงก่อนถึงขอบอกว่าสวยจริง ๆ ค่ะ มองออกไปจากหัวเรือเห็นหาดทรายสีขาว กับน้ำใส่ ๆ สีเข้ม ๆ ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

แต่วันที่หนิงไป เรือไม่สามารถขึ้นไปจอดเทียบท่าได้ ก็มีเรือหางยาวมารับ และครั้งแรกคิดว่าคนบนเกาะจะเยอะ เพราะก่อนหน้านี้เพื่อน ๆ ที่เคยมาบอกเอาไว้แบบนั้น นี่ก็เป็นความโชคดีของหนิง
อีกอย่างในวันนี้ค่ะ เพราะสามารถถ่ายรูปกับวิวได้โดยไม่ติดศีรษะใครเลย อิอิ มาลองดูรูปกันดีก่านะคะ ว่าจะสวยงามขนาดไหน ก็อย่างที่บอกแหละค่ะว่าไม่มีใครแย้ง scene เลย งานนี้โชว์เดี่ยวค่ะ 
ไม่ได้พักงานมาหลายวัน และรู้สึกมีเรื่องวุ่นวายใจมาเป็นอาทิตย์ ทำให้การเดินทางในครั้งนี้ เหมือนไปปลดปล่อยจริง ๆ ค่ะ อีกอย่างไม่รู้จักใครเลยซากคน จะทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจมากนะ เลยได้ภาพแบบนี้มาล่ะ อิอิ
ท่าที่พลาดไปไม่ได้อีกท่า ก็คือ “กระโดด” ค่ะ คราวนี้มันน่าตื่นเต้นดี เพราะกระโดดเสร็จไปดูที่หน้าจอกล้องเห็นแล้วสะใจดี ขอช่างภาพส่วนตัวถ่ายอีก 2 รูปล่ะ ไม่ค่อยเลยเรา 555
อีกอย่างที่ทำให้หนิงรู้สึกน่าตาตื่นใจเหมือนกับมีคนมาจัดเตรียมไว้แล้ว ก็คือ ปลาค่ะ ปลาที่นี้มันเชื่องจริง ๆ และเยอะมาก ๆ ขนาดเราอยู่แค่น้ำตื้น ๆ เองนะคะ และด้วยความที่น้ำมันใสมาก ๆ มันสะใจจริง ๆ ล่ะ ไม่รุจาบรรยายยังไง ดูเอาเองดีก่านะ
เห็นรูปกันแล้ว ก็รีบตัดสินใจไปเยี่ยมเยียนเกาะไข่กันเถอะค่ะ เสียดายจัง เพราะนอกจากปลาลายเสือที่เห็นกันอยู่ ยังมีปลาเกาหลีด้วยนะ แต่เท่าที่ทราบมาบางช่วง มีทั้งปลาญี่ปุ่นน่ารัก ๆ แล้วก็อีกหลากหลายเลยค่ะ 555 จากรูปที่เห็น ขอบอกว่าปลามันมาตอดขาจริง ๆ เลยนะ กลัวมันจะกัดอยู่เหมือนกัน ล้อเล่นน่า ไม่ใช่ปิลันยาซะหน่อย แต่ก็คอยระวังกันเอาเองนะ
ไม่รู้ล่ะ มาคราวนี้ร้อนแค่ไหน แดดออกยังไง หนิงไม่หวั่นเลย กระทั่งเรือขับไประหว่างทาง ยังออกมาอาบแดดด้านหัวเรือให้ช่างภาพถ่ายเลยล่ะจ้า
ไปคราวนี้ไม่ได้ไปเกาะไข่อย่างเดียวนะคะ แต่หนิงได้แวะไปทานข้าวเที่ยงที่เกาะยาวน้อย สำหรับอาหารอาจจะเป็นแบบง่าย ๆ คงเป็นเพราะนักท่องเที่ยวด้วยมั่งค่ะ เพราะเคยเห็นรูปของ group อื่นเขาได้ทานอาหารแบบบุฟเฟ่ แต่ก็ไม่ได้แย่นะคะ หลังจากทานอาหารเสร็จเขามีนักเต้นรุ่นจิ๋วมาโชว์ให้พวกเราดูด้วยล่ะ น่ารักดีค่ะ
จากนั้นไกด์ก็พาเราขึ้นเรือไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไปที่เกาะพีพี ช่วงนั้นบางคนเพิ่งทาน
ข้าวอิ่มก็ถือโอกาสนอนหลับพักผ่อนไป บางคนก็ไปนอนอาบแดดที่หัวเรือ ส่วนหนิงและช่างภาพก็เข้า ๆ ออก ๆ ตามสถานการณ์ค่ะ ตั้งแต่เกิดสึนามิขึ้น หนิงเองยังไม่ได้เดินทางมาที่เกาะพีพี อีกเลย
นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีได้แล้วซินะ ยังสวยเหมือนเดิมเลยค่ะ เพียงแต่ที่ตัวเกาะพีพีเอง หนิงว่าร้านค้าอาจจะเยอะไปนิดนึง แต่เกาะอื่น ๆ ที่เป็นเกาะบริวารก็ยังคงสวยอยู่ จริง ๆ วันนั้นเขาจอดเรือให้พวกเราลงไปดูปะการัง แต่หนิงไม่ค่อยชอบลงน้ำเท่าไหร่ ก็เลยเล่นเกมส์รออยู่บนเรือค่ะ
ได้เวลา 4 โมงตรง พวกเราก็เคลื่อนขบวนกลับ ก็น่าตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเริ่มมีคลื่น ทำให้บางช่วงบางจังหวะมีลุ้นนิด ๆ (บังเอิญเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวอุบัติเหตุทางน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยอ่ะค่ะ น่าฉงฉารไห๊ม) เลยต้องพยายามทำให้หลับ จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่น่าเชื่อทำได้ดีจริง ๆ ค่ะ แปล๊บเดียวหลับ ตื่นก็ตอนใกล้ถึงฝั่งแย้ว ปลอดภัยกลับมา ต้องขอขอบคุณ 9mot นะคะที่หาทัวร์ดี ๆ ให้ รู้สึกว่าจะไปอ่านมาจาก blog ของคุณ yut อ่ะค่ะ
นิวซีแลนด์วันที่สาม Twizel – Arrow Town และ Queens Town
พฤษภาคม 24, 2009 at 11:17 am | In ท่องเที่ยว | 3 CommentsTags: arrow town, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, นิวซีแลนด์, พักผ่อน, ภาพสวย ๆ, new zealand, NZ, Queens Town, twizel
เย้! วันนี้อากาศก็ยังคงเป็นใจให้กับพวกเราอีกวัน ตื่นเช้ามาเจออากาศเย็น ๆ กับแสงอุ่น ๆ และแม่คนิ้งมีความสุขจัง อิอิ

หลังจากทานอาหารและจัดเตรียมอาหารสำหรับมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเคลื่อนขบวน ก่อนอื่นต้องไปเติมน้ำมันกันก่อน ที่นี่ต่างจากเมืองไทยนะคะ เราต้องเติมน้ำมันเองแล้วก็ต้องเข้าไปจ่ายเงินในร้านเองด้วย แสดงว่าที่บ้านเมืองเขามีความซื่อสัตย์กันจริง ๆ นะคะ ลองมาใช้ระบบนี้ในเมืองไทยดูซิค่ะ รับรองเจ้าของปั้มเจ้งแน่ ๆ 555
เป้าหมายแรกของพวกเราในวันนี้ก็คือ ฟาร์มปลาเซลมอนค่ะ หนิงกับ 9mot ไม่ได้ตื่นเต้นที่ได้เห็นฟาร์มปลาเซลมอนหรอกนะคะ แต่ตะลึงกับวิวฝั่งตรงข้ามมากกว่าค่ะ เพราะมันเหมือนกับสรวงสวรรค์เลยที่เดียว ลองดูซิค่ะว่าที่บอกจริงอ่ะป่าว (อย่าเพิ่งอิจฉานะคะ แค่วันที่สองเอง อิอิ)


อดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายภาพหมู่กันอีก คราวนี้ครบทีมกันเลยทีเดียวค่ะ จากซ้ายไปขวานะคะ พี่ยุ้ย, น้องจ๊ะ, พี่สมชาย, พี่อ๊อด, พี่เหน่ง, พี่แจ๋ว, พี่จักร, พี่ตะวัน, พี่เปิ้ล, หนิงเอง, พี่อ้อย, พี่วิโรจน์ และ 9mot ค่ะ
อุ๊ย! มัวแต่โชว์รูปจนเพลิน ลืมเล่าไปเลยค่ะว่า พวกเราได้ซื้อเนื้อปลาเซลมอนสด ๆ มาด้วย เพื่อเป็นอาหารมื้อเย็นของวันนี้ เพ็คอย่างดีค่ะ สดมาก ๆ และทางทีมเราก็ได้จัดเตรียมผู้เฝ้าปลาเซลมอนไว้ด้วยเป็นใครไปไม่ได้ค่ะ นอกจากแม่ครัวใหญ่ของเราพี่อ้อยนั่นเองค่ะ
จากนั้นพวกเราก็ไปยังเป้าหมายถัดไป ซึ่งเป็นคำขอของพี่เหน่ง (สาวนัก shop ประจำ trip ค่ะ) เราไปกันที่ร้าน Clearance Sale ซึ่งมีร้านขายกาแฟในบริเวณเดียวกันด้วย ภาพวิวบริเวณร้านนี้สวยมากเช่นกัน อดใจไม่ไหว หนิงและ 9mot (ช่างภาพประจำตัว อิอิ) อดใจไม่ได้ที่จะต้องซื้อกาแฟดื่มกันก่อน (ปกติชอบกลิ่นกาแฟมากค่ะ) แล้วก็ออกมาถ่ายภาพกัน ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

หลังจากที่ได้ shopping กันไปแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อ แต่ไม่น่าพวกเราก็ต้องแวะจอดรถถ่ายรูปกันอีกแล้ว ก็อดใจไม่ไหวนี่ค่ะ กับภูเขาและท้องฟ้า สวยซะจนพวกเราอดใจที่จะลงไปกระโดดกันไม่ได้เลยล่ะ แม้แต่พี่จักรวัย 21 ได้ร้อยก็ยังไม่เว้นกันเล๊ย
กระโดดกันจนหนำใจ พวกเราก็ขึ้นรถเดินทางต่อ ไปได้สักพักใหญ่ รถคันแรกเพิ่งรู้ตัวว่ารถคันหลังไม่ได้วิ่งตามมา รออยู่พักนึง ต้องขับรถกลับไปตาม ปรากฎว่ารถคันเขียนเกิดอุบัติเหตุยางแตก ดีนะคะที่คนขับเฉลียวใจ เลยจอดดูซะก่อนเลยไม่มีใครบาดเจ็บค่ะ มาดูภาพที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยนยางนะคะ

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ พวกเราได้ข้อสรุปกันว่า ต่อไปเวลาเช่ารถกรุณาเช็คสภาพของยางอะไหล่ด้วยค่ะ เพราะวันนั้นดีนะคะที่พวกเราเช่ารถมาสองคัน เพราะยางอะไหล่ของรถคันที่ยางแตกไม่สามารถใช้การได้ เพราะยางไม่มีลม พอจะแก้สถานการณ์โดยเอายางอะไหล่ของอีกคันมาใส่แต่ขนาดไม่เท่ากันอีก ก็เลยขับไม่เรื่อย ๆ ไม่เร่งมากค่ะ
จากนั้นเราก็แวะที่ร้านผลไม้ร้านดัง ได้ลองชิมไอศครีมด้วย อร่อยมาก ๆ เลย เพราะเขาใช้ผลไม้สด ๆ ปั้นรวมกับไอศครีมเลย อู๊ย สุดบรรยายค่ะ

ได้ชิมผลไม้ และไอศครีม รวมไปถึงซื้อไปทานกันค่ำนี้เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรีบเดินทางต่อไปยังเมือง Arrow Town เพราะพวกเราต้องเสียเวลากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้พอควร เมื่อมาถึงเมือง Arrow Town รถยังไม่ทันจอดสนิทเลย ก็เล็งที่จะถ่ายภาพกันเรียบร้อย เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ดูตรงไหนก็น่ารักไปหมดเลยค่ะ
หลังจากเราเข้า check in เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็โหวดกันว่าจะไปที่ coronet peak กันหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นจะไป Queens Town กันต่อ สรุปว่าจะไปกันทุกที่ แต่เมื่อไปถึง Coronet peak พี่ตะวันเล่าให้ฟังว่า ปกติแล้วที่นี่เป็นสถานที่เล่นสกี ซึ่งช่วยกลางเดือน เม.ย. หิมะก็ยังพอมีหนาอยู่ แต่วันที่พวกเราไปกันนั้นหิมะละลายไปเกือบหมดแล้วอ่ะค่ะ เลยเอาหิมะมาฝากได้แค่เนี่ยค่ะ

จากนั้นเราก็ไปกันที่ Queens Town ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างเป็นเมืองธุรกิจ มีร้านขายเสื้อผ้าและของฝากเยอะทีเดียว นัก shop ในทีมเราก็ไม่พลาดกันอยู่แล้ว ได้ติดไม้ติดมือกันมาพอควร จนใช้เวลากันเกินเวลานัดที่ต้องไปทำอาหารมื้อเย็นกัน คนที่รอก็ท้องกิ่วกันไปนิดนึง

พอถึงที่พัก ก็นำของที่พี่ตะวันเป็นผู้เสียสละไปซื้อกับข้าวออกมาจัดแจง ซึ่งคืนนี้พวกเราได้ทานอาหารอร่อย ๆ หลายอย่าง เช่น ปลาเซลมอนสด ปลาเซลมอนย่าง หรือแม้กระทั่งหอยแมงภู่นิวซีแลนด์ต้มที่มีขนาดใหญ่ทีเดียว และรสชาดก็ดีกว่าหอยไทย เพราะปกติถ้าเราทานหอยที่มีขนาดเท่านี้ เนื้อจะเหนียวมาก ๆ แต่นี่เนื้อยังนุ่มอร่อยมากเลยค่ะ บวกกับน้ำจิ้มรถเด็ด ๆ ที่บรรดาเหล่าแม่ครัวช่วยกันปรุง และตบท้ายด้วยชมรม wine ตั้งวงกันก่อนนอนกันต่ออีก หลังนั้นพวกเราก็พักผ่อนในบ้านพักหลังนี้กันค่ะ

ตั้งใจรอ
เมษายน 1, 2009 at 12:00 pm | In Ashtanga Yoga, Uncategorized | 2 CommentsTags: โยคะ, Ashtanga Yoga, อัษฎางคโยคะ, อยากฝึกโยคะ, william
หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้ก็ขอกลับมาสู่เรื่องของโยคะซะที เพราะช่วงก่อนหน้านี้ หนิงยุ่ง ๆ อยู่กับหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเครียดในบางครั้งด้วยซ้ำไป แต่ยังไงก็ตามภายในใจยังไม่เคยคิดที่ห่างไปจากโยคะเลย เดือนกว่า ๆ ที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ฝึกโยคะเลย ทำให้หนิงโหยหายิ่งนัก แต่ทำไงได้ภารกิจทั้งงานราษฯ งานหลวง เต็มไปหมด คาดว่าพรุ่งนี้คงจะได้เริ่มต้นใหม่กับโยคะซะที คาดว่าต้องเมื่อยมากแน่ ๆ ค่ะ แต่เมื่อประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมาหนิงก็ได้มีโอกาสฝึกโยคะครั้งนึง ก็ไม่ได้รู้สึกทรมานมาก รู้สึกว่าทำท่าได้ยากขึ้นในบางท่าเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ค่อนข้างจะดีขึ้นด้วยซ้ำไปค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ นะคะ ต้องมารอดูผลงานในวันพรุ่งนี้แหละค่ะว่าจะเป็นยังไง อ้อ! ไม่ใช่ซิ ดูพรุ่งนี้คงไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้ฝึกคาดว่าสักวันเสาร์ไม่งั้นก็อาทิตย์ล่ะที่จะออกอาการ
มีอีกเรื่องที่จะมา update ค่ะ คือ ตอนนี้ครูทิพย์ให้ครู william มาสอนแทนประมาณเดือนนึงค่ะ ทำให้เพื่อน ๆ ในคลาสบางคนตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ค่ะ น่าจะเป็นเพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างมังค่ะ อิอิ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คนค่ะ บางคนก็อาจจะคิดว่าใครสอนก็ได้ แต่ให้ได้ฝึกก็พอแล้ว แต่สำหรับบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าอยากจะได้ครูดี ๆ มีความรู้ความสามารถมาก ๆ เท่านั้น ก็อาจจะอยากเลือกนิดนึง แต่อย่างที่หนิงเคยบอกไว้แหละค่ะว่า เท่าที่เจอครูสอน Ashtanga Yoga มาสอนดีทุกคนเลยค่ะ ไม่เคยผิดหวัง
และที่หนิงบอกว่า “ตั้งใจรอ” เพราะห่างหายไปนาน บางวันเหมือนกันวันจะได้ไปฝึกแล้วเชียว แต่ก็มีเหตุให้ไปไม่ได้ซะงั้น แต่หนิงก็ตั้งใจว่าวันศุกร์เช้ายังไงก็น่าจะได้ไปฝึกแน่นอน ส่วนในวันพรุ่งนี้ช่วงเย็นก็ต้องรอลุ้นค่ะ เพราะว่าต้องไปงานศพญาติของเพื่อนอีกแล้วอ่ะ ถ้าเลื่อนนัดได้คงไปฝึกแน่นอนค่ะ เพราะเสาร์-อาทิตย์นี้ เผลอ ๆ อาจจะวันจันทร์ด้วยมั่ง หนิงต้องเดินทางไปเขาหลักอีก เหนื่อยมาก ๆ ค่ะตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา ช่วงนี้ดวงเรื่องการเดินทางน่าจะขึ้นสูงด้วยอ่ะค่ะ เดินทางเยอะมาก ๆ 555
เชียงใหม่-ขุนวาง
มกราคม 16, 2009 at 7:51 am | In ท่องเที่ยว | 2 CommentsTags: ขุนวาง, ซากุระ, ดอกซากุระ, ถ่ายภาพ, ท่องเที่ยว, ผาลาดตะวันรอน, ภาพสวย ๆ, ลีลานางแบบ, เชียงใหม่, แกงไตปลา
หลังจากที่พวกเราออกจากขุนช่างเคี่ยน พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังขุนวางต่อ เพราะพวกเราวางแผนว่าจะไปค้างคืนกันที่ขุนวางค่ะ ระหว่างทางมีเพื่อนของเพื่อนโทรมาบอกว่าให้ลองไปทานอาหารที่ร้านอยู่ที่ทางขึ้นดอยสุเทพ ชื่อว่า “ร้านผาลาด ตะวันรอน” ซึ่งมีน้ำตกไหลผ่านกลางร้านเลย ก็ต้องยอมรับนะคะว่าบรรยากาศดีจริงค่ะ แต่สำหรับอาหารพวกเราคิดเหมือนกันทุกคนค่ะว่า ถ้าเทียบกับราคาแล้วอาจจะแพงไปนิด และรสชาดก็ยังไม่ถึงกับต้องกลับไปอีก แต่ก็ไม่ใช่ไม่อร่อยเลยนะคะ ไม่งั้นก็อาจจะเป็นเพราะพวกเราเป็นเด็กใต้ยังไม่ค่อยคุ้นกับรสชาดอาหารเหนือก็เป็นไปได้อ่ะค่ะ
จากนั้น พวกเราก็เดินทางต่อไปยังขุนวาง ตอนแรก 9mot กะว่าจะลองไปดูสถานที่ถ่ายภาพสำหรับพรุ่งนี้ก่อนเข้าไปที่ขุนวาง คือขุนวางจะต้องเข้าไปจากทางแยกก่อนถึงอุทยานดอยอินทนนท์อ่ะค่ะ แต่เกรงว่าจะไม่ค่ำซะก่อน ก็เลยเปลี่ยนใจเดินทางตรงไปยังขุนวางเลย พอไปถึงพวกเราก็ไปติดต่อเรื่องที่พัก ซึ่งก็ OK. นะคะ เป็นห้องรวม 2 ห้องติดกัน แต่พวกเราใช้กันเพียงห้องเดียว เพราะว่าเราไปกันแค่ 5 คนเอง แต่ดู ๆ แล้วทั้งสองห้องรวมกันน่าจะนอนได้ถึง 12 คนเชียวล่ะ แต่ต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน คือห้องน้ำอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 สองอ่ะค่ะ เมื่อเข้าที่พักเรียบร้อย พวกเราก็ท้องร้องไปติดต่อกับร้านอาหารเพื่อนัดเวลาทานอาหารค่ำกัน เขานัดเราประมาณทุ่มครึ่ง พวกเราก็เลยมาอาบน้ำกันก่อน ได้เวลานัดเราก็ไปที่ร้านอาหาร วันนั้นพวกเรารู้สึกเอร็ดอร่อยกันมาก อาจจะเป็นเพราะผักที่เขาใช้สดด้วยล่ะมั่ง วันนั้นพวกเราสั่งผัดผัก, ไข่เจียว, ปลาทับทิมทอด, แกงจืดเต้าหู้ แล้วก็เอาอาหารโปรดจากภูเก็ตไปด้วย อิอิ ก็แกงไตปลาแห้งซึ่งเป็นของฝากพื้นเมืองของภูเก็ตไงล่ะค่ะ ขณะที่ทานอาหารเราก็เจอกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มนึง ก็พูดคุยทักทายกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ดูท่าจะชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่เป็นกลุ่มที่เกษียณแล้ว (เขาน่ารักกันมาก ๆ เลยล่ะ ดูมีความสุขดี คุยกันสนุกสนาน ก็คงคล้าย ๆ กับพวกเราเพียงแต่อยู่คนละวันเท่านั้นเองค่ะ) หลังจากนั้นพวกเราก็ไปพักผ่อน แต่ช่วงที่ยังไม่หลับหนิงกับจอยออกมาเข้าห้องน้ำด้านนอก ก็เลยถือโอกาสแอบถามว่าอุณหภูมิเท่าไหร่เหรอค่ะ เขาบอกว่า 10 องศา แต่ความรู้สึกของหนิงรู้สึกว่าไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีลมด้วย และอีกอย่างห้องที่พักพวกเราก็ปิดกันลมอย่างดี เลยไม่รู้สึกหนาวมากนัก รอดไปหนึ่งคืน
เช้าขึ้นมาพวกเราก็ไปที่ร้านอาหารตามเวลานัดคือ 07.00 น. ตื่นตาตื่นใจมากค่ะกับสลัดผัก แล้วก็ข้าวต้มร้อน ๆ ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ ลองดูภาพกันนะคะ

รับรู้ได้ถึงความกรอบและสดของผักเลยล่ะค่ะ พวกเราทานกันซะเกลี้ยงเลย ทานอาหารมื้อแรกเรียบร้อยแล้ว นางแบบก็เริ่มทำหน้าที่เขากล้อง ไปดูภาพกันดีกว่าค่ะ วางทั้งวิวซากุระ และลีลานางแบบแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้าง อิอิ

กลับมารายงานตัวแล้วจ้า
มกราคม 13, 2009 at 7:02 am | In Uncategorized | Leave a Commentหนีไปเที่ยวมาหลายวัน จนแฟนคลับบางคน mail มาต่อว่าแล้วด้วยล่ะ ยังไงก็ดีใจนะคะที่ติดตามเพราะนั่นคือกำลังใจที่ทำให้หนิงยังคงเขียน blog มาได้จนทุกวันนี้อ่ะค่ะ
คราวนี้หนิงไปเที่ยวที่เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-ตาก มาค่ะ บางที่ก็เป็นที่ใหม่ยังไม่เคยไปมาเลย แล้ววันหน้าหนิงจะเอารูปของแต่ละที่มาให้ดูนะคะ จะได้ดูกันว่าที่เมืองไทยก็มีอะไรดี ๆ อีกเยอะให้พวกเราคนไทยได้ไปเที่ยวกันค่ะ
อ๋อ คราวนี้หนิงได้แวะไปที่ปายอีก เสียดายจังค่ะ กะไว้ว่าจะนัดเจอกับคุณ gummy ซะหน่อย ไปหาถึงร้านแล้วเชียว แต่คุณ gummy ไปทำธุระข้างนอกอยู่อ่ะค่ะ ไว้โอกาสหน้าค่อยเจอกันนะคะ
ความรู้สึก (ส่วนตัว) กับ Macrobiotics ค่ะ
ตุลาคม 19, 2008 at 7:26 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 6 CommentsTags: การเลือกวัตถุดิบ, ลดความอ้วน, วิถีการกิน, อาหารลดความอ้วน, อาหารสุขภาพ, อาหารเพื่อสุขภาพ, เครื่องปรุง, แมคโครไบโอติกส์, macrobiotics
ขอสารภาพบาปก่อนเลยนะคะว่า ในช่วงเวลา 5 วันที่เรียน Macrobiotics ซึ่งอาจารย์ได้ย้ำว่า อยากให้พวกเราทุกคนปฏิบัติให้ได้ในช่วง 5 วันนี้ คือ ไม่ทานอาหารนอกเหนือจากที่ทางอาจารย์ได้จัดเตรียมไว้ แต่หนิงกิเลสหนามากค่ะ เลยไม่สามารถที่จะอดทนกับรสชาดอาหารได้ทั้ง 15 มื้อ (ยังไม่รวมอาหารว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ) ดังนั้น บางมื้อหนิงอาจจะยังหนีออกไปทานอาหารข้างนอกบ้าง ไม่งั้นก็จะมีบุรุษท่านนึงหิ้วปิ่นโตมาให้ค่ะ
วันแรกที่ได้พบกับอาจารย์ทำให้หนิงต้องมานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร macrobiotics ก่อนเวลา (ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลย) แต่ก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้หน่อยนึงค่ะ เพราะว่ามื้อนั้นมีปลานิ่งกะขิงด้วย และก็ยังมีผักอร่อย ๆ กรอบและหวาน อาจจะเป็นเพราะเป็นพืชผักอินทรีย์ด้วยทำให้เราทานแบบสบายใจ รู้สึกถึงความหวานกรอบของผักมาก ๆ ค่ะ
มื้อแรกหนิงได้รับคำแนะนะเกี่ยวกับการทานอาหาร macrobiotics จะต้องทานเป็นลำดับดังนี้ค่ะ
- ต้องทานซุบที่เตรียมไว้ก่อนทุกมื้ออาหารค่ะ ในทุก ๆ มื้อจะต้องมีซุบผัก ซึ่งรสชาดในช่วงเช้าและกลางวันอาจจะมีมากกว่าในช่วงที่ทานมื้อเย็น เพราะมื้อเย็นต้องทานให้จืดที่สุดเท่าที่จะทานได้ เพราะเรากำลังจะนอนกันแล้ว ร่างกายจะได้ไม่ต้องรับภาระหนัก และจะได้หลับอย่างสบายค่ะ อาจารย์บอกว่างั้น และที่ต้องทานซุบผักก่อนก็คล้าย ๆ กับเป็นการเรียกน้ำย่อยอะไรประมาณนั้นค่ะ
- สิ่งที่ทานต่อเป็นอันดับที่สองก็คือ ข้าวกล้องโรยงา ซึ่งจะต้องเคี้ยวต่อคำให้ได้ 50 ครั้งขึ้นไป หรือไม่งั้นก็เคี้ยวจนรู้สึกว่าข้าวเป็นน้ำอ่ะค่ะ จึงจะกลืนข้าวได้ กรรมวิธีในการหุงข้าวก็เป็นรูปแบบของ macrobiotics เช่นกันค่ะ คือ จะหุงด้วยหม้อความดัน ถ้าเป็นข้าวกล้องสังข์หยดของพัทลุง เราจะใช้อัตราส่วนข้าวกับน้ำ 1:2 ค่ะ แล้วใส่เกลือทะเลป่นหนึ่งหยิบมือค่ะ ซึ่งช่วงแรกเราจะใช้ไฟปานกลาง เมื่อหม้อความดันเริ่มร้อง เราจะต้องหรี่ไฟลงให้น้อยที่สุด แล้วตั้งไฟต่ออีกครึ่งชั่วโมงค่ะ ส่วนการทำงาที่ใช้โรยก็คือ ต้องเอางาขาวเท่านั้นนะคะ มาล้างให้สะอาดเพื่อเอาผงฝุ่นออก หลังจากนั้นมาคั่วในกะทะวนตามเข็มนาฬิกาจนกระทั่งถั่วเริ่มเหลือง แล้วจึงมาป่นด้วยครกค่ะ อ้อ! ลืมบอกไปว่าต้องใส่เกลือด้วยค่ะ
- ทานผัดผัก ซึ่งเป็นผัดผักที่เราไม่คุ้นเคยกันเลย เพราะว่าจืดแทบไม่มีความหวานเลย เหตุผลเหรอค่ะ ก็เพราะไม่มีน้ำตาลเลยล่ะซิ มิหนำซ้ำหนิงจะเล่าให้ฟังว่าเขาทำผัดผักกันยังไง ขั้นแรกลวกผักให้สุก เอามาแผ่ในถาดเพื่อให้ความร้อนออก หลังจากนั้นราดด้วยน้ำมันงาเล็กน้อย หยดซีอิ้วนิดหน่อย แล้วโรยด้วยงาค่ะ แล้วก็คลุก ๆ ๆ ให้เข้ากัน เสร็จแล้วค่ะผัดผัก macrobiotics อิอิ
- มื้อนี้มีปลานึ่งขิง หนิงไม่ได้ใส่ใจมากในวันนั้นว่าขั้นตอนการทำเป็นยังไง (ก็เพิ่งเจอวันแรกนี่ค่ะ) อาจจะบอกได้ไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่นะคะ (ขอออกตัวก่อนค่ะ) ขั้นแรกการเลือกปลาจะต้องเป็นปลาเนื้อขาวเท่านั้น (เพราะปลาเนื้อขาวกินพืช ปลาเนื้อแดงกินสัตว์ค่ะ) และจะต้องเลือกขนาดประมาณเท่าฝ่ามือเท่านั้น คนนึงทานได้แค่ตัวเดียว วันนั้นก็ได้ปลาเก๋าตัวละประมาณ 2 ขีดค่ะ แล้วก็มาซอยขิง เอาไปนิ่ง รู้สึกว่าจะมีการใช้มิโซะ (กะปิญี่ปุ่นด้วยนะ) ที่เหลือไม่เห็นแล้วค่ะ คงต้องใช้ประสบการณ์ในการปรุงของแต่ละคนเพิ่มนะคะ ตามเครื่องปรุงที่มีค่ะ รู้สึกว่าวันนั้นหนิงจะทานเกิน 1 ตัวค่ะ เพราะเสียดายค่ะ
- ผักสด บางวันก็จะอยู่ในรูปของสลัดผักค่ะ
- ตบท้ายด้วยถั่วต้มค่ะ ทุกมื้อจะต้องมีนะคะ แล้วแต่ว่าจะเลือกถั่วชนิดไหนค่ะ เช่น ถั่วแดงเล็ก ถั่วแดงใหญ่ ถั่วชิกบีน ฯ บางครั้งก็จะเพิ่มแครอทหรือข้าวโพดลงไปด้วย สำหรับการปรุงก็จะมีการใช้มิโสะด้วย แต่จะต้องใส่ตอนที่ถั่วเย็นแล้วค่ะ หนิงได้เรียนการต้มถั่วชิกบีนใช้เวลาตั้ง 3-4 ชั่วโมงแหนะ (หุหุ นานมั๊ก ม๊าก ขอบอก รอจนเกือบแก่ไป)
การปรุงอาหารทั้งหมด อาจารย์จะต้องดูภาชนะที่ใช้ด้วยนะคะ เพราะจะต้องใช้ภาชนะสแตนเลส หรือเป็นหม้อดิน ส่วนทัพพีก็ต้องเป็นสแตนเลสหรือไม้ค่ะ เวลาปรุงก็ต้องใส่ความรัก ความสุข และรอยยิ้มด้วยนะคะ พืชผักต่าง ๆ ก็ต้องเป็นผักอินทรีย์ หากเป็นสัตว์ก็ต้องเลือกเช่นกันค่ะ เพราะวันสุดท้ายของการเรียนอาหารก็เอาหาหมูที่เลี้ยงด้วยหยวกกล้วย หรืออาหารที่ไม่ใช่อาหารเม็ดค่ะ
เป็นไงค่ะ พอได้ทราบเรื่องขั้นตอน เรื่องของอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ รวมไปถึงการคัดเลือกวัตถุดิบ และยังมีวิถีการทานอีก ซึ่งอาจารย์บอกว่าการทานอาหารในแนวนี้ทำให้เราได้รับรู้รสชาดของอาหารแต่ละชนิดจริง ๆ เช่นการทานข้าวอย่างเดียวเราก็ได้รับรสชาดของข้าว หรือช่วงของการทานปลาเราก็จะได้รับรสชาดของปลาจริง ๆ และจะทำให้อร่อยกว่า ด้วยความเคยชินที่เราปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงปัจจุบันสำหรับมื้อแรกยอมรับว่ายากมาก ๆ ค่ะ แต่ก็พยายามทำนะคะ ถามว่าทรมานไห๊มก็รู้สึกบ้างค่ะ เพราะเดิมเราก็ชอบอาหารสุขภาพอยู่แล้ว แต่ที่ทำให้รู้สึกว่าทานอยากก็คือรสชาดที่มีการแต่งเติมน้อย และการเคี้ยวที่ต้องใช้เวลานาน ทำให้เราต้องฝืนตัวเองเล็กน้อย ในแต่ละมื้อเลยไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ (ก็บอกแล้วไงค่ะว่ากิเลสเยอะ) แต่เพื่อน ๆ หลายคนก็ทำได้ดีนะคะ วันหลัง ๆ ก็เริ่มมีความสุขกับการทานอาหาร macrobiotics กันมากขึ้น
สำหรับหนิงเองรู้สึกว่ามันเป็นแนวทางที่ตึงเกินไปสำหรับเรา (อาจจะเป็นเพราะเราเองยังไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ เลยยังไม่เห็นความสำคัญของอาหาร macrobiotics มากนัก เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” กระมั่ง อิอิ) แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคความดัน หรืออีกหลาย ๆ โรค ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ตาม หนิงยังเชื่อว่าท่านจะต้องดีขึ้นหรืออาจจะหายได้อย่างแน่นอนค่ะ สำหรับหนิงนั้นอาจจะต้องนำมาประยุกต์บ้าง เลือกเป็นอย่าง ๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตปัจจุบันให้ได้ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่า เพราะในวันสุดท้ายของการเรียนหนิงก็ได้ถามอาจารย์บอกกับอาจารย์ไปแล้วว่าเราคงไม่สามารถหักดิบตัวเองและคนรอบข้างได้ อาจจะต้องค่อย ๆ ทำ อาจารย์ก็เห็นด้วย และก็แนะนำเพิ่มเติมมาบ้างค่ะ เช่น
- เราอาจจะยังใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าอยู่ แต่เปลี่ยนมาหุงข้าวกล้องแทน และเลือกชนิดข้าวกล้องให้มากขึ้น พร้อมกับเติมเกลือตามที่อาจารย์บอกค่ะ รวมไปถึงการเปลี่ยนชนิดข้าวบ้าง
- เครื่องปรุงก็เลือกใช้ชนิดที่ไม่มีสารเคมีเจือปน เช่น ไม่มีสารแต่งสี สารแต่งกลิ่น สารกันปูด รวมไปถึงผงชูรสด้วยค่ะ
- พืชผักเลือกชนิดที่เป็นผักอินทรีย์ หรือผักข้างบ้านให้มากขึ้น
- น้ำมันก็เปลี่ยนซะ อาจจะเป็นน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันงาแทน
- เกลือก็สามารถเป็นเป็นเกลือทะเลได้ ขั้นตอนก็ทำไม่ยากนะคะ ถ้าได้เกลือทะเลมาแล้วก็ล้างน้ำให้สะอาด อย่าแช่นะคะ เพราะมันละลายน้ำได้ คัดเลือกสิ่งสกปรกออก หลังจากนั้นเอาไปคั่วในกะทะให้สุก แล้วก็นำมาโขลกเก็บไว้ค่ะ (อย่าลืมใส่ขวดแก้วนะคะ)
แค่เราเริ่มต้นจากเรื่องที่เราพอทำได้ก่อน หลังจากนั้นค่อย ๆ ปรับส่วนอื่น คือ วิธีการปรุงให้ใส่รายละเอียดมากขึ้น มันก็อาจจะไม่ยากเกินไปจริงไห๊มค่ะ อิอิ
ที่หนิงบอกว่ามันตึงเกินไปไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะคะ จริง ๆ แล้วหนิงมองว่า macrobiotics เป็นวิถีที่ดีวิถีหนึ่ง จะว่าเป็นวิถีที่เรียบง่ายก็ได้นะคะ ไม่ได้ยึดกับสิ่งปรุงแต่งมากมาย ต้องใช้ความปราณีต เวลา ความมีสติ และความรักจริง ๆ ค่ะ เพราะหากเราไม่รักตัวเอง ไม่รักกับผู้ที่เราปรุงอาหารให้คงจะทำออกมาได้ยากเหมือนกันนะคะ เพราะใช้เวลาค่อนข้างมาก และละเอียดละออกับทุก ๆ อย่างที่ทำจริง ๆ ค่ะ สำหรับ 5 วันที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณทั้งอาจารย์และเหล่าบรรดาแม่ครัว พ่อครัวทุกคนด้วยนะคะ ที่ปันความรักเหล่านั้นมาให้หนิงด้วย ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ (ไม่ได้เวอร์นะคะ แต่มันมาจากใจจริง ๆ) สำหรับหนิงคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเองอีกสักระยะ อิอิ
ครูมวยใกล้มาแล้ว
กรกฎาคม 30, 2008 at 8:47 am | In การออกกำลัง | 2 CommentsTags: ครูนาธาน, ครูเล็ก, บ้างช่างไทย, มวย, มวยไทยไชยา, ศิลปะป้องกันตัว, ไชยา, boxing, muaythai-chaiya, self-defense, Thai boxing
จากก่อนหน้านี้ที่แล้วที่หนิงได้เขียนเรื่อง “ข่าวดีสำหรับผู้หญิง และผู้ที่ต้องการมีวิชาป้องกันตัวเจ้าค่ะ” วันนี้จะมา update ให้ทราบกันว่า พรุ่งนี้ครูจะมาถึงค่ะ ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ ตื่นเต้นจัง ไม่รู้ว่ารูปร่างครูเป็นยังไงบ้างนะ อิอิ
ตอนนี้ที่ทราบข่าวมา เห็นว่าทาง สุโข สปา ได้มีการมอบทุนให้กับนักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ โรงเรียนละ 4 คน สำหรับช่วงแรก ซึ่งให้เรียนฟรีตั้ง 3 เดือนแหนะ อิจฉาเด็ก ๆ จัง แต่เห็นว่าครูจะต้องสัมภาษณ์นักเรียนทุกคนที่จะเข้ามาเรียนด้วยนะคะ เพราะครูบอกว่าอยากได้คนที่มีทัศนคติที่ดี เพื่อกันไม่ให้เอาวิชาไปใช้ในทางไม่ดีค่ะ
หนิงเห็นชุดที่จะใช้ในการเรียนและก็ได้ลองใส่มาแล้วด้วยล่ะ ชอบมาเลยค่ะ เป็นเสื้อยืดสีขาวเนื้อนิ่ม ๆ ค่ะ แล้วก็เป็นกางเกงเลสีดำ มีผ้าคาดสีแดงขลิบทอง ใส่แล้วดูขลังดีค่ะ เพราะว่ามีการสกรีนโลโก้มวยด้านหลังด้วยค่ะ
วันที่ 1 ส.ค. นี้ ครูจะเข้ามาที่ สุโข สปา ค่ะ คงได้เจอตัวเป็น ๆ วันนั้นแหละค่ะ และก็คงจะได้สัมภาษณ์ครูด้วยล่ะ ในฐานะที่ครูเป็นผู้ที่สอนให้กับคณะนักแสดงในเรื่อง “ไชยา” ตื่นเต้น ๆ ๆๆ
ลืมบอกไปค่ะ ครูเป็นชาวต่างชาตินะคะ แต่เห็นว่าพูดไทยชัดแจ๋ว แทบจะกลายเป็นคนไทยไปแล้วค่ะ ตอนแรกหนิงเองก็งง ๆ เหมือนกันนะคะ วิชาของไทยแต่ทำไมชาวต่างชาติมาสอน เท่าที่ทราบมาเหตุเป็นเพราะครูนาธานรักวิชามวยไทยมาก ก็ได้มาร่ำเรียนวิชานี้กับครูเล็ก เป็นเวลาตั้ง 5 ปี ก็กลายเป็นศิษย์เอกไปแล้วค่ะ ด้วยความตั้งใจจริง อีกอย่างลูกค้าของสุโข สปา เองก็มีทั้งคนไทยและต่างชาติ จะได้สื่อภาษากันรู้เรื่องหน่อยค่ะ ก็ดีนะคะ ยังไงก็ดีอยู่แล้วล่ะ หนิงจะพยายามหาเวลาเข้าเรียนให้ได้ค่ะ จะได้มาเล่าให้ฟังกันไงค่ะ ว่าเป็นไงบ้าง เอ! แอบเห็นบางคนตาร้อนผ่าว ๆ แล้วล่ะ อิอิ ไว้รอบรรยายภาคถัดไปก็แล้วกันนะคะ บ๊าย
จากบทเรียน “หนึ่งเดียวคนนี้”
มิถุนายน 5, 2008 at 9:24 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 6 CommentsTags: ความรู้ท่วมหัวเอาต, ทัศนคติ, ทัศนคติเชิงบวก, ปล่อยวาง, ปัญญา, ผู้รู้, รู้จักตัวเอง, รู้แจ้ง, สิ่งลวงตา, ไอ้งั่ง
หลังจากที่หนิงได้รับ e-mail มาฉบับหนึ่งก่อนหน้านี้ ตั้งใจว่าจะเอามากระจายใน blog แต่แล้วก็ยังไม่ได้ฤกษ์ง่าย จนกระทั่งวันนี้ได้รับ Fw-mail อีกฉบับซึ่งมีเนื้อหาเหมือนเดิมเด๊ะ ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมัวแต่จะหาวิธีการนำเสนอ แต่ไม่ลงมือทำซักทีมันก็ติดอยู่นั่นแหละ ก็เลยตัดสินใจลงมือซะเลยดีกว่า 5555
ว่าแล้วก็เริ่มเลยล่ะกัน เอาเป็นว่า ยกมาทั้งชุดเลยนะคะ เพราะถ้าจะเขียนใหม่ ก็ไม่มีรูปภาพประกอบอยู่ดี ปกติ blog ของหนิงก็ไม่ค่อยมีรูปเท่าไหร่ด้วย อิอิ (ม่ายรุเปงข้ออ้างอ่ะป่าว)
หลังจากที่อ่านเรื่องนี้จบลง กรุณาอ่านซ้ำอีกครั้งนะคะ แล้วพยายามเอาไปคิดให้ดี ๆ เพราะเรื่องที่หนิงนำมานำเสนอเรื่องนี้ มีข้อคิดให้เราได้หลายแง่หลายมุมมาก แต่ทั้งนี้เราต้องสร้างปัญญาให้กับตัวเองด้วยนะคะ ก่อนอื่น ต้องทำตัวเป็น “ชาไม่เต็มแก้ว” ก่อนอ่านรอบใหม่นะคะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.












