คุณแม่ขา…มาป้องกันท้องลายกันดีไห๊ม?

กรกฎาคม 25, 2009 at 12:28 pm | In ก่อนคลอด | 1 Comment

ปัญหาเรื่องผิวแตกลายตอนตั้งตรรภ์มันเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์กังวล  และไม่ปรารถนาเอาซะเลย  ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะว่า  จริง ๆ แล้วปัญหาเรื่องท้องลายเนี่ยมันแก้ไขหรือป้องกันยากมาก ๆ ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคนมากกว่า  เพราะเท่าที่หนิงเคยสอบถามมา  บางคนมีลูกตั้ง 2-3 คนด้วยซ้ำ  แต่ท้องไม่ลายเลย  มิหนำซ้ำเขาไม่ได้ดูแลผิวเลยด้วยซ้ำ  ไม่ว่าจะเป็นครีม  โลชั่น  น้ำมัน  ไม่ได้ใช้เลยซักอย่าง  หนิงก็เลยเดาเอาเองนะคะว่า  ให้ดูง่าย ๆ ว่าปกติเรามีร่องรอยของการแตกลายบริเวณก้น  ต้นขา  หรือด้านล่างของข้อพับเข่าบ้างหรือเปล่า  หากมีนั่นน่าจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าโอกาสในการที่ตั้งครรภ์แล้วท้องน่าจะต้องลายเป็นแน่  แต่ไม่ใช่ว่าพอหนิงบอกไปแบบนี้แล้ว  เราจะไม่ทำการป้องกันเอาซะเลยนะคะ  เพราะวันนี้หนิงตั้งใจว่าจะมาบอกถึงแนวทางในการป้อกันท้องแตกลายค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกกับเหล่าบรรดาคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนก่อนนะคะว่า  เรื่องท้องลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นแม่เกือบทุกคน  อย่าไปกังวลจะเกิดความเครียดเพราะจะทำให้ลูกในท้องเครียดไปด้วยนะคะ  สำหรับข้อแนะนำมีดังนี้ค่ะ

  1. การออกกำลังกาย  เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของผิวหนังและกล้ามเนื้อค่ะ
  2. ควรเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์  โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยในการดูแลผิว  เช่น  มะเชือเทศ  ส้ม  แครอต  โยเกิร็ต  ถั่ว  หรือแม้กระทั่งน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอกับร่างกายเพื่อไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้น  และขณะเดียวกันต้องไม่รับประทานอาหารที่ทำลายสุขภาพผิวด้วย  เช่น  ของทอด  แอลกอฮอล์  น้ำอัดลม  และคาเฟอีน  เป็นต้นนะคะ
  3. พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขยับสูงขั้นเร็วเกินไป
  4. การใช้ครีมบำรุงผิว  สำหรับวิธีนี้หนิงมองว่าอาจจะช่วยไม่ได้มากนัก  และอาจจะก่อให้เกิดโทษกับลูกน้อยด้วยซ้ำไปค่ะ  เพราะส่วนใหญ่แล้วครีมหรือโลชั่นตาง ๆ มักจะประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ มากมาย  หนิงจึงขอแนะนำให้ใช้น้ำมันงาดีกว่าเพราะมีวิตามินสูงมาก ๆ เลย  ไม่งั้นก็เป็นน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกก็ยังดีกว่าครีมหรือโลชั่นนะคะ แต่กลิ่นอาจจะไม่พึงประสงค์นัก  อิอิ
  5. พยายามอย่าเกา  แค่เอามือลูบ ๆ ก็พอค่ะ  และควรจะตัดเล็บให้สั้นด้วยนะคะ
  6. ท่านอน  เพราะช่วงที่ท้องโตอาจจะนอนหงายไม่สะดวกเพราะอาจจะปวดหลัง  จึงต้องนอนตะแคง  แต่ขณะเดียวกันการนอนตะแคงก็จะทำให้เกิดการดึงรั้งไปข้างหนึ่งซึ่งอาจทำให้หน้าท้องลายได้ง่าย ๆ จึงควรหาผ้าหรือหมอนมารองรับหน้าท้องขณะที่นอนตะแคงเอานะคะ

เห็นไห๊มค่ะ  ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทั่วไปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้เป็นแม่คน  จงภูมิใจกับสิ่งที่จะเกิดดีกว่านะคะ  อย่าน้อยสิ่งนี้ก็ทำให้เราคิดบวกและสบายใจขึ้น  แต่หากเราสามารถหาวิธีป้องกันได้จะลองทำดูก็ไม่เสียหาย  จริงไห๊มค่ะ  เจ้านาย  อิอิ

ไปเกาะไข่-เกาะพีพี กันดีกว่า

มิถุนายน 17, 2009 at 5:27 am | In ท่องเที่ยว | 11 Comments
Tags: , , , , , , , , ,

เป็นอีกครั้งที่หนิงโชคดีมาก ๆ ค่ะ  ที่อยู่ดี ๆ 9mot ก็มาชวนไปเกาะไข่กะเกาะพีพี  แบบจะว่าไม่ทันตั้งตัวก็ไม่เชิง  เพราะว่าก็รู้ล่วงหน้าสัก 2-3 วันเหมือนกัน  และยังโชคดีอีกตรงที่ว่า  วันที่พวกเราเดินทางไปกันอากาศงี้ดีมาก ๆ เลย  ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงของหน้าฝนแท้ ๆ แต่กลายเป็นว่าท้องฟ้าปลอดโปร่งซะ  ทำเอาหนิงอดไม่ได้ที่จะต้องตาม 9mot ให้มาเป็นตากล้องถ่ายรูปสวย ๆ กับวิวทะเลให้  บังเอิญว่าคราวนี้เป็นนางแบบคนเดียวซะด้วยซี  อิอิ  ไม่มีใครมาแย้ง scene เลยล่ะ  555

เริ่มด้วยเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 มิ.ย. 52)  พวกเราออกเดินทางจากบ้านประมาณเกือบ ๆ แปดโมงเช้า  ไปทานติ่มซำเจ้าประจำ (บุญรัตน์สาขาหน้าโรงเรียนดาวรุ่ง)  จากนั้นเราก็เดินทางมารอรถที่ สุโข สปา  ได้เวลานัดคือ 08.45 รถตู้ก็มารับ  แล้วก็ไปรับลูกค้าอีกคู่นึงที่ถนนถลาง  ไปถึงที่ท่าเรือ  ดูเหมือนว่าพวกเขารอแค่เรา 4 คนเท่านั้น  เพราะไปถึงไกด์ก็บอกให้คนอื่น ๆ และพวกเราขึ้นเรือกันเลย  แต่ก่อนลงเรือก็มีคนถ่ายรูปพวกเราเก็บไว้ทีละคู่ ๆ  จากนั้นก็ขึ้นเรือเป็นที่เรียบร้อย  ตอนแรกคิดว่าเรือคงจะขับไปแบบช้า ๆ แต่ที่ไหนได้กลายเป็นว่าเรือเขาความเร็วใช้ได้เลยทีเดียวเชียวละ  ดูบรรยากาศภายในเรือกันเลยนะ

DSC_7164

รู้สึกว่าเราจะมีผู้ร่วมเดินทางกันทั้งหมด 24 ชีวิต  (ไม่รวมไกด์และพนักงานบนเรือนะคะ)

ลงเรือไปประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย  เกาะไข่ไงจ๊ะ  ช่วงก่อนถึงขอบอกว่าสวยจริง ๆ ค่ะ  มองออกไปจากหัวเรือเห็นหาดทรายสีขาว  กับน้ำใส่ ๆ สีเข้ม ๆ ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

khai1

แต่วันที่หนิงไป  เรือไม่สามารถขึ้นไปจอดเทียบท่าได้  ก็มีเรือหางยาวมารับ  และครั้งแรกคิดว่าคนบนเกาะจะเยอะ  เพราะก่อนหน้านี้เพื่อน ๆ ที่เคยมาบอกเอาไว้แบบนั้น  นี่ก็เป็นความโชคดีของหนิง

อีกอย่างในวันนี้ค่ะ  เพราะสามารถถ่ายรูปกับวิวได้โดยไม่ติดศีรษะใครเลย  อิอิ  มาลองดูรูปกันดีก่านะคะ  ว่าจะสวยงามขนาดไหน  ก็อย่างที่บอกแหละค่ะว่าไม่มีใครแย้ง scene เลย  งานนี้โชว์เดี่ยวค่ะ  ning5

ไม่ได้พักงานมาหลายวัน  และรู้สึกมีเรื่องวุ่นวายใจมาเป็นอาทิตย์  ทำให้การเดินทางในครั้งนี้  เหมือนไปปลดปล่อยจริง ๆ ค่ะ  อีกอย่างไม่รู้จักใครเลยซากคน  จะทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจมากนะ  เลยได้ภาพแบบนี้มาล่ะ  อิอิning6

ning7  ning8  ning9 

ท่าที่พลาดไปไม่ได้อีกท่า  ก็คือ  “กระโดด” ค่ะ  คราวนี้มันน่าตื่นเต้นดี  เพราะกระโดดเสร็จไปดูที่หน้าจอกล้องเห็นแล้วสะใจดี  ขอช่างภาพส่วนตัวถ่ายอีก 2 รูปล่ะ  ไม่ค่อยเลยเรา 555ning10 

อีกอย่างที่ทำให้หนิงรู้สึกน่าตาตื่นใจเหมือนกับมีคนมาจัดเตรียมไว้แล้ว  ก็คือ  ปลาค่ะ  ปลาที่นี้มันเชื่องจริง ๆ และเยอะมาก ๆ ขนาดเราอยู่แค่น้ำตื้น ๆ เองนะคะ  และด้วยความที่น้ำมันใสมาก ๆ มันสะใจจริง ๆ ล่ะ  ไม่รุจาบรรยายยังไง  ดูเอาเองดีก่านะ

khai4 

ning3เห็นรูปกันแล้ว  ก็รีบตัดสินใจไปเยี่ยมเยียนเกาะไข่กันเถอะค่ะ  เสียดายจัง  เพราะนอกจากปลาลายเสือที่เห็นกันอยู่  ยังมีปลาเกาหลีด้วยนะ  แต่เท่าที่ทราบมาบางช่วง  มีทั้งปลาญี่ปุ่นน่ารัก ๆ แล้วก็อีกหลากหลายเลยค่ะ  555  จากรูปที่เห็น  ขอบอกว่าปลามันมาตอดขาจริง ๆ เลยนะ  กลัวมันจะกัดอยู่เหมือนกัน  ล้อเล่นน่า  ไม่ใช่ปิลันยาซะหน่อย  แต่ก็คอยระวังกันเอาเองนะning2 

ไม่รู้ล่ะ  มาคราวนี้ร้อนแค่ไหน  แดดออกยังไง  หนิงไม่หวั่นเลย  กระทั่งเรือขับไประหว่างทาง  ยังออกมาอาบแดดด้านหัวเรือให้ช่างภาพถ่ายเลยล่ะจ้า  ning1 

DSC_7424ไปคราวนี้ไม่ได้ไปเกาะไข่อย่างเดียวนะคะ  แต่หนิงได้แวะไปทานข้าวเที่ยงที่เกาะยาวน้อย  สำหรับอาหารอาจจะเป็นแบบง่าย ๆ คงเป็นเพราะนักท่องเที่ยวด้วยมั่งค่ะ  เพราะเคยเห็นรูปของ group อื่นเขาได้ทานอาหารแบบบุฟเฟ่  แต่ก็ไม่ได้แย่นะคะ  หลังจากทานอาหารเสร็จเขามีนักเต้นรุ่นจิ๋วมาโชว์ให้พวกเราดูด้วยล่ะ  น่ารักดีค่ะ   

 

จากนั้นไกด์ก็พาเราขึ้นเรือไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง  เพื่อไปที่เกาะพีพี  ช่วงนั้นบางคนเพิ่งทานPhiPhi-le7ข้าวอิ่มก็ถือโอกาสนอนหลับพักผ่อนไป  บางคนก็ไปนอนอาบแดดที่หัวเรือ  ส่วนหนิงและช่างภาพก็เข้า ๆ ออก ๆ ตามสถานการณ์ค่ะ  ตั้งแต่เกิดสึนามิขึ้น  หนิงเองยังไม่ได้เดินทางมาที่เกาะพีพี อีกเลย  PhiPhi-le1  PhiPhi-le6   

นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีได้แล้วซินะ  ยังสวยเหมือนเดิมเลยค่ะ  เพียงแต่ที่ตัวเกาะพีพีเอง  หนิงว่าร้านค้าอาจจะเยอะไปนิดนึง  แต่เกาะอื่น ๆ ที่เป็นเกาะบริวารก็ยังคงสวยอยู่  จริง ๆ วันนั้นเขาจอดเรือให้พวกเราลงไปดูปะการัง  แต่หนิงไม่ค่อยชอบลงน้ำเท่าไหร่  ก็เลยเล่นเกมส์รออยู่บนเรือค่ะ  PhiPhi-don1  PhiPhi-don4  ได้เวลา 4 โมงตรง  พวกเราก็เคลื่อนขบวนกลับ  ก็น่าตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเริ่มมีคลื่น  ทำให้บางช่วงบางจังหวะมีลุ้นนิด ๆ (บังเอิญเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวอุบัติเหตุทางน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยอ่ะค่ะ  น่าฉงฉารไห๊ม)  เลยต้องพยายามทำให้หลับ  จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ไม่น่าเชื่อทำได้ดีจริง ๆ ค่ะ  แปล๊บเดียวหลับ  ตื่นก็ตอนใกล้ถึงฝั่งแย้ว  ปลอดภัยกลับมา  ต้องขอขอบคุณ 9mot นะคะที่หาทัวร์ดี ๆ ให้  รู้สึกว่าจะไปอ่านมาจาก blog ของคุณ yut อ่ะค่ะ

นิวซีแลนด์วันที่สาม Twizel – Arrow Town และ Queens Town

พฤษภาคม 24, 2009 at 11:17 am | In ท่องเที่ยว | 3 Comments
Tags: , , , , , , , , ,

เย้!  วันนี้อากาศก็ยังคงเป็นใจให้กับพวกเราอีกวัน  ตื่นเช้ามาเจออากาศเย็น ๆ กับแสงอุ่น ๆ และแม่คนิ้งมีความสุขจัง  อิอิ

DSC_2360  DSC_2363  DSC_2366  DSC_2385

หลังจากทานอาหารและจัดเตรียมอาหารสำหรับมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเคลื่อนขบวน  ก่อนอื่นต้องไปเติมน้ำมันกันก่อน  ที่นี่ต่างจากเมืองไทยนะคะ  เราต้องเติมน้ำมันเองแล้วก็ต้องเข้าไปจ่ายเงินในร้านเองด้วย  แสดงว่าที่บ้านเมืองเขามีความซื่อสัตย์กันจริง  ๆ นะคะ  ลองมาใช้ระบบนี้ในเมืองไทยดูซิค่ะ  รับรองเจ้าของปั้มเจ้งแน่ ๆ 555

เป้าหมายแรกของพวกเราในวันนี้ก็คือ  ฟาร์มปลาเซลมอนค่ะ  หนิงกับ 9mot ไม่ได้ตื่นเต้นที่ได้เห็นฟาร์มปลาเซลมอนหรอกนะคะ  แต่ตะลึงกับวิวฝั่งตรงข้ามมากกว่าค่ะ  เพราะมันเหมือนกับสรวงสวรรค์เลยที่เดียว  ลองดูซิค่ะว่าที่บอกจริงอ่ะป่าว  (อย่าเพิ่งอิจฉานะคะ  แค่วันที่สองเอง  อิอิ)

DSC_2423  DSC_2431 DSC_2430    DSC_2449

DSC_2418

อดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายภาพหมู่กันอีก  คราวนี้ครบทีมกันเลยทีเดียวค่ะ  จากซ้ายไปขวานะคะ  พี่ยุ้ย, น้องจ๊ะ, พี่สมชาย, พี่อ๊อด, พี่เหน่ง, พี่แจ๋ว, พี่จักร, พี่ตะวัน, พี่เปิ้ล, หนิงเอง, พี่อ้อย, พี่วิโรจน์  และ 9mot ค่ะ

อุ๊ย!  มัวแต่โชว์รูปจนเพลิน  ลืมเล่าไปเลยค่ะว่า  พวกเราได้ซื้อเนื้อปลาเซลมอนสด ๆ มาด้วย  เพื่อเป็นอาหารมื้อเย็นของวันนี้  เพ็คอย่างดีค่ะ  สดมาก ๆ  และทางทีมเราก็ได้จัดเตรียมผู้เฝ้าปลาเซลมอนไว้ด้วยเป็นใครไปไม่ได้ค่ะ  นอกจากแม่ครัวใหญ่ของเราพี่อ้อยนั่นเองค่ะ

จากนั้นพวกเราก็ไปยังเป้าหมายถัดไป  ซึ่งเป็นคำขอของพี่เหน่ง (สาวนัก shop ประจำ trip ค่ะ)  เราไปกันที่ร้าน Clearance Sale ซึ่งมีร้านขายกาแฟในบริเวณเดียวกันด้วย  ภาพวิวบริเวณร้านนี้สวยมากเช่นกัน  อดใจไม่ไหว  หนิงและ 9mot (ช่างภาพประจำตัว อิอิ)  อดใจไม่ได้ที่จะต้องซื้อกาแฟดื่มกันก่อน (ปกติชอบกลิ่นกาแฟมากค่ะ)  แล้วก็ออกมาถ่ายภาพกัน  ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

DSC_2479  DSC_2485  DSC_2488  DSC_2490

หลังจากที่ได้ shopping กันไปแล้ว  พวกเราก็เดินทางต่อ  แต่ไม่น่าพวกเราก็ต้องแวะจอดรถถ่ายรูปกันอีกแล้ว  ก็อดใจไม่ไหวนี่ค่ะ  กับภูเขาและท้องฟ้า  สวยซะจนพวกเราอดใจที่จะลงไปกระโดดกันไม่ได้เลยล่ะ  แม้แต่พี่จักรวัย 21 ได้ร้อยก็ยังไม่เว้นกันเล๊ย

DSC_2531  DSC_2533  DSC_2535  DSC_2540 

กระโดดกันจนหนำใจ  พวกเราก็ขึ้นรถเดินทางต่อ  ไปได้สักพักใหญ่  รถคันแรกเพิ่งรู้ตัวว่ารถคันหลังไม่ได้วิ่งตามมา  รออยู่พักนึง  ต้องขับรถกลับไปตาม  ปรากฎว่ารถคันเขียนเกิดอุบัติเหตุยางแตก  ดีนะคะที่คนขับเฉลียวใจ  เลยจอดดูซะก่อนเลยไม่มีใครบาดเจ็บค่ะ  มาดูภาพที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยนยางนะคะ 

DSC_2547  DSC_2546

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้  พวกเราได้ข้อสรุปกันว่า  ต่อไปเวลาเช่ารถกรุณาเช็คสภาพของยางอะไหล่ด้วยค่ะ  เพราะวันนั้นดีนะคะที่พวกเราเช่ารถมาสองคัน  เพราะยางอะไหล่ของรถคันที่ยางแตกไม่สามารถใช้การได้  เพราะยางไม่มีลม  พอจะแก้สถานการณ์โดยเอายางอะไหล่ของอีกคันมาใส่แต่ขนาดไม่เท่ากันอีก  ก็เลยขับไม่เรื่อย ๆ ไม่เร่งมากค่ะ

จากนั้นเราก็แวะที่ร้านผลไม้ร้านดัง  ได้ลองชิมไอศครีมด้วย  อร่อยมาก ๆ เลย  เพราะเขาใช้ผลไม้สด ๆ ปั้นรวมกับไอศครีมเลย  อู๊ย  สุดบรรยายค่ะ

DSC_2572  DSC_2573  DSC_2575  DSC_2585

ได้ชิมผลไม้  และไอศครีม  รวมไปถึงซื้อไปทานกันค่ำนี้เรียบร้อยแล้ว  ก็ต้องรีบเดินทางต่อไปยังเมือง Arrow Town  เพราะพวกเราต้องเสียเวลากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้พอควร  เมื่อมาถึงเมือง Arrow Town  รถยังไม่ทันจอดสนิทเลย  ก็เล็งที่จะถ่ายภาพกันเรียบร้อย  เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ดูตรงไหนก็น่ารักไปหมดเลยค่ะ

DSC_2598  DSC_2603  DSC_2618  DSC_2666  DSC_2687  DSC_2691  DSC_2692  DSC_2714  DSC_2720 

หลังจากเราเข้า check in เรียบร้อยแล้ว  พวกเราก็โหวดกันว่าจะไปที่ coronet peak กันหรือเปล่า  เพราะหลังจากนั้นจะไป Queens Town กันต่อ  สรุปว่าจะไปกันทุกที่  แต่เมื่อไปถึง Coronet peak พี่ตะวันเล่าให้ฟังว่า  ปกติแล้วที่นี่เป็นสถานที่เล่นสกี  ซึ่งช่วยกลางเดือน เม.ย. หิมะก็ยังพอมีหนาอยู่  แต่วันที่พวกเราไปกันนั้นหิมะละลายไปเกือบหมดแล้วอ่ะค่ะ  เลยเอาหิมะมาฝากได้แค่เนี่ยค่ะ

DSC_2737  DSC_2741  DSC_2747

จากนั้นเราก็ไปกันที่ Queens Town  ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างเป็นเมืองธุรกิจ  มีร้านขายเสื้อผ้าและของฝากเยอะทีเดียว  นัก shop ในทีมเราก็ไม่พลาดกันอยู่แล้ว  ได้ติดไม้ติดมือกันมาพอควร  จนใช้เวลากันเกินเวลานัดที่ต้องไปทำอาหารมื้อเย็นกัน  คนที่รอก็ท้องกิ่วกันไปนิดนึง

DSC_2758  DSC_2789  DSC_2805

พอถึงที่พัก  ก็นำของที่พี่ตะวันเป็นผู้เสียสละไปซื้อกับข้าวออกมาจัดแจง  ซึ่งคืนนี้พวกเราได้ทานอาหารอร่อย ๆ หลายอย่าง  เช่น  ปลาเซลมอนสด  ปลาเซลมอนย่าง  หรือแม้กระทั่งหอยแมงภู่นิวซีแลนด์ต้มที่มีขนาดใหญ่ทีเดียว  และรสชาดก็ดีกว่าหอยไทย  เพราะปกติถ้าเราทานหอยที่มีขนาดเท่านี้  เนื้อจะเหนียวมาก ๆ แต่นี่เนื้อยังนุ่มอร่อยมากเลยค่ะ  บวกกับน้ำจิ้มรถเด็ด ๆ ที่บรรดาเหล่าแม่ครัวช่วยกันปรุง  และตบท้ายด้วยชมรม wine ตั้งวงกันก่อนนอนกันต่ออีก  หลังนั้นพวกเราก็พักผ่อนในบ้านพักหลังนี้กันค่ะ

DSC_2808

ตั้งใจรอ

เมษายน 1, 2009 at 12:00 pm | In Ashtanga Yoga, Uncategorized | 2 Comments
Tags: , , , ,

หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้ก็ขอกลับมาสู่เรื่องของโยคะซะที เพราะช่วงก่อนหน้านี้  หนิงยุ่ง ๆ อยู่กับหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก  ถึงขั้นเครียดในบางครั้งด้วยซ้ำไป  แต่ยังไงก็ตามภายในใจยังไม่เคยคิดที่ห่างไปจากโยคะเลย  เดือนกว่า ๆ ที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ฝึกโยคะเลย  ทำให้หนิงโหยหายิ่งนัก  แต่ทำไงได้ภารกิจทั้งงานราษฯ งานหลวง  เต็มไปหมด  คาดว่าพรุ่งนี้คงจะได้เริ่มต้นใหม่กับโยคะซะที  คาดว่าต้องเมื่อยมากแน่ ๆ ค่ะ  แต่เมื่อประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมาหนิงก็ได้มีโอกาสฝึกโยคะครั้งนึง  ก็ไม่ได้รู้สึกทรมานมาก  รู้สึกว่าทำท่าได้ยากขึ้นในบางท่าเท่านั้น  แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ค่อนข้างจะดีขึ้นด้วยซ้ำไปค่ะ  ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ นะคะ  ต้องมารอดูผลงานในวันพรุ่งนี้แหละค่ะว่าจะเป็นยังไง  อ้อ!  ไม่ใช่ซิ  ดูพรุ่งนี้คงไม่ได้  เพราะพรุ่งนี้ฝึกคาดว่าสักวันเสาร์ไม่งั้นก็อาทิตย์ล่ะที่จะออกอาการ

มีอีกเรื่องที่จะมา update ค่ะ  คือ  ตอนนี้ครูทิพย์ให้ครู william มาสอนแทนประมาณเดือนนึงค่ะ  ทำให้เพื่อน ๆ ในคลาสบางคนตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ค่ะ  น่าจะเป็นเพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างมังค่ะ  อิอิ  ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คนค่ะ  บางคนก็อาจจะคิดว่าใครสอนก็ได้  แต่ให้ได้ฝึกก็พอแล้ว  แต่สำหรับบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าอยากจะได้ครูดี ๆ มีความรู้ความสามารถมาก ๆ เท่านั้น  ก็อาจจะอยากเลือกนิดนึง  แต่อย่างที่หนิงเคยบอกไว้แหละค่ะว่า  เท่าที่เจอครูสอน Ashtanga Yoga มาสอนดีทุกคนเลยค่ะ  ไม่เคยผิดหวัง

และที่หนิงบอกว่า “ตั้งใจรอ”  เพราะห่างหายไปนาน  บางวันเหมือนกันวันจะได้ไปฝึกแล้วเชียว  แต่ก็มีเหตุให้ไปไม่ได้ซะงั้น  แต่หนิงก็ตั้งใจว่าวันศุกร์เช้ายังไงก็น่าจะได้ไปฝึกแน่นอน  ส่วนในวันพรุ่งนี้ช่วงเย็นก็ต้องรอลุ้นค่ะ  เพราะว่าต้องไปงานศพญาติของเพื่อนอีกแล้วอ่ะ  ถ้าเลื่อนนัดได้คงไปฝึกแน่นอนค่ะ  เพราะเสาร์-อาทิตย์นี้  เผลอ ๆ อาจจะวันจันทร์ด้วยมั่ง  หนิงต้องเดินทางไปเขาหลักอีก  เหนื่อยมาก ๆ ค่ะตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา  ช่วงนี้ดวงเรื่องการเดินทางน่าจะขึ้นสูงด้วยอ่ะค่ะ  เดินทางเยอะมาก ๆ  555

เชียงใหม่-ขุนวาง

มกราคม 16, 2009 at 7:51 am | In ท่องเที่ยว | 2 Comments
Tags: , , , , , , , , ,

หลังจากที่พวกเราออกจากขุนช่างเคี่ยน  พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังขุนวางต่อ  เพราะพวกเราวางแผนว่าจะไปค้างคืนกันที่ขุนวางค่ะ  ระหว่างทางมีเพื่อนของเพื่อนโทรมาบอกว่าให้ลองไปทานอาหารที่ร้านอยู่ที่ทางขึ้นดอยสุเทพ  ชื่อว่า “ร้านผาลาด ตะวันรอน” ซึ่งมีน้ำตกไหลผ่านกลางร้านเลย  ก็ต้องยอมรับนะคะว่าบรรยากาศดีจริงค่ะ  แต่สำหรับอาหารพวกเราคิดเหมือนกันทุกคนค่ะว่า  ถ้าเทียบกับราคาแล้วอาจจะแพงไปนิด  และรสชาดก็ยังไม่ถึงกับต้องกลับไปอีก  แต่ก็ไม่ใช่ไม่อร่อยเลยนะคะ  ไม่งั้นก็อาจจะเป็นเพราะพวกเราเป็นเด็กใต้ยังไม่ค่อยคุ้นกับรสชาดอาหารเหนือก็เป็นไปได้อ่ะค่ะ

จากนั้น  พวกเราก็เดินทางต่อไปยังขุนวาง  ตอนแรก 9mot กะว่าจะลองไปดูสถานที่ถ่ายภาพสำหรับพรุ่งนี้ก่อนเข้าไปที่ขุนวาง  คือขุนวางจะต้องเข้าไปจากทางแยกก่อนถึงอุทยานดอยอินทนนท์อ่ะค่ะ  แต่เกรงว่าจะไม่ค่ำซะก่อน  ก็เลยเปลี่ยนใจเดินทางตรงไปยังขุนวางเลย  พอไปถึงพวกเราก็ไปติดต่อเรื่องที่พัก  ซึ่งก็ OK. นะคะ  เป็นห้องรวม 2 ห้องติดกัน  แต่พวกเราใช้กันเพียงห้องเดียว  เพราะว่าเราไปกันแค่ 5 คนเอง  แต่ดู ๆ แล้วทั้งสองห้องรวมกันน่าจะนอนได้ถึง 12 คนเชียวล่ะ  แต่ต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน  คือห้องน้ำอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 สองอ่ะค่ะ  เมื่อเข้าที่พักเรียบร้อย  พวกเราก็ท้องร้องไปติดต่อกับร้านอาหารเพื่อนัดเวลาทานอาหารค่ำกัน  เขานัดเราประมาณทุ่มครึ่ง  พวกเราก็เลยมาอาบน้ำกันก่อน  ได้เวลานัดเราก็ไปที่ร้านอาหาร  วันนั้นพวกเรารู้สึกเอร็ดอร่อยกันมาก  อาจจะเป็นเพราะผักที่เขาใช้สดด้วยล่ะมั่ง  วันนั้นพวกเราสั่งผัดผัก, ไข่เจียว, ปลาทับทิมทอด, แกงจืดเต้าหู้  แล้วก็เอาอาหารโปรดจากภูเก็ตไปด้วย  อิอิ  ก็แกงไตปลาแห้งซึ่งเป็นของฝากพื้นเมืองของภูเก็ตไงล่ะค่ะ  ขณะที่ทานอาหารเราก็เจอกับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มนึง  ก็พูดคุยทักทายกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ดูท่าจะชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน  แต่เป็นกลุ่มที่เกษียณแล้ว (เขาน่ารักกันมาก ๆ เลยล่ะ  ดูมีความสุขดี  คุยกันสนุกสนาน  ก็คงคล้าย ๆ กับพวกเราเพียงแต่อยู่คนละวันเท่านั้นเองค่ะ)  หลังจากนั้นพวกเราก็ไปพักผ่อน  แต่ช่วงที่ยังไม่หลับหนิงกับจอยออกมาเข้าห้องน้ำด้านนอก  ก็เลยถือโอกาสแอบถามว่าอุณหภูมิเท่าไหร่เหรอค่ะ  เขาบอกว่า 10 องศา  แต่ความรู้สึกของหนิงรู้สึกว่าไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่  อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยมีลมด้วย  และอีกอย่างห้องที่พักพวกเราก็ปิดกันลมอย่างดี  เลยไม่รู้สึกหนาวมากนัก  รอดไปหนึ่งคืน

เช้าขึ้นมาพวกเราก็ไปที่ร้านอาหารตามเวลานัดคือ 07.00 น.  ตื่นตาตื่นใจมากค่ะกับสลัดผัก  แล้วก็ข้าวต้มร้อน ๆ ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้  ลองดูภาพกันนะคะ

dsc_1022

รับรู้ได้ถึงความกรอบและสดของผักเลยล่ะค่ะ  พวกเราทานกันซะเกลี้ยงเลย  ทานอาหารมื้อแรกเรียบร้อยแล้ว  นางแบบก็เริ่มทำหน้าที่เขากล้อง  ไปดูภาพกันดีกว่าค่ะ  วางทั้งวิวซากุระ  และลีลานางแบบแต่ละคนเป็นยังไงกันบ้าง  อิอิ

dsc_10451  dsc_10501  dsc_1052  dsc_1080  dsc_1131  dsc_1140  dsc_1255  dsc_1282  dsc_1353

กลับมารายงานตัวแล้วจ้า

มกราคม 13, 2009 at 7:02 am | In Uncategorized | Leave a Comment

หนีไปเที่ยวมาหลายวัน  จนแฟนคลับบางคน mail มาต่อว่าแล้วด้วยล่ะ  ยังไงก็ดีใจนะคะที่ติดตามเพราะนั่นคือกำลังใจที่ทำให้หนิงยังคงเขียน blog มาได้จนทุกวันนี้อ่ะค่ะ

คราวนี้หนิงไปเที่ยวที่เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน-ตาก  มาค่ะ  บางที่ก็เป็นที่ใหม่ยังไม่เคยไปมาเลย  แล้ววันหน้าหนิงจะเอารูปของแต่ละที่มาให้ดูนะคะ  จะได้ดูกันว่าที่เมืองไทยก็มีอะไรดี ๆ อีกเยอะให้พวกเราคนไทยได้ไปเที่ยวกันค่ะ

อ๋อ  คราวนี้หนิงได้แวะไปที่ปายอีก  เสียดายจังค่ะ  กะไว้ว่าจะนัดเจอกับคุณ gummy ซะหน่อย  ไปหาถึงร้านแล้วเชียว  แต่คุณ gummy ไปทำธุระข้างนอกอยู่อ่ะค่ะ  ไว้โอกาสหน้าค่อยเจอกันนะคะ

ความรู้สึก (ส่วนตัว) กับ Macrobiotics ค่ะ

ตุลาคม 19, 2008 at 7:26 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 6 Comments
Tags: , , , , , , , ,

ขอสารภาพบาปก่อนเลยนะคะว่า  ในช่วงเวลา 5 วันที่เรียน Macrobiotics ซึ่งอาจารย์ได้ย้ำว่า  อยากให้พวกเราทุกคนปฏิบัติให้ได้ในช่วง 5 วันนี้  คือ  ไม่ทานอาหารนอกเหนือจากที่ทางอาจารย์ได้จัดเตรียมไว้  แต่หนิงกิเลสหนามากค่ะ  เลยไม่สามารถที่จะอดทนกับรสชาดอาหารได้ทั้ง 15 มื้อ (ยังไม่รวมอาหารว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ)  ดังนั้น  บางมื้อหนิงอาจจะยังหนีออกไปทานอาหารข้างนอกบ้าง  ไม่งั้นก็จะมีบุรุษท่านนึงหิ้วปิ่นโตมาให้ค่ะ

วันแรกที่ได้พบกับอาจารย์ทำให้หนิงต้องมานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร macrobiotics ก่อนเวลา (ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลย) แต่ก็รู้สึกดีกว่าที่คิดไว้หน่อยนึงค่ะ  เพราะว่ามื้อนั้นมีปลานิ่งกะขิงด้วย  และก็ยังมีผักอร่อย ๆ กรอบและหวาน  อาจจะเป็นเพราะเป็นพืชผักอินทรีย์ด้วยทำให้เราทานแบบสบายใจ  รู้สึกถึงความหวานกรอบของผักมาก ๆ ค่ะ

มื้อแรกหนิงได้รับคำแนะนะเกี่ยวกับการทานอาหาร macrobiotics จะต้องทานเป็นลำดับดังนี้ค่ะ

  1. ต้องทานซุบที่เตรียมไว้ก่อนทุกมื้ออาหารค่ะ  ในทุก ๆ มื้อจะต้องมีซุบผัก  ซึ่งรสชาดในช่วงเช้าและกลางวันอาจจะมีมากกว่าในช่วงที่ทานมื้อเย็น  เพราะมื้อเย็นต้องทานให้จืดที่สุดเท่าที่จะทานได้  เพราะเรากำลังจะนอนกันแล้ว  ร่างกายจะได้ไม่ต้องรับภาระหนัก  และจะได้หลับอย่างสบายค่ะ  อาจารย์บอกว่างั้น  และที่ต้องทานซุบผักก่อนก็คล้าย ๆ กับเป็นการเรียกน้ำย่อยอะไรประมาณนั้นค่ะ
  2. สิ่งที่ทานต่อเป็นอันดับที่สองก็คือ  ข้าวกล้องโรยงา  ซึ่งจะต้องเคี้ยวต่อคำให้ได้ 50 ครั้งขึ้นไป  หรือไม่งั้นก็เคี้ยวจนรู้สึกว่าข้าวเป็นน้ำอ่ะค่ะ  จึงจะกลืนข้าวได้  กรรมวิธีในการหุงข้าวก็เป็นรูปแบบของ macrobiotics เช่นกันค่ะ  คือ  จะหุงด้วยหม้อความดัน  ถ้าเป็นข้าวกล้องสังข์หยดของพัทลุง  เราจะใช้อัตราส่วนข้าวกับน้ำ 1:2 ค่ะ  แล้วใส่เกลือทะเลป่นหนึ่งหยิบมือค่ะ  ซึ่งช่วงแรกเราจะใช้ไฟปานกลาง  เมื่อหม้อความดันเริ่มร้อง  เราจะต้องหรี่ไฟลงให้น้อยที่สุด  แล้วตั้งไฟต่ออีกครึ่งชั่วโมงค่ะ  ส่วนการทำงาที่ใช้โรยก็คือ  ต้องเอางาขาวเท่านั้นนะคะ  มาล้างให้สะอาดเพื่อเอาผงฝุ่นออก  หลังจากนั้นมาคั่วในกะทะวนตามเข็มนาฬิกาจนกระทั่งถั่วเริ่มเหลือง  แล้วจึงมาป่นด้วยครกค่ะ  อ้อ! ลืมบอกไปว่าต้องใส่เกลือด้วยค่ะ
  3. ทานผัดผัก  ซึ่งเป็นผัดผักที่เราไม่คุ้นเคยกันเลย  เพราะว่าจืดแทบไม่มีความหวานเลย  เหตุผลเหรอค่ะ  ก็เพราะไม่มีน้ำตาลเลยล่ะซิ  มิหนำซ้ำหนิงจะเล่าให้ฟังว่าเขาทำผัดผักกันยังไง  ขั้นแรกลวกผักให้สุก  เอามาแผ่ในถาดเพื่อให้ความร้อนออก  หลังจากนั้นราดด้วยน้ำมันงาเล็กน้อย  หยดซีอิ้วนิดหน่อย  แล้วโรยด้วยงาค่ะ  แล้วก็คลุก ๆ ๆ ให้เข้ากัน  เสร็จแล้วค่ะผัดผัก macrobiotics อิอิ
  4. มื้อนี้มีปลานึ่งขิง  หนิงไม่ได้ใส่ใจมากในวันนั้นว่าขั้นตอนการทำเป็นยังไง (ก็เพิ่งเจอวันแรกนี่ค่ะ) อาจจะบอกได้ไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่นะคะ (ขอออกตัวก่อนค่ะ)  ขั้นแรกการเลือกปลาจะต้องเป็นปลาเนื้อขาวเท่านั้น (เพราะปลาเนื้อขาวกินพืช  ปลาเนื้อแดงกินสัตว์ค่ะ) และจะต้องเลือกขนาดประมาณเท่าฝ่ามือเท่านั้น  คนนึงทานได้แค่ตัวเดียว  วันนั้นก็ได้ปลาเก๋าตัวละประมาณ 2 ขีดค่ะ  แล้วก็มาซอยขิง  เอาไปนิ่ง  รู้สึกว่าจะมีการใช้มิโซะ (กะปิญี่ปุ่นด้วยนะ)  ที่เหลือไม่เห็นแล้วค่ะ  คงต้องใช้ประสบการณ์ในการปรุงของแต่ละคนเพิ่มนะคะ  ตามเครื่องปรุงที่มีค่ะ  รู้สึกว่าวันนั้นหนิงจะทานเกิน 1 ตัวค่ะ  เพราะเสียดายค่ะ
  5. ผักสด  บางวันก็จะอยู่ในรูปของสลัดผักค่ะ
  6. ตบท้ายด้วยถั่วต้มค่ะ  ทุกมื้อจะต้องมีนะคะ  แล้วแต่ว่าจะเลือกถั่วชนิดไหนค่ะ  เช่น  ถั่วแดงเล็ก  ถั่วแดงใหญ่  ถั่วชิกบีน  ฯ  บางครั้งก็จะเพิ่มแครอทหรือข้าวโพดลงไปด้วย  สำหรับการปรุงก็จะมีการใช้มิโสะด้วย  แต่จะต้องใส่ตอนที่ถั่วเย็นแล้วค่ะ  หนิงได้เรียนการต้มถั่วชิกบีนใช้เวลาตั้ง 3-4 ชั่วโมงแหนะ  (หุหุ  นานมั๊ก ม๊าก ขอบอก  รอจนเกือบแก่ไป)

การปรุงอาหารทั้งหมด  อาจารย์จะต้องดูภาชนะที่ใช้ด้วยนะคะ  เพราะจะต้องใช้ภาชนะสแตนเลส  หรือเป็นหม้อดิน  ส่วนทัพพีก็ต้องเป็นสแตนเลสหรือไม้ค่ะ  เวลาปรุงก็ต้องใส่ความรัก  ความสุข  และรอยยิ้มด้วยนะคะ  พืชผักต่าง ๆ ก็ต้องเป็นผักอินทรีย์  หากเป็นสัตว์ก็ต้องเลือกเช่นกันค่ะ  เพราะวันสุดท้ายของการเรียนอาหารก็เอาหาหมูที่เลี้ยงด้วยหยวกกล้วย  หรืออาหารที่ไม่ใช่อาหารเม็ดค่ะ

เป็นไงค่ะ  พอได้ทราบเรื่องขั้นตอน  เรื่องของอุปกรณ์ที่จะต้องใช้  รวมไปถึงการคัดเลือกวัตถุดิบ  และยังมีวิถีการทานอีก  ซึ่งอาจารย์บอกว่าการทานอาหารในแนวนี้ทำให้เราได้รับรู้รสชาดของอาหารแต่ละชนิดจริง ๆ เช่นการทานข้าวอย่างเดียวเราก็ได้รับรสชาดของข้าว  หรือช่วงของการทานปลาเราก็จะได้รับรสชาดของปลาจริง ๆ และจะทำให้อร่อยกว่า  ด้วยความเคยชินที่เราปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงปัจจุบันสำหรับมื้อแรกยอมรับว่ายากมาก ๆ ค่ะ  แต่ก็พยายามทำนะคะ  ถามว่าทรมานไห๊มก็รู้สึกบ้างค่ะ  เพราะเดิมเราก็ชอบอาหารสุขภาพอยู่แล้ว  แต่ที่ทำให้รู้สึกว่าทานอยากก็คือรสชาดที่มีการแต่งเติมน้อย  และการเคี้ยวที่ต้องใช้เวลานาน  ทำให้เราต้องฝืนตัวเองเล็กน้อย  ในแต่ละมื้อเลยไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ (ก็บอกแล้วไงค่ะว่ากิเลสเยอะ)  แต่เพื่อน ๆ หลายคนก็ทำได้ดีนะคะ  วันหลัง ๆ ก็เริ่มมีความสุขกับการทานอาหาร macrobiotics กันมากขึ้น

สำหรับหนิงเองรู้สึกว่ามันเป็นแนวทางที่ตึงเกินไปสำหรับเรา (อาจจะเป็นเพราะเราเองยังไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ  เลยยังไม่เห็นความสำคัญของอาหาร macrobiotics มากนัก  เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” กระมั่ง อิอิ)  แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ  ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน  มะเร็ง  โรคความดัน  หรืออีกหลาย ๆ โรค  ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ตาม  หนิงยังเชื่อว่าท่านจะต้องดีขึ้นหรืออาจจะหายได้อย่างแน่นอนค่ะ  สำหรับหนิงนั้นอาจจะต้องนำมาประยุกต์บ้าง  เลือกเป็นอย่าง ๆ ที่เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตปัจจุบันให้ได้ก่อน  แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่า  เพราะในวันสุดท้ายของการเรียนหนิงก็ได้ถามอาจารย์บอกกับอาจารย์ไปแล้วว่าเราคงไม่สามารถหักดิบตัวเองและคนรอบข้างได้  อาจจะต้องค่อย ๆ ทำ  อาจารย์ก็เห็นด้วย  และก็แนะนำเพิ่มเติมมาบ้างค่ะ  เช่น

  • เราอาจจะยังใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าอยู่  แต่เปลี่ยนมาหุงข้าวกล้องแทน  และเลือกชนิดข้าวกล้องให้มากขึ้น  พร้อมกับเติมเกลือตามที่อาจารย์บอกค่ะ  รวมไปถึงการเปลี่ยนชนิดข้าวบ้าง
  • เครื่องปรุงก็เลือกใช้ชนิดที่ไม่มีสารเคมีเจือปน  เช่น  ไม่มีสารแต่งสี  สารแต่งกลิ่น  สารกันปูด  รวมไปถึงผงชูรสด้วยค่ะ
  • พืชผักเลือกชนิดที่เป็นผักอินทรีย์  หรือผักข้างบ้านให้มากขึ้น
  • น้ำมันก็เปลี่ยนซะ  อาจจะเป็นน้ำมันมะกอก  หรือน้ำมันงาแทน
  • เกลือก็สามารถเป็นเป็นเกลือทะเลได้  ขั้นตอนก็ทำไม่ยากนะคะ  ถ้าได้เกลือทะเลมาแล้วก็ล้างน้ำให้สะอาด  อย่าแช่นะคะ  เพราะมันละลายน้ำได้  คัดเลือกสิ่งสกปรกออก  หลังจากนั้นเอาไปคั่วในกะทะให้สุก  แล้วก็นำมาโขลกเก็บไว้ค่ะ (อย่าลืมใส่ขวดแก้วนะคะ)

แค่เราเริ่มต้นจากเรื่องที่เราพอทำได้ก่อน  หลังจากนั้นค่อย ๆ ปรับส่วนอื่น คือ วิธีการปรุงให้ใส่รายละเอียดมากขึ้น  มันก็อาจจะไม่ยากเกินไปจริงไห๊มค่ะ  อิอิ

ที่หนิงบอกว่ามันตึงเกินไปไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะคะ  จริง ๆ แล้วหนิงมองว่า macrobiotics เป็นวิถีที่ดีวิถีหนึ่ง  จะว่าเป็นวิถีที่เรียบง่ายก็ได้นะคะ  ไม่ได้ยึดกับสิ่งปรุงแต่งมากมาย  ต้องใช้ความปราณีต  เวลา  ความมีสติ  และความรักจริง ๆ ค่ะ  เพราะหากเราไม่รักตัวเอง  ไม่รักกับผู้ที่เราปรุงอาหารให้คงจะทำออกมาได้ยากเหมือนกันนะคะ  เพราะใช้เวลาค่อนข้างมาก  และละเอียดละออกับทุก ๆ อย่างที่ทำจริง ๆ ค่ะ  สำหรับ 5 วันที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณทั้งอาจารย์และเหล่าบรรดาแม่ครัว  พ่อครัวทุกคนด้วยนะคะ  ที่ปันความรักเหล่านั้นมาให้หนิงด้วย  ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ  (ไม่ได้เวอร์นะคะ  แต่มันมาจากใจจริง ๆ)  สำหรับหนิงคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเองอีกสักระยะ  อิอิ

ครูมวยใกล้มาแล้ว

กรกฎาคม 30, 2008 at 8:47 am | In การออกกำลัง | 2 Comments
Tags: , , , , , , , , , ,

จากก่อนหน้านี้ที่แล้วที่หนิงได้เขียนเรื่อง “ข่าวดีสำหรับผู้หญิง  และผู้ที่ต้องการมีวิชาป้องกันตัวเจ้าค่ะ”  วันนี้จะมา update ให้ทราบกันว่า  พรุ่งนี้ครูจะมาถึงค่ะ  ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ  ตื่นเต้นจัง  ไม่รู้ว่ารูปร่างครูเป็นยังไงบ้างนะ  อิอิ

ตอนนี้ที่ทราบข่าวมา  เห็นว่าทาง สุโข สปา  ได้มีการมอบทุนให้กับนักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ โรงเรียนละ 4 คน  สำหรับช่วงแรก  ซึ่งให้เรียนฟรีตั้ง 3 เดือนแหนะ  อิจฉาเด็ก ๆ จัง  แต่เห็นว่าครูจะต้องสัมภาษณ์นักเรียนทุกคนที่จะเข้ามาเรียนด้วยนะคะ  เพราะครูบอกว่าอยากได้คนที่มีทัศนคติที่ดี  เพื่อกันไม่ให้เอาวิชาไปใช้ในทางไม่ดีค่ะ 

หนิงเห็นชุดที่จะใช้ในการเรียนและก็ได้ลองใส่มาแล้วด้วยล่ะ  ชอบมาเลยค่ะ  เป็นเสื้อยืดสีขาวเนื้อนิ่ม ๆ ค่ะ  แล้วก็เป็นกางเกงเลสีดำ  มีผ้าคาดสีแดงขลิบทอง  ใส่แล้วดูขลังดีค่ะ  เพราะว่ามีการสกรีนโลโก้มวยด้านหลังด้วยค่ะ

วันที่ 1 ส.ค. นี้  ครูจะเข้ามาที่ สุโข สปา ค่ะ  คงได้เจอตัวเป็น ๆ วันนั้นแหละค่ะ  และก็คงจะได้สัมภาษณ์ครูด้วยล่ะ  ในฐานะที่ครูเป็นผู้ที่สอนให้กับคณะนักแสดงในเรื่อง “ไชยา”  ตื่นเต้น ๆ ๆๆ

ลืมบอกไปค่ะ  ครูเป็นชาวต่างชาตินะคะ  แต่เห็นว่าพูดไทยชัดแจ๋ว  แทบจะกลายเป็นคนไทยไปแล้วค่ะ  ตอนแรกหนิงเองก็งง ๆ เหมือนกันนะคะ  วิชาของไทยแต่ทำไมชาวต่างชาติมาสอน  เท่าที่ทราบมาเหตุเป็นเพราะครูนาธานรักวิชามวยไทยมาก  ก็ได้มาร่ำเรียนวิชานี้กับครูเล็ก  เป็นเวลาตั้ง 5 ปี  ก็กลายเป็นศิษย์เอกไปแล้วค่ะ  ด้วยความตั้งใจจริง  อีกอย่างลูกค้าของสุโข สปา เองก็มีทั้งคนไทยและต่างชาติ  จะได้สื่อภาษากันรู้เรื่องหน่อยค่ะ  ก็ดีนะคะ  ยังไงก็ดีอยู่แล้วล่ะ  หนิงจะพยายามหาเวลาเข้าเรียนให้ได้ค่ะ  จะได้มาเล่าให้ฟังกันไงค่ะ  ว่าเป็นไงบ้าง  เอ!  แอบเห็นบางคนตาร้อนผ่าว ๆ แล้วล่ะ  อิอิ  ไว้รอบรรยายภาคถัดไปก็แล้วกันนะคะ  บ๊าย :)

จากบทเรียน “หนึ่งเดียวคนนี้”

มิถุนายน 5, 2008 at 9:24 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 6 Comments
Tags: , , , , , , , , ,

หลังจากที่หนิงได้รับ e-mail มาฉบับหนึ่งก่อนหน้านี้  ตั้งใจว่าจะเอามากระจายใน blog แต่แล้วก็ยังไม่ได้ฤกษ์ง่าย  จนกระทั่งวันนี้ได้รับ Fw-mail อีกฉบับซึ่งมีเนื้อหาเหมือนเดิมเด๊ะ  ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมัวแต่จะหาวิธีการนำเสนอ  แต่ไม่ลงมือทำซักทีมันก็ติดอยู่นั่นแหละ  ก็เลยตัดสินใจลงมือซะเลยดีกว่า  5555 

ว่าแล้วก็เริ่มเลยล่ะกัน  เอาเป็นว่า  ยกมาทั้งชุดเลยนะคะ  เพราะถ้าจะเขียนใหม่  ก็ไม่มีรูปภาพประกอบอยู่ดี  ปกติ blog ของหนิงก็ไม่ค่อยมีรูปเท่าไหร่ด้วย  อิอิ (ม่ายรุเปงข้ออ้างอ่ะป่าว)

หลังจากที่อ่านเรื่องนี้จบลง  กรุณาอ่านซ้ำอีกครั้งนะคะ  แล้วพยายามเอาไปคิดให้ดี ๆ เพราะเรื่องที่หนิงนำมานำเสนอเรื่องนี้  มีข้อคิดให้เราได้หลายแง่หลายมุมมาก  แต่ทั้งนี้เราต้องสร้างปัญญาให้กับตัวเองด้วยนะคะ  ก่อนอื่น  ต้องทำตัวเป็น “ชาไม่เต็มแก้ว” ก่อนอ่านรอบใหม่นะคะ

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.