การฝึกโยคะตามความคิดส่วนตัว

จากประสบการณ์การฝึกโยคะมาก็สัก 6 ปีได้  แต่จริง ๆ จัง ๆ น่าจะประมาณ 4-5 ปี  ถึงแม้ว่าจะไม่นานมาก  ที่สิ่งที่หนิงเห็นจากวันที่เริ่มต้นจนกระทั่งทุกวันนี้ก็คือ  การฝึกโยคะไม่ว่ารูปแบบใด  ครูคนไหนก็ดีทั้งหมด  เพราะทำให้เราได้ฝึกและได้ความรู้ทั้งนั้น  หากเราไม่สามารถฝึกด้วยตัวเองได้

ส่วนตัวแล้วมองว่า  หากเรายังไม่เคยฝึกโยคะเลย  เรากำลังจะเริ่มต้นในการฝึก  หนิงแนะนำให้ฝึกการหายใจให้ได้ก่อน  โดยไม่ต้องไปพะวงกับท่าทางของอาสนะเลย  แต่ไม่ใช่ไม่ใส่ใจเลยนะ  คือใช้คำว่าพยายามกับอาสนะ  แต่ใส่ใจกับลมหายใจให้มากกว่า  เพราะการหายใจนั้นจะทำให้เราเคลียตัวเองเหมือนกับการทำความสะอาดร่างกายจากข้างในออกมา  ซึ่งจะทำให้เรามีเหงื่อมากขึ้น  การยืดหยุ่นต่าง ๆ ก็จะตามมาเองหากทำหายใจได้ดี  และถูกต้องตามจังหวะที่ควรจะเป็น

ดังนั้น  ในช่วงต้น ๆ ของการฝึก  ไม่ต้องไปกังวลกับอาสนะว่าทำไม่ทันคนอื่น  จำอาสนะไม่ได้  ให้พยายามหายใจให้ถูกกับจังหวะที่ครูบอก  หากเราไม่สามารถหายใจได้ยาว  เราสามารถหายใจเพิ่มอีก 1 รอบหายใจ  เพื่อให้จังหวะสุดท้ายของการหายใจมาตรงกับจังหวะที่ครูบอก  และในจังหวะถัดไปก็จะตรงกับที่ครูบอกด้วย  จะดีกว่าที่เราจะกลั้นลมหายใจนะคะ (เดี๋ยวจะตาลายเป็นลมเอาอ่ะค่ะ  อิอิ)

เมื่อเราสามารถหายใจได้ดีแล้ว  คราวนี้ก็ค่อยมาฝึกจำอาสนะต่าง ๆ ว่าสิ่งที่ควรระวังในแต่ละท่ามีอะไรบ้าง  ขั้นตอนในการฝึกเป็นอย่างไร  เพราะหากเราสามารถเก็บรายละเอียดแล้วฝึกตามครูตั้งแต่ต้นได้จะดีกว่าที่มาปรับแก้ทีหลังนะคะ  แต่แน่นอนค่ะ  เราไม่สามารถที่จะทำตามที่ครูบอกได้หรอกค่ะ  ก็เพิ่งเริ่มต้นนี่นา  แต่เราต้องพยายามทำเพื่อวันนึงสิ่งนั่นจะเกิดขึ้นไงค่ะ  และมันจะดีกับตัวเราด้วย  หนิงเองเคยฝึกโดยที่เราไม่ค่อยใส่ใจกับรายละเอียดมากเพราะบางครั้งก็เจอครูที่บอกว่าได้แล้ว  บางครั้งก็ลืมไปแล้วเพราะเราเปลี่ยนครูไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ครูบางท่านบอกมาในบางจุดทำให้เราหลงลืมมันไป  ส่วนครูคนใหม่เข้ามาอาจจะคิดว่าเราได้แค่นี้ก็ OK แล้ว  จนกระทั่งวันนี้หนิงพยายามที่จะเริ่มใหม่ในหลาย ๆ ท่า  เพราะไม่ได้แปลว่าที่ทำอยู่ผิดนะคะ  เพราะการฝึกโยคะบอกได้เลยว่าไม่มี “ผิด” ไม่มี “ถูก” ค่ะ  ไม่ว่าจะฝึกแบบใดก็ให้ผลดีมากกว่าไม่ฝึกแน่นอน  อิอิ  เพียงแค่หากเราสามารถดูแลรายละเอียดได้เพิ่มขึ้น  ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายในส่วนของสรีระจะดีกับเรามากขึ้นเท่านั้น  แต่การฝึกเราไม่ได้คิดว่าเราจะฝึกเพื่อแข่งขับกับใครหรือฝึกไปประกวดที่ไหนอยู่แล้ว  แต่ให้ระลึกว่าเราฝึกเพื่อสุขภาพกายและใจที่จะดีขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นการทำอาสนะ  หนิงไม่อยากให้ทุกคนกังวล  และยึดติด  เพราะมีนักเรียนบางคนมาถามเหมือนกันนะคะ  ว่าทำไมไม่มีกระจกให้ดูล่ะค่ะ  หนิงถูกฝึกมาแบบไม่ได้อาศัยกระจกเลย  เพราะครูเคยบอกว่า  การที่เรามองกระจกทำให้เราไม่มีสมาธิ  และการทำท่าต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ควรจะเป็น  แต่หากเราไว้ใจครูที่สอน  ครูจะเป็นผู้บอกเราเองว่า  เราจะต้องปรับปรุงในส่วนไหนบ้าง  เพราะบางคนถึงดูแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าต้องปรับเช่นไร  จริงไห๊มค่ะ  หากเราเชื่อใจครูเมื่อครูมาบอก  หรือมาจัดท่าให้  เราจะต้องจดจำความรู้สึกในช่วงนั้น ๆ ไว้ว่า  เกิดอะไรขึ้นบ้างกับมือ  ขา  แขน  ตัว  หน้าท้อง  อก  แล้วจะทำให้เราเข้าใจว่า  อ๋อ!  ท่านี้มันจะต้องทำงานกับกล้ามเนื้อบริเวณนี้  มันจะต้องบิดส่วนนี้เพิ่ม  ซึ่งหากเราสามารถจำความรู้สึกนั้นได้  กระจกไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด  เพราะเวลาเราฝึกบางครั้งเราไม่สามารถเลือกที่ฝึกได้  และจริง ๆ โยคะจะฝึกตรงไหนก็ได้  หากเราใช้ความรู้สึกและการสังเกตุตัวเองเราจะสามารถฝึกโยคะได้ทุกที่จริง ๆ นะคะ

หนิงขอแนะนำจากความคิดส่วนตัวว่า  หากจะเริ่มต้นฝึกโยคะ  ขอให้เข้าใจกับสิ่งที่เราจะได้  และพยายามทำไปทีละขั้น  ทีละตอน  ไม่ต้องไปสร้างความกังวลให้กับตัวเองมากเกินไป  และไว้วางใจกับครูทุกคนที่เป็นผู้สอนในแต่ละครั้ง  หนิงเชื่อว่าจะทำให้เราฝึกโยคะได้ดีเองค่ะ

นมัสเต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s