อุปสรรค 7 อย่างของการฝึกโยคะ

เชื่อไม๊ค่ะ ว่าการฝึกโยคะอุปสรรคเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว เลยทำให้ใครหลาย ๆ คนยังพลาดกับการฝึกโยคะกันอยู่ ซึ่งหนิงเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวนะคะ อิอิ จากประสบการณ์ที่เจอคำถามจากผู้ที่สนใจหรือแม้กระทั่งไม่ได้สนใจแแต่คิดไว้แล้วว่าเขามีอุปสรรคโน้น นี่ นั่น ตามเรื่องตามราว ….

DSC_4317

มาดูกันนะคะ ว่า 7 อย่างที่เป็นอุปสรรคในการฝึกโยคะมีอะไรกันบ้าง

  1. อายุ แน่นอนค่ะ อายุที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลกับการฝึกบ้าง แต่เชื่อไม๊ค่ะว่าจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนาอะไรเลย แค่ยอมรับกับร่างกายตัวเอง แล้วก็ปรับกันไป ฝึกเท่าที่ร่างกายเราทำได้คงจบนะคะ หนิงเองก็เริ่มฝึกแบบจริง ๆ ตอนอายุ 34 ปีไปแล้วค่ะ แต่มาตอนนี้เห็นบางคนเริ่มตอนห้าสิบกว่าก็ยังมีเลย ทำให้ที่เคยคิดว่าเราเริ่มช้ามันไม่ใช่ละ เราก็ยังเริ่มเร็วกว่าอีกหลาย ๆ คนเลยนะ ว่าแล้วเริ่มกัน ๆ นะคะ
  2. เพศ นี่ก็อีกเรื่องค่ะ เรามักเชื่อว่า ผู้ชายแข็งแรง ผู้หญิงอ่อนตัวดี แต่เชื่อไม๊ค่ะกับประสบการณ์ที่สอนมาหลายปี มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ ผู้ชายที่ตัวอ่อนกว่าผู้หญิงเยอะมาก และผู้หญิงที่คิดว่าตัวจะอ่อนแต่แข็งโป๊กยิ่งเยอะมากกว่าอีก เพราะผู้หญิงมาเข้าคลาสมากกว่าผู้ชายไง คริคริ ดังนั้น หนิงมองว่าเรื่องเพศไม่ได้เป็นอุปสรรคอีกเช่นกัน ขอแค่เข้ามา จริง ๆ นะคะ หนิงเองก็เป็นแบบนั้นนะคะ หนิงตัวแข็งมา ถ้าเทียบกับคุณสามีแล้ว จุดเริ่มต้นของสรีระเราต่างกันมากค่ะ แต่เขาก็ยังคิดว่าเขาตัวแข็งกว่าหนิงอยู่ เอาเป็นว่าปล่อยให้คิดไปละกัน เพราะอย่างน้อยเขาก็ฝึกแล้ว คริคริ
  3. น้ำหนัก หลายคนคิดว่าจะฝึกโยคะได้ไงตัวหนักขนาดนี้ อ้วนมาก บอกเลยว่า คนที่ถูกมองว่าอ้วน หรือคิดว่าตัวเองอ้วนบางคนสามารถฝึกโยคะท่าที่คนตัวผอม ๆ ร่างบาง ๆ บางทำทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่แน่นอนค่ะ ย่อมมีบางท่าที่คนอ้วนก็ควรจะต้องดูเช่นกันว่าเราสามารถฝึกได้หรือเปล่า แต่ไม่ได้บอกว่าฝึกโยคะไม่ได้นะคะ
  4. เวลา ก็เหมือนจะเข้าใจนะคะว่าคำว่า “ไม่มีเวลา” มันเป็นยังไง แต่เชื่อไม๊ค่ะว่า มนุษย์เราเนี่ย อัศจรรย์มากค่ะ ถ้าเราเห็นคุณค่ากับสิ่งไหนแล้ว เราจะสามารถจัดการมันได้เองค่ะ เพียงแค่เรายังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าและยังจัดการไม่ได้ เช่น ต้องส่งลูกเรียนพิเศษ ซึ่งจริง ๆ อ่ะนะความรับผิดชอบผู้เป็นแม่มันปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ แต่บางคนก็อัจฉริยะนะคะ ฝากเพื่อนผลัดกันไปรับไปส่ง สลับกับคุณสามีบ้าง มันก็เข้าสู่จุดสมดุลได้ อันนี้แค่ยกตัวอย่างนะคะ ไม่ได้เป็นข้อชี้แนะว่าต้องทำแบบนี้นะคะ อิอิ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด แต่หากวันนึงเรารู้สึกว่าเราต้องการมันมาก ๆ เราก็จะสามารถหาคำว่า “เวลา” ได้เอง อย่ารอให้ “มีเวลา” แต่ตอนนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้แล้วนะคะ
  5. ระยะทาง คำว่า “ใกล้” “ไกล” แต่ละคนมันแตกต่างกันค่ะ ก็คงเหมือนกับข้อก่อนหน้านั่นแหละค่ะ เท่าที่หนิงเคยทราบมา มีนักเรียนคนนึงที่เชียงใหม่ บ้านไกลมาก เดินทางเพื่อมาฝึกโยคะขาละชั่วโมงครึ่ง แถมหอบลูกมาด้วยอีกต่างหาก ซึ่งก็เข้าใจนะคะว่า เคสนี้ก็อาจจะมากไปนิด แต่รู้สึกว่า ถ้าคนที่ต้องการความใกล้หรือไกลไม่ใช่อุปสรรคเลยแม้แต่น้อย ไม่แน่ใจว่าเชื่อกันแบบนั้นป่าวนะคะ แต่หนิงเห็นหลายคนแล้วค่ะ บางครั้งก็ต้องแลกกันนะคะ ไม่มีอะไรที่เราจะได้ไปหมดทุกอย่างค่ะ
  6. ความคิด ตัวการสำคัญอีกอย่างที่เป็นอุปสรรคชัดเจนมาก ๆ ก็คิดเรื่องทั้งห้าข้อแรกนั่นแหละคะ คิดว่ายากคงฝึกไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มจะรู้เหรอค่ะ อีกอย่างการฝึกโยคะไม่ได้แข่งขันกับใครแม้กระทั่งตัวเองแล้วเอาอะไรมาวัดว่าเก่งหรือไม่เก่ง เราวัดกันด้วยสุขภาพที่ดีขึ้นมากกว่านะคะ อีกเรื่องคือไม่เคยเรียนมาก่อนคงเข้าเรียนไม่ได้หรอกเพราะเขาสอนกันมานานแล้ว แย่ละถ้าทุกคนคิดแบบนี้สตูโยคะคงอยู่กันลำบาก เพราะจะไม่มีนักเรียนหน้าใหม่เข้ามาเลย และที่เขาเข้ามาเรียนเพราะยังไม่รู้ไงค่ะ ถ้ารู้มากแล้วไม่ต้องมาเรียนหรอกค่ะฝึกเองที่บ้านอาจจะดีกว่านะ คริคริ
  7. ขี้เกียจ นี่แหละตัวการสำคัญที่สุด แม้กระทั่งหนิงเองยังเอามันออกยากมาก ไม่รู้ไปโดยคุนไสยหรือยาสั่งมาจากไหน มันบังคับตัวเองไม่ได้จริง ๆ แค่อยากนอน อยากอยู่เฉย ๆ ไม่่อยากออกแรง แต่จะว่าอยากอยู่นิ่งก็ไม่ใช่นะ ก็แค่ “ขี้เกียจ” ก็เท่านั้น คนที่มีวินัยสูง ๆ หนิงก็ว่าเขาก็ยังเป็นกัน ใครมีข้อแนะนำสำหรับเการแก้ปัญหาเรื่องนี้รบกวนเม้นท์กันมาเลยนะคะ อยากได้มาก ๆ ค่ะ เพราะตัวเองก็แก้ไม่ตกเหมือนกันค่ะ

เป็นไงบ้างค่ะ 7 อุปสรรค เห็นแล้วคงไม่ทำให้ท้อนะคะ เพราะสำหรับหนิงแล้ว ข้อไหน ๆ ก็คงสู้ข้อ 6 กะ 7 มะได้จริง ๆ ว่าแล้วก้อ ต้อง “สู้ สู้” นะคะ เอาใจช่วยทุกคนนะคะ สรุปแล้ว “คิดจะฝึกโยคะ ต้องเดินเข้าคลาสนะคะ”

Advertisements

อาการติดยา….อิอิ

เห็นหัวเรื่องแล้วอย่าเพิ่งตกใจกันไปก่อนนะคะ มันไม่ใช่เรื่องยาเสพติดเลยค่ะ แต่เป็นอาการอยากฝึกโยคะที่เหมือนอาการติดยาอ่ะค่ะ

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกนะคะว่าตัวเองติด แต่มันเป็นอาการที่บอกไม่ถูกค่ะ ไม่อยากทำอะไรเลยนอกจากฝึกโยคะ สามีชวนไปทานอาหารเช้าก็อยากฝึกโยคะก่อน ทุกวันที่รู้ว่ามีคลาสโยคะแล้วไม่ได้ไป จะรู้สึกหงุดหงิด อยากไปๆๆๆๆๆๆๆ อาการคล้่าย ๆ ลงแดงเล็กน้อย อิอิ

หนิงเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เมื่อได้สัมผัสกับโยคะแล้ว รู้สึกเห็นผล รู้สึกดีขึ้น และมีความสม่ำเสมอในระยะแรก ๆ มักจะมีความรู้สึก “ติดโยคะ” เหมือนกับหนิงแน่ ๆ สำหรับตัวหนิงเองแล้ว ยอมรับนะคะ ว่าช่วงแรก ๆ ก็เป็นเอาหนักเล็กน้อย แต่ก็ยังพอรู้ว่า เราก็ต้องมีสมดุลชีวิตบ้าง ต้องรักษาชีวิตครอบครัว สังคมกับเพื่อน และงาน จึงทำให้ไม่สามารถทำตามความอยาก หรือ “ตัญหา” ของตัวเองได้ทุกครั้ง ในที่สุดอาการเหล่านี้ก็เริ่มคลายลง เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะนึง ยังยืนยันว่า “รักโยคะ” นะคะ แต่ความมีวินัยในตัวเองเริ่มลดลง บอกเลยนะคะ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่แล้ว คนที่บอกตัวเองว่า “ชอบโยคะ” “รักโยคะ” “โยคะดีเลิศ” แต่พอความต่อเนื่องในการฝึกลดลง เริ่มออกห่าง ไม่สม่ำเสมอ สิ่งที่บอก ๆ มาจะทำให้ตัวเราเองถอยห่างจากโยคะไปเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เพียงความทรงจำกับโยคะเท่านั้น….

รู้แบบนี้แล้ว อย่าทิ้งให้ “โยคะ” เป็นเพียงแค่ความทรงจำนะคะ ขอให้มีวินัย มีความสม่ำเสมอในการฝึกเรื่อย ๆ เพื่อให้โยคะอยู่กับเราตลอดไปแบบยั่งยืนค่ะ อิอิ

8 ปีที่เปลี่ยนไป…

หนิงว่า หลาย ๆ คนที่ฝึกโยคะ อาจจะมีความรู้สึกกับตัวเองแตกต่างกันไป หรือบางทีก็อาจจะรู้สึกคล้าย ๆ กัน สำหรับตัวหนิงเอง หนิงพอจะสรุปความรู้สึกในแต่ละช่วง ดังนี้

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

  1. ระยะงง ๆ แรก ๆ ที่เข้าคลาสโยคะ ที่เริ่มเห็นคนอื่น ๆ เขาฝึกกันไปถึงไหนต่อไหนกัน เราเองเพิ่งเริ่มเข้าคลาส รู้สึกงงมาก เขาทำอะไรกัน เขาทำกันได้ยังไง แล้วเราจะทำได้ไม๊ ต่าง ๆ นา ๆ เยอะแยะไปหมดเลยค่ะ ท่าก็จำไม่ได้ แล้วจะรอดไม๊ อิอิ
  2. ระยะที่ต้องอดทน เมื่อเริ่มงงไปแล้ว ก็ลองสักตั้งให้หายงงซะหน่อย เราก็ใช่แย่นี่นา คนอื่น ๆ เขายังฝึกกันได้เลย ทำไมเราจะทำไม่ได้ละ ว่าแล้วก็อึ๊บ อึ๊บ ฝึกกันต่อไป เมื่อยก็ทนไป เหนื่อยก็ทนเอา สักวันคงดีขึ้น คิดว่างั้น 55555
  3. ถัดมาเริ่มรู้สึกสับสน เพราะพอเริ่มเรียนกับครูหลายคน แต่ละคนก็บอกไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเข้าท่า การร้อยเรียงท่าต่าง ๆ ในเรื่องของท่าหลัก ท่าแก้ สรุปแล้วมันยังไงกัน จะใช้หลักไหนดีอ่ะ สับสนอยู่นานสรุปแล้วก็ต้องเลือกฝึกไปตามครูที่สอนปัจจุบันบอก ส่วนเวลาที่ฝึกเองก็เทคนิคไหนที่รู้สึกว่าปลอดภัย และรู้สึกสบาย ก็เลือกแบบนั้นละกันนะ น่าจะดีสำหรับเรา คริคริ
  4. ผ่านไปเรื่อย ๆ ชักเริ่ม “หลง” หลงนี่ หลงหลายอย่างเลยอ่ะ ทั้ง “หลงไหล” ช่วงที่เกิดอาการนี้แทบเรียกว่าติดยาได้เลยอ่ะ ไม่เจอกะตัวไม่รู้หลอก จริง ๆ นะ  บางครั้งก็มี “หลงทาง” บ้าง เพราะอยากลองไปเรื่อย อยากรู้ อยากเห็น จนถึงวันนึงที่ต้องเจอกับตัวเองว่ามันเป็นยังไง อาการ “บางอ้อ” ก็เกิดขึ้นค่ะ อีกอย่างก็คือ “หลงตัวเอง” ก็ทำไงได้ค่ะ บางครั้งบางคราวก็รู้สึกว่าเราเลิศอ่ะนะ อาการอยากโชว์ของก็คงเป็นเรื่องปกติ ชิมิ ชิมิ
  5. อาการ “บางอ้อ” ทำให้เกิด “ความเข้าใจ” ว่าเราฝึกโยคะไปทำไมอ่ะ สิ่งที่ได้คืออะไรอ่ะ ว่าแล้วก็เปลี่ยนไม๊กับความคิด วิธีการ และอื่น ๆ อีกมากมาย ก็เข้าใจแล้วไงค่ะ
  6. ตอนนี้ ก็เข้าสู่ระยะ “รอ” รอว่าต่อไปเราจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เพราะตอนนี้เพิ่งรู้สึกได้แค่เนี่ยอ่ะ

ที่บอกไป ก็แค่ความรู้สึกตัวเองนะคะ ผ่านมา 8 ปีละ รู้สึกได้แค่เนี่ยแหละ อิอิ

4 ปี บนเส้นทางแห่งฝัน

Healthy Ning Yoga ได้ดำเนินการครบ 4 ปีเต็ม ซึ่งเป็น 4 ปีที่เต็มไปด้วยการสร้างฝัน และล่าฝัน ปกติเป็นคนเบื่อง่าย หน่ายเร็ว แม้กระทั่งการเปิดสอนแรก ๆ ก็ทำใจนะคะ ว่าจะอยู่กับตรงนี้ได้นานหรือเปล่า แต่นี่คือสิ่งที่ “ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ” เลยทำให้ 4 ปีมันเร็วมาก กับก้าวแรกที่เริ่มต้น

ฝันแรกที่สำเร็จไป คือ ได้ทำแผ่นพับชุดฝึก Ashtanga Yoga Primary Series ฝันนี้จริง ๆ เกิดขึ้นช่วงปีหลัง ๆ นี้เอง เมื่อก่อนหนิงเคยนำแผ่นพับของครูคนอื่นมาจำหน่าย ส่วนใหญ่จะเป็นครูต่างชาติ ยังไม่มีคนคนไทยคนไหนทำเลย อิอิ จำหน่ายจนแผ่นพับหมด และเคยเห็นของครูท่านนึงชาวฮ่องกง ซึ่งเคยสอนหนิงด้วย หนิงพยายามติดต่อเพื่อหาแผ่นพับชุดฝึกของครูทั้งสองท่านมาจำหน่ายอีก เพราะยังมีคนถามถึงและต้องการ แต่ไม่ว่าจะติดต่อโดยตรงหรือติดต่อผ่านครูหรือตัวแทนจำหน่ายท่านอื่น ๆ ก็ไม่สามารถ ฝันจริงเกิดตั้งแต่วันนั้นว่า สักวันจะทำเป็นผลงานตัวเองก็ได้หายากนัก 5555 แต่ทำไงได้ละ ให้ไปถ่ายรูปอาสนะเราเหมือนครูคนอื่นเขาเหรอ คงลำบากอ่ะนะ ท่าอาาสนะเราคงจะสื่อให้คนอื่นเข้าไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็นแน่ ๆ แต่นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นครูท่านนึงวาดตัวเองในท่าอาสนะด้วย ฝันไม่ไกลละจากเดิมหริบหรี่มาก ต่อมาก็เห็นนักเรียนเก่าท่านนั่งชอบวาดการ์ตูน เพราะคงต้องเป็นแนวการ์ตูนที่ต้องลงคอมได้ และไม่ใช่การ์ตูนเหมือนจริงนัก เจอแล้ว…รีบติดต่อเลย แต่ปรากฎว่าเธอไม่ค่อยมีเวลาเสียดายมาก เพราะเธอฝึกโยคะอยู่บ้าง น่าจะจินตนาการได้ไม่ยาก ความหวังทรุดไปอีกครั้ง จนกระทั่งนึกถึงน้องคนนึงเคยไปเที่ยวด้วยกันสอบถามกันไว้บ้างแล้วด้วย ว่าแล้วก็ติดต่อจนกระทั่งทันกับวันก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 จนได้ จริง ๆ ก็เอ็นดูน้องเขามากนะคะ เพราะบางท่าเห็นตอนแรกก็งงว่าทำไมออกมาแบบนี้ น้องเขาเล่าว่าเขาลองทำเอง เห็นหลังมันโค้ง ๆ มันก็เลยวาดให้หลังโค้ง ท้ง ๆ ที่ภาพควรจะต้องหลังตรง แต่ก็ต้องชื่นชมในความพยายามของน้องเขานะคะ ที่อุตส่าห์ลองทำด้วยอ่ะ สุดท้ายผลงานก็ออกมา หลายคนบอกว่า มันเหมือนหนิงมาก ก็บกเลยว่าตั้งใจอ่ะ เอาคาเรคเตอร์ที่รู้สึกว่าเราชอบ และมองแล้วว่าเป็นเราที่สุดให้น้องเขาไป คริคริ มันจะไม่เหมือนได้ไงนิ

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

ฝันที่ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งฝันคือ การทำคลาสมัยซอร์ พูดไว้นาน ไปสร้างความอยากให้นักเรียนไว้หลายคนแล้วยังไม่สามารถทำได้ เพราะคิดว่าถ้าทำจริงคงต้องมีเครื่องมือที่ใช้ในการสอน นั่นก็คือแผ่นพับตัวนี้แหละค่ะ ตอนนี้มันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะช้าอยู่ใย ได้โอกาสครบรอบขึ้นปีที่ 5 แล้วก็เปลี่ยนแปลงอีกสักอย่างให้มันสะใจไปเลย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ละ มั่นใจซะอย่าง คิดว่าในการทำคลาสมัยซอร์คงต้องมีปัญหาอยู่บ้าง แต่มั่นใจว่ามันก็ต้องปรับปรุง สร้างความเข้าใจ และแก้ไขกันไป สุดท้ายแล้วผู้ฝึกทุกคนคงจะเข้าใจว่าทำไม “หนิง” ถึงอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนและสัมผัสกับคลาสนี้จริง ๆ

4 ปีแห่งความฝัน ก้าวสู่ปีที่ 5 ที่ทำฝันให้เป็นจริง ขอฝันถัดไปว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่จะพยายามค่ะ เพราะทุกคนย่อมมีฝัน แต่จะมีสักกี่คนที่ได้ทำตามฝัน อย่างน้อยที่ผ่านมาหนิงก็ฝันไปเรื่อย แต่ฝันก็เป็นจริงมาบาง ต้องฝันทิ้งขว้างไปบ้าง แต่ก็ภูมิใจนะคะ ที่ได้มีฝัน สร้างฝัน ปั้นจนมันเป็นจริงค่ะ….

ขั้นบันไดของการฝึกโยคะ

จำได้ว่าเหมือนตัวเองเคยเขียนเรื่องนี้แล้ว แต่หาไม่เจอ หาหลายรอบละ ว่าแล้วก็เรียบเรียงใหม่ละกัน อาจไม่เหมือนเดิม แต่คิดว่าแนวทางคงใกล้กัน อิอิ

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

สำหรับตัวหนิงเองนะคะ หนิงขอแบ่งลำดับขั้นของการฝึกโยคะคร่าว ๆ ดังนี้ค่ะ

ขั้นแรก  เป็นขั้นที่เรียกว่า “การทดลอง การเข้าหา” จากคนที่ยังไม่เคยได้ฝึก ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโยคะ ก็เริ่มเข้ามาลองว่าเมื่อสัมผัสแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ลองโน่นลองนี่ไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็กอยากรู้อยากเห็น

ขั้นถัดมา  เป็นขั้นที่เรียกว่า “ช่วงของการคลั่งไคล้ หลงไหล” จากที่ได้ทดลอง เข้าหา เรียนรู้ ก็เริ่มที่จะจริงจังมากขึ้น อยากลองสิ่งใหม่ ๆ อยากลองท่ายาก มองว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย เรียกว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ติดยากันเลยทีเดียว อิอิ

ขั้นต่อไปเป็นช่วงสำคัญมาก ๆ เป็นขั้นที่หนิงเรียกว่า “จุดเปลี่ยน” หลังจากที่ได้ลึกซึ้งกับอาสนะมาในระดับนึง เริ่มเรียนรู้ทฤษฎีมากขึ้น ได้พูดคุยกับผู้รู้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครู หรืออ่านจากตำราต่าง ๆ ทำให้มุมมองในการฝึกโยคะเริ่มเปลี่ยนไป หรือบางทีก็อาจจะถึงขั้นเริ่มบาดเจ็บก็เป็นไปได้ ที่จะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนนี้

ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นที่หนิงเรียกว่า “ขั้นเข้าถึงแก่นของโยคะ” สำหรับหนิงตอนนี้ หนิงมองว่า แก่นของการฝึกโยคะคือการฝึกทั้งกายและใจ เราฝึกอาสนะเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เราฝึกใจเพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง ซึ่งหากเรามีกายและใจที่ดี  เราก็จะสามารถสร้างความสุข เป็นที่พึ่งพิง พักพิง ให้กับคนใกล้ตัวได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดทั้งมวล หนิงแบ่งจากความเข้าใจและความคิดของตัวเองล้วน ๆ ซึ่งแต่ละคนจะอยู่ในขั้นไหนเป็นเวลาเท่าไหร่คงไม่สามารถบอกได้ เพราะมันเป็นความพึงพอใจของแต่ละคน และสิ่งที่หนิงแบ่งขั้นนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าจะดีหรือไม่ดี หรืออยู่ขั้นไหนดีที่สุด เพียงแค่เป็นสิ่งที่หนิงมองเห็น ณ เวลานี้เท่านั้น

นมัสเต

บทเรียน หรือ เรียนรู้

เมื่อก่อนตอนฝึกโยคะใหม่ ๆ ตอนนั้นคุณสามียังไม่ได้ฝึกโยคะ แต่ตัวเขาเองเคยเห็นเวลาที่พวกเราฝึกกัน ซึ่งก็จะรู้สึกว่ามันดูทุกข์ทรมาน ดูเหนื่อยเอาการ ดูเหมือนจะโหดร้ายไปบ้าง เวลาที่หนิงมาฝึกโยคะเลยมักแซวว่า

ไปทำเพ็ญทุกขกิริยาเหรอ

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

แต่จริง ๆ เขาแซวกับหนิงคนเดียวนะคะ ไม่ได้มองว่าโยคะไม่ดี เพราะทุกวันนี้เจ้าตัวเองก็ฝึกโยคะมาได้ 2 ปีกว่าแล้ว และเท่าที่สังเกต ก็พอจะมีใจกับโยคะอยู่ในระดับนึงทีเดียวนะ อิอิ

เลยพอคิดถึงคำที่คุณสามีพูด ทำให้เข้าใจเลยว่า บางครั้งการฝึกโยคะอยู่ที่เราฝึกแล้วเราได้อะไร

เราได้เรียนรู้ เรียนรู้กับร่างกาย ลมหายใจ การเคลื่อนไหว การกำหนดจิต ขณะที่เราฝึก

  • ได้เรียนรู้ว่าร่างกายตัวเองว่าไหวแค่ไหน แต่ละวันจริง ๆ แล้ว เราจะฝึกโยคะได้ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากันเลย บางวันก็รู้สึกว่าตัวเบา ยืดหยุ่นได้ดี กำลังเยอะ แต่บางวันก็แทบจะฝึกอะไรไม่ได้มาก ตัวตึง แข็ง แรงไม่มี ซึ่งเมื่อรับรู้ร่างกายแบบนี้แล้ว ก็มาดูว่าวันนี้ร่างกายได้เพียงเท่านี้ก็ฝึกแค่พอดี ไม่หักโหมที่จะต้องฝึกให้ได้เหมือนกับวันที่เราร่างกายพร้อม นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องรับรู้ว่าร่างกาย 2 ข้างเราก็ยังไม่เท่ากันเลย แล้วเราจะไปทำให้เท่ากับคนอื่น ๆ ได้อย่างไร สิ่งที่ควรทำคือควรพยายามฝึกให้ 2 ข้างสมดุลกัน และเมื่อวันไหนร่างกายมีอาการบาดเจ็บไม่ว่าจากอะไรก็ควรรู้จักหลีกเลี่ยง ลดหรืองดการใช้อวัยวะส่วนนั้น
  • รับรู้ว่าขณะนี้หายใจเข้า-ออก ได้ลึกแค่ไหน หรือหายใจถี่ ๆ เพราะท่าเริ่มยาก บิดตัวเยอะ ทำให้เราหายใจลำบากขึ้น แล้วเราจะต้องหายใจให้ลึกขึ้นอย่างไร
  • รับรู้ถึงการเคลื่อนไหว ว่าเราเคลื่อนไหวอย่างไร เราเคลื่อนไหวโดยการใช้กล้ามเนื้อที่ถูกส่วนหรือไม่ เช่นเวลาก้าวเท้าหากเราใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องช่วยก็จะทำให้ลดแรงกระแทกของฝ่าเท้า ข้อต่อต่าง ๆ ไม่ใช่ใช้แค่ข้อต่อกับกล้ามเนื้อขาลาก ๆ ไป แหะแหะ พอนึกภาพออกป่าวค่ะ แล้วเราเคลื่อนไหวเร็วหรือช้าเกินไป เมื่อเรียนรู้ว่าขณะที่เคลื่อนไหวจะต้องทำภายใน 1 ลมหายใจ เราก็ต้องมาดูประกอบกันทั้งการเคลื่อนไหวและลมหายใจให้สมดุลนั่นเอง
  • รับรู้ถึงการกำหนดจิต เพราะหากเราเป็นผู้ที่มีสติอยู่กับตัว เราจะต้องรับรู้ได้ว่า ณ ขณะนี้ จิตเราอยู่กับการฝึกโยคะนะ ไม่ได้คิดเรื่องอื่น หากคิดเรื่องอื่นไปแล้วก็ดึงมันกลับมาให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด แม้กระทั่งจิตไม่ได้ไปในไกล วนเวียนอยู่ในห้องเพราะมัวสังเกตคนอื่นอยู่ก็ต้องดึงให้กลับมาอยู่กับตัวเองให้ได้

สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ตัวเราเองต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ไม่มีใครสามารถบอกให้เรากำหนดมันได้ นอกจากได้เพียงแค่แนะนำ เพราะตัวเราคือผู้ปฏิบัติและควบคุม

แต่หากเราฝึกโยคะแล้วเราคิดว่าเราอยากเรียนรู้ แต่จริง ๆ มันคือความอยากรู้ว่าร่างกายตัวเองเราจะทำได้ไห๊ม ไม่ฝึกก็ไม่รู้สินะ ไม่ลองก็ไม่ได้สัมผัส ไม่ฝึกประจำแล้วจะไปทำได้ยังไง คนอื่นทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ต้องได้เหมือนเขาสักวันนั่นแหละ อยากเรียนรู้การฝึกอาสนะให้มากกว่านี้โดยเฉพาะท่าที่ยาก ๆ โหด ๆ เมื่อไหร่ถึงจะทำได้สักที อิอิ แต่สิ่งที่เราได้อาจจะเป็น “บทเรียน” จากการฝึกโยคะแทน อยู่ที่บทเรียนนั้นจะราคาแพงแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่บทเรียนนี้แค่แลกกับร่างกายที่เราอาจจะต้องเสียไป มันอาจจะไม่ได้หนักหนาอะไรมากนะคะ แค่จริง ๆ แล้วเราสามารถฝึกโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลยเท่านั้นเองค่ะ

ดังนั้น อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ลองถามตัวเองกันดูนะคะว่า  วันนี้เราฝึกโยคะเพื่อเป็น “บทเรียน หรือ เรียนรู้” ตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้เลือก….

อะไร…ถูก

คำถามว่า

ท่านี้ที่ถูกต้องทำยังไงค่ะครู?

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

บอกเลยเป็นคำตอบที่ถือว่าตอบค่อนข้างยากสำหรับหนิงมาก จริง ๆ หนิงพูดง่าย ๆ ไปแค่ว่า

ไม่มีอะไรถูก อะไรผิด หรอกนะ สิ่งที่ควรทำก็คือ ดูว่าร่างกายตอนนี้ทำได้แค่ไหนก็สมบูรณ์อยู่ที่จุดนั้น ณ วันนี้นั่นแหละ แค่ให้รู้ว่ามันควรจะต้องไปทำงานกับส่วนไหนในการฝึกท่านั้น และไม่ควรทำในสิ่งต้องห้ามเท่านั้นเอง

เชื่อไห๊มว่า สิ่งที่เราตอบไปง่าย ๆ แบบนั้น มันอาจจะทำให้ใครหลาย ๆ คน ทั้งงง รวมไปถึงไม่พอใจกับคำตอบก็ได้ หนิงเลยบอกว่ายากสำหรับการตอบคำถามนี้จริง ๆ ค่ะ แต่ก็มักจะตอบออกไปแบบนี้บ่อย ๆ เหมือนกัน  อยู่ที่ว่ารูปประโยคจะเป็นอย่างไรเท่านั้น

แต่หนิงมีเหตุผลกับคำตอบนั่นนะคะ เพราะหากหนิงถามกลับไปว่า มีใครบอกได้ไห๊มค่ะว่าสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ คืออะไร เชื่อไห๊มค่ะว่า บางครั้งท่าเดียวกันการฝึกในรูปแบบของโยคะที่ต่างกันก็ให้ความสำคัญกับอาสนะที่ฝึกแตกต่างกันไป แม้กระทั่งรูปแบบการฝึกที่เป็นรูปแบบเดียวกันก็ยังขึ้นกับครูผู้ที่ฝึกให้กับเราอีกว่า เขาเลือกที่จะใช้วิธีการไหนกับเรา เพราะครูแต่ละคนก็คงไม่ได้เรียนกับครูเพียงคนเดียว หรือแม้จะเรียนกับครูคนเดียวก็แล้วแต่ แต่การแตกฉานกับสิ่งที่เรียนรู้อาจจะมีข้อแตกต่างไปบ้างกับต้นฉบับ ซึ่งหนิงเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ให้มานั่งคุยกันว่าใครเป็นต้นแบบใครก็คงว่ากันไม่จบ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้หนิงได้เรียนรู้มาวิถีโยคะเอง หากเราได้เข้าไปอยู่ในสังคมโยคะที่หลากหลาย ก็เหมือน ๆ กันกับสังคมอื่น ๆ เราเองก็ต้องเลือกคน เลือกที่เหมือนกัน ไม่ได้บ่งบอกว่าการที่อยู่ในสังคมโยคะแล้วทุกคนจะอยู่ในรูปแบบที่เราคาดหวังทั้งหมด หนิงไม่ได้มองว่าสังคมนี้ไม่ดีนะคะ แค่บอกว่าก็ไม่ได้แตกต่างกับสังคมอื่นเท่านั้น อิอิ (ออกนอกเรื่องอีกละ) แค่จะบอกว่าผู้ที่เรียนรู้มาในแบบของตนก็ย่อมจะมองว่าสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มาดีแล้ว แน่แล้ว และเมื่อเกิดการยึดติดเช่นนี้ คุณ ๆ ก็ลองคิดดูเองแล้วกันนะคะ ว่าจะหาความถูกต้องจากตรงไหน…

นี่แหละค่ะ คือสิ่งที่หนิงกำลังจะบอกว่า เวลาที่เราฝึกอาสนะแค่เราได้เรียนรู้ว่าอาสนะนี้ ควรทำงานกับข้อต่อ กล้ามเนื้อส่วนไหนบ้าง อย่างไร ต้องหายใจเข้า-ออก ช่วงไน และเราใช้สมาธิในการฝึกเพื่อรับรู้ว่าเรารู้สึกถึงการใช้งานเหล่านั้นตามที่รู้มาแล้วหรือยัง เราอาจจะไม่สามารถยืดขาได้ตรง (ไม่ได้พูดถึงอาสนะในรูปนะคะ) แต่ ณ วันนี้เราใช้ความพยายามในการยืดขา โดยที่หลังยังตรงอยู่แล้วใช่หรือไม่ หรือเรายืดขาตรงโดยที่หลังเราโค้งงออยู่ การรับรู้เช่นนี้ต่างหากที่จะเป็นตัวบอกว่า เราได้ทำงานกับร่างกายเราถูกต้องแล้ว และ ณ วันนี้ หากเราไม่สามารถที่จะยืดหลังให้ตรงพร้อมกับการเหยียดขาให้ตรงได้ เราก็ต้องรู้ว่าเราจะเลือกหลังหรือเลือกขาให้ตรงก่อนละสำหรับความรู้ที่เรามี เราก็ทำตามนั้นแล้วรอเวลาให้ร่างกายพัฒนาไป ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับการฝึกและการพัฒนาของร่างกายจริง ๆ แต่ต้องถามต่ออีกว่า แล้วจำเป็นไห๊มละ ที่ต้องทำให้ได้เหมือนกับคนอื่น ๆ หรือกับที่ดูในรูป หากร่างกายวันนี้เราได้แค่นี้ เพราะหากเราฝืนมากเกินไป พยายามที่จะให้ครูหรือเพื่อนช่วยหรือแม้กระทั่งผลักดันตัวเองมากเกินไป คงไม่พ้น…การบาดเจ็บ อย่างแน่นอน

วันนี้ หนิงขอแค่มาบอกนะคะว่า

ไม่มีคำว่า “ถูก” หรือ คำว่า “ผิด” ในการฝึกอาสนะ

แค่ต้องรู้ว่าเรารู้หลักการในการฝึกหรือยังเท่านั้น อิอิ  หลายคนอ่านแล้วอาจจะยังงงอยู่บ้างสำหรับเรื่องนี้ ไว้จะมาอธิบายเพิ่มในเรื่องต่อๆ ไปนะคะ