โยคะคนท้อง

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ  ว่าวันนึงหนิงจะได้มีโอกาสสอนโยคะให้กับคนท้อง  ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังไม่เคยตั้งท้องเลย  อิอิ

สืบเนื่องมาจากความอยากรู้อยากเห็น  และอยากเรียนรู้ของตัวเอง  พร้อมกับอาชีพที่เราได้เลยแล้วว่าเป็นสิ่งที่เรา  “ทำด้วยรัก  สอนด้วยใจ”  จึงทำให้หนิงได้ตัดสินใจไปศึกษาวิชาโยคะเพิ่มเติม  ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะ  นั่นก็คือการสอนโยคะคนท้องค่ะ  เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ เพราะวันก่อนครูหนูได้เดินทางมาภูเก็ตพอดี  จึงทำให้ประจวบเหมาะที่หนิงไม่ต้องเดินทางไปเรียนถึงกรุงเทพฯ  และก็ได้เรียนแบบตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว

หลังจากเรียนไปได้สัก 3-4 เดือน  หนิงก็ยังคงเก็บงำวิชาไว้กะตัว  เนื่องจากไม่ได้ร้อนวิชา  และคิดว่าเราควรจะศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนที่จะนำไปใช้จริง  เพราะสิ่งที่เราต้องดูแลกับคนท้องเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจริง ๆ ค่ะ  และต้องใกล้ชิดมาก ๆ

แต่แล้วสิ่งที่ทำให้หนิงต้องลงมือสอนโดยไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  เมื่อมีเพื่อนครูโยคะด้วยกัน  ติดต่อมาบอกว่า

“หนิง  พอดีมีคนสนใจให้พี่ไปสอนโยคะแต่เขาท้อง  พี่สอนไม่ได้อ่ะ  พี่เลยให้เบอร์หนิงไปแล้วนะ”

ทันใดนั้นเอง  หนิงก็เกิดความกังวลขึ้นมาเหมือนกัน  เพราะยังไม่เคยได้สัมผัสของจริงเลย  แต่เป็นการสอนแบบตัวต่อตัว  จึงทำให้รู้สึกว่าเราน่าจะสามารถควบคุมได้ไม่ยาก  ก็แค่ขอเวลาทบทวนวิชาอยู่ 2 วัน  ก็ได้ติดต่อกับนักเรียนไป

หลังจากจบคลาสวันแรก  ทำให้หนิงยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้น  เพราะนักเรียนคนนี้  ท้องมาแล้ว 2 คน  ครั้งนี้เป็นท้องที่ 3  และทุกครั้งที่เขาท้องเขาก็ฝึกโยคะคนท้องทุกครั้ง  แต่หลังจากเรียนเสร็จ  เขาบอกกับหนิงว่า

“คุณสอนดีมาก  ชั้นรู้สึกดีกับการฝึกครั้งนี้มาก ๆ  คุณสอนได้นุ่มนวลจริง ๆ”

หนิงแทบจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ และอยากจะบอกเขาไปเหมือนกันว่า

“จริงเหรอค่ะ  เพราะนี่คือการสอนครั้งแรกของฉันเลยนะเนี่ย”  ได้แต่คิดค่ะ  พูดออกไปได้ไงค่ะ  เดี๋ยวนักเรียนตกใจกันพอดี  หมดความมั่นใจในตัวเราหมด  อิอิ

และครั้งที่ 2 และ 3 ก็เกิดขึ้น  จนกระทั่งตอนนี้นักเรียนคนนี้เขาเป็นชาวต่างชาติ  ซึ่งจะอยู่ภูเก็ตประมาณ 1 เดือน  เขาตกลงให้หนิงไปสอนตลอดช่วงที่เขาอยู่ภูเก็ต  โดยสอนอาทิตย์ละ 3 วัน  มันภาคภูมิใจจริง ๆ ค่ะ  และจะพยายามทำให้ดีที่สุด  พร้อมกับพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ

นมัสเต

Advertisements

ในที่สุด…

เมื่อวานตื่นมาทำภาระกิจต่าง ๆ ตามปกติ  และหนึ่งในตารางก็จะต้องไปตรวจค่าเลือดที่ รพ.กรุงเทพภูเก็ตด้วยหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย

ครั้งนี้ก็เหมือนเดิม  หนิงไม่ได้นั่งรอผลอยู่ที่ รพ. เพราะคิดว่าคงใช้เวลา  เลยออกมาดูสปาที่เก่า  เพราะว่าพี่ชายกับคุณแม่โทรมาบอกว่าโดนทุบกระจก  คิดว่าน่าจะมีคนเข้าไปขโมยของ  และก็เป็นจริง  ก๊อกน้ำหายเกลี้ยง  ส่วนแอร์ก็ถูกแกะออกมาแล้วเอาชิ้นส่วนด้านในไป  ตอนนี้ก็ยังเหลือแต่ปั๊มน้ำ  กับเครื่องทำน้ำอุ่นบางห้อง  ซึ่งบางห้องหนิงก็ไม่แน่ใจว่าถูกถอดออกไปตั้งแต่ต้นหรือเปล่าอยู่แล้วหรือเปล่า  เพราะเดิมทางบริษัทฯ ที่เช่าเขาก็มีการถอดอุปกรณ์ไปบ้าง  ดูไปก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย  นอกจากเข้าไปล๊อคประตู  แต่เขาก็สามารถเปิดได้อยู่ดี

จากนั้น  หนิงก็ออกมาสำรวจกิจการที่ Central ตามปกติ (พอดีมาเดินบ่อยจนเพื่อน ๆ แซวอ่ะ)  และก็ตัดสินใจซื้อตั๋วหนังเรื่อง Up in the air ซึ่งขณะที่ดูหนัง  หนิงกำมือถืออยู่ตลอด  เพราะรู้อยู่แล้วว่าทาง รพ. จะต้องโทรมาแจ้งในช่วงที่หนังกำลังฉายอยู่อย่างแน่นอน  และก็เป็นจริง  เพราะสรรเสริญจบไปไม่นาน  หนังยังไม่ทันเริ่ม  โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น  หนิงเห็นเบอร์ 1719 ซึ่งเป็นของ รพ. กรุงเทพ แน่นอน  หนิงรีบรับสายทันที

คุณพยาบาลคนที่เจาะเลือดให้หนิงรายงานว่า

ค่า B HCG คุณอยู่ที่ 5 นะคะ

ยังไม่ทันวางสายดี  น้ำตาหนิงก็ตกออกมาเป็นทาง  คุณสามีก็กำมือไว้แน่น  หนิงร้องไห้อยู่พักใหญ่  จนแฟนถามว่า  “ไหวไห๊ม”  อยากออกไปข้างนอกไห๊ม  แต่หนิงรู้ดีว่า  อยู่ในโรงหนังนั่นแหละดีกว่า  เพราะไม่งั้นหนิงก็ไม่มีสิ่งเบี่ยงเบน  และน่าจะยิ่งหนักกว่าเดิม  ดีนะที่เนื้อเรื่องของหนังทำให้เราต้องสนใจและทำให้เราลืมอะไรในจังหวะนั้นได้พอสมควร  พอหนังจบก็ยังไม่วายน้ำตาก็ไหลออกมาอีก  ออกมานั่งรอเพื่อน ๆ อยู่ก็ยังร้องไห้ไม่หยุด  แต่น้ำตามันช่วยได้จริง ๆ นะคะ  เพราะหลังจากที่ร้องไห้ไปพอควร  ขณะที่เราเจอเพื่อน ๆ จิตใจเราได้คลายไปเยอะแล้ว  หนิงก็ไม่ได้แสดงอะไรออกมาที่ทำให้คนอื่นผิดสังเกตุเลย

จนกระทั่งเช้าวันนี้  หนิงคิดว่าหนิงสามารถพูดคุยกับคนอื่นได้ดีขึ้น  จากเมื่อวานรู้ตัวเลยค่ะว่า  คงคุยกับใครไม่ได้ต้องร้องไห้แน่ ๆ แต่วันนี้หนิงได้คุยกับเพื่อนไปแล้ว 2 คน  ดีนะที่เขาไม่แสดงความเศร้ากับเรามากนัก  ก็เลยคุยได้ไม่มีอะไร

ยังไงก็ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้กำลังใจ  หนิงยังไม่ท้อนะคะ  คิดว่ายังมีครั้งหน้าอีกแน่นอนค่ะ  ตอนนี้ก็คงต้องกลับไปฝึกโยคะทำตัวให้แข็งแรงเพื่อเตรียมตัวใหม่  คงอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี่แหละค่ะ

ต่อรอง

ด้วยความวิตกกังวลเล็ก ๆ ว่า  ถ้าเราไปตามที่คุณหมอแนะนำให้ไปตรวจเลือดอีกรอบคือ  วันจันทร์  ใครจะพาไป  แล้วถ้าผลเป็นบวกใครจะพาเราไปฝากท้องอีก  เพราะที่ทำงานของคุณพ่อเจ้าตัวน้อยก็ไกลเหลือเกิน  งานก็เพิ่งไปทำไม่เท่าไหร่  ยังไม่อยากให้ลา  แล้วก็เห็นงานเยอะอีก 

เลยโทรไปปรึกษากับคุณหมอว่า 

ถ้าวันจันทร์ไม่สะดวก  ขอเป็นตรวจวันอาทิตย์ได้หรือเปล่าค่ะ 

คุณหมอบอกว่า

ได้ครับ  ไม่มีปัญหา  ได้ผลยังไง  ให้โทรแจ้งผลด้วยนะครับ

สรุปว่า  ได้ฤกษ์งามยามดีเป็นวันพรุ่งนี้แหละ  เพราะสะดวกทั้งคู่เนื่องจากเป็นวันหยุด  และคุณหมอที่ต้องการฝากครรภ์เขาทำงานวันอาทิตย์ด้วย  ทุกอย่างลงตัว  เหลือแต่รอผลอย่างเดียว  อิอิ

อ้อ  ลืมบอกไปอีกอย่างคือ  จริง ๆ แล้วขณะที่ยังใช้ยาฮอร์โมนทั้งหลายที่คุณหมอให้มา  ซึ่งเป็นยาที่ช่วยป้องกันการแท้ง  จะทำให้ประจำเดือนไม่มาด้วยล่ะ  เพิ่งรู้นะเนี่ย  แสดงว่าที่หนิงรอให้ประจำเดือนมายังไงก็คงไม่มาหรอกเพราะหนิงยังใช้ยาอยู่ทุกวัน  อิอิ  พอดีแอบโทรหาคุณพยาบาลด้วย  ก็เลยถามเรื่องประเด็นนี้  เขาเลยบอกว่าถ้าผลออกมาว่าไม่ติดให้หยุดใช้ยาทันทีแล้วประจำเดือนจะมาเองค่ะ

จิตตก

เฮ้ย! วันนี้เป็นวันที่ลุ้น ๆ ยังไงไม่รู้  ก็คงเป็นเหตุจากเมื่อวานนั่นแหละ  ที่ทำให้เสียอารมณ์เพราะไม่ได้ดังใจ  วันนี้เลยงุ่นง่านเป็นพิเศษ  เมื่อเช้าก็เลยลองโทรไปถามที่ รพ. มิชชั่นภูเก็ต ว่า  สรุปแล้ว  ที่บอกว่าจะแจ้งผลหลังจากวันที่ไปตรวจ 3 วันนั้น  สรุปจะเป็นวันไหนกันแน่จะได้ทำใจ  กลายเป็นว่าต้องทำใจไปถึงไม่วันอังคารก็พุธแหนะ  ซึ่งหนิงมองว่ามันค่อนข้างนานกับการรอคอยในช่วงนี้  ในภาวะจิตใจเช่นนี้

เลยตัดสินใจ  โทรไป รพ.กรุงเทพภูเก็ต  เพื่อสอบถามว่าสามารถตรวจเลือดเพื่อหาค่า beta HCG ได้ภายในวันเดียวหรือเปล่า  เขาบอกมาว่าได้ภายใน 2 ชั่วโมง  หนิงเลยตัดสินใจไปวันนี้เลย  นั่งสบายใจอยู่ได้พักนึง  ทาง รพ. ก็โทรมาบอกผล  เพราะหนิงไม่ได้รอฟังผลที่ รพ. จากนั้น fax ก็ตามมา  เมื่อได้ผลเรียบร้อย  หนิงก็โทรไปหาคุณหมอสุรชัยที่  Safe Fertility Center ก็แจ้งค่าไปคือ B HCG 10.9 mIU/ml  ซึ่งเท่าที่ทราบมันเป็นค่าที่ค่อนข้างน้อย  เพราะคุณหมอบอกว่าควรจะขึ้นถึง 50 แต่ก็ยังมีลุ้นเพราะปกติค่าของคนทั่วไปจะอยู่ที่ศูนย์จุดกว่า ๆ เท่านั้น  หนิงก็ค่อยโล่งใจหน่อย  นั่นหมายถึงว่า  หนิงยังคงต้องอดทนรอไปอีก 3 วัน  เพราะคุณหมอบอกให้ไปเช็คผลเลือดอีกทีในวันจันทร์อ่ะค่ะ

คิดดูซิค่ะ  ว่ามันทรมานจิตใจแค่ไหน  บางคนอาจจะคิดว่าแค่ 3 วันเอง  หนิงยอมรับนะคะ ณ วันนี้  หนิงวุ่นวายใจพอสมควร  อยากให้ทราบผลเร็ว ๆ เพราะก็มีหลายคนที่รอลุ้นกับหนิงอยู่  แล้วผลยังคาราคาซังแบบนี้  ความว้าวุ่นมันเกิดขึ้น  หนิงเองก็พยายามสงบสติอารมณ์และจิตใจของตัวเองอยู่เหมือนกันค่ะ  จะได้ไม่ฟุ่งซ่านมากนัก  อิอิ  ทำเอา “จิตตก” ไปพอสมควรเหมือนกัน

ใจร้อน

จริง ๆ แล้ว  คุณหมอนัดว่าให้หนิงไปเช็คเลือดเพื่อตรวจผลว่าตั้งครรภ์หรือเปล่าในวันพรุ่งนี้  แต่เป็นเหตุบังเอิญว่า  วันนี้หนิงมีสารถีที่จะพาไปหาหมอ  เพราะพรุ่งนี้เขาก็ติดงาน  วันเสาร์คุณหมอก็ไม่ตรวจอีก  ก็เลยโทรเช็คกับทางศูนย์ Safe fertility Center ว่าสามารถไปตรวจก่อนสักหนึ่งวันได้หรือเปล่า  คุณพยาบาลตอบว่าได้  ก็เลยบุกไปที่ รพ.มิชชั่นภูเก็ตเลย

ก่อนไปหนิงโทรจองคิวเรียบร้อย  ทำให้ไปรอไม่นานเหมือนกับครั้งก่อน ๆ ก็ตามระเบียบของการตรวจ  ชั่งน้ำหนัก  แต่ก็แปลกนะคะ  เมื่อเช้าหนิงชั่งที่บริษัทฯ 53.4 Kg  แต่พอไปชั่งที่โรงพยาบาล  ชั่งได้แค่ 51.5 Kg  ความดันก็ปกติ  พอได้เข้าห้องตรวจ  หนิงก็เล่าให้คุณหมอฟังว่าไปทำอะไรมา  วันนี้ต้องการมาทำอะไร  คุณหมอก็เลยบอกว่างั้นเดี๋ยวไปเจาะเลือดเลย  ผลที่ได้ 100% แน่นอน  แต่ต้องรอผล 3 วันนะ  เท่านั้นแหละ  หนิงงี้บ่นใหญ่เลย  ถามคุณหมอว่าทำไมช้าจัง  ก็เลยขอคุณหมอตรวจปัสสาวะก่อน  ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าผลต้องเป็นลบแน่นอน

จริงอย่างที่คิดค่ะ  รอผลเกือบครึ่งชั่วโมง  ผลเป็นลบ  สรุปแล้วก็ต้องรอไปอีก 3 วันค่ะ  นี่ขนาดไปก่อนล่วงหน้าแล้ววันนึงนะคะ  ยังสงสัยอยู่ว่ามันตรวจอยากเหรอ  ทำไมถึงต้องส่งเลือดไปตรวจที่กรุงเทพฯ ด้วยเนี่ย

วันที่ 4 ของการรอคอย

กว่าจะผ่านไปแต่ละวันในช่วงนี้รู้สึกว่ามันยาวนานจริง ๆ ค่ะ  ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นเหตุนั่นแหละค่ะ  ได้แต่เร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันที่ 19 เร็ว ๆ  แต่ก็คงถึงเท่าคนอื่นนั่นแหละ  อิอิ

สามวันที่ผ่านมา  โดยเฉพาะวันแรกของการกลับมาใช้ชีวิตหลังใสตัวอ่อน  รู้สึกว่าเราต้องทะนุถนอมทุก ๆ วินาทีจริง ๆ ค่ะ  ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา  ทุกท่วงท่า  ทุกอิริยาบถ  ว่าตอนนี้เราต้องมีสตินะ  ต้องไม่รีบร้อนนะ  ทุกอย่าง  จนมีแต่คนถามหนิงว่า  หนิงเจ็บเท้าเหรอ  เพราะเวลาเดินหนิงจะเดินเบา ๆ ค่อย ๆ เดิน  หรือกับย่องตอดอะไรประมาณนั้นอ่ะค่ะ  มันก็คงดูตลกพิลึกเหมือนกันนะคะ  เพราะปกติหนิงจะเป็นคนที่เดินค่อนข้างเร็วพอสมควร  เพื่อน ๆ เดินตามไม่ค่อยจะทัน  แต่มาวันนี้  เพื่อนไปไกลแล้วเรายังเดินได้ไม่ถึงไหนเลย  แต่เพื่อสิ่งที่เรารอคอย  เราต้องทำได้  แม้กระทั่งต้องงดชา – กาแฟ  ซึ่งปกติ  หนิงจะดื่มชาเย็นมื้อเช้า  มื้อกลางวันก็เป็นกาแฟเย็นสักแก้ว เกือบทุกวัน  แต่ตอนนี้งดหมด  ทำตามคำแนะนำของคุณหมออ่ะค่ะ

  • วันแรก  หนิงเดินเยอะจริง ๆ ค่ะ  เพราะต้องไปเปิดสมุดบัญชีของบริษัทฯ กับหุ้นส่วนอีกคน  และต้องไปเปิดที่ Central  เลยเดินไกลหน่อย  อีกทั้งเป็นช่วงพักกลางวันอีก  พี่เขาเลยชวนทานข้าวที่ S&P เลย  ซึ่งอยู่ที่ชั้น 3 ส่วน bank อยู่ชั้น 2  มาถึงห้างก็ต้องเดินขึ้นชั้น 3 ก่อนเพื่อไปสั่งอาหาร  สั่งเสร็จต้องเดินลงมาชั้น 2  รออยู่พักใหญ่เพราะเอกสารที่น้องเขาเตรียมมาให้ไม่เรียบร้อย  ต้อง fax มาเพิ่ม  เลยตัดสินใจขึ้นไปทานข้าวก่อน  ต้องขึ้นไปชั้น 3 อีก  ทานเสร็จก็เดินมาชั้น 2 เซ็นต์เรียบร้อยก็ไปขึ้นรถกลับ  แล้วมาเดินต่อในบริษัทฯ อีก  หนักเอาการเหมือนกัน  คนที่ไม่เจอกับตัวไม่รู้จริง ๆ นะคะ  เพราะบางคนเขาให้นั่ง – นอน อยู่กับที่  แต่ขณะที่เรามาเดินในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าไม่เยอะ  แต่สำหรับคนที่เพิ่งไปทำเด็กหลอดแก้วมา  มีแต่คนเตือนหนิงทั้งนั้นเลย  เพราะพี่ ๆ ที่เขามีประสบการณ์มาแล้ว 3 คน  เขาก็ไม่ติดมาแล้ว  เขาเลยบอกให้หนิงลดการเดินลงเพราะมันมีผลมากจริง ๆ  ฟังแล้วค่อนข้างบั่นทอนจิตใจพอสมควร  เพราะเราคิดว่าเราพยายามแล้ว  และถ้าไม่ติดจริงหนิงก็คงจะเสียใจมาก  มันเหมือนกันเรายังประมาทอยู่เลย  แต่จะให้หนิงหยุดงานในช่วงนี้หนิงทำไม่ได้จริง ๆ ค่ะ  เพราะหนิงหยุดไปพอสมควรแล้วก่อนหน้านี้  สงสารน้อง ๆ ในแผนกค่ะ  สุดท้ายวันนี้หนิงรู้สึกปวดหน่วง ๆ ที่ท้อง  เลยตัดสินใจโทรไปถามพยาบาลว่าเราจะเป็นอย่างไรบ้าง  รู้ทั้งรู้ว่าเขาก็คงตอบไม่ได้หรอกค่ะว่า  ตัวอ่อนยังอยู่หรือไม่  หรือจะเป็นอย่างไร  แต่เพื่อความสบายใจ  สุดท้ายพยาบาลบอกให้ทานยา  แต่หนิงไม่อยากทานคิดว่าเราไม่ได้ปวดมากขนาดที่ต้องพึ่งยาหรอก  ก็เลยรีบกลับบ้าน  เดินเบา ๆ แล้วก็พักผ่อน  จบไปหนึ่งวัน
  • วันรุ่งขึ้น  ตั้งใจว่าจะเดินให้น้อยลง  ก็คิดว่าน้อยลงจริง ๆ แหละค่ะ  แต่ก็ต้องเดินหลายรอบอยู่  เพราะต้องไปเข้าห้องน้ำ  เนื่องจากที่บริษัทฯ ห้องทำงานหนิงกับห้องน้ำอยู่ไกลกันนิดนึง  และต้องดื่มน้ำเยอะมากต่อวัน  ทำให้ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นอีก  แต่หนิงไม่สามารถงดการใช้คอมพิวเตอร์  กับเจออากาศร้อนได้  เพราะวันนี้ตอนเที่ยง  น้อยชายของสามีและเพื่อนที่ทำงาน  ซึ่งปกติพวกเราจะไปทานอาหารกลางวันด้วยกันบ่อย ๆ แต่วันนี้เราอาจจะเลือกร้านผิดไปหน่อย  เพราะจริง ๆ เขาไม่ให้หนิงอยู่ในที่อากาศร้อน  ลืมนึกไปว่าร้านที่เลือกไม่มีแอร์  โอ้โห  หนิงงี้บอกไม่ถูกเลย  ร้อนมาก  เป็นกังวลที่พยาบาลเตือนไว้ว่า  “ตัวอ่อนไม่ชอบร้อนนะคะ  คุณแม่ต้องพยาบาลเลี่ยงแดด  ห้ามเดินตากแดดเด็ดขาด”  แต่คงทำไม่ได้ขนาดนั้นหรอกนะคะ  ก็กว่าจะเดินไปถึงรถ  มันก็ไม่ได้มีที่ร่มให้เดินสักเท่าไหร่  เพราะงั้นต้องตากแดดบ้างอยู่แล้ว  แต่พยายามให้น้อยที่สุด  แต่ความร้อนนี่ซิ  ทำเอากลับไปคิดมากอีกว่า  ตัวอ่อนยังปลอดภัยที่ไห๊มหนอ  แต่ได้บอกว่าลูกเราต้องแข็งแรงซิ  ก็แม่แข็งแรงออกขนาดนี้  อิอิ
  • วันที่สามก็ไม่ค่อยจะแตกต่างจากวันที่สองมากนัก  เพียงแต่มีเครียดบ้าง  ซึ่งก็พยายามไม่ให้เครียดแหละค่ะ  แต่งานบางครั้งมันก็ห้ามยากนะคะ

สรุปรวมแล้ว  หนิงเองก็ยังคงคิดอยู่ในใจว่า  ปกติหนิงเป็นคนที่แข็งแรง  และค่อนข้างกระฉับกระเฉงพอควร  ดังนั้นสิ่งที่หนิงกำลังปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้  ก็เป็นแนวทางในการดูแลรักษาตัวอ่อนเป็นอย่างดีแล้ว  เพราะคุณหมอบอกให้ลด Activity ทุกอย่างลง 50% หนิงว่าหนิงทำได้มากกว่านั้นด้วยซ้ำค่ะ  ความเร็วลดลงมาเหลือสัก 30-40% ได้มั่งค่ะ  ส่วนระยะทางก็ลดลงไปเยอะค่ะถ้าเทียบกับแต่ละวันที่หนิงเดิน  ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ หนิงงดหมดเลย  ยกเว้น  นอนดูโทรทัศน์  และอ่านหนังสือค่ะ

ตื่นเต้นจัง ตัวอ่อนเข้าไปแล้ว

วันนี้วันที่ 9 มี.ค. 53  เวลา 13.40.04  เป็นเวลาที่เจ้าตัวเล็ก (เล็กจริง ๆ นะ)  ได้ย้ายเข้าไปในมดลูกของหนิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขอบอกว่าตื่นเต้นน่าดู  น้ำตาไหลอาบแก้มเลยล่ะ  หลังจากที่คุณหมอใส่เข้าไปแล้ว  มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลย

ตอนที่เข้าห้องมาแรก ๆ คุณหมอก็บอกว่า  ดีมากเลยที่หนิงได้ตัวอ่อนระยะบลาสที่ดี  จริง ๆ หนิงได้ 3 ตัว  แต่คุณหมอบอกว่าได้ตัวอ่อนที่สวยประมาณ 2 ตัว  อีกตัวค่อนข้างต่างจากตัวอื่น  คุณหมอเลยแนะนำว่างั้นให้ใส่เพียง 2 ตัวก็แล้วกัน  เพราะอีกตัวใส่ไปก็ไปรบกวนอีก 2 ตัวเปล่า ๆ คุณหมอแอบบอกให้ดีใจเล่น ๆ อีกว่า  โอกาสติดสูงมาก  และมีโอกาสได้แฝดสูงด้วยเท่าที่ดูจากสภาพตัวอ่อน  ที่เหลืออยู่ที่การดูแลของหนิงเองแล้วล่ะ

หนิงว่านอกจากตัวหนิงแล้ว  หนิงยังต้องอาศัยคนรอบข้างอีกหลายคนเลยล่ะ  เพราะเท่าที่ดูไม่ว่าจะทำอะไรเราอาจจะต้องอาศัยคนอื่นช่วยด้วย  ไม่งั้นก็อาจจะลำบาก  ไม่ว่าจะช่วยเตือน  หรือว่าช่วยผ่อนแรงอ่ะ  อิอิ  ทำท่าว่าจะเริ่มขึ้เกียจซะแล้วซิ

บรรยากาศรอบตัวหนิงในวันนี้ที่ศูนย์ดูค่อนข้างคึกคักกว่าทุก ๆ วันมาก  ระหว่างที่หนิงรอคุณหมอก็ได้พูดคุยกับคนข้าง ๆ ที่รอใส่ตัวอ่อนด้วยกันอยู่ 2 คน  คนนึงอายุ 32 ทำครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว (แต่สองครั้งแรกทำจากที่นี่นะคะ) ส่วนอีกคนอายุ 43 เพิ่งมาทำครั้งแรกเหมือนกัน 

หลังจากที่คุณหมอใส่ตัวอ่อนเรียบร้อยคุณหมอให้นอนพัก  แต่หนิงนอนไม่หลับหรอกค่ะ ยังตื่นเต้นอยู่เลย  มันตื้นตันยังไงบอกไม่ถูก  ระหว่างที่รอก็มีพยาบาลสุดแสนน่ารัก  มาคอยอธิบายให้ฟัง 

  • คนแรกอธิบายผลของตัวอ่อนหลังจากเก็บไป  พร้อมกับให้เอกสารมาดูเล่น ๆ สรุปรวมว่า  มีสองตัวที่เข้าสู่ระยะบลาสต์ได้และสมบูรณ์ดี  มีการเจริญเป็นตัวอ่อนดี  และมีการเจริญไปเป็นรกที่ดีตัวนึง  แต่อีกตัวอาจจะได้ค่าต่ำกว่าหน่อย  แต่ก็ยังใช้ได้อยู่ค่ะ  ส่วนอีกตัวก็อย่างที่ทราบคือเป็นแค่ระยะแอมบริโอ  ยังไม่ได้เข้าสู่ระยะบลาสต์
  • คนที่สองเข้ามาเพื่ออธิบายการดูแลตัวเอง  ตั้งแต่ต้นว่า 3 วันแรกห้ามเดินมาก  ห้ามไป shopping ก่อน  หลังจาก 5 วันไปแล้วค่อยเดินไปมากขึ้น  แต่ก็ต้องระวังอยู่ดี  พยายามเลี่ยงการขึ้นบันได  แต่ถ้าจำเป็นให้เดินช้า ๆ ห้ามตากแดดเพราะตัวอ่อนไม่ชอบความร้อน  แต่สามารถทานของอุ่นและอาบน้ำอุ่นได้ค่ะ  ไม่งั้นแย่แน่เลย  ห้ามดื่มเครื่องดื่มจำพวกชา-กาแฟ-แอลกอฮอล์  แต่จะต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ 3 ลิตรแนะ  ไม่ควรออกกำลังกาย 2 อาทิตย์  (หนิงเลยแอบดีใจคิดว่าจะฝึกโยคะได้  คุยไปคุยมากลายเป็นว่าได้แค่เดินท่านั้นค่ะ  ส่วนโยคะต้องรอ 3 เดือนค่ะ)  ส่วนเรื่องของอาหารเสริมพยาบาลแจ้งว่าไม่แนะนำค่ะ  ถ้าเป็นวิตามินพอได้แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ค่ะ  หนิงถามเพิ่มเติมเรื่องของการไอ-จาม  พยาบาลบอกว่าไม่มีปัญหาค่ะ  ถ้าท้องผูกไม่ควรเบ่งแนะนำให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ แล้วก็ทานลูกพรุนช่วยดีกว่าค่ะ  เรื่องอาหารก็เน้นโปรตีนค่ะงดรับประทานอาหารที่ทำให้ท้องเสียอย่างเด็ดขาด

อีก 10 วันค่ะ  หนิงก็จะทราบผลแล้วว่าเป็นยังไงบ้าง  แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังนะคะ