“สมุนไพร” กับ “การอยู่ไฟ”

หนิงเข้ามาเขียนหัวข้อนี้หลายครั้งแล้ว  แต่เขียนได้เฉพาะหัวข้อจริง ๆ วันนี้หวังว่าคงจะได้ฤกษ์งามยามดีแล้วจริง ๆ นะคะ

สำหรับเรื่องของการอยู่ไฟ  คงจะปฏิเสธกันไม่ได้หรอกนะคะว่า  “สมุนไพร” เป็นส่วนประกอบหลักอีกหนึ่งอย่างนอกจากการบริการของพนักงาน  ดังนั้น  เราต้องเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพรให้ถูกต้องด้วยนะคะ  เพราะหลาย ๆ คนเคยมาสอบถามกับหนิงเหมือนกันค่ะในเรื่องนี้ 

เริ่มเข้าเรื่องเลยนะคะ  ด้วยคำถามแรกก่อน

“สมุนไพรสด  ดีกว่าสมุนไพรแห้ง  จริงหรือเปล่าค่ะ”

สำหรับคำถามนี้  หนิงตอบได้เลยค่ะว่าจริง  แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีคำถามต่ออีกนะคะว่า  ถ้าเป็นสมุนไพรสด  คุณสามารถเสาะหาสมุนไพรที่จะต้องใช้ได้ครบถ้วนทุกครั้งหรือเปล่า  หากไม่สามารถหาได้ครบ  หนิงก็ต้องขอเปลี่ยนคำตอบเป็นไม่จริงแล้วล่ะ  เพราะความครบถ้วนของสมุนไพรต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก  เนื่องจากตัวยาต่าง ๆ มีความสำคัญในการทำ “อยู่ไฟ” เพราะผลสูงสุดในการให้บริการก็คือการได้รับตัวยาครบถ้วนตามสูตรที่ควรจะเป็น  แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นสมุนไพรแห้งที่ใช้ก็ควรอยู่ในสภาพที่ดี  หมายถึงมีการคัดเลือก  และทำความสะอาดตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นด้วยนะคะ

คำถามอีกหนึ่งคำถามที่มักจะถามกันบ่อย ๆ ก็คือ

“สมุนไพรแห้งไม่ดี  เพราะมีปัญหาเรื่องการขึ้นรานะ”

สำหรับคำถามนี้หนิงมองว่า  ถ้าผู้ที่ใช้สมุนไพรมีจรรยาบรรณเพียงพอ  และเป็นผู้รู้  โดยปกติแล้วจะมีกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกตัวยาอยู่แล้วว่าถ้าต้องการเก็บตัวยา  จะต้องเก็บในช่วงไหน  ไม่ว่าทั้งสดหรือแห้งก็ต้องปฏิบัติเหมือนกัน  ส่วนเรื่องการทำความสะอาดก็เช่นกันก็มีหลักในการปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่  ดังนั้นในเรื่องของการนำสมุนไพรมาใช้ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรสดหรือแห้งก็ตาม  ก็อาจจะมีผลเสียได้ทั้งสองอย่าง  หากผู้ที่ใช้ไม่มีความรู้, ไม่มีจรรยาบรรณ  และไม่ซื่อสัตย์กับผู้บริโภคค่ะ

หนิงขอยกตัวอย่างนะคะ  มีเพื่อนอยู่คนนึงไปใช้บริการที่สถานที่ให้บริการแห่งหนึ่งโดยไปใช้บริการนวดประคบ  ปรากฎว่าหลังทำประคบเสร็จมีผื่นขึ้น  ก็เลยโทรมาถามหนิง  หนิงก็ตอบกลับไปว่า  สาเหตุของการเกิดผื่นขึ้นนั้นน่าจะเกิดจาก 2-3 สาเหตุ  คือ 

  • สาเหตุแรกอาจจะเกิดจากการใช้ลูกประคบกับลูกค้าหลายคน  (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรทำนะคะ  เพราะว่าการใช้ลูกประคบถือเป็นของใช้ส่วนตัว  เพราะมีการสัมผัสผิวโดยตรง  หากจำเป็นต้องใช้กับหลายคนจริงก็ควรจะต้องมีการเปลี่ยนผ้าที่นำมาหุ้มต่อคนด้วยนะคะ) 
  • ส่วนสาเหตุที่สองที่หนิงคิดออกก็น่าจะเกิดจากการเก็บสมุนไพรไม่ดีทำให้ขึ้นรา  เพราะไม่ใช่ว่าสมุนไพรแห้งเท่านั้นนะคะที่จะขึ้นราได้  แต่สมุนไพรสดโดยเฉพาะสมุนไพรที่จะต้องมีการเก็บไว้ใช้ต่อเช่นลูกประคบก็ต้องมีการเก็บที่ดีเพียงพอนะคะ  ไม่งั้นก็ขึ้นราได้เช่นกัน  โดยทั่วไปแล้วเราจะเก็บลูกประคบไว้ในถุงพลาสติกแล้วจึงนำไปแช่ในตู้เย็น  (แต่ก็ต้องระวังอยู่ดีค่ะ เพราะขอบอกว่ากลิ่นแรงมาก  ทางที่ดีควรเก็บในกล่องพลาสติกอีกชั้นจะดีกว่า  ไม่งั้นก็ควรที่จะผูกให้แน่นหนาจริง ๆ เพราะว่ากลิ่นแรงชนิดที่เราดื่มน้ำในขวดที่แช่ไว้ในตู้เย็นตู้เดียวกันยังได้กลิ่นเลยล่ะ

มาถึงตอนนี้  ทุกท่านคงจะเริ่มเกิดอาการสงสัยแล้วใช่ไห๊มค่ะว่า 

“งั้นจะดูสมุนไพรยังไงล่ะ ยากจัง  แล้วมีที่ไหนแนะนำบ้างค่ะ  หรือมีที่ไหนที่ไม่แนะนำบ้างล่ะ”

ขอบอกว่าจริง ๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะคะ  เพียงแค่เราต้องรักษาสิทธิ์ความเป็นผู้บริโภคของเราให้มากที่สุดเท่านั้นเองค่ะ  เพราะเราจ่ายเงินไปแล้วนี่ค่ะ (จริงไห๊ม)  ดังนั้นการที่เราจะให้บริการที่ไหนก็ตามเราสามารถสอบถามเรื่องของสมุนไพร  และขอดูสมุนไพรที่เขาใช้ก่อนยังได้เลยนะคะ  ส่วนเรื่องที่ไหนเป็นยังไงหนิงคงให้คำตอบลำบาก  เพราะที่หนิงรู้ดีที่สุดก็คือที่ สุโข สปา อคาเดมี่ เท่านั้น  เพราะทำงานอยู่ที่นั่นนี่ค่ะ  เพราะเท่าที่ทราบมาทางบริษัทฯ จะเลือกใช้สมุนไพรที่เป็นออแกนิคด้วย (สมุนไพรออแกนิคก็คือ สมุนไพรที่ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกเลย  จริง ๆ แล้วแม้กระทั่งดินที่ก่อนจะปลูกก็จะต้องมีการเว้นระยะจากการใช้สารเคมีมาอย่างน้อย 3 หรือ 5 ปีนี่แหละค่ะ  หนิงจำไม่ค่อยได้)  แถมวิธีการอบเพื่อให้ได้สมุนไพรแห้งก็พิเศษพิสดารอีก  เพราะที่บริษัทฯ เขาเลือกใช้สมุนไพรที่ผ่านการอบแบบที่แห้งเฉพาะภายนอก  แต่ถ้าทำการฉีกออก  ภายในยังสดอยู่หรือไม่งั้นก็เอาไปพรมน้ำความสดของสมุนไพรก็จะเพิ่มขึ้นมาให้เห็นเลย  ไม่ได้เอามาตากแห้งเหมือนสมัยก่อน  ซึ่งวิธีอบแห้งแบบนี้จะทำให้คุณสมภาพของสมุนไพรยังอยู่ครบถ้วนใกล้เคียงกับของสดเลยล่ะ   นอกจากนั้นวิธีการจัดเก็บก็พิถีพิถันเพราะเขาจะบรรจุอยู่ในถุงสูญญากาศหมด  ไม่ว่าจะเป็นลูกประคบ  สมุนไพรสำหรับอบ  สมุนไพรสำหรับแช่  เห็นไห๊มค่ะความแตกต่าง  จริง ๆ มีรายละเอียดเยอะมาก  อ้อ! ยังมีอีกนะคะ  เพราะว่าสูตรในแต่ละตำรับที่ใช้  เขาใส่ตัวยามากกว่าที่แจ้งไว้อีกค่ะ (เอ! ไม่รู้ว่าเอาความลับของบริษัทฯ มาเปิดเผยมากไปป่าวเนี๊ย)

ก็เท่าที่สาธยายมาทั้งหมดเนี๊ย  เพียงแค่อยากจะบอกว่าบ้างครั้งเราไม่สามารถที่จะสอบถามเพียงแค่ราคา  หรือว่าจากคำพูดของผู้ขายได้ทั้งหมด  เพราะรายละเอียดที่เราต้องพิจารณามันมีมากกว่าสิ่งที่เรารู้ขึ้นพื้นฐานเยอะมาก  ดังนั้นหนิงคิดว่าการที่บางครั้งเรายอมจ่ายแพงกว่า  แต่มันมีความคุ้มค่า  มันน่าจะดีกว่าที่เราใช้บริการกับที่ราคาถูกแต่เราได้รับของแถมที่ไม่ต้องการนะคะ  เพราะเรื่องความสะอาดในการบริการก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับการ “อยู่ไฟ” เหมือนกันนะจ๊ะ

ท้ายนี้ขอบอกว่า  สิ่งที่หนิงนำมาเผยแพร่นั้น  หนิงไม่ได้ต้องการโจมตีใครหรือต้องการขายให้กับทาง สุโข สปา อคาเดมี่  แต่สิ่งที่แจงมาทั้งหมดก็เพื่อให้เหล่าผู้บริโภคทั้งหลาย  ได้รับรู้ถึงรายละเอียดในการเลือกให้มากขึ้นเท่านั้น  เพราะบางครั้งสิ่งที่บอกมาเหล่านี้แม้แต่ผู้ให้บริการบางท่านก็ยังไม่ทราบข้อมูลเลย  เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ดีอยู่แล้วจึงไม่ได้ระมัดระวังให้เพียงพอ  เขาไม่ได้ทำผิดนะคะเพียงแต่ยังรู้ไม่หมดเท่านั้นเองค่ะ

“เพี้ยง! ขอให้หุ่นเหมือนก่อนคลอดด้วยเทอญ สาธุ”

“เพี้ยง! ขอให้หุ่นเหมือนก่อนคลอดด้วยเทอญ สาธุ”  ภาวนาไปเถอะค่ะ  ท่องไปเถอะนะคะ  มันอาจจะเป็นมนต์วิเศษให้คุณหุ่นดีขึ้น กลับมารูปร่างเหมือนเดิมเข้าซ๊ากวัน 😦

หากจะคิดฝันเพียงลม ๆ แล้ง ๆ ก็ฝันไปเถอะข้า  แต่หากจะทำฝันให้เป็นจริงก็ต้องติดตามต่อนะคะว่าเป็นยังไง  อิอิ

มันคงจะเป็นความจริงใช่ไห๊มค่ะ  ที่คุณแม่เกือบทุกท่านจะต้องกังวลกับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป  ไม่ว่าจะเป็นเอวที่หนาขึ้น  หน้าท้องที่ยื่นออกมามากกว่าปกติ  หน้าท้องยับ  สาระพัดสาระเพ  ที่ทำให้คุณแม่ดูไม่ดี  แต่ไม่เป็นไรนะคะ  เพียงแค่ตั้งใจที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้  เพื่อเรียกหุ่น “เก่า” กลับคืนมา  ว่าแล้วเราก็เริ่มต้นกันเลยนะคะ

สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือ  การควบคุมอาหารนั่นเองค่ะ

โดยส่วนใหญ่น้ำหนักและรูปร่างของคุณแม่จะคืนสภาพเดิมได้ภายใน 1- 2 เดือนหลังคลอด (เอ! แล้วตอนนี้เราเป็นแบบนั้นอ่ะป่าวน้า)  ยกเว้นกรณีที่ในระหว่างตั้งท้องมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากก็คงจะต้องใช้เวลานานกว่านั้น  แต่ก็ควรระมัดระวังในเรื่องของการกินให้มากขึ้นนะคะ  และในกรณีให้นมลูกก็ไม่ควรอดอาหาร  แต่ควรกินอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน  ดังนี้นะคะ

  • กินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่
  • หลีกเลี่ยง อาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาหารมัน ๆ อาหารทอด มีกะทิ หรือเนื้อสัตว์ติดมัน เนย อาหารประเภทแป้งกินให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารหวานและน้ำอัดลมทุกชนิด
  • กินอาหารที่มีกากใยสูง ประเภทผัก ผลไม้ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังดีต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย
  • หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบระหว่างมื้ออาหาร
  • สร้างนิสัยในการกินที่ดี คือกินแต่พออิ่มไม่ตามใจปาก
  • ไม่ทานอาหารที่มีสารเจือปน  เช่น  สารกันบูด  สารแต่งสี  สารแต่งกลิ่น  รวมไปถึงผงชูรสด้วยนะคะ
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ แต่ไม่ควรดื่มครั้งเดียวเยอะ ๆ นะคะ  ควรดื่มบ่อย ๆ จะดีกว่าค่ะ
  • ไม่ดื่มน้ำอัดลม  รวมไปถึงพวกชา  กาแฟ  ด้วยนะคะ

 ถัดมา  ก็คือ  การบริหารร่างกายหลังคลอดค่ะ

คุณแม่ที่เพิ่งคลอด  ควรปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนสักระยะหนึ่งก่อนนะคะ  จะต้องหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก  การยกของหนัก  หรือทำงานบ้านหนัก ๆ ก่อนประมาณสัก 2 สัปดาห์  เพราะการตั้งครรภ์และการคลอดที่เพิ่งจะผ่านไปทำให้คุณแม่เสียพลังงานไปมาก  จึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอก่อน  สำหรับการบริหารร่างกายนั้นไม่ใช่การทำงานหนัก  คุณแม่ที่คลอดแบบธรรมชาติ  พักผ่อนเพียง 2-3 วันก็พอ  แต่สำหรับคุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอด  อาจจะยังเจ็บแผลและยังไม่แข็งแรงก็รอประมาณ 1 เดือน  แล้วจึงเริ่มทำการบริหารร่างกาย  ถ้าได้บริหารร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอแล้ว  คุณแม่ก็จะมีรูปร่างที่เข้าสู่สภาพปกติ เหมือนก่อนตั้งครรภ์  เพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดีเหมือนก่อนตั้งครรภ์  คุณแม่ควรบริหารร่างกายต่อไปอย่างน้อย 3 เดือนหลังคลอด  จะเป็นการรักษาทรวดทรงได้อย่างดีมาก  ยิ่งถ้าคุณแม่ทำอย่างเต็มที่แล้วละก็  ชุดสวยที่เคยใส่เมื่อก่อนตั้งครรภ์ของคุณแม่  ก็สามารถนำกลับมาใส่ใหม่ได้  แถมเมื่อกลับไปทำงานอาจจะมีคนทักว่า  คุณแม่ยังสาว  เพราะถ้าคุณแม่ปล่อยตัวไม่บริหารร่างกายหลังคลอดแล้ว  หน้าท้องอาจยังยื่นอยู่ไม่น่าดูเลยนะจะบอกให้

การบริหารร่างกายหลังคลอด  เป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์มาก  ขอให้คุณแม่ทุกท่านหาเวลามาบริหารร่างกาย  แค่อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง  อาจจะแบ่งเป็นช่วงเช้า 15 นาที  ช่วงเย็น 15 นาทีก็เพียงพอแล้ว  เพราะการบริหารร่างกายนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ยืดออกมาในขณะตั้งครรภ์และกล้ามเนื้อรอบ ๆ ผนังช่องคลอดที่ยืดออกมาระหว่างการคลอด  หดตัวกลับเข้าสู่สภาพปกติมากที่สุด  ป้องกันช่องคลอดหย่อน  กะบังลมเคลื่อนและยังช่วยลดไขมันที่สะสมบริเวณรอบ ๆ โคนขา  สะโพกและหน้าท้องได้อย่างดี  ทีนี้คุณแม่ก็จะมีรูปร่างสวยดังเดิมสมใจแล้วล่ะค่ะ

หากขณะออกกำลังกายมีน้ำคาวปลาสีแดงเข้มไหลออก  ควรหยุดทันทีนะคะ  และหากมีจำนวนมากก็ควรจะไปปรึกษาแพทย์ดีกว่า  เพราะคุณแม่อาจหักโหมจนเกินไป

ฝึกขมิบ  การฝึกขมิบจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อรอบ ๆ ปากช่องคลอด  ช่องทางเดินปัสสาวะ  และทวารหนัก  การฝึกครั้งแรกให้ทำเหมือนกับกลั้นปัสสาวะไว้นับ 1-2-3-4-5 แล้วค่อยๆ คลายกล้ามเนื้อออกช้าๆ แล้วเริ่มกลั้นใหม่  สามารถทำได้มากเท่าที่ต้องการ

กระชับหน้าอก  เพื่อกระชับกล้ามเนื้อหน้าอกป้องกันการหย่อนยานของเต้านม  เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงเต้านมให้ได้รูปทรง

ท่าที่ 1

  • เริ่มด้วยการพนมมือวางไว้กลางหน้าอก
  • จากนั้นผลักมือทั้งสองข้างเข้าหากันให้สุดแรงแล้วนับ 1-10 แล้วจึงค่อยคลายออก (ทำซ้ำอีก 5-10 ครั้ง หรือมากกว่านี้ก็ได้)

ท่าที่ 2

  • วางมือสองข้างทับกันให้กระชับ  โดยคว่ำฝ่ามือซ้ายจับแขนตรงเหนือข้อมือข้างขวา  หงายฝ่ามือขวาจับแขนเหนือข้อมือด้านซ้าย
  •  ออกแรงดึงแขนทั้งสองแล้วนับ 1-10 ครบแล้วจึงคลายออก  (ทำซ้ำอีก 5-10 ครั้งหรือเท่าที่ต้องการ)

ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที  หรือถ้าไม่มีเวลา  จะทำสัปดาห์ละ 3-4  วันก็ได้ค่ะ

บริหารอุ้งเชิงกราน  นอนราบกับพื้น  หายใจเข้าพร้อมเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง  หายใจออกให้คลายกล้ามเนื้อ  ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อวัน  โดยเพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อย ๆ นะคะ

กระชับกล้ามเนื้อหน้าท้อง  คุณแม่นอนราบ  แขนเหยียดตรง  ชันเข่า  ยกตัวสูงขึ้นประมาณ 20-30 องศา  (อาจใช้มือเหยียดไปแตะเข่าร่วมด้วย)  ทำครั้งละ 10 นาที  วันละ 1-2 ครั้ง  เริ่มทำวันที่ 7 หลังคลอด  อาจเริ่มจากยกตัวเน้อย ๆ ก่อน  (คุณแม่ที่รับการผ่าตัดคลอด  ห้ามทำจนกว่าจะพ้น 6 อาทิตย์ขึ้นไปค่ะ)

กีฬาที่ปลอดภัยหลังคลอด  หลังคลอด 6 สัปดาห์  มดลูกของคุณแม่ก็จะเริ่มเล็กลงแล้ว  คุณแม่ก็สามารถเล่นกีฬาได้ตามปกติ  แต่ขอแนะนำไม่ให้คุณแม่เล่นกีฬาที่ต้องไม่กระโดดมาก  ขอให้มั่นใจว่าแข็งแรงดีแล้วจริง ๆ ก่อนจึงค่อยเล่นกีฬาที่เหมาะสม  เช่น  โยคะ  เต้นรำ  ลีลาศ  ว่ายน้ำ  แอโรบิกแดนซ์  เป็นต้น  กีฬาที่ไม่หนักมากจะทำให้คุณแม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดีทีเดียว

จะเห็นว่าไม่ว่าจะก่อนคลอด  ขณะตั้งครรภ์  หรือหลังคลอด  การออกกำลังกาย  การเล่นกีฬา  เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง  เพราะปัจจุบันนี้เศรษฐกิจ  การงาน  สังคม  ทำให้คนเราทั่ว ๆ ไป  มองข้ามการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  ด้วยเพราะไม่มีเวลา  ไม่เห็นประโยชน์ทำให้มาตรฐานสุขภาพของพลเมืองเราอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  เจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นการเริ่มออกกำลังกายพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีแก่ตนเอง  แก่ลูกในครรภ์  เพื่อให้เขาออกมาลืมตาดูโลกเป็นเด็กที่แข็งแรงมีคุณภาพในภายหน้า  ส่วนตัวคุณแม่เองก็จะเป็น “แม่” ที่สามารถสร้างคุณภาพให้กับตัวเอง  ครอบครัวและสังคมได้อย่างดีที่สุด

ปล.  อย่าลืมทำ “อยู่ไฟ หลังคลอด” ด้วยนะคะ  เพราะนอกจากจะช่วยโดยทางอ้อมเกี่ยวกับหน้าท้องแล้ว  ยังช่วยอีกหลาย ๆ ด้านเลยนะคะ 

การ “อยู่ไฟ” มีข้อควรระวังเหมือนกันนะคะ

การที่คนเราทำอะไรก็แล้วแต่  ส่วนใหญ่จะมี 2 ด้านเสมอ  ก็เหมือนกันการแพทย์แผนไทยเหมือนกัน  เวลาที่จะใช้ยาหรือสมุนไพรอะไรมักจะมองกันแต่สรรพคุณของตัวยานั้น ๆ แต่หาได้มองถึงการแสลงของตัวยาไม่  ดังนั้นเวลาใช้จึงทำให้เกิดโรคได้เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเองค่ะ  “การอยู่ไฟ” การเช่นเดียวกันนะคะ  มีข้อควรระวังที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษดังนี้

  • ถ้ามีไข้ ไม่สบาย หรืออ่อนเพลียมากเกินไป ไม่ควรอยู่ไฟ เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายเพลียมากขึ้น และอาจจะมีปัญหาในการเข้าอบกระโจม เพราะขบวนการอยู่ไฟต้องมีการอบความร้อนเข้ากระโจม ทำให้ความดันสูงขึ้น และทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน  ดังนั้นต้องรีบแจ้งกับผู้มาให้บริการก่อน
  • ถ้ายังมีอาการบวมตามตัวอยู่ กดผิวแล้วบุ๋มนาน เพราะโลหิตไหลเวียนไม่ดี ก็ยังอบตัวไม่ได้ ควรให้หายเป็นปกติก่อน
  • ควรให้ข้อมูลส่วนตัวในเรื่องสุขภาพและข้อมูลการคลอด เพื่อผู้ดูแลเรื่องการอยู่ไฟ จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
  • ถ้าอยู่ไฟด้วยการเข้ากระโจมอบ หรือตู้อบสมุนไพร เมื่อครบกำหนดเวลา ควรนั่งพัก ให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงจนปกติแล้วจึงอาบน้ำ
  • ควรสังเกตดูอาการตัวเองด้วยว่า รู้สึกมึนศีรษะ หายใจสะดวกหรือไม่ ถ้าเริ่มมีอาการควรพักก่อน
  • ถ้าซื้ออุปกรณ์มาอยู่ไฟเองที่บ้าน ควรศึกษาอย่างละเอียด ต้องได้รับคำแนะนำวิธีการทำอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ รวมทั้งข้อห้ามและข้อระวังต่างๆ
  • การอยู่ไฟ หากต้องการใช้บริการ ควรเลือกผู้ที่ประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ และต้องเลือกที่มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข หรือมีแพทย์ ผดุงครรภ์ แผนโบราณ เป็นผู้ดูแล

เป็นยังไงบ้างค่ะ  ทุกอย่างเราต้องศึกษาให้ถูกต้องก่อนที่จะทำเพราะบางเรื่องเมื่อผลมันเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขยากนะคะ 

ขอให้คุณแม่ทุกท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ 😉

ดูแลผิวทารก

วันก่อนเพื่อนที่ทำงานมาถามหนิงเกี่ยวกับการดูแลลูกน้อยที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน  มีอาการผื่นแดงขึ้นจะทำไงดี  เพราะลูกมีอาการคันด้วย  หนิงขอแนะนำ 2 สูตรนะคะ  ซึ่งเป็นสูตรที่เหมาะสำหรับทารกน้อยอายุ 1-5 เดือน  ที่เกิดผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้าหรือตามต้วก็ได้ค่ะ

สูตรแรก 

ใช้ใบมะละลาหรือใบมะลิซ้อน  ขยี้ผสมดินสอพอง  ทาวันละ 3-4 ครั้ง

สูตรสอง

ใช้ขมิ้นผงกับดินสอพอง  ผสมน้ำ  ทาวันละ 3-4 ครั้งเช่นกัน  สูตรนี้สามารถนำไปใช้กับเด็กเล็กช่วงอายุ 1-2 ขวบ  ตอนหน้าหนาวผิวหน้าจะแดงกล่ำ  ถูกน้ำก็จะเจ็บมาก   เราสามารถนำขมิ้นผงกับดินสอพองผสมน้ำทาได้เลย  หรืออาจจะใช้ขมิ้นผงผสมกับน้ำมันมะกอกทาก็ได้ค่ะ

เห็นไห๊มค่ะ  ง่าย ๆ แค่นี้เอง  ลองทำดูนะคะ  รับประกันไม่มีสารเคมีให้ลูกน้อยแน่นอนค่ะ  แต่ต้องทำตามสูตรที่บอกนะคะ

คลอดลูกนานแล้ว ไม่ได้ “อยู่ไฟ” ทำไงดี

ช่วงหลังมาหนิงมักจะเจอคำถามบ่อย ๆ ว่า 

“เอ จะทำไงดีล่ะ  คลอดลูกมาตั้งนานแล้ว  ยังไม่ได้อยู่ไฟเลย”

ไม่ต้องเป็นกังวลนะคะ 

ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ให้บริการ “อยู่ไฟหลังคลอด” จะแจ้งไว้ว่าการทำ “อยู่ไฟ” นั้น  จะต้องทำในช่วงหลังคลอดไม่เกิน 4 เดือน  นั่นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการทำเพราะคนหลังคลอดมดอยู่ยังไม่เข้าอู่  การทำ “อยู่ไฟ” จะช่วยเรื่องนั้นด้วย  แต่สำหรับคนที่คลอดมานานแล้วมดลูกก็คงจะเข้าอู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ดังนั้นถ้าถามว่ายัง “อยู่ไฟ” ได้อีกหรือเปล่า 

ขอตอบว่า 

“ผู้ที่คลอดลูกมานานแล้วยังสามารถทำอยู่ไฟได้นะคะ  เพียงแต่อาจจะไม่ต้องทำครบทุกขั้นตอน  เพราะบางขั้นตอนเป็นขั้นตอนของการกระชับมดลูกให้เข้าอู่  และขับน้ำคาวปลา  แต่เรายังสามารถทำขั้นตอนอื่น ๆ ได้  แต่ระยะเวลาอาจจะต้องใช้มากกว่าผู้ที่ทำการ “อยู่ไฟ” มาตั้งแต่แรก ๆ ค่ะ”

ดังนั้น  ไม่ต้องกังวลแล้วนะคะ  สำหรับคุณแม่ทั้งหลายที่ยังรักตัวเอง  และเกรงว่าปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ได้ “อยู่ไฟ” เราสามารถป้องกันได้นะคะ

ประสบการณ์ทำ “อยู่ไฟ”

หลายคนคงคิดว่าหนิงจะมาเล่าว่าหลังจากที่หนิงไป “อยู่ไฟ” มาเป็นยังไงบ้าง  ขอบอกว่า “เดาผิดค่ะ”  เพราะหนิงจะมาเล่าในอีกด้านนึง  คือ  ด้านของผู้ให้บริการ “อยู่ไฟ” ต่างหาก

จากประสบการณ์เก่า ๆ ที่เคยได้พบปะ, พูดคุยกับหลาย ๆ คนที่หนิงเคยแนะนำให้ไป “อยู่ไฟ หลังคลอด” ทั้งที่ไปทำที่อื่น  และที่มาใช้บริการกับหนิง (หนิงดูแลเรื่องการ “อยู่ไฟ” ให้ที่ โรงเรียน สุโข สปา อคาเดมี่ ที่จังหวัดภูเก็ตค่ะ)  ได้ประมวลผลออกมาดังนี้ค่ะ

  • อาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้หายไป  (อันนี้เป็นเพราะในขั้นตอนการอยู่ไฟมีทั้งการนวด  การใช้สมุนไพรประคบ  การนามหม้อเกลือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คลายอาการปวดเมื่อยได้)
  • รู้สึกเบาตัวขึ้นหลังจากทำเสร็จ  (ความร้อนที่เกิดจากขั้นตอนต่าง ๆ จะทำให้เกิดการขับเหงื่อ  ซึ่งการขับเหงื่อก็จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายด้วย  จึงทำให้รู้สึกเบาตัวขึ้น  รวมไปถึงการได้พักผ่อนในช่วงที่อยู่ไฟด้วยค่ะ)
  • ผิวพรรณผ่องใส  ดูมีน้ำมีนวลขึ้น  (ช่วงนี้เกิดจากในขั้นตอนมีการขัดตัวได้สมุนไพรไทย  ซึ่งมีส่วนผสมของสมุนไพรหลากหลายชนิด  ทั้งชนิดที่ช่วงลดการอักเสบ  ชนิดที่มี AHA  และตัวบำรุงอื่น ๆ อีก  จะไม่ทำให้ดูมีน้ำมีนวลได้ยังไงล่ะค่ะ)
  • สำหรับบางคนที่ไม่ค่อยมีน้ำนมให้ลูก  หลังจากที่ทำก็จะมีมากขึ้น  (ส่วนนี้ก็เกิดจากการที่มีการประคบ  และนามหม้อเกลือที่บริเวณเต้านม  เพื่อให้ความร้อนไปช่วยกระตุ้นให้การไหลเวียนดีขึ้น  น้ำนมจึงเพิ่มปริมาณขึ้นนั่นเอง)
  • ได้พักผ่อน  (เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณแม่ได้ห่างจากลูกบ้าง  เพราะโดยปกติแล้วคุณแม่โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ค่อนข้างเป็นห่วงลูกจะติดลูกมากจนไปอยากออกห่างจากลูกทำให้ไม่ค่อยได้พักผ่อน  ดังนั้นช่วงของการ “อยู่ไฟ” จึงทำให้คุณแม่ได้รับการพักผ่อนเพิ่มขึ้น)
  • น้ำคาวปลา  จากที่คิดว่าหมดไปแล้ว  ก็ยังคงมีอีก  เพราะเท่าที่เคยเจอมาบางคนบอกว่า  น้ำคาวปลาหมดตั้งแต่ครึ่งเดือนแรกแล้ว  แต่เนื่องจากเขาผ่าคลอดเลยต้องรอให้ครบ 1 เดือน  จึงได้มาทำอยู่ไฟ  ปรากฎว่าก็ยังมีน้ำคาวปลามาอีก  (อันนี้ก็น่าจะเกิดจากตัวของสมุนไพร  และความร้อนที่ได้รับจากการอยู่ไฟเช่นกัน)
  • ได้ระบายความรู้สึก  เพราะคุณแม่บางคนต้องเลี้ยงลูกแต่โดยลำพัง  ไม่ได้อยู่แบบครอบครัวใหญ่  อาจจะไม่มีใครมาฟังเรื่องความภาคภูมิใจในตัวของลูก  การที่ได้มาอยู่ไฟ  ได้เจอกับผู้ที่มาให้บริการทำให้ได้พูดคุยระบายความรู้สึกต่าง ๆได้
  • ยังมีอีกบางเรื่อง  แต่นึกไม่ออกแล้วค่ะ

อันนี้หนิงเล่ามาจากประสบการณ์จริงที่เจอมานะคะ  หากมีใครจะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันก็เชิญนะคะ  เพราะหนิงเองก็อยากได้ข้อมูลหลาย ๆ ด้านเหมือนกันค่ะ  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นก็ได้นะคะ  เผื่อว่าหนิงจะมีคำแนะนำ  และเอาไว้เป็นประสบการณ์เสริมด้วยค่ะ

ค่าน้ำนม

วันนี้เกิดคิดถึง “แม่” ขึ้นมา  ก็เลยอยากจะเขียนเรื่องนี้  ก่อนอื่นก็ต้องขอพูดถึงประโยชน์ของ “น้ำนม” ให้ทราบกันก่อนนะคะ  ว่ามันมีประโยชน์ยังไง  เพราะเราอาจจะคิดว่าน้ำนมมีประโยชน์เพียงแค่ลูกน้อยเท่านั้น  ขอบอกค่ะ  ว่าเข้าใจผิดแล้ว  ประโยชน์ของน้ำนมนั้นมีเยอะจนเราไม่สามารถประมาณค่าได้  หนิงขออธิบายเป็นตัว ๆ ไปเลยนะคะ

เกี่ยวกับตัวของคุณแม่โดยตรง  คือ 

  • มดลูกจะเข้าอู่เร็วขึ้น  จากการที่ลูกน้อยได้ดูดน้ำนมจากอกของแม่
  • รูปร่างของคุณแม่จะเข้าที่เร็วขึ้น
  • ทำให้โอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมของคุณแม่ลดลง
  • สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกได้ดีมาก ๆ (คุณพ่อไม่ต้องเสียใจนะคะ  พยายามอุ้มลูกให้มาก ๆ ก็ช่วยในส่วนของคุณพ่อได้ค่ะ)

บางคนอาจจะคิดมากไปว่า 

“ให้ลูกดูดนมมาก ๆ นมก็เหี่ยวหมดซิ” 

เราสามารถดูแลในส่วนนั้นได้  โดยการใส่ชุดชั้นในที่สามารถเปิดฝาออกให้นมลูกนะคะ  และควรดูขนาดให้เหมาะสมกับขนาดของเต้าคุณแม่ด้วยค่ะ

ในส่วนของลูกน้อย  การที่จะได้รับประโยชน์จากน้ำนมของคุณแม่นั้นมากมายกว่าอาหารเสริมใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ  เพราะหากคุณแม่ให้นมลูกตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่คลอดออกมา  โดยไม่มีการให้นมอื่น ๆ เสริมเลย  สิ่งที่ลูกจะได้ก็คือ  น้ำนมจะเป็นตัวช่วยในการขับ “ขี้เทา” ออกมา  และในน้ำนมแรกของแม่ยังมีคุณค่าทางอาหารสูงมากกับลูก  ชนิดที่ไม่สามารถหาอาหารใด ๆ มาทดแทนได้เลยนะคะ 

ระยะเวลาในการให้นมแม่  คุณแม่สามารถให้นมลูกได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4-6 เดือน  เพราะน้ำนมของแม่ยังมีประโยชน์กับลูกสูงอยู่  แต่ก็ต้องเข้าใจอีกส่วนนะคะว่า  ตั้งแต่ลูกน้อยอายุ 4 เดือนขึ้นไปควรให้อาหารเสริมอย่างอื่นตามวันของเขาด้วย

ที่นี้เรามาดูกันว่า 

“แล้วจะทำยังไงล่ะ  ให้มีน้ำนม”

ถ้าเราจะเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนคลอดก็คือ  สัก 1 เดือนก่อนคลอด  ให้ทำการประคบร้อนบริเวณเต้านมเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการเตรียมให้มีน้ำนม  ไปจนถึงกระทั่งคลอดแล้วก็ยังควรกระตุ้นด้วยความร้อนอยู่  สำหรับบางท่านที่ทำการ “อยู่ไฟ” เราจะทำการประคบให้ด้วยหม้อเกลือหรือลูกประคบอยู่แล้วค่ะ  แต่ขณะเดียวกันหลังคลอดควรกระตุ้นด้วยวิธีการให้ลูกดูดกระตุ้นด้วยนะคะ  เพราะในช่วงแรกของการคลอด  น้ำนมอาจจะยังไม่มี  น้ำนมจะมีหลังจากคลอดแล้วประมาณ 2-3 วัน  เพราะฉะนั้นคุณแม่มือใหม่ไม่ต้องตกใจนะคะว่าไม่มีน้ำนมเป็นกันเกือบทุกคนแหละค้า 

ที่นี้มาดูกันอีกเพราะคุณแม่บางท่านอาจจะเป็นห่วงลูกน้อยจะไม่มีน้ำนมดื่ม  กลัวลูกจะหิว  ไม่ต้องกังวลในส่วนนี้นะคะ  เพราะจริง ๆ แล้ว  ทารกน้อยเหล่านั้นสามารถดื่มน้ำเปล่า ๆ ได้ประมาณ 1 อาทิตย์โดยไม่ต้องทานอะไรเลย  (แต่ก็เข้าใจนะคะ  คนเป็นแม่ก็ย่อมห่วงลูกเป็นธรรมดา  ก็จะรอสัก 3 วันก็ยังดีนะ)  เพราะหากเราให้นมผงกับลูกไปแล้วโอกาสที่ลูกจะมาดื่มนมจากเต้าค่อนข้างยากนะจะบอกให้  วันนี้ขอเขียนแค่นี้ก่อนนะคะ จะมาเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของน้ำนมให้อีกวันหน้านะคะ