ถอยป้ายแดงมาแล้ว Mazda 2 Sedan

วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี 8.08 ด้วยการดูฤกษ์ของหมอมดเองค่ะ  หมอมดบอกว่าเลข 8 เป็นเลขที่เหมือนเครื่องหมาย infinity เลยขอทั้งหน้าทั้งหลังเลย  ไม่งั้นก็เป็น 8.09 ก็ได้  สรุปก็ออกรถช่วง ๆ นั้นแหละค่ะ  เพราะออกตอนไหนก็ดีไปหมด  ก็ดีตรงที่ได้รถใหม่ไงค่ะ

หลังจากที่ไปดูมาสองสามยี่ห้อ  ไม่ว่าจะเป็น Honda ซึ่งก็ดูรุ่นไม่ City ก็ Jazz แต่น่าจะเป็น City มากกว่า  ต่อมาก็ไปดูของ Toyota  รุ่น Vios กับ Yoris ไว้  ก็น่าจะเป็น Vios อีกเช่นกัน  ต่อมาได้ยินจากหลาย ๆ คนบอกว่า Mazda 2 ก็ดีนะ  จริง ๆ ก็ชอบ 5 ประตูแหละ  แต่คิดว่าคงจะวัยรุ่นเกินไป  และดูการใช้งานแล้ว  เอา Mazda 2 Sedan น่าจะคุ้มกว่า  ก็เลยตัดสินใจเอา Mazda 2 Seday รุ่นรอง Top ล่ะกัน  เพราะว่าก็ได้อะไรเยอะพอสมควร

แต่ก็น่าเสียดายนะคะ  เพราะว่าที่ภูเก็ตเนี่ย  ขายอยู่ที่เดียวทำให้การแข่งขันมีน้อย  หนิงได้ของแถมมาน้อยมาก  จริง ๆ แล้ว Vios จะได้ของแถมมากที่สุดเลย  แต่ก็ในเมื่อชอบตัวนี้ทำไงได้ค่ะ  ตอนนี้ถ้าพูดถึงของแถมหลัก ๆ ก็น่าจะได้แค่ ฟิล์มกรองแสง, Senser หลัง 2 จุดเท่านั้นเองค่ะ  อ้อ!  ไม่สิ  ยังได้ประกันชั้นหนึ่งฟรีอีก 1 ปีค่ะ (เพราะของ Honda ไม่ให้ในส่วนนี้ค่ะ)  แต่อย่างอื่นไม่ได้เลย  ไม่ว่าจะเป็นตัวคิ้วขอบประตู, คิ้วรถ,  เสาอากาศสั้น ฯ แต่ก็ไม่เป็นไรค่อยเก็บเงินซื้อเพิ่ม  จริง ๆ อยากได้ตัวแผ่นกันแดดด้านหน้ากับด้านข้าง  เขาก็ไม่มีค่ะ  เห็นว่าของหมด  จะรอเขามีของก็ไม่รู้อีกเมื่อไหร่  สรุปค่อยซื้อเอาล่ะกันค่ะ

ตอนนี้หนิงออกรถสีทอง  จริง ๆ ก็ค่อนข้างชอบสีเงินกับสีขาวมากกว่า  แต่คุณสามีชอบสีนี้ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ดูดีนะคะ  และก็รักษาง่ายกว่าด้วย  ก็เลยเห็นด้วยตกลงถอยสีทอง อุ๊ย! ไม่ใช่สี  ต้องเป็นสีน้ำตาลเพราะว่าคุณมดไม่ถูกโฉลกกับสีทองค่ะ  และก็ดูเป็นสีน้ำตาลจริง ๆ นะคะ ไม่ได้เมาท์  อิอิ

รุ่นนี้ก็ราคา 615,000 บาท  ตอนนี้ดาวน์ไป 25% เลยได้ดอกเบี้ยที่ 2.2  ก็ต้องผ่อนไปอีกเดือนละ 10,455 บาทค่ะ  ตอนนี้ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาหาเงินมาผ่อนรถอีกแล้วอ่ะ  ไม่รู้ว่าหาเรื่องใส่ตัวอ่ะป่าว  แต่ยังไงก็คงจำเป็นต้องใช้ก็ต้องเดินทางไปทำงานนี่ค่ะ  ข้ออ้างอีกแล้วเรา  สรุปว่ายังไงก็ได้สิ่งที่อยากได้แล้วอีก 1 อย่าง  ก็จะพยายามรักษาให้ดี  พยายามขับระวัง  ว่าแต่ตอนนี้หนิงยังไม่มีใบขับขี่เลยอ่ะ  สงสัยคงต้องรีบไปทำแล้วล่ะ  คาดว่าน่าจะเป็นวันอังคารนี้ล่ะ  อิอิ

ประกวดสปา

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพวกเราชาวสุโข  ค่อนข้างยุ่งกันมากทีเดียว  เนื่องจากมีคณะกรรมการในการตรวจสปามาทำการประเมินค่ะ  เพราะตอนนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ได้จัดโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย  ครั้งที่ 8 ขึ้น  ซึ่งเป็นรางวัลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  โดย สุโข สปา เองก็เป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมประกวดด้วย

ก่อนหน้านี้พวกเราก็ได้จัดเตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อม  เพื่อให้คณะกรรมการดู  ซึ่งปกติเราก็ได้ทำมาบ้างอยู่แล้ว  เพียงแต่บางตัวอาจจะไม่ได้ทำการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเท่านั้นเอง  ทำให้ค่อนข้างยุ่งกันพอสมควร

ซึ่งคณะกรรมการเดินทางมาก็เกือบจะห้าโมงแล้ว  ซึ่งเดิมนัดไว้ประมาณสี่โมง  เมื่อมาถึงก็เร่งรีบกันพอสมควร  เพราะเท่าที่ดูคณะกรรมการก็ค่อนข้างจะเหนื่อยกันมาก ๆ เพราะเดินทางกันมาตั้งแต่หัวรุ่ง  กว่าจะมาถึงภูเก็ต  ไหนจะแวะไปเยี่ยมที่โน้น  นี่ นั่น  มาอีก  กว่าจะมาถึงสุโข ก็ดูล้ากันเต็มที่  แต่ท่านทั้งหลายก็ยังมีไฟในการประเมินนะคะ  เพราะหลังจากจบการบรรยายเบื้องต้นไปแล้ว  คณะกรรมการก็ทำการแยกย้ายกันไปตรวจตามที่ได้รับมอบหมายมา  โดยทางสุโขเองก็เตรียมผู้ติดตามในแต่ละทีมทีมละ 2 คน  ซึ่งเท่าที่สอบถามกัน  ภาพรวมน่าจะยังดีอยู่  แต่อาจจะยังคงมีบางส่วนที่ติดขัดบ้าง  ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกทีค่ะ

เลยเป็นข้ออ้างของหนิงอีกแล้วล่ะ  ที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้จนทำให้ไม่สามารถฝึกโยคะได้  นี่ก็ปาไปเกือบหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ แล้วล่ะค่ะ  อิอิ

ไปเกาะไข่-เกาะพีพี กันดีกว่า

เป็นอีกครั้งที่หนิงโชคดีมาก ๆ ค่ะ  ที่อยู่ดี ๆ 9mot ก็มาชวนไปเกาะไข่กะเกาะพีพี  แบบจะว่าไม่ทันตั้งตัวก็ไม่เชิง  เพราะว่าก็รู้ล่วงหน้าสัก 2-3 วันเหมือนกัน  และยังโชคดีอีกตรงที่ว่า  วันที่พวกเราเดินทางไปกันอากาศงี้ดีมาก ๆ เลย  ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงของหน้าฝนแท้ ๆ แต่กลายเป็นว่าท้องฟ้าปลอดโปร่งซะ  ทำเอาหนิงอดไม่ได้ที่จะต้องตาม 9mot ให้มาเป็นตากล้องถ่ายรูปสวย ๆ กับวิวทะเลให้  บังเอิญว่าคราวนี้เป็นนางแบบคนเดียวซะด้วยซี  อิอิ  ไม่มีใครมาแย้ง scene เลยล่ะ  555

เริ่มด้วยเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 มิ.ย. 52)  พวกเราออกเดินทางจากบ้านประมาณเกือบ ๆ แปดโมงเช้า  ไปทานติ่มซำเจ้าประจำ (บุญรัตน์สาขาหน้าโรงเรียนดาวรุ่ง)  จากนั้นเราก็เดินทางมารอรถที่ สุโข สปา  ได้เวลานัดคือ 08.45 รถตู้ก็มารับ  แล้วก็ไปรับลูกค้าอีกคู่นึงที่ถนนถลาง  ไปถึงที่ท่าเรือ  ดูเหมือนว่าพวกเขารอแค่เรา 4 คนเท่านั้น  เพราะไปถึงไกด์ก็บอกให้คนอื่น ๆ และพวกเราขึ้นเรือกันเลย  แต่ก่อนลงเรือก็มีคนถ่ายรูปพวกเราเก็บไว้ทีละคู่ ๆ  จากนั้นก็ขึ้นเรือเป็นที่เรียบร้อย  ตอนแรกคิดว่าเรือคงจะขับไปแบบช้า ๆ แต่ที่ไหนได้กลายเป็นว่าเรือเขาความเร็วใช้ได้เลยทีเดียวเชียวละ  ดูบรรยากาศภายในเรือกันเลยนะ

DSC_7164

รู้สึกว่าเราจะมีผู้ร่วมเดินทางกันทั้งหมด 24 ชีวิต  (ไม่รวมไกด์และพนักงานบนเรือนะคะ)

ลงเรือไปประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย  เกาะไข่ไงจ๊ะ  ช่วงก่อนถึงขอบอกว่าสวยจริง ๆ ค่ะ  มองออกไปจากหัวเรือเห็นหาดทรายสีขาว  กับน้ำใส่ ๆ สีเข้ม ๆ ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

khai1

แต่วันที่หนิงไป  เรือไม่สามารถขึ้นไปจอดเทียบท่าได้  ก็มีเรือหางยาวมารับ  และครั้งแรกคิดว่าคนบนเกาะจะเยอะ  เพราะก่อนหน้านี้เพื่อน ๆ ที่เคยมาบอกเอาไว้แบบนั้น  นี่ก็เป็นความโชคดีของหนิง

อีกอย่างในวันนี้ค่ะ  เพราะสามารถถ่ายรูปกับวิวได้โดยไม่ติดศีรษะใครเลย  อิอิ  มาลองดูรูปกันดีก่านะคะ  ว่าจะสวยงามขนาดไหน  ก็อย่างที่บอกแหละค่ะว่าไม่มีใครแย้ง scene เลย  งานนี้โชว์เดี่ยวค่ะ  ning5

ไม่ได้พักงานมาหลายวัน  และรู้สึกมีเรื่องวุ่นวายใจมาเป็นอาทิตย์  ทำให้การเดินทางในครั้งนี้  เหมือนไปปลดปล่อยจริง ๆ ค่ะ  อีกอย่างไม่รู้จักใครเลยซากคน  จะทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจมากนะ  เลยได้ภาพแบบนี้มาล่ะ  อิอิning6

ning7  ning8  ning9 

ท่าที่พลาดไปไม่ได้อีกท่า  ก็คือ  “กระโดด” ค่ะ  คราวนี้มันน่าตื่นเต้นดี  เพราะกระโดดเสร็จไปดูที่หน้าจอกล้องเห็นแล้วสะใจดี  ขอช่างภาพส่วนตัวถ่ายอีก 2 รูปล่ะ  ไม่ค่อยเลยเรา 555ning10 

อีกอย่างที่ทำให้หนิงรู้สึกน่าตาตื่นใจเหมือนกับมีคนมาจัดเตรียมไว้แล้ว  ก็คือ  ปลาค่ะ  ปลาที่นี้มันเชื่องจริง ๆ และเยอะมาก ๆ ขนาดเราอยู่แค่น้ำตื้น ๆ เองนะคะ  และด้วยความที่น้ำมันใสมาก ๆ มันสะใจจริง ๆ ล่ะ  ไม่รุจาบรรยายยังไง  ดูเอาเองดีก่านะ

khai4 

ning3เห็นรูปกันแล้ว  ก็รีบตัดสินใจไปเยี่ยมเยียนเกาะไข่กันเถอะค่ะ  เสียดายจัง  เพราะนอกจากปลาลายเสือที่เห็นกันอยู่  ยังมีปลาเกาหลีด้วยนะ  แต่เท่าที่ทราบมาบางช่วง  มีทั้งปลาญี่ปุ่นน่ารัก ๆ แล้วก็อีกหลากหลายเลยค่ะ  555  จากรูปที่เห็น  ขอบอกว่าปลามันมาตอดขาจริง ๆ เลยนะ  กลัวมันจะกัดอยู่เหมือนกัน  ล้อเล่นน่า  ไม่ใช่ปิลันยาซะหน่อย  แต่ก็คอยระวังกันเอาเองนะning2 

ไม่รู้ล่ะ  มาคราวนี้ร้อนแค่ไหน  แดดออกยังไง  หนิงไม่หวั่นเลย  กระทั่งเรือขับไประหว่างทาง  ยังออกมาอาบแดดด้านหัวเรือให้ช่างภาพถ่ายเลยล่ะจ้า  ning1 

DSC_7424ไปคราวนี้ไม่ได้ไปเกาะไข่อย่างเดียวนะคะ  แต่หนิงได้แวะไปทานข้าวเที่ยงที่เกาะยาวน้อย  สำหรับอาหารอาจจะเป็นแบบง่าย ๆ คงเป็นเพราะนักท่องเที่ยวด้วยมั่งค่ะ  เพราะเคยเห็นรูปของ group อื่นเขาได้ทานอาหารแบบบุฟเฟ่  แต่ก็ไม่ได้แย่นะคะ  หลังจากทานอาหารเสร็จเขามีนักเต้นรุ่นจิ๋วมาโชว์ให้พวกเราดูด้วยล่ะ  น่ารักดีค่ะ   

 

จากนั้นไกด์ก็พาเราขึ้นเรือไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง  เพื่อไปที่เกาะพีพี  ช่วงนั้นบางคนเพิ่งทานPhiPhi-le7ข้าวอิ่มก็ถือโอกาสนอนหลับพักผ่อนไป  บางคนก็ไปนอนอาบแดดที่หัวเรือ  ส่วนหนิงและช่างภาพก็เข้า ๆ ออก ๆ ตามสถานการณ์ค่ะ  ตั้งแต่เกิดสึนามิขึ้น  หนิงเองยังไม่ได้เดินทางมาที่เกาะพีพี อีกเลย  PhiPhi-le1  PhiPhi-le6   

นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีได้แล้วซินะ  ยังสวยเหมือนเดิมเลยค่ะ  เพียงแต่ที่ตัวเกาะพีพีเอง  หนิงว่าร้านค้าอาจจะเยอะไปนิดนึง  แต่เกาะอื่น ๆ ที่เป็นเกาะบริวารก็ยังคงสวยอยู่  จริง ๆ วันนั้นเขาจอดเรือให้พวกเราลงไปดูปะการัง  แต่หนิงไม่ค่อยชอบลงน้ำเท่าไหร่  ก็เลยเล่นเกมส์รออยู่บนเรือค่ะ  PhiPhi-don1  PhiPhi-don4  ได้เวลา 4 โมงตรง  พวกเราก็เคลื่อนขบวนกลับ  ก็น่าตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเริ่มมีคลื่น  ทำให้บางช่วงบางจังหวะมีลุ้นนิด ๆ (บังเอิญเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวอุบัติเหตุทางน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยอ่ะค่ะ  น่าฉงฉารไห๊ม)  เลยต้องพยายามทำให้หลับ  จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ไม่น่าเชื่อทำได้ดีจริง ๆ ค่ะ  แปล๊บเดียวหลับ  ตื่นก็ตอนใกล้ถึงฝั่งแย้ว  ปลอดภัยกลับมา  ต้องขอขอบคุณ 9mot นะคะที่หาทัวร์ดี ๆ ให้  รู้สึกว่าจะไปอ่านมาจาก blog ของคุณ yut อ่ะค่ะ

นิวซีแลนด์วันที่สาม Twizel – Arrow Town และ Queens Town

เย้!  วันนี้อากาศก็ยังคงเป็นใจให้กับพวกเราอีกวัน  ตื่นเช้ามาเจออากาศเย็น ๆ กับแสงอุ่น ๆ และแม่คนิ้งมีความสุขจัง  อิอิ

DSC_2360  DSC_2363  DSC_2366  DSC_2385

หลังจากทานอาหารและจัดเตรียมอาหารสำหรับมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเคลื่อนขบวน  ก่อนอื่นต้องไปเติมน้ำมันกันก่อน  ที่นี่ต่างจากเมืองไทยนะคะ  เราต้องเติมน้ำมันเองแล้วก็ต้องเข้าไปจ่ายเงินในร้านเองด้วย  แสดงว่าที่บ้านเมืองเขามีความซื่อสัตย์กันจริง  ๆ นะคะ  ลองมาใช้ระบบนี้ในเมืองไทยดูซิค่ะ  รับรองเจ้าของปั้มเจ้งแน่ ๆ 555

เป้าหมายแรกของพวกเราในวันนี้ก็คือ  ฟาร์มปลาเซลมอนค่ะ  หนิงกับ 9mot ไม่ได้ตื่นเต้นที่ได้เห็นฟาร์มปลาเซลมอนหรอกนะคะ  แต่ตะลึงกับวิวฝั่งตรงข้ามมากกว่าค่ะ  เพราะมันเหมือนกับสรวงสวรรค์เลยที่เดียว  ลองดูซิค่ะว่าที่บอกจริงอ่ะป่าว  (อย่าเพิ่งอิจฉานะคะ  แค่วันที่สองเอง  อิอิ)

DSC_2423  DSC_2431 DSC_2430    DSC_2449

DSC_2418

อดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายภาพหมู่กันอีก  คราวนี้ครบทีมกันเลยทีเดียวค่ะ  จากซ้ายไปขวานะคะ  พี่ยุ้ย, น้องจ๊ะ, พี่สมชาย, พี่อ๊อด, พี่เหน่ง, พี่แจ๋ว, พี่จักร, พี่ตะวัน, พี่เปิ้ล, หนิงเอง, พี่อ้อย, พี่วิโรจน์  และ 9mot ค่ะ

อุ๊ย!  มัวแต่โชว์รูปจนเพลิน  ลืมเล่าไปเลยค่ะว่า  พวกเราได้ซื้อเนื้อปลาเซลมอนสด ๆ มาด้วย  เพื่อเป็นอาหารมื้อเย็นของวันนี้  เพ็คอย่างดีค่ะ  สดมาก ๆ  และทางทีมเราก็ได้จัดเตรียมผู้เฝ้าปลาเซลมอนไว้ด้วยเป็นใครไปไม่ได้ค่ะ  นอกจากแม่ครัวใหญ่ของเราพี่อ้อยนั่นเองค่ะ

จากนั้นพวกเราก็ไปยังเป้าหมายถัดไป  ซึ่งเป็นคำขอของพี่เหน่ง (สาวนัก shop ประจำ trip ค่ะ)  เราไปกันที่ร้าน Clearance Sale ซึ่งมีร้านขายกาแฟในบริเวณเดียวกันด้วย  ภาพวิวบริเวณร้านนี้สวยมากเช่นกัน  อดใจไม่ไหว  หนิงและ 9mot (ช่างภาพประจำตัว อิอิ)  อดใจไม่ได้ที่จะต้องซื้อกาแฟดื่มกันก่อน (ปกติชอบกลิ่นกาแฟมากค่ะ)  แล้วก็ออกมาถ่ายภาพกัน  ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

DSC_2479  DSC_2485  DSC_2488  DSC_2490

หลังจากที่ได้ shopping กันไปแล้ว  พวกเราก็เดินทางต่อ  แต่ไม่น่าพวกเราก็ต้องแวะจอดรถถ่ายรูปกันอีกแล้ว  ก็อดใจไม่ไหวนี่ค่ะ  กับภูเขาและท้องฟ้า  สวยซะจนพวกเราอดใจที่จะลงไปกระโดดกันไม่ได้เลยล่ะ  แม้แต่พี่จักรวัย 21 ได้ร้อยก็ยังไม่เว้นกันเล๊ย

DSC_2531  DSC_2533  DSC_2535  DSC_2540 

กระโดดกันจนหนำใจ  พวกเราก็ขึ้นรถเดินทางต่อ  ไปได้สักพักใหญ่  รถคันแรกเพิ่งรู้ตัวว่ารถคันหลังไม่ได้วิ่งตามมา  รออยู่พักนึง  ต้องขับรถกลับไปตาม  ปรากฎว่ารถคันเขียนเกิดอุบัติเหตุยางแตก  ดีนะคะที่คนขับเฉลียวใจ  เลยจอดดูซะก่อนเลยไม่มีใครบาดเจ็บค่ะ  มาดูภาพที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยนยางนะคะ 

DSC_2547  DSC_2546

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้  พวกเราได้ข้อสรุปกันว่า  ต่อไปเวลาเช่ารถกรุณาเช็คสภาพของยางอะไหล่ด้วยค่ะ  เพราะวันนั้นดีนะคะที่พวกเราเช่ารถมาสองคัน  เพราะยางอะไหล่ของรถคันที่ยางแตกไม่สามารถใช้การได้  เพราะยางไม่มีลม  พอจะแก้สถานการณ์โดยเอายางอะไหล่ของอีกคันมาใส่แต่ขนาดไม่เท่ากันอีก  ก็เลยขับไม่เรื่อย ๆ ไม่เร่งมากค่ะ

จากนั้นเราก็แวะที่ร้านผลไม้ร้านดัง  ได้ลองชิมไอศครีมด้วย  อร่อยมาก ๆ เลย  เพราะเขาใช้ผลไม้สด ๆ ปั้นรวมกับไอศครีมเลย  อู๊ย  สุดบรรยายค่ะ

DSC_2572  DSC_2573  DSC_2575  DSC_2585

ได้ชิมผลไม้  และไอศครีม  รวมไปถึงซื้อไปทานกันค่ำนี้เรียบร้อยแล้ว  ก็ต้องรีบเดินทางต่อไปยังเมือง Arrow Town  เพราะพวกเราต้องเสียเวลากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้พอควร  เมื่อมาถึงเมือง Arrow Town  รถยังไม่ทันจอดสนิทเลย  ก็เล็งที่จะถ่ายภาพกันเรียบร้อย  เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ดูตรงไหนก็น่ารักไปหมดเลยค่ะ

DSC_2598  DSC_2603  DSC_2618  DSC_2666  DSC_2687  DSC_2691  DSC_2692  DSC_2714  DSC_2720 

หลังจากเราเข้า check in เรียบร้อยแล้ว  พวกเราก็โหวดกันว่าจะไปที่ coronet peak กันหรือเปล่า  เพราะหลังจากนั้นจะไป Queens Town กันต่อ  สรุปว่าจะไปกันทุกที่  แต่เมื่อไปถึง Coronet peak พี่ตะวันเล่าให้ฟังว่า  ปกติแล้วที่นี่เป็นสถานที่เล่นสกี  ซึ่งช่วยกลางเดือน เม.ย. หิมะก็ยังพอมีหนาอยู่  แต่วันที่พวกเราไปกันนั้นหิมะละลายไปเกือบหมดแล้วอ่ะค่ะ  เลยเอาหิมะมาฝากได้แค่เนี่ยค่ะ

DSC_2737  DSC_2741  DSC_2747

จากนั้นเราก็ไปกันที่ Queens Town  ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างเป็นเมืองธุรกิจ  มีร้านขายเสื้อผ้าและของฝากเยอะทีเดียว  นัก shop ในทีมเราก็ไม่พลาดกันอยู่แล้ว  ได้ติดไม้ติดมือกันมาพอควร  จนใช้เวลากันเกินเวลานัดที่ต้องไปทำอาหารมื้อเย็นกัน  คนที่รอก็ท้องกิ่วกันไปนิดนึง

DSC_2758  DSC_2789  DSC_2805

พอถึงที่พัก  ก็นำของที่พี่ตะวันเป็นผู้เสียสละไปซื้อกับข้าวออกมาจัดแจง  ซึ่งคืนนี้พวกเราได้ทานอาหารอร่อย ๆ หลายอย่าง  เช่น  ปลาเซลมอนสด  ปลาเซลมอนย่าง  หรือแม้กระทั่งหอยแมงภู่นิวซีแลนด์ต้มที่มีขนาดใหญ่ทีเดียว  และรสชาดก็ดีกว่าหอยไทย  เพราะปกติถ้าเราทานหอยที่มีขนาดเท่านี้  เนื้อจะเหนียวมาก ๆ แต่นี่เนื้อยังนุ่มอร่อยมากเลยค่ะ  บวกกับน้ำจิ้มรถเด็ด ๆ ที่บรรดาเหล่าแม่ครัวช่วยกันปรุง  และตบท้ายด้วยชมรม wine ตั้งวงกันก่อนนอนกันต่ออีก  หลังนั้นพวกเราก็พักผ่อนในบ้านพักหลังนี้กันค่ะ

DSC_2808

นิวซีแลนด์วันที่สองที่ Lake Tekapo – MT. Cook

หนิงลืมบอกไปว่าในวันแรกที่เดินทางมาถึงพวกเราจะต้องเจอกับฝนซึ่งตกไม่ค่อยมากนักแต่ก็พอลงเม็ดให้พวกเราต้องหลบค่ะ

แต่สำหรับวันนี้  ท้องฟ้าเป็นใจค่ะ  อากาศดีทีเดียว  พวกเราได้ช่วยกันตระเตรียมอาหารมื้อกลางวัน  และทานอาหารเช้ากันเรียบร้อย  ก็พากันขึ้นรถ  ดีนะคะที่พี่ยุ้ย (ผู้ร่วมเดินทางอีกคน) ได้เตรียมวิทยุสื่อสารไปด้วย  ทำให้การสื่อสารระหว่างรถสองคันง่ายขึ้นทันที  เกินพลัดหลงกันก็จะได้บอกกันได้  แต่มันใช้ได้ระยะไม่เกิน 500 เมตรเท่านั้นค่ะ

เริ่มต้นเดินทางได้ไม่นาน  สองข้างทางที่พวกเราขับผ่าน  มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ ค่ะ  เพราะน่ารัก  สวยงามมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียว  สร้างแบบเรียบง่ายแต่ดูแล้วเก๋ดีค่ะ  ต้นไม้ก็มีหลายสีสันให้เราได้ดู  ทำให้บรรยากาศรอบ ๆ ดูมีชีวิตชีวาไปหมด  ไม่รู้จะบรรยายยังไงดีให้ทุกคนได้เห็นภาพไปกับหนิงด้วย  เอาเป็นว่าเราลองไปดูรูประหว่างทางกันเลยดีกว่านะคะ

DSC_1804

นี่ก็เป็นภาพฝูงแกะฝูงแรก ๆ ตื่นเต้นกันมากค่ะ  แต่เสียดายนะคะ  ที่พวกมันไม่ค่อยกล้าสบตากับเรา  ภาพหลังจากนี้มันหันก้นให้เกือบหมดทุกตัวเลยล่ะ  ฉงฉัยจะกลัวเป็นพวก ปา-ปา-รัส-ซี  อิอิ

DSC_1838 DSC_1874 DSC_1827  DSC_1822

นี่ก็เป็นภาพบรรยากาศระหว่างทาง  เป็นสวนสาธารณะแห่งนึง  บรรยากาศดีมาก  อากาศดี ๆ

มีอีกเรื่องที่น่าสังเกตสำหรับเมืองนี้ก็คือ  ไม่ค่อยพบผู้คนและรถสักเท่าไหร่  ไม่เหมือนกับตอนอยู่ที่บ้าน  ทั้งคนทั้งรถยั้วเยี้ยไปโม๊ด

DSC_1873

นี่ก็เป็นภาพของผู้ร่วมเดินทางค่ะ  ของแนะนำทีละคนไล่กันไปเลยนะคะ  คนแรกพี่สมชายค่ะ  ถัดมาคนที่นั่งก็หนิงเอง  ต่อมาก็เป็นพี่อ๊อดคนข้างกายพี่สมชายค่ะ  แล้วก็เป็นพี่เปิ้ลและพี่เหน่ง  นาวีสาวของเรา  คนสุดท้ายก็คือพี่ตะวัน  ผู้ที่ดูแลเราตลอดการเดินทางค่ะ

เรายังเดินทางไม่ถึงที่หมายกันเลยค่ะ  แต่ก็ได้ดูวิวตลอดสองข้างทางจริง ๆ บางช่วงจะเรียกว่าดูวิวทั้ง 360 องศาเลยก็ว่าได้นะคะ

ขับรถมาจนได้เวลาเที่ยงเราก็ถึงที่ Lake Tekapo ซึ่งเป็นเวลาหม่ำอาหารพอดี  ก็จัดแจงโต๊ะบุฟเฟ่กันซะหน่อยค่ะ  ดูบรรยากาศตอนทานข้าวกันซะหน่อยนะคะ  ว่ามีความสุขกันแค่ไหน  อิอิ

DSC_1972    DSC_1976

เนี่ยแหละค่ะ  ทุก ๆ วันเราจะมีอาหารอร่อย ๆ จากแม่ครัวชั้นเยี่ยมให้บริการทุกมื้อ  เราทานกันท่ามกลางอากาศที่หนาวพอควร  สังเกตุได้ว่าจริง ๆ แล้วมีบริเวณที่ร่มนะคะ  แต่เกือบทุกคนวิ่งมาหาที่นั่งกลางแดดกันหมดค่ะ  คิดเอาเองนะคะว่าหนาวแค่ไหน  ดูจะภาพอาจจะดูไม่ออก  ทานอาหารกันเรียบร้อย  เหล่าบรรดานางแบบและช่างภาพต่างก็รู้หน้าที่ของตัวเอง  เราขยับรถไปเรื่อย ๆ ในบริเวณ Lake Tekapo ค่ะ  ลองดูภาพเอาล่ะกันนะคะว่าสวยแค่ไหน

DSC_2005  DSC_2002  DSC_2007

DSC_2027  DSC_2079

เป็นไงค่ะ  เห็นแล้วอยากไปกันบ้างอ่ะป่าว  สวย ๆ จริง ๆ น่าเสียดายนะคะเวลาที่พวกเราไปอาจจะไม่ค่อยดีนัก  เพราะเท่าที่ทราบมา  ทะเลสาบแห่งนี้  เราจะต้องได้เห็นเป็นสีเทอร์คอยส์  พวกเราก็ได้เห็นนะคะแต่เป็นบางมุมอ่ะค่ะ

DSC_2044

ขาดไม่ได้ก็คือภาพหมู่ค่ะ  สำหรับภาพนี้ยังไม่ครบทีมนะคะ  แต่ก็ขอแนะนำผู้ร่วมเดินทางอีกรอบค่ะ  เรียงจากซ้ายไปขวานะคะ  พี่แจ๋ว, พี่ยุ้ย (พี่แจ๋วจ้างให้มาด้วยค่ะ อิอิ), พี่อ๊อด (คนนี้พี่สมชายบังคับให้มาค่ะ), พี่สมชาย, 9mot, พี่เปิ้ล, หนิง, พี่เหน่ง, พี่อ้อย, พี่จักร (วัย 21 ปีครบ 100 จ้า), พี่วิโรจน์ (มาด้วยกันกับพี่อ้อยค่ะ)

หลังจากที่พวกเราร่าเริงกับการถ่ายภาพ  ซึ่งได้ภาพเด็ด ๆ กันเยอะมาก ๆ จริง ๆ (อยากจะเอามาให้ดูเยอะ ๆ แต่เกรงใจค่ะ  ไว้โอกาสดี ๆ ค่อยเอามานำเสนอก็แล้วกันนะคะ)  จากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อไปยัง MT. Cook ค่ะ  อากาศหนาวมาก ๆๆๆๆ  พวกเราไปถึงค่อนข้างเย็นแล้ว  เลยเก็บภาพมาได้แค่พอควร  และก็แสงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ค่ะ

DSC_2228  DSC_2235

DSC_2265  DSC_2281

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางมาที่ Twizel  เพื่อจัดการอาหารมื้อค่ำ  ดูห้องพัก  และบรรยากาศในการทำอาหารของพวกเราซิค่ะ  อิอิ

DSC_2327   DSC_2328

ค่ำ ๆ ช่างภาพของเราก็ยังอุตส่าห์สู้ลมหนาว  ออกมาถ่ายภาพพระจันทร์กับบรรยากาศตอนกลางคืนด้านนอกที่พักอีกด้วยล่ะ

DSC_2332

ค่ำคืนของวันนี้  พวกเราก็นอนหลับสบาย  ภายในที่พักบนผ้าห่มไฟฟ้า  และเครื่องทำความร้อน  ฝันหวานถึงวันรุ่งพรุ่งนี้ว่าจะเจอแบบไหนหนอ  อิอิ

Trip นิวซีแลนด์

มาแว้ว  สำหรับตอนแรก  ขอเล่าตั้งแต่ออกเดินทางจากภูเก็ตเลยล่ะกันนะคะ

หนิงเริ่มเดินทางออกจากภูเก็ตเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 52  ตอนประมาณเกือบสี่ทุ่ม  ไปถึงที่พักของเพื่อนที่อ่อนนุช  ก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน  รุ่งเช้าอีกวันหนิงกับ 9mot ก็ยังง้วนกับการซื้ออุปกรณ์กันหนาวกันอยู่  เพราะพี่ตะวันได้โทรมาแจ้งว่า  อุณหภูมิทางโน้นบางวันติดลบ 2 กลางวันก็ไม่ถึง 10 องศา  ทำเอาหนิงวิตกกังวลอย่างรุนแรงเพราะปกติหนิงไม่ค่อยชอบอากาศหนาวเท่าไหร่  ก็ได้ที่ปิดหูกับถุงเท้าแล้วก็ลองจอห์นอีก 2 ชุด   เพราะที่ตระเตรียมมาจากภูเก็ตก็ได้หยิบยืมมาค่อนข้างพร้อมแล้ว  ประมาณบ่ายสามครึ่งเราก็เดินทางออกจากคอนโดไปที่สุวรรณภูมิ  เพื่อไปยังจุดนัดพบกับคณะ (พี่ ๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อน  ตื่นเต้นจัง)  ไปถึงไม่นานเราก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ ๆ เพื่อนัดเจอกัน  ได้เจอกันครบทั้งคณะแล้ว  ก็ทำการเช็คอินของสายการบิน Emirates  เจอปัญหานิดหน่อย  พวกเราได้เข้าไปแบบ group check in แต่แปลกตรงที่น้ำหนักกระเป๋าเขาให้ต่อคน  ซึ่งเราก็ต้องประสบปัญหาเนื่องจาก 9mot เป็นผู้ดูแลกระเป๋าเสบียงซึ่งน้ำหนักปาไป 25 kg ในขณะที่เขาให้น้ำหนักต่อคนเพียง 20 kg เท่านั้น  พวกเราก็ต้องไปต่อรองกับพนักงานนิดหน่อยให้หมู่มากเข้าว่า  อุ๊ย! ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ  เพียงแต่สอบถามนิดหน่อยว่าเรามาเป็นคณะ  จองตั๋วก็จองเป็นคณะ  วีซ่าก็ทำมาแบบเป็นคณะ  ทำให้น้ำหนักกระเป๋าให้พวกเราเป็นคณะไม่ได้  สุดท้ายก็ยินยอมแต่โดยดีค่ะ

หลังจาก check in พวกเรายังมีเวลาอีกพอสมควร  ก็ทำการเดินตรวจตราที่ duty free แต่ไม่ได้ของอะไร  เพียงแค่ฆ่าเวลาก่อนขึ้นเครื่องเท่านั้น  จากนั้นพวกเราก็ขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางไปยังสนามบิน sydney ซึ่งใช้เวลาประมาณแปดชั่วโมงเศษ  ช่วงเวลานั้น  หนิงเองก็ได้พบกับความประทับใจของสายการบิน Emirates หลายอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ที่ปรับได้พอควร  และความกว้างซึ่งไม่ได้กว้างมากแต่เท่าที่สังเกตุก็กว้างกว่าสายการบินอื่น  แถมยังมีจอส่วนตัวให้เราได้เล่นเกมส์  ดูหนัง  ฟังเพลง  หรือดูสถานการณ์ของเส้นทางไว้แก้เซ็ง  อีกต่างหาก  นอกจากนั้นยังมีอาหารอร่อย ๆ เสิร์ฟอีกด้วยล่ะ  (ชอบมาก ๆ เลย  อิอิ)

เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน sydney  อากาศก็โปร่งใสดี  ได้แต่หวังว่าที่ NZ น่าจะอากาศดีแบบนี้เหมือนกัน  (คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน  เผื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเห็นใจ 555)  พวกเราก็เดินไปดูโน้นดูนี่แก้เซ็ง  และก็แวะไปใช้ Internet ฟรี  เพื่อส่ง e-mail ไปยั่วน้ำลายเพื่อนๆ ที่ office เล่น ๆ ไม่น่าก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง  ซึ่งก็นั่งต่อไปอีกประมาณ 3 ชั่วโมง  ก็ถึงสนามบิน Christchurch ซึ่งเราก็ต้องมาลุ้นกับการผ่านด่านตรวจอีก  เพราะถูกขู่มาว่าเข้มงวดมาก  มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขามีทีมตรวจเช็คที่น่ารักมาก ๆ เลยล่ะ  ก็มีเจ้าหน้าตัวน้อย ๆ มาคอยดมกลิ่นตามกระเป๋าที่โหลดจากเครื่อง  พอหมาเข้าไปดม ๆ ใบไหนผิดปกติเจ้าหน้าที่ก็จะยกออกมาแยกไว้ต่างหาก  และเอาสติ๊กเกอร์แปะไว้  พร้อมกับให้รางวัลเจ้าตูบด้วย  มันทำหน้าที่ของมันได้ดีทีเดียวล่ะ  น่ารักมาก ๆ 

ในที่สุดพวกเราก็สามารถนำข้าวของสัมภาระต่าง ๆ ที่หอบหิ้วไปจากเมืองไทยผ่านด่านออกมาได้โดยไม่ต้องเสียทรัพย์สินเลย  อันนี้ก็ต้องยกผลประโยชน์ให้ 9mot นิดนึง  เพราะเขาทำหน้าที่ในการ declare กระเป๋าเสบียง  ลุ้นกันแทบแย่  ไม่อดตายแล้วล่ะ  555

ออกจากประตูมา  คาดว่าพี่ตะวันจะต้องมารับพวกเราแล้ว  แต่กลับเป็นว่าพวกเราไม่เจอ  นั่งรอยืนรอ  เดินรอกันพักใหญ่ ๆ จนเริ่มชักจะกระวนกระวายกันเล็กน้อย  แต่ท้ายที่สุดก็เจอกัน  ปรากฎว่าพี่ตะวันไปรับรถมาให้พวกเราเรียบร้อยแบบพร้อมเดินทางต่อเลย 

การท่องเที่ยงของพวกเราเริ่มคิดแล้ว  แต่ยังไม่ทันไรพวกเราก็ไม่สามารถผ่านประตูอัตโนมัติของสนามบินได้  ระบบเขาดีจริง ๆ ค่ะ  เพราะพวกเราจะต้องไปจ่ายเงินค่าจอดรถกันก่อน  จึงจะผ่านออกมาได้  จากนั้นพวกเราก็เดินทางมายังโรงแรม Bush Inn Count Motel  สำหรับหนิงเองอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับรูปแบบนักกับรูปแบบของ Motel  แต่ขอบอกว่าสะดวกสบายมา  พวกเราพักกันทั้งหมด 3 ห้อง  ห้องของเรานอนกันทั้งหมด 5 คน  สำหรับที่นอนในห้องจะมีผ้าห่มไฟฟ้าให้  แต่สำหรับด้านนอกที่เป็นห้องโถงจะมีเครื่องทำความร้อนให้  ทำเอาหนิงโล่งใจไปเยอะ  เพราะตอนแรกยังไม่แน่ใจว่ามา 10 วันจะได้อาบน้ำสักกี่วัน  แต่ถ้าเป็นแบบนี้  อาบวันละ 2 รอบก็ยังไหว  อิอิ

นี่เป็นรูปของ Motel ที่พวกเราไปพักกันค่ะ

 DSC_1730

นี่ก็เป็นรูปภายในห้องนอนค่ะ  อีกห้องเป็นเตียงเดี่ยง 2 เตียงค่ะ

DSC_1734

มาแล้วขอถ่ายกับป้ายซะหน่อย  อิอิ

DSC_1800

หลังจากที่เราเก็บสัมภาระ  เข้าห้องน้ำ  และเอกเขนกกันนิดหน่อย  พวกเราก็รวมตัวกันเดินทางไปทานอาหารมื้อค่ำ  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Motel นัก  ไม่แน่ใจว่าหิวกันด้วยอ่ะป่าว  แต่รู้สึกว่าอาหารอร่อยมาก ๆ แต่คงจะอร่อยจริง ๆ แหละเพราะช่วงเวลาที่พวกเรานั่งอยู่ในร้าน  จะมีลูกค้าเต็มเกือบตลอด

บรรยากาศภายในร้านค่ะ

DSC_1738

จากนั้นพวกเราก็ไปซื้ออาหารสด  เพื่อไปเตรียมอาหารเช้าและเที่ยงของวันพรุ่งนี้  สำหรับคืนแรก  พี่ ๆ เขาก็ชวนให้น้องหนิงกับน้องมดมาลองลิ้มรส wine NZ ซะแล้ว  ปกติไม่ค่อยนิยมแอลกอฮอล์เท่าไหร่  แต่งานนี้  ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว  ลองกันซักตั้ง  อิอิ  หลับสบายเลยล่

DSC_1744

รายงานตัวค่ะ

หายไปนานมั๊กมัก  สำหรับเที่ยวนี้  ก็แอบหนีไปชาร์ตแบตให้ตัวเองที่นิวซีแลนด์มาอ่ะค่ะ  ไม่ได้บอกกล่าวไว้ล่วงหน้า  ต้องขออภัยไว้ด้วยนะคะ  เพราะก่อนไปก็รีบทั้งเคลียร์งานและเคลียร์คิวหลาย ๆ อย่าง (อุ๊ย! ดูเหมือนเป็นคนดังยังไงไม่รุ  แต่มันเป็นยังงั้นจริง ๆ นะจ๊ะ  อิอิ)  ทำเอาไม่มีเวลามาแจ้งข่าวกันเลย

แต่ยังไงตอนนี้ก็กลับมาแล้ว  และก็คิดว่าสมองปลอดโปร่งขึ้นพอสมควร  จะพยายามเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่ไปนิวซีแลนด์ให้เพื่อน ๆ ได้พอเห็นภาพลาง ๆ เพราะหนิงเองคิดว่าหนิงคงไม่สามารถถ่ายทอดจากสิ่งที่สัมผัสผ่านทางตัวอักษรและภาพได้เท่ากับที่หนิงได้ไปเห็น  ไปได้ยิน  ไปสัมผัสเองอย่างแน่นอน  แต่อย่างน้อยก็พอยั่วน้ำลายให้กับบางคนอย่างไปได้บ้างล่ะ  ฮา ฮา ฮา

สำหรับหนิงแล้ว  การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งที่หนิงประทับใจมาก  และรู้สึกว่าเราได้ไปพักผ่อนจริง ๆ เพราะตั้งแต่เริ่มเดินทางจนกระทั่งวันกลับ  หนิงประทับใจกับทุก ๆ อย่าง  ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน (Emirates) ผู้ร่วมเดินทางทุกคน (ถึงแม้จะไม่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อน  และวัยก็ต่างกันซะเหลือเกิน  แต่ทุกคนก็เข้ากันได้ดีเหมือนกับอยู่รุ่นเดียวกันเลยล่ะ)  บรรยากาศของนิวซีแลนด์  รวมไปถึงน้องแกะ  น้องวัว  น้องกวาง  ที่ไปหากินอยู่บนทุ่งหญ้าร่วมสร้างบรรยากาศกับทิวเขาที่ประดับด้วยหิมะตรงปลายยอดพร้อมกับทิวต้นไม้ทั้งสีเขียว  สีเหลือง  ทำให้ยิ่งประทับใจมากขึ้นไปอีก  อีกอย่างนึงก็คือไปคราวนี้เหมือนกับตัดขาดจากความเครียดต่าง ๆ ได้อย่างดี  เพราะเราปิดโทรศัพท์กันหมด  และไม่ใช้ internet กันเลย  เหมือนกับทิ้งงานทุกอย่างไว้ที่เมืองไทยจริง ๆ ทุก ๆ วันเราตื่นเต้นกับสองข้างทางจนลืมคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ไปหมด  มันสวยจนสุดจะบรรยาย  (ขอติดเรื่องรูปไว้ก่อนนะคะ  เพราะมันเยอะมาก ๆ จนยังขยับขยายได้ไม่เท่าไหร่  แล้วหนิงจะเอามาเขียนเล่าในแต่ละเมืองที่ไป  พร้อมกับรูปอีกครั้งนะคะ)

สรุปแล้วคุ้มจริง ๆ ค่ะ