ไม่รู้ว่า หวัด 2009 อ่ะป่าว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  หนิงต้องหยุดงานไปตั้ง 3 วันแหนะ  เพราะมีไข้  จริง ๆ แล้วเริ่มมีอาการตั้งแต่เช้าวันพุธ  เหมือนกับว่าจะเป็นภูมิแพ้  ซึ่งอาการแบบนี้มันไม่เกิดขึ้นกับหนิงนานแล้วนะ  ตั้งแต่ได้ฝึกโยคะมา  จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงรู้สึกว่าตัวร้อน ๆ แต่ต้องเข้าประชุมก่อน  ก็อยู่ไปพักนึง  รู้สึกว่าต้องรีบทานยาก่อนดีกว่า  ด้วยความที่เป็นแพทย์แผนไทย  เราก็ต้องใช้ยาไทย  ดังนั้น  จึงทานยาตัวแรกคือ “จันทลีลา” เป็นยาแก้ไข้  ช่วยลดน้ำมูกและเสมหะ  รักษาปอด  ทานไป 3 เม็ด  พอเที่ยงก็ไปทานอาหารตามปกติ  แต่รู้สึกว่าอาการหนักขึ้นเล็กน้อย  ช่วงบ่าย ๆ ก็เลยต้องทานยาเพิ่มอีก 3 เม็ด  จริง ๆ แล้วมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยนิดหน่อยจะต้องทาน “ฟ้าทะลายโจร” ควบคู่ไปด้วย  แต่ยาที่ office หมดพอดี  จากนั้นก็เริ่มจามเรื่อย ๆ จะทำไงดีล่ะ  เพราะบ่ายวันนั้นมีทั้งกิจกรรม Aqua ทั้งงานเลี้ยงของจุฬาอีก  ตกเย็นก็เลยต้องทานยาไปอีก 3 เม็ด  งด Aqua ไปก่อนเพราะสะสมคะแนนไว้ดี  ส่วนงานเลี้ยงกำลังลุ้นอยู่กะว่าถ้าจามมากก็ไม่ไป  เพราะเกรงว่าสังคมจะรังเกียจ  ปรากฎว่าโชคดี  อาการจามลดลง  จึงตัดสินใจไปงานเลี้ยง  ระหว่างที่อยู่ในงานช่วงท้าย ๆ รู้สึกว่าไข้จะเริ่มขึ้น  แต่ก็ต้องอยู่ในช่วงที่ต้องทนเพราะว่าเขามาประชุมกันด้วยก็ต้องรอให้การประชุมเสร็จ  ปาไปสี่ทุ่มกว่าเหมือนกัน

กลับถึงบ้าน  ก็อาบน้ำทานยา  แต่ครั้งนี้หนิงต้องทานยาอีกตัวเพิ่ม  คือ  “เบญจโลกวิเชียร” ควบคู่ไปกับ “จันทลีลา” เพราะหนิงว่าอาการไข้ตอนนี้น่าจะมีการติดเชื้อ  ตัวของเบญจโลกวิเชียรหรือยาห้าราก  เป็นตัวยาที่แก้อาการไข้ติดเชื้อต่าง ๆ ได้ดีค่ะ  ยาไทยเกือบทุกชนิดจะทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหารเป็นเวลาอย่างน้อย 20 นาที  และก่อนนอน  ได้ยาไปเรียบร้อยก็ไม่ลืมที่จะเอาผ้าชุบน้ำมาไว้ข้าง ๆ ตัว  เพราะคืนนี้คงต้องขยันเช็ดตัวบ่อย ๆ แน่

เช้าขึ้นอีกวัน  หนิงรู้สึกว่าไข้ก็ยังคงมีอยู่  ไข้ครั้งนี้ไม่ได้สูงนะคะ  แต่มันไม่ค่อยหายเท่านั้นเอง  และปวดศีรษะมาก  หนิงปวดบริเวณจมูก  ลามมาเบ้าตา  หู  และปวดฟันด้วย  คิดดูนะคะว่ามันทรมานแค่ไหน  นอนก็ไม่ค่อยหลับค่ะ  เพราะอาการปวดหัวเนี่ยแหละ  ทำให้ต้องหยุดงานไปก่อน  ช่วงที่เป็นหนิงก็ต้องพยายามไม่พบเจอใคร  เวลาทานอาหารก็ต้องมาตักอาหาร  โดยใส่ mask และเอาไปทานที่ห้องนอนค่ะ  เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 วัน 

ครั้งนี้หนิงแปลกใจมาก  เพราะปกติที่หนิงเป็นไข้มา  ปกติหนิงจะหายภายใน 1 วัน  หรืออย่างมากก็ไม่ถึง 2 วันเต็ม  แต่คราวนี้ทรมานจริง ๆ เลยไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นไข้หวัด 2009 หรือเปล่า  ยังไงก็แล้วแต่  วันนี้หนิงรู้ว่าตัวเองหายเป็นปกติแล้วล่ะ  และมีเรื่องแปลกอีกอย่างก็คือ  เป็นไข้คราวนี้ทานอาหารจุมาก ๆ ค่ะ  เหมือนกับเพิ่มขึ้น 2 เท่าก็ว่าได้  มันอยากทานไปหมด  ยิ่งได้มะขามคลุก, ส้มกับน้ำปลาหวาน  สุดยอดมาก ๆ เลยค่ะ

Advertisements

ไม่ได้ขู่ แต่ให้ระวัง!

ช่วงนี้หนิงอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะต้องมาเฝ้าคุณพ่อของ 9mot  ซึ่งไม่น่าเชื่อจริง ๆ นะคะ  ว่าคนเราเห็นปกติธรรมด๊า ธรรมดา  แต่ข้างในน่าเป็นห่วงมาก ๆ เพราะมันไม่สามารถเห็นได้จากภายนอกเลยค่ะ

หนิงเคยได้ยินคุณพ่อบ่นบ้างว่ารู้สึกเหนื่อย  จริง ๆ ก็ค่อนข้างเป็นห่วง  อยากให้ไปตรวจเช็ค  จะได้รู้ว่าเป็นอะไร  แต่คุณพ่อค่อนข้างมั่นใจในความแข็งแรงของตัวเอง  คิดว่าได้พักก็คงจะหายเอง  ดีนะที่น้องชาย (คุณอา) เป็นหมอก็เลยได้นัดให้ไปตรวจบ้าง  แรก ๆ ก็คิดว่าเป็นลิ้นหัวใจ  ก็เอายาไปทาน  อาการก็ยังคงมีบ้างเรื่อย ๆ นาน ๆ ครั้ง  โดยปกติคุณพ่อเป็นคนชอบร้องเพลง  ท่านร้องเพลงไพเราะมากเลยล่ะ  ยังกะนักร้องเชียวแหละ  แต่ช่วงหลังแค่เดินขึ้นเวลาก็เหนื่อยแล้ว  ทำให้ไม่สามารถร้องเพลงติดต่อได้หลายเพลง  อย่างมากก็ได้แค่ 2 เพลงแล้ว  เพราะเหนื่อยมาก 

โชคยังดีนะคะ  ที่เพื่อนของคุณแม่เป็นหมอทำ balloon หัวใจโดยเฉพาะ  วันนึงได้นัดเลี้ยงรุ่นกันที่ภูเก็ต  ท่านก็ไปร่วมงานด้วย  ทำให้ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณพ่อ  พอฟังอาการคุณหมอสรุปได้เลยค่ะว่า  น่าจะต้องมีเส้นเลือดตีบแน่นอน  ให้รีบขึ้นมาเช็คที่โรงพยาบาลทรวงอกด่วน  แต่ระหว่างที่เตรียมการเรื่องการส่งตัวจากโรงพยาบาลวชิระ  คุณหมอนราซึ่งเป็นน้องชายของคุณพ่อก็ได้นัดให้ไปเดินสายพาน  ซึ่งตอนนั้นก็พอจะทราบผลคร่าว ๆ แล้วว่ามีเส้นเลือดตีบแน่นอนแล้ว 2 เส้น  ก็เร่งรีบเตรียมตัวขึ้นกรุงเทพฯ กันเลย  เพราะนัดทางคุณหมอสุดารัตน์ไว้วันที่ 8 ส.ค.  ตอนบ่ายสองโมง

ก่อนเวลานัดเราไปทานข้าวเที่ยงกันที่โลตัส  ซึ่งอยู่เยื้อง ๆ กับโรงพยาบาลประมาณ 1 ป้ายรถเมย์  แต่ดูท่าทางคุณพ่อไม่น่าจะเดินไหว  ก็เลยเรียก Taxi มาที่โรงพยาบาล  พวกเรารอกันค่อนข้างนานเหมือนกันมีญาติบางคนเพิ่มมาสมทบบ้าง  ระหว่างที่รอคุณหมอก็ให้คุณพ่อไปตรวจคลื่นหัวใจเพิ่ม  และ X-ray ผลปรากฏว่า  มีหัวใจโตนิดหน่อย  คุณหมอก็ให้นอนที่โรงพยาบาลในคืนวันนั้นเลย  เพราะดูท่าทางน่าจะเอาการ  แล้วนัดฉีดสีวันจันทร์ที่ 11 ส.ค.  แต่เป็นหมออีกคนนึงฉีด  น่าตกใจว่านะคะ  เพราะหมอบอกว่า 

เส้นเลือดหลักที่เลี้ยงหัวใจมีอยู่ 3 เส้น  ของคุณพ่อตันสนิท 100% 2 เส้น  ส่วนอีกเส้นเหลืออีกเพียง 10%-20% เท่านั้น 

คุณหมอบอกกับพวกเราอีกว่า

แนวทางในการรักษา  คิดว่าไม่น่าจะใช้วิธีการทำ Balloon ได้  น่าจะต้องทำ Bypass ซึ่งต้องใช้วิธีการผ่าตัด

คุณพ่อซึ่งไม่ได้เตรียมใจมากับการผ่าตัดเลย  ก็น่าจะรู้ตัวเองมากขึ้นว่า  อาการของตนเองก็ไม่ใช่เล่น ๆ แล้วล่ะ  จากนั้นคุณพ่อก็เริ่มปรับตัวในการดูแลตัวเองมากขึ้น  เพราะขนาดอาหารที่ทางโรงพยาบาลให้ทานมีขนมหวาน  คุณพ่อก็ยังไม่ยอมทานเลย  ซึ่งปกติแล้วไม่ได้เป็นแบบนี้เลยล่ะ

พวกเราเลยมาตกลงกันว่า  เมื่อกลับไปภูเก็ต  เราจะปฏิวัติเรื่องอาหารการกินกันยกใหญ่  เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้  มันน่ากลัวเหลือเกิน  แม้ว่าเราอาจจะดูเหมือนกับปกติไม่ได้เจ็บป่วยเลยก็ตาม  แต่ถ้ามันมีปัญหาขึ้นมามันก็จะเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนไม่สามารถช่วยได้ทันเลยล่ะ

โชคดีนะคะ  ที่ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอที่มาเยี่ยมไข้  หรือคนไข้ด้วยกันเองที่บังเอิญเจอกันที่โรงพยาบาล  แม้แต่โทรทัศน์ที่บังเอิญอีกเช่นกันที่ได้ออกรายการเรื่องนี้พอดี  ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันไม่น่ากลัวเลยถ้ารู้แล้วว่าเป็น  แค่ให้รีบมาโรงพยาบาลแล้วเลือกวิธีการรักษา  เมื่อทำแล้วทุกรายบอกว่าดีขึ้นกว่าเก่าเยอะมาก ๆ ค่ะ  ทำให้คุณพ่อน่าจะคล้ายกังวลไปได้เยอะมาก  เพราะถ้าเป็นสิ่งใหม่ยังไม่ค่อยมีคนทำความเสี่ยงก็น่าจะเยอะจริงไห๊มค่ะ

ที่หนิงเล่ามาทั้งหมดนี้  ก็เพื่อสิ่งเดียวค่ะ  แค่อยากบอกว่า

เราต้องหันมาดูแลตัวเองกันให้มาก ๆ นะคะ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร  การออกกำลังกาย  ชีวิตความเป็นอยู่  การมองโลกในแง่ดี  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวการหลัก ๆ และสำคัญเลยล่ะที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะแค่โรคหัวใจเท่านั้นนะคะ

นี่แหละค่ะ  ที่หนิงบอกว่าไม่ได้ขู่  แต่ให้ระวัง  เพราะเวลาที่เราเป็นขึ้นมา  มักจะถามกันเกือบทุกรายแหละค่ะ  ว่าเป็นได้ยังไง

สุโข สปา การกลับมาของตำนาน

วันนี้ที่บริษัทฯ มีการจัดปฐมนิเทศขึ้น  หนิงเป็นผู้นึงที่เข้าไปอยู่ในพิธีของวันนี้ด้วย  ได้ยินเจ้าของสปา (คือโก้ชุ้น หรือคุณธัชพล  เทพบุตร และคุณหมออ้อยหรือคุณหมอนงธนัญ  เทพบุตร)  มาพูดถึงความคิดที่มาเปิดสปาว่า  ส่วนนึงอยากจะให้รู้จักวัฒนธรรมไทยกันมากขึ้น  เพราะเป็นสิ่งที่พวกเราคนไทยควรจะภูมิใจกับสิ่งที่เรามีมานานแล้ว 

คุณหมออ้อยได้ยกตัวอย่างถึง go green  ที่ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมกันในหลาย ๆ ประเทศ  เมื่อพบว่าโลกร้อนขึ้นนั้น  แต่อันที่จริงคนไทยได้ปฏิบัติกันมานานแล้ว  ซึ่งหนิงเองก็เพิ่งทราบข้อมูลบางอย่างในวันนี้เหมือนกันค่ะ  คุณหมออ้อยบอกกับพวกเราว่า 

  • สมัยก่อนคนไทยจะมีการบวชต้นไม้  (คือการเอาผ้าจีวรไปผูกรอบต้นไม้ไว้  เพื่อบอกว่าต้นนี้พระได้ขอบิณฑบาตรไว้แล้วห้ามตัด)
  • มีการปลูกต้นไม้ไว้รอบ ๆ บ้านซึ่งเป็นไม้ดอกบ้าง  ไม้หอมบ้าง  ส่วนไม้แดดก็จะได้แก่  พวกผลไม้ต่าง ๆ ตามฤดูกาลนั่นเอง

รวมไปถึงการแพทย์แผนไทย  ที่กำลังจะโดนต่างชาติเอาไปจดลิขสิทธิ์  ดังนั้นพี่ทั้งสองจึงคิดว่า  อยากจะเปิดกิจการอะไรขึ้นมาสักอย่างเพื่อเป็นการตอบแทนแผ่นดินไทย  และทำให้ชาวโลกได้รู้จักกับความเป็นไทยกันมากขึ้น  ซึ่งหนิงเองก็ทึ่งจริง ๆ กับความคิดของพี่เขา  เพราะเท่าที่เข้ามาในบริษัท สุโข สปา เนี่ย  หนิงก็ได้เปลี่ยนชีวิตตัวเองไปหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน  และรู้สึกภาคภูมิใจกับความเป็นไทยในตัวเองม๊าก มาก  เพราะคงไม่สามารถหาได้จากที่อื่นจริง ๆ  หนิงจะขอเล่าคร่าว ๆ นะคะว่าตอนนี้ที่ สุโข สปา นั่น  พี่ ๆ เขาได้สร้างอะไรขึ้นมาเพื่อให้ต่างชาติได้สัมผัสกับวัฒนธรรมไทย  หรือความเป็นไทย  ดังนี้

  • เมื่อลูกค้าเดินเข้ามา  จะมีการต้อนรับด้วยการไหว้แบบไทยแท้ ๆ
  • มีการตีฆ้องร้องป่าว  เพื่อเป็นการบอกว่ามีลูกค้ามาเยือน
  • มีการไหว้พระพิฆเนตร  เพื่อศักการพระพิฆเนตร
  • มีการลอยกระทง  เมื่อลูกค้าเริ่มเดินเข้ามายังทางขึ้นสุโข สปา  ซึ่งเป็นประเพณีของไทย  เพื่อขอขมาพระแม่คงคา
  • ปิดทองที่ประตูทางเข้า  เพื่อเป็นสิริมงคล  และแสดงว่าได้เข้ามาเยี่ยมเยียน สุโข สปา แล้ว
  • บริเวณต้อนรับ  ก็จะมีการแต่งตกแบบไทย ๆ หลายอยาง  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีการภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง  ซึ่งเป็นเรื่องของวรรณกรรมต่าง ๆ ของไทย  เช่น  ฤาษีดัดตน, เรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่ในไตรภูมิพระร่วง
  • มีการแต่งชุดแบบไทย ๆ เช่น  การนุ่งโจงกระเบน  ซึ่งที่นี่เขานุ่งจริง ๆ ไม่ได้ตัดแบบสำเร็จรูปเลยค่ะ
  • มีการพูดโดยใช้หางเสียงว่า “เจ้าค่ะ” , “ขอรับ”
  • มีการขายอาหารแบบไทย ๆ ไม่ได้เน้นอาหารต่างชาติเลย  โดยเฉพาะการใช้สมุนไพรไทยมาเป็นอาหาร  เพราะเขามีการปลูกสวนสมุนไพรไปให้ลูกค้าเดินเก็บกันเองด้วยนะคะ

จริง ๆ แล้ว  ยังมีอีกหลายอย่างเลยค่ะ  แต่คงเล่าได้ไม่หมดในครั้งนี้แน่  เอาเป็นว่าหนิงจะค่อย ๆ ทยอยมาเล่าเรื่อย ๆ ดีกว่านะคะ  สัญญาค่ะ

“สมุนไพร” กับ “การอยู่ไฟ”

หนิงเข้ามาเขียนหัวข้อนี้หลายครั้งแล้ว  แต่เขียนได้เฉพาะหัวข้อจริง ๆ วันนี้หวังว่าคงจะได้ฤกษ์งามยามดีแล้วจริง ๆ นะคะ

สำหรับเรื่องของการอยู่ไฟ  คงจะปฏิเสธกันไม่ได้หรอกนะคะว่า  “สมุนไพร” เป็นส่วนประกอบหลักอีกหนึ่งอย่างนอกจากการบริการของพนักงาน  ดังนั้น  เราต้องเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพรให้ถูกต้องด้วยนะคะ  เพราะหลาย ๆ คนเคยมาสอบถามกับหนิงเหมือนกันค่ะในเรื่องนี้ 

เริ่มเข้าเรื่องเลยนะคะ  ด้วยคำถามแรกก่อน

“สมุนไพรสด  ดีกว่าสมุนไพรแห้ง  จริงหรือเปล่าค่ะ”

สำหรับคำถามนี้  หนิงตอบได้เลยค่ะว่าจริง  แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีคำถามต่ออีกนะคะว่า  ถ้าเป็นสมุนไพรสด  คุณสามารถเสาะหาสมุนไพรที่จะต้องใช้ได้ครบถ้วนทุกครั้งหรือเปล่า  หากไม่สามารถหาได้ครบ  หนิงก็ต้องขอเปลี่ยนคำตอบเป็นไม่จริงแล้วล่ะ  เพราะความครบถ้วนของสมุนไพรต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก  เนื่องจากตัวยาต่าง ๆ มีความสำคัญในการทำ “อยู่ไฟ” เพราะผลสูงสุดในการให้บริการก็คือการได้รับตัวยาครบถ้วนตามสูตรที่ควรจะเป็น  แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นสมุนไพรแห้งที่ใช้ก็ควรอยู่ในสภาพที่ดี  หมายถึงมีการคัดเลือก  และทำความสะอาดตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นด้วยนะคะ

คำถามอีกหนึ่งคำถามที่มักจะถามกันบ่อย ๆ ก็คือ

“สมุนไพรแห้งไม่ดี  เพราะมีปัญหาเรื่องการขึ้นรานะ”

สำหรับคำถามนี้หนิงมองว่า  ถ้าผู้ที่ใช้สมุนไพรมีจรรยาบรรณเพียงพอ  และเป็นผู้รู้  โดยปกติแล้วจะมีกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกตัวยาอยู่แล้วว่าถ้าต้องการเก็บตัวยา  จะต้องเก็บในช่วงไหน  ไม่ว่าทั้งสดหรือแห้งก็ต้องปฏิบัติเหมือนกัน  ส่วนเรื่องการทำความสะอาดก็เช่นกันก็มีหลักในการปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่  ดังนั้นในเรื่องของการนำสมุนไพรมาใช้ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรสดหรือแห้งก็ตาม  ก็อาจจะมีผลเสียได้ทั้งสองอย่าง  หากผู้ที่ใช้ไม่มีความรู้, ไม่มีจรรยาบรรณ  และไม่ซื่อสัตย์กับผู้บริโภคค่ะ

หนิงขอยกตัวอย่างนะคะ  มีเพื่อนอยู่คนนึงไปใช้บริการที่สถานที่ให้บริการแห่งหนึ่งโดยไปใช้บริการนวดประคบ  ปรากฎว่าหลังทำประคบเสร็จมีผื่นขึ้น  ก็เลยโทรมาถามหนิง  หนิงก็ตอบกลับไปว่า  สาเหตุของการเกิดผื่นขึ้นนั้นน่าจะเกิดจาก 2-3 สาเหตุ  คือ 

  • สาเหตุแรกอาจจะเกิดจากการใช้ลูกประคบกับลูกค้าหลายคน  (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรทำนะคะ  เพราะว่าการใช้ลูกประคบถือเป็นของใช้ส่วนตัว  เพราะมีการสัมผัสผิวโดยตรง  หากจำเป็นต้องใช้กับหลายคนจริงก็ควรจะต้องมีการเปลี่ยนผ้าที่นำมาหุ้มต่อคนด้วยนะคะ) 
  • ส่วนสาเหตุที่สองที่หนิงคิดออกก็น่าจะเกิดจากการเก็บสมุนไพรไม่ดีทำให้ขึ้นรา  เพราะไม่ใช่ว่าสมุนไพรแห้งเท่านั้นนะคะที่จะขึ้นราได้  แต่สมุนไพรสดโดยเฉพาะสมุนไพรที่จะต้องมีการเก็บไว้ใช้ต่อเช่นลูกประคบก็ต้องมีการเก็บที่ดีเพียงพอนะคะ  ไม่งั้นก็ขึ้นราได้เช่นกัน  โดยทั่วไปแล้วเราจะเก็บลูกประคบไว้ในถุงพลาสติกแล้วจึงนำไปแช่ในตู้เย็น  (แต่ก็ต้องระวังอยู่ดีค่ะ เพราะขอบอกว่ากลิ่นแรงมาก  ทางที่ดีควรเก็บในกล่องพลาสติกอีกชั้นจะดีกว่า  ไม่งั้นก็ควรที่จะผูกให้แน่นหนาจริง ๆ เพราะว่ากลิ่นแรงชนิดที่เราดื่มน้ำในขวดที่แช่ไว้ในตู้เย็นตู้เดียวกันยังได้กลิ่นเลยล่ะ

มาถึงตอนนี้  ทุกท่านคงจะเริ่มเกิดอาการสงสัยแล้วใช่ไห๊มค่ะว่า 

“งั้นจะดูสมุนไพรยังไงล่ะ ยากจัง  แล้วมีที่ไหนแนะนำบ้างค่ะ  หรือมีที่ไหนที่ไม่แนะนำบ้างล่ะ”

ขอบอกว่าจริง ๆ ก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะคะ  เพียงแค่เราต้องรักษาสิทธิ์ความเป็นผู้บริโภคของเราให้มากที่สุดเท่านั้นเองค่ะ  เพราะเราจ่ายเงินไปแล้วนี่ค่ะ (จริงไห๊ม)  ดังนั้นการที่เราจะให้บริการที่ไหนก็ตามเราสามารถสอบถามเรื่องของสมุนไพร  และขอดูสมุนไพรที่เขาใช้ก่อนยังได้เลยนะคะ  ส่วนเรื่องที่ไหนเป็นยังไงหนิงคงให้คำตอบลำบาก  เพราะที่หนิงรู้ดีที่สุดก็คือที่ สุโข สปา อคาเดมี่ เท่านั้น  เพราะทำงานอยู่ที่นั่นนี่ค่ะ  เพราะเท่าที่ทราบมาทางบริษัทฯ จะเลือกใช้สมุนไพรที่เป็นออแกนิคด้วย (สมุนไพรออแกนิคก็คือ สมุนไพรที่ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกเลย  จริง ๆ แล้วแม้กระทั่งดินที่ก่อนจะปลูกก็จะต้องมีการเว้นระยะจากการใช้สารเคมีมาอย่างน้อย 3 หรือ 5 ปีนี่แหละค่ะ  หนิงจำไม่ค่อยได้)  แถมวิธีการอบเพื่อให้ได้สมุนไพรแห้งก็พิเศษพิสดารอีก  เพราะที่บริษัทฯ เขาเลือกใช้สมุนไพรที่ผ่านการอบแบบที่แห้งเฉพาะภายนอก  แต่ถ้าทำการฉีกออก  ภายในยังสดอยู่หรือไม่งั้นก็เอาไปพรมน้ำความสดของสมุนไพรก็จะเพิ่มขึ้นมาให้เห็นเลย  ไม่ได้เอามาตากแห้งเหมือนสมัยก่อน  ซึ่งวิธีอบแห้งแบบนี้จะทำให้คุณสมภาพของสมุนไพรยังอยู่ครบถ้วนใกล้เคียงกับของสดเลยล่ะ   นอกจากนั้นวิธีการจัดเก็บก็พิถีพิถันเพราะเขาจะบรรจุอยู่ในถุงสูญญากาศหมด  ไม่ว่าจะเป็นลูกประคบ  สมุนไพรสำหรับอบ  สมุนไพรสำหรับแช่  เห็นไห๊มค่ะความแตกต่าง  จริง ๆ มีรายละเอียดเยอะมาก  อ้อ! ยังมีอีกนะคะ  เพราะว่าสูตรในแต่ละตำรับที่ใช้  เขาใส่ตัวยามากกว่าที่แจ้งไว้อีกค่ะ (เอ! ไม่รู้ว่าเอาความลับของบริษัทฯ มาเปิดเผยมากไปป่าวเนี๊ย)

ก็เท่าที่สาธยายมาทั้งหมดเนี๊ย  เพียงแค่อยากจะบอกว่าบ้างครั้งเราไม่สามารถที่จะสอบถามเพียงแค่ราคา  หรือว่าจากคำพูดของผู้ขายได้ทั้งหมด  เพราะรายละเอียดที่เราต้องพิจารณามันมีมากกว่าสิ่งที่เรารู้ขึ้นพื้นฐานเยอะมาก  ดังนั้นหนิงคิดว่าการที่บางครั้งเรายอมจ่ายแพงกว่า  แต่มันมีความคุ้มค่า  มันน่าจะดีกว่าที่เราใช้บริการกับที่ราคาถูกแต่เราได้รับของแถมที่ไม่ต้องการนะคะ  เพราะเรื่องความสะอาดในการบริการก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับการ “อยู่ไฟ” เหมือนกันนะจ๊ะ

ท้ายนี้ขอบอกว่า  สิ่งที่หนิงนำมาเผยแพร่นั้น  หนิงไม่ได้ต้องการโจมตีใครหรือต้องการขายให้กับทาง สุโข สปา อคาเดมี่  แต่สิ่งที่แจงมาทั้งหมดก็เพื่อให้เหล่าผู้บริโภคทั้งหลาย  ได้รับรู้ถึงรายละเอียดในการเลือกให้มากขึ้นเท่านั้น  เพราะบางครั้งสิ่งที่บอกมาเหล่านี้แม้แต่ผู้ให้บริการบางท่านก็ยังไม่ทราบข้อมูลเลย  เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ดีอยู่แล้วจึงไม่ได้ระมัดระวังให้เพียงพอ  เขาไม่ได้ทำผิดนะคะเพียงแต่ยังรู้ไม่หมดเท่านั้นเองค่ะ

“อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ”

หนิงเคยกล่าวถึงคำว่า “อยู่อย่างสง่า  ตายอย่างสงบ” ใน About my blog ไว้  วันนี้หนิงเลยมาขออธิบายว่า  ทำไมถึงคิดแบบนั้น  คิดแล้วทำยังไงด้วยเจ้าค่ะ  (อุ้ย  พอดีช่วงนี้ทางสุโข สปา กำลังรณรงค์เรื่องของวัฒนธรรมไทย  ก็เลยติดใช้คำว่าเจ้าค่ะมาด้วย) 

ว่าแล้วเราก็มาดูกันนะเจ้าค่ะ  การ “อยู่อย่างสง่า”  ก็คือ  การที่เราอยู่แบบที่มีสุขภาพกายและจิตที่แข็งแรง  สมบูรณ์  ไม่อมทุกข์อมโรคนั่นเองค่ะ  ส่วน “ตายอย่างสงบ”  ก็คือ  คนเราทุกคนต้องตายกันทั้งนั้น  (คงไม่มีใครเถียงนะเจ้าค่ะ)  แต่ก่อนตายต่างหากที่แตกต่างกัน ว่าใครจะทรมานก่อนตาย  หรือตายแบบสงบ  เรามาดูกันต่อนะคะเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ “อยู่อย่างสง่า  ตายอย่างสงบ” เขาทำกันเยี่ยงไรเจ้าค่ะ

อันดับแรก  ต้องมีสุขภาพกายที่แข็งแรง  สมบูรณ์

  • การทานอาหาร  ควรทานอาหารที่ดีมีประโยชน์  หลีกเลี่ยงสารเคมีต่าง ๆ ในอาหาร  ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง  สารแต่งรส  แต่งกลิ่น  หรือแม้แต่สารกันบูด  ควรทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่  ต้องเป็นอาหารที่สด  เพื่อให้มีความครบถ้วนของสารอาหาร  และต้องสะอาด  อีกอย่างนะคะจะต้องทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ
  • การออกกำลังกาย  เราควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที  สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง  ถ้าเป็นไปได้ออกกำลังกายทุกวันก็จะดีมากค่ะ  เราต้องยอมเสียสละเวลากันหน่อยนะคะเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงเจ้าค่ะ 
  • การพักผ่อนนอนหลับ  ทุกวันควรหลับให้สนิท  วันละ 6-8 ชั่วโมง  คือไม่ควรนอนน้อยกว่านี้หรือมากกว่านี้นะคะ  เพราะนอนน้อยกว่านี้เราก็รู้สึกเหมือนยังเพลีย ๆ อยู่  ส่วนถ้านอนมากเกินไปก็อาจจะทำให้รู้สึกขี้เกียจ  หรือซึม ๆ บ้าง
  • การดื่มน้ำ  เราต้องดื่มน้ำวันละไม่น้อยกว่า 8 แก้วต่อวัน  ควรเป็นน้ำที่สะอาด  ไม่มีรส  ไม่มีกลิ่น  สีใส  ไม่มีตะกอน
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ชา  กาแฟ (สำหรับชา กาแฟ  อาจจะดื่มได้บ้าง  แต่ทางที่ดีไม่ควรเกินวันละ 1 แก้วนะคะ)
  • ต้องขับถ่ายทุกวัน  อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งในตอนเช้า

ดูแลสุขภาพจิตให้ดี

  • สวดมนต์ทุกวันก่อนนอน
  • นั่งสมาธิบ้าง  เพื่อให้เกิดสติ  และปัญญา  เป็นคนอารมณ์เย็น  สุขุม  สมองก็จะปลอดโปร่ง
  • ปรับมุมมองตัวเอง  ให้คิดบวก  เพราะการที่เราคิดแต่เรื่องดี ๆ เราเองจะไม่เป็นทุกข์  เลยมีคำกล่าวที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ก็เพราะหากเราไม่สบายใจ  เราเครียด  อาการทางกายก็จะตามมายังไงล่ะคะ

มีการดำเนินชีวิตที่ดี

  • ถือศีล 5
  • เลือกอาชีพที่สุจริต  แต่ทั้งนี้ก็ควรเป็นอาชีพที่เราเองถนัด  และชอบ  เพราะจะทำให้เรามีความสุขกับการทำงาน
  • เลือกอยู่ในสังคมที่ดี

เป็นยังไงบ้างค่ะ  ไม่ใช่ยากเลยกับการที่เราจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติ  ถ้าเทียบกับการที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการเจ็บไข้ได้ป่วย  ต้องไม่เสียเงินรักษา  มันดีกว่ากันเยอะ  เพราะทุก ๆ วันของเราก็จะมีความสุขไปด้วยนะเจ้าค่ะ

ผลของ AHA

ขอท้าวความไปเมื่อหลายปีก่อนโน้น  หนิงเคยได้ยินโฆษณาเกี่ยวกับ AHA เยอะแยะมากมาย  ทำให้อยากลองบ้าง  ก็ตัดสินใจไปใช้บริการที่คลีนิคชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต  (ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อนะคะ  เกรงใจเขา  เดี๋ยวเขาจะทำธุรกิจไม่ได้ค่ะ)

หนิงไปใช้บริการตามที่คุณหมอนัดทุกครั้ง  เพราะเราตั้งใจจริง  ใช้เวลาหลายเดือน  ก็หมดไปหลายตังค์เหมือนกันค่ะ

แรก ๆ ที่ไปหมอให้ใช้ AHA ความเข้มข้นไม่สูงนัก  แต่ก็รู้สึกคัน ๆ นิด ๆ ที่หน้า  ตอนที่เขาทาทิ้งไว้  แต่ก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองดูขาวใสขึ้นนะคะในช่วงนั้น

แต่หลังจากที่ใช้บริการเป็นประจำอยู่หลายเดือน  ความเข้มข้นของ AHA ก็ถูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาเอามาทาหน้า  เรารู้สึกแสบหน้ามาก ๆ ในช่วงนั้นเรารู้สึกว่าหน้าตัวเองจากที่เป็นคนหน้าแห้ง  หน้ากลับมันมาก  และก็แดงง่าย  เจอแดดนิดนึงก็แดงแล้ว 

พอได้มาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของผิวหน้าที่กรุงเทพฯ ได้ตรวจสภาพผิวหน้าตัวเอง  แทบ ช็อกค่ะ 😯

เพราะผลที่ออกมาคือ  หน้าเราแทบจะไม่มีเส้นใยตาข่ายเหลืออยู่เลย  ในขณะที่ใต้ท้องแขนสมบูรณ์ดีมาก  นั่นแหละค่ะ  คือสาเหตุ  เพราะเจ้า AHA เป็นกรด  การที่เราใช้ทุกวัน ๆ และไปทำกับที่คลีนิคอาทิตย์ละครั้ง ก็คล้าย ๆ กับการลอกหน้าไงค่ะ  เมื่อชั้นผิวถูกทำลายไป  ความสมดุลของผิวก็เลยเสียไป  ทำให้การควบคุมความมันบนใบหน้าไม่สามารถที่จะควบคุมได้ หน้าก็เลยมันง่าย  และหน้าเราเมื่อถูกลอกไปมันก็จะบางลง  ทำให้เวลาโดนแดดหน้าก็เกิดอาการแดงง่าย

ยังโชคดีนะคะ  ที่รู้ตัวก่อน  เลยกลับลำได้ทัน  หลังจากนั้นก็เลิกใช้  แล้วมาดูแลตัวเองใหม่  โดยวิธีที่ไม่ใช้สารเคมีอีกเลย  เพราะประสบการณ์ครั้งนั้นสอนหนิงอย่างมาก  ไม่งั้นหน้าคงพังไปแล้ว  เพราะเท่าที่ศึกษามา  หากหน้าเรามีอาการแดงง่ายยังงั้น  มันเป็นอาการเบื้องต้นที่จะบ่งบอกว่า  เรามีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย  ที่นี้ถ้าเราเป็นแค่ฝ้าแดดก็ยังพอทน  เพราะยังพอทำให้จางได้  แต่สำหรับคนที่ชั้นผิวถูกทำลายขนาดนั้น  อาจจะทำให้เกิดฝ้าในชั้นลึก  ซึ่งเขาจะเรียกกันว่า “ฝ้าเคมี”  เราจะไม่สามารถจัดการใด ๆ กับฝ้าอันนี้ได้อีก  เลยถือว่ายังโชคดีไงค่ะ  อิอิ 😉

ยาลดความอ้วน

หนิงได้อ่านหนังสือ “หมอปากหมา” รู้สึกชอบมากค่ะ  วันนี้เลยขอนำเรื่องในเล่ม ตอนไม่เอายาได้ไหมครับ หมอ? เรื่องยาลดความอ้วนมาฝากนะคะ  (หลังจากนี้เป็นบทความที่คุณหมอเขียนทั้งหมดนะคะ)

ความอ้วน  เป็นเรื่องที่คนส่วนมากไม่ต้องการ  โดยเฉพาะผู้ที่รักสวยรักงาม  จึงมีการสรรหาวิธีและยาต่าง ๆ มาลดความอ้วน  มีสถานบริการมากมายที่โฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องลดความอ้วน  และมีผู้ไปใช้บริการกันมาก  บ้างก็ได้ผล  บ้างก็โดนหลอก หลอกให้เสียเงินยังไม่เท่าใด  แต่บางรายอาจะต้องเสียสุขภาพและเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและระยะยาว  บางแห่งโฆษณาเสียจนเกินจริงดังข้อความต่อไปนี้ 

“ผอมลงได้โดยไม่ต้องใช้ยา  ไม่ต้องออกกำลังกาย  ไม่ต้องอดอาหารและสามารถทานอาหารได้ตามต้องการทุกอย่าง” 

ฟังดูก็รู้ว่าโม้  เพราะความอ้วนเกิดจากการสะสมของไขมัน  ซึ่งแสดงว่ากินเข้าไปมากกว่าที่ใช้พลังงานไม่ใช่พองลมแต่เป็นเนื้อทั้งนั้น  หลักการลดความอ้วนที่ถูกต้องคือกินให้น้อยกว่าที่ใช้  แต่การโฆษณาเช่นนั้นก็เพราะจับนิสัยคนส่วนใหญ่ได้ว่าทำไม่ได้  จึงเสนอวิธีการแปลก ๆ ที่ฝืนธรรมชาติ  และเป็นราคาคุยมากกว่าจะเป็นผล

ในสถานบริการโดยเฉพาะคลีนิคลดความอ้วน  จะมีวิธีการใช้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยผอมลง  แต่ผู้ป่วยจะไม่รู้เลยว่าเหตุใดเมื่อใช้ยาแล้วจึงผอม  และจะผอมไปนานเท่าใด  มีอันตรายอะไร  ซ้ำร้ายบางคนหลงเข้าใจผิดว่าเหตุที่ผอมลงเพราะยาไปละลายไขมันได้เหมือนใช้สบู่ล้างจาน  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงละก็ยานั้นคงต้องห้ามใช้  เพราะไขมันที่ละลายจะเข้าสู่เส้นเลือดก่อนเป็นอันดับแรก  ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหามากมาย  และอาจย้ายที่มาสู่ตับเป็นอันตรายต่อตับเป็นอันดับต่อไป

ยาลดความอ้วนโดยเฉพาะก็คือ  ยาที่บังคับให้ไม่อยากกินอาหาร  มีผลต่อสมองโดยตรง  มิใช่เกิดจากการเปลี่ยนนิสัยหรือสร้างความตั้งใจให้ลดการกินอาหาร  ดังนั้นเมื่อหยุดใช้ยาจะย่งอยากอาหารและกินมากไปกว่าเดิม  เหมือนที่เรียกว่า “ตายอดตายอยาก”  เพราะศูนย์อยากอาหารในสมองที่ถูกยากดไว้เมื่อเลิกใช้ยามันอาจจะเด้งกลับแรงกว่าเก่า  นอกจากนี้ได้มีการยกเลิกการใช้ยาลดความอ้วนไปหลายขนานเพราะพบว่ามีอันตราย  โดยเฉพาะต่อเส้นเลือดและหัวใจ  แต่กว่าจะรู้ก็ใช้กันมาหลายสิบปี

นอกจากยาลดความอยากอาหาร  หมอบางคนยังใช้ยาอื่น ๆ เสริมเพื่อให้เห็นผลในการดลความอ้วนเร็วขึ้น  เข่น ยาขับปัสสาวะ  ซึ่งจะมีฤทธิ์ข้างเคียงคืออ่อนเพลีย  เป็นตะคริวบ่อย  และหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่งหรือยืน  หรือยาฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว  ใจสั่น  มือสั่น  ตื่นเต้นตกใจง่าย  นอนไม่หลับ  หรือยาระบายซึ่งจะทำให้ท้องเสีย  ปวดท้อง  และยานอนหลับ  เพื่อกดประสาทให้ลดความอยากอาหาร  ลดอาการกระวนกระวาย  ลดอาการข้างเคียงของยาอื่น ๆ เช่น ใจสั่น  มือสั่น  เป็นต้น

การใช้ยาลดความอยากอาหาร  ไม่ว่าจะใช้อย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ จัดเป็นวิธีการที่ฝืนธรรมชาติ  ได้ผลชั่วคราวและแฝงอันตรายไว้มาก  ควรพิจารณาให้ดีว่าคุ้มหรือไม่  เพราะถ้าใช้วิธีธรรมชาติจะได้ผลดี  และมักจะได้ผลถาวร  เพียงแต่ต้องเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิตบ้าง

เห็นไหมค่ะ  ที่หนิงเคยรู้มาก็ประมาณนี้แหละค่ะ  แต่นี้เขาเป็นหมอมาเขียนให้เราอ่านเองเลย  เพราะฉะนั้นจงใช้วิจารญาณให้มากนะคะในการไปหาหมอบางประเภท  เราสามารถลดได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วยนะคะ  ซึ่งหนิงก็เคยเอามานำเสนอในช่วงก่อนหน้านี้แล้วนะคะ ;