ดีที่….ยอมนิ่ง

เรื่องบางเรื่องมันต้องใช้เวลานะหนิง เชื่อเถอะว่า วันนึงสิ่งที่เราตั้งใจและยืนหยัด มันจะทำให้เขาเห็นกันเอง เราต้องหนักแน่นในสิ่งที่เราคิดและตั้งใจนะ

Healthy Ning, Yoga Phuket โยคะครูหนิง

นี่เป็นคำพูดของทั้งครู สามี และเพื่อนสนิทได้เตือนสติหนิงไว้ในวันที่เรามีปัญหา หนิงอาจจะจำทุกคำที่ทุกคนบอกมาได้ไม่หมดทุกคำพูด แต่สิ่งที่เขียนไว้ตอนต้นนั้นเป็นเนื้อหาบางส่วนที่มันทำให้หนิงกลับไปคิดทบทวนตัวเอง

มันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะคะ ว่าสิ่งที่หนิงทำอยู่ทุกวันนี้ ที่บอกกับทุก ๆ คนว่า

“ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ”

หนิงก็ยังคงต้องกินต้องใช้ ยังจำเป็นที่ต้องมีรายได้ประมาณนึงเพื่อดูแลรับผิดชอบกับหลาย ๆ อย่าง หนิงยังคงมีหนี้สินก้อนใหญ่ที่เป็นภาระหนักอึ้ง ยังคงต้องเสียค่าประกันชีวิต ยังคงต้องจ่ายเงินเดือนให้กับแม่บ้าน และอีกหลาย ๆ สิ่งที่ต้องทำ เพราะมันคือ “หน้าที่” เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้หนิงเองเคยเข้าขั้น “จิตตก” เพราะเมื่อถึงวันนึง สตูดิโอโยคะเริ่มเปิดขึ้นมากมาย จนเกือบเรียกได้ว่า “เป็นดอกเห็ด” ทำให้ผู้ฝึกกับหนิงหลายคนเปลี่ยนที่ฝึก เนื่องจากความสะดวกในการเดินทาง และความชอบที่แตกต่างกันไป ยอมรับว่าช่วงนั้น เริ่มมีความเครียดและเกิดความลังเลขึ้นบ้าง ว่าเราจะเปลี่ยนแนวคิดตัวเองทำแบบเอาใจตลาดดีไม๊  5555

ว่าแล้วก็ จะเอาไงดีกับชีวิตดีเนี่ย ขอปรึกษากับครูผู้มีประสบการณ์ กับสามี และเพื่อนสนิทก่อนดีกว่าเผื่อให้ข้อคิดอะไรดี ๆ  และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทุกคนให้ข้อคิดอะไรต่าง ๆ มากมาย สรุปคือ “เวลา” จะเป็นตัวบ่งบอกอะไรหลาย ๆ อย่างเอง อย่าเพิ่งไปตื่นตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงเพราะแนวทางที่เราเลือกมันเป็นแนวที่สุดท้ายแล้วมันเลี่ยงไม่ได้เลย กับการฝึกแบบถนอมร่างกาย

หลังจากที่ได้ปรึกษาไปแล้ว หนิงก็มาคิดทบทวนกับความคิดตัวเอง เริ่มตั้งหลักใหม่ ถามตัวเองว่า “สรุปแล้วตอนนี้เราจะยังยึดในหลักการหรือจะปรับตัวไปตามสถานการณ์เพื่อหารายได้” คำตอบตัวเองมันผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนว่า “เราต้องยึดในหลักการสิ” ถ้ารู้อยู่แล้วว่าการที่เราเปลี่ยนตัวเอง ต้องเปลี่ยนแนวการสอน ถ้าต้องทำจริง เราจะทำได้เหรอเพราะมันค้านกับความคิดความรู้สึกของเราโดยสิ้นเชิง และตอนนี้เราจะทำทุกอย่างเพื่อนเงินแล้วเหรอเนี่ย มันไม่ใช่นะ แล้วเราขัดสนเขนาดนั้นเลยเหรอ ก็ไม่ใช่อีก เหตุผลมันก็ตอบตัวมันเองแล้วอ่ะนะ คงต้องรอ “เวลา” สินะ

สุดท้ายไม่นาน ก็เกือบปีกับความรู้สึกนั้น หนิงก็ได้รับรู้ถึงคำที่ทุกคนบอกแล้ว มันไม่นานด้วยซ้ำ กับเวลาที่รอคอย ยังมีอีกหลายคนที่ยังต้องการการสอนแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกดีนะคะ ที่เราได้ยินเสียงคนที่มีปัญหาร่างกาย บอกว่ามาฝึกแล้วดีขึ้น บอกว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ว่าสอนแบบนี้ไม่งั้นมาเรียนนานแล้ว และอีกมากมาย ผู้ฝึกถึงไม่ได้เยอะมากมายแต่ก็ใช่ว่าน้อย การที่เราได้ทำ “ตามฝัน” ได้ทำใน “สิ่งที่รัก” มันคงหาไม่ได้อีกแล้ว

หลังจากนี้ไป ไม่ว่าพายุจะกระหนำแค่ไหน ผู้หญิงชื่อ “หนิง” คนนี้จะแน่วแน่กับความคิดที่ได้ “เลือก” แล้วต่อไป และยืนหยัดที่จะ “ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ” ดีนะ … ที่ยอมนิ่ง อิอิ

Advertisements

ขั้นบันไดของการฝึกโยคะ

จำได้ว่าเหมือนตัวเองเคยเขียนเรื่องนี้แล้ว แต่หาไม่เจอ หาหลายรอบละ ว่าแล้วก็เรียบเรียงใหม่ละกัน อาจไม่เหมือนเดิม แต่คิดว่าแนวทางคงใกล้กัน อิอิ

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

สำหรับตัวหนิงเองนะคะ หนิงขอแบ่งลำดับขั้นของการฝึกโยคะคร่าว ๆ ดังนี้ค่ะ

ขั้นแรก  เป็นขั้นที่เรียกว่า “การทดลอง การเข้าหา” จากคนที่ยังไม่เคยได้ฝึก ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโยคะ ก็เริ่มเข้ามาลองว่าเมื่อสัมผัสแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ลองโน่นลองนี่ไปเรื่อยเปื่อยตามประสาเด็กอยากรู้อยากเห็น

ขั้นถัดมา  เป็นขั้นที่เรียกว่า “ช่วงของการคลั่งไคล้ หลงไหล” จากที่ได้ทดลอง เข้าหา เรียนรู้ ก็เริ่มที่จะจริงจังมากขึ้น อยากลองสิ่งใหม่ ๆ อยากลองท่ายาก มองว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย เรียกว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ติดยากันเลยทีเดียว อิอิ

ขั้นต่อไปเป็นช่วงสำคัญมาก ๆ เป็นขั้นที่หนิงเรียกว่า “จุดเปลี่ยน” หลังจากที่ได้ลึกซึ้งกับอาสนะมาในระดับนึง เริ่มเรียนรู้ทฤษฎีมากขึ้น ได้พูดคุยกับผู้รู้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครู หรืออ่านจากตำราต่าง ๆ ทำให้มุมมองในการฝึกโยคะเริ่มเปลี่ยนไป หรือบางทีก็อาจจะถึงขั้นเริ่มบาดเจ็บก็เป็นไปได้ ที่จะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนนี้

ขั้นสุดท้าย เป็นขั้นที่หนิงเรียกว่า “ขั้นเข้าถึงแก่นของโยคะ” สำหรับหนิงตอนนี้ หนิงมองว่า แก่นของการฝึกโยคะคือการฝึกทั้งกายและใจ เราฝึกอาสนะเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เราฝึกใจเพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง ซึ่งหากเรามีกายและใจที่ดี  เราก็จะสามารถสร้างความสุข เป็นที่พึ่งพิง พักพิง ให้กับคนใกล้ตัวได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดทั้งมวล หนิงแบ่งจากความเข้าใจและความคิดของตัวเองล้วน ๆ ซึ่งแต่ละคนจะอยู่ในขั้นไหนเป็นเวลาเท่าไหร่คงไม่สามารถบอกได้ เพราะมันเป็นความพึงพอใจของแต่ละคน และสิ่งที่หนิงแบ่งขั้นนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าจะดีหรือไม่ดี หรืออยู่ขั้นไหนดีที่สุด เพียงแค่เป็นสิ่งที่หนิงมองเห็น ณ เวลานี้เท่านั้น

นมัสเต

No Pain, No Yoga

วันนี้หนิงมาเสนอคำว่า “No Pain, No Yoga” ค่ะ หลายคนอาจจะงง เพราะเคยได้ยินแต่คำว่า “No Pain, No Gain” ซึ่งแปลว่า ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้ หรือประมาณว่า ไม่เจ็บก็ไม่จำ 55555

จริง ๆ No pain, No gain ก็พอใช้ได้กับโยคะเหมือนกันนะคะ อิอิ

แต่ที่เอาคำว่า “No pain, No yoga” มาก็เพราะว่า มีหลายคนนะคะที่หลังจากมาฝึกโยคะมักจะถามบ้าง บ่นบ้าง ว่า ทำไมปวดตรงนี้จัง เมื่อไหร่จะหายเนี่ย ถือว่าปกติป่าว คริคริ ก็คงอาการคล้าย ๆ กันนั่นแหละ กับตอนนี้หนิงฝึกแรก ๆ ทั้งหนิงเองทั้งเพื่อน ๆ ก็ถามครูคล้าย ๆ กัน ก็มีครูบางท่านตอบกลับมาว่า

No Pain, No Yoga

พร้อมกับหันมายิ้มกับพวกเราเล็ก ๆ ณ ตอนนี้หนิงก็คงอยู่ในฐานะเดียวกะครูตอนนั้นเหมือนกันนะ เข้าใจอารมณ์ครูตอนนั้นที่ตอบเราเลยค่ะ

DSC_2904

หลายคนอาจจะคาดหวังว่า การฝึกโยคะ จะช่วยให้ตัวเบาสบายหลังจากฝึกเสร็จ ตอนฝึกก็คิดว่าไม่หนักไม่หนาอะไร แค่ยืด ๆ เหยียด ๆ แต่คุณ ๆ ขามันไม่ใช่การทำสปานะจ๊ะ คริคริ ที่จะรู้สึกสบายได้ขนาดนั้น จริง ๆ แล้วก็ฝึกโยคะก็คล้าย ๆ กับการทำกายภาพด้วยตัวเอง เป็นได้ทั้งการรักษาและการป้องกันเลยทีเดียว จริง ๆ นะ

การฝึกโยคะนั้น ช่วงต้น ๆ ที่ฝึกจะเมื่อยมาก เมื่อยน้อยนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็ต้องเมื่อยมากอยู่แล้ว ส่วนถ้าเป็นคนออกกำลังกายอยู่บ้างก็อาจจะเมื่อยน้อยหน่อย แต่เท่าที่ผ่านมาแทบยังไม่มีใครที่ไม่มีอาการ อิอิ แต่พอฝึกไปสักระยะบางคนอาจจะมีอาการปวดโน้น นี่ นั่น บ้าง ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอีก เพราะการฝึกโยคะจากประสบการณ์ส่วนตัวหนิงว่าเป็นเครื่องมือในการตรวจเช็คร่างกายได้อย่างดีเลยว่าเรามีส่วนไหนที่ไม่ปกติบ้าง หลังจากที่ร่างกายบอกแล้ว หลังจากนั้นการฝึกโยคะต่อไปก็จะไปรักษาอาการที่บริเวณนั้น ส่วนระยะเวลาในการทำงานก็คงแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ละอาการ การเจ็บในส่วนนี้คนละแบบกับการบาดเจ็บนะคะ หากเราฝึกโยคะแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป ฟังเสียงร่างกายตัวเอง และเสียงครู รับรองค่ะการบาดเจ็บไม่เกิดขึ้นแน่นอนค่ะ

หลังจากที่เริ่มมาเป็นสาวกโยคะ ร่างกายของหนิงดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก่อนที่จะมีร่างกายที่เป็นแบบปัจจุบัน หนิงบอกได้เลยนะคะ หนิงผ่านการเจ็บ การปวดหลังจากฝึกมาคิดว่าน่าจะเกือบทุกส่วนที่เป็นข้อต่อของร่างกาย ทำให้เข้าใจคนที่บอกว่าเจ็บว่าเป็นอย่างไร ที่หนิงคิดว่าหนิงเองเป็นคนที่มีความอดทนสูง และมีความพยายามเป็นเลิศ ทำให้หนิงไม่เคยคิดที่จะหยุดฝึกโยคะ เพราะหนิงรู้ถึงประโยชน์ของโยคะดี จนกระทั่งวันนี้หนิงรู้สึกว่าคุ้มค่ามากกับสิ่งที่หนิงอดทน ไม่ท้อแท้กับการฝึกตั้งแต่ต้น….

ทุกวันนี้ การใช้ร่างกายในชีวิตประจำวันของหนิงดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมากค่ะ เคยขึ้นบันไดได้แค่ 2 ชั้นก็เดินแทบไม่ไหว นั่งดูนั่งครึ่งเรื่องก็ปวดเข่าแทบแย่ ตื่นนอนตอนเช้าก็ไม่ปวดหลังแล้ว ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล สุขภาพอื่น ๆ ก็แข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด นี่แหละค่ะ “No Pain, No Yoga”

เสื้อผ้าโยคะ

ช่วงหลัง ๆ มักจะได้ยินการสอบถามบ่อย ๆ เวลาจะมีนักเรียนใหม่มาเริ่มต้นฝึกโยคะว่า ครูค่ะ แล้วต้องแต่งตัวยังไงค่ะ จริง ๆ แล้วหนิงว่าเกือบทุกที่น่าจะไม่มีข้อกำหนดในการเข้าเรียนว่าต้องแต่งกายอย่างไร แต่ก็ควรให้ถูกกาลเทศะหน่อยไม่ใช่ใส่ชุดว่ายน้ำมาประมาณนั้น อิอิ โดยทั่วไปหนิงจะตอบแค่เพียงว่า

ใส่ชุดอะไรก็ได้ ที่สามารถยืดเหยียดได้สะดวก เสื้อยืด เสื้อกล้าม ส่วนกางเกงจะขาสั้น ขายาวก็ได้ แล้วแต่สะดวก แต่ควรจะเป็นผ้ายืด หรือใส่แล้วสามารถยีดเหยียดแขนขาได้

ที่ตอบไปแบบนั้นเพราะไม่อยากให้นักเรียนต้องลงทุนอะไรมาก แค่เอาชุดที่มีมาใช้ไปก่อน จนกว่าเราคิดว่าเราจะอยู่กับโยคะจริง ๆ ค่อยว่ากัน เพราะจริง ๆ แล้วความแตกต่างของการใส่เสื้อผ้าโยคะก็มีผลกับการฝึกเหมือนกันนะคะ ช่วงต้น ๆ หนิงก็ไม่ได้คิดไรมากหรอกค่ะ เพราะเดิมก็อายเหมือนกันที่จะใส่เสื้อผ้าแบบเปิดไหล่ หรือเสื้อกล้าม หนิงก็ใส่เสื้อยืดคอกลมไปฝึกนะคะช่วงต้น แต่พอเราเห็นครูและคนฝึกโยคะส่วนใหญ่เขาใส่เสื้อที่กระชับตัวก็เลยลองดูบ้าง ไปจัดชุดของ Nike ก่อนช่วงต้น ก็คิดว่าดีแล้ว เพราะเคยลองชุดของ D&P แล้วส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ เพราะผ้ายืดน้อย เก่าเร็ว มีกลิ่นง่าย บาร์ก็ไม่มี ถ้ามีก็บางมากยังไงก็ต้องใส่บาร์อีกตัวแน่นอนค่ะ ถ้าเทียบกันแล้ว Nike ดีกว่าแน่นอนค่ะ จัด Nike ไปตามระเบียบ สิ่งที่รู้สึกได้ก็คือ การใส่เสื้อผ้าแบบกระชับรัดรูป และมีบาร์ในตัวทำให้เวลาที่เราฝึกโยคะรู้สึกว่าหายใจสะดวกขึ้น เสื้อผ้าไม่ลงมาปิดหน้าปิดตา โดยเฉพาะจมูกทำให้หายใจได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ใส่ไปสักพักเห็นครูมีเสื้อผ้าแบบเก๋ ๆ ที่เราหาไม่ได้เลยก็ลองถามครูว่า ครูค่ะเสื้อผ้าที่ครูใส่ยี่ห้ออะไรซื้อจากที่ไหนเหรอค่ะ ครูอุ้มเป็นครูคนแรกที่หนิงได้สอบถาม ครูสอบกลับมาว่า

เป็นชุดโยคะ ยี่ห้อ Lulu Lemon ก็ดีนะ ถึงแม้จะแพงหน่อย แต่ของครูใส่มา 5 ปีแล้วยังใช้งานได้ดีอยู่แล้ว แตกต่างจากยี่ห้อที่ขายอยู่ในบ้านเราอย่างชัดเจน

แต่พวกเราก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสจนกระทั่งครู Lisa ได้ให้เพื่อนจากอเมริกาส่งเสื้อผ้ามาให้พวกเรา ขอบอกว่าเป็นการลองเสื้อผ้า Lulu Lemon แบบได้ใช้ฟรีด้วยนะ อิอิ จะหาได้จากที่ไหนแล้ว ซึ่งพอได้ใช้จริงก็รู้สึกได้เลยค่ะว่าเนื้อผ้า ความยืดหยุ่นแตกต่างกันจริง ๆ ค่ะ หลังจากนั้นหนิงก็พยายามที่จะซื้อ Lulu Lemon มาใช้ ฝากไปหายครั้งเหมือนกัน เพราะเงินก็ไม่ได้มีมากมาย จะฝากแต่ละครั้งก็คิดหนัก เพราะเสื้อก็ปาไปเกือบสองพัน หรือสองพันนิด ๆ กางเกงก็ตัวละสามพันกว่า โชคดีที่มีอยู่ครั้งนึงเพื่อนไปออสเตรเลีย และไปหาซื้อที่เอาท์เลตให้ ครั้งนั้นน่าจะเป็นครั้งที่พวกเราได้ชุดโยคะของ Lulu lemon มาถูกที่สุด และได้มามากที่สุด จะบอกว่าในการฝากซื้อแต่ละครั้งไม่ง่ายเลย เพราะบอกแบบ บอกสี บอกขนาดไปก็ใช่ว่าจะมีทุกครั้ง ทำให้ครั้งหลัง ๆ มีประสบการณ์ละ เลยเลือกบอกชุดที่มีแล้ว และบอกข้อจำกัดเบื้องต้นว่าไม่เอาแบบไหน นอกนั้นเอาหมด ก็ยังไม่วาย เพราะบางครั้งมันหลายทอด และคนที่ไปซื้อให้ก็เป็นผู้ชายซะด้วย ดังนั้นเราบอกไปว่าขอแบบที่มีบาร์ด้วยนะ แต่ก็มีหลุดมาบ้างที่ไม่มีและใส่เพิ่มไม่ได้ด้วย คริคริ ก็ต้องรับไปตามนั้น

จากนั้นไม่นาน ก็ได้รู้จักกับเสื้อผ้า อีกหลากหลายยี่ห้อ แต่สุดท้ายก็มาสะดุดกับ Easyoga จริง ๆ แล้วตอนแรกที่รู้ว่ามีเสื้อผ้ายี่ห้อนี้ตกใจราคามาก เพราะ Lulu Lemon ที่ว่าแพงแล้ว ถ้าเทียบกับ Easyoga แพงกว่าอีก แต่พอได้สัมผัสกับ Easyoga จริง ๆ แล้วเข้าใจเลยค่ะว่าทำไมแพงกว่า เพราะเนื้อผ้าเขานิ่มกว่า เนื่องจากมีส่วนผสมของเยี่อไผ่ด้วย และหนิงชอบดีไซส์ของเขามาก เพราะว่าเป็นแบบที่เราสามารถใส่ออกข้างนอกได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสี ลาย และรูปแบบ หลัง ๆ มา หนิงก็เล็งแต่ Easyoga เท่านั้น เพราะ Lulu Lemon แบบน้อย ยิ่งช่วงหลัง ๆ หนิงว่าแบบแวกไปนิดนึงอ่ะค่ะ ส่วนกางเกงก็ทำลายออกมาน้อยมาก ได้แต่สีดำเพราะเขาเปลี่ยนเฉพาะส่วนขอบ ซึ่งปกติเวลาใส่ก็เสื้อปิดลงมาอีก และที่สำคัญอีกอย่างคือ ตอนนี้ Easyoga มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก หนิงเองเลยขอเป็นตัวแทนจำหน่ายซะเลย ขายได้ไม่ได้ไม่รู้หรอกนะคะ แต่อย่างน้อยเราได้ลองก่อนว่าแบบนี้ใส่แล้วเป็นยังไงบ้าง เพราะเวลาฝากซื้อไม่สามารถลองได้เลย ต้องนึกเอาเองว่าแบบนี้ใส่แล้วเป็นไง คริคริ

หนิงลองเอาภาพเสื้อผ้าแต่ละยี่ห้อมาให้ดูกัน เพื่อเปรียบเทียบ แต่เสียดายที่ไม่ทราบตั้งแต่ต้นว่าจะเขียนเรื่องนี้ เลยทำให้ไม่ได้เก็บรูปเพื่อ Present ชุดโดยเฉพาะไว้ ยกเว้นของ Easyoga ที่หลัง ๆ หนิงได้ถ่ายเก็บไว้บ้าง จริง ๆ มีมากกว่านี้ค่ะ แต่ขอเอามาให้ดูเป็นตัวอย่างเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วจะ update ข้อมูลเป็นระยะ อิอิ

ชุดโยคะ1 ชุดโยคะ2 ชุดโยคะ3

นี่เป็นรูปแบบชุดของ Easyoga เห็นไห๊มค่ะว่าสวยงามแค่ไหน คริคริ

ชุดโยคะ8 ชุดโยคะ7

นี่เป็นรูปแบบชุดของ Lulu Lemon อย่างที่บอกว่าเป็นแค่บางตัวอย่าง ส่วนใหญ่หนิงมีแบบสีดำ แต่มีหลายสีอ่ะค่ะ เพราะใส่ง่ายสุดแล้วค่ะ
ชุดโยคะ5      ชุดโยคะ4

นี่เป็นเสื้อผ้าของ Nike ค่ะ หนิงว่าเสื้อค่อนข้างสั้นนะคะ กางเกงก็ไม่ค่อยมีความยืดหยุ่น หากเทียบกับ 2 ยี่ห้อข้างบนอ่ะค่ะ แต่ Nike ก็มีข้อดี คือ ราคาถูกที่สุดในบรรดา 3 ยี่ห้อที่กล่าวมานะคะ

ชุดโยคะ9

นี่เป็นการผสมผสานค่ะ เสื้อเป็นของ Lululemon ซึ่งเป็นแบบเดียวกับตัวสีดำด้านบน แต่เป็นลวดลายที่ออกมาใหม่ ส่วนกางเกงเป็นของยี่ห้อ Tanya-b ค่ะ

หนิงเพียงแค่ให้ข้อมูลในบางด้าน ส่วนการพิจารณาก็อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกนะคะ ว่าพอใจอย่างไร เพราะเลือกของความชอบพูดกันยากค่ะ แต่เท่าที่ผ่านมา นักเรียนหนิงที่หนิงแนะนำไป ตอนแรกก็ซื้อแค่คนละตัว หลังจากได้ลองก็มาสั่งซื้อเพิ่มกันเกือบทุกคนเลยค่ะ โดยเฉพาะกางเกงที่มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดค่ะ