ลองอีกครั้ง อิอิ

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)ไม่คิด ไม่ฝัน จริง ๆ นะคะ กับการที่ต้องเข้ามาลองอะไรอีกในสิ่งที่ปฏิญาณตัวไว้แล้วว่าจะ “ไม่เอาอีกแล้ว” เนื่องจากหนิงเองเคยทำธุรกิจมาหลายรูปแบบ และเคยทำหลายธุรกิจเช่นกันที่มีหุ้นส่วน บอกเลยว่า “หลาบ” หลาบในที่นี้คือ หนิงมองว่า การทำธุรกิจด้วยกันมันคล้าย ๆ กับการแต่งงานกันเลยค่ะ ต้องดูแลกันและกัน ช่วยเหลือกัน มองอะไร คิดอะไร ควรจะต้องพูดคุยกันแบบเปิดอก ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างก็เป็นเรื่องปกติ แต่บางทีก็มีถูกทิ้งบ้าง เหมือนทำทุกอย่างอยู่คนเดียวทั้ง ๆ ที่เราหุ้นกัน ค่าบริหารดูแลกิจการไม่มีนะคะ บางทีประชุมสรุปกันแล้ว แต่พอทำจริงกลับไปทำอีกแบบ ซึ่งมันไม่ใช่อ่ะ หรือบางทีพอกิจการไปไม่รอดก็ต้องมารับผิดชอบใช้คืนอยู่คนเดียว นั่นหมายถึง หนิงต้องแบกรับภาระทุกอย่างคืนให้หุ้นส่วน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเราหุ้นกันควรจะแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งก็ไม่เคยพูดออกไปนะคะ เพราะคิดว่าถ้าเราทำแล้วตัวเราเองสบายใจก็ทำไป ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย เรื่องอื่น ๆ เจอกันข้างนอกเราก็ยังพูดคุยกันแบบปกติ

 

แต่วันนี้ หนิงกลับมองมุมกลับของคำปฏิญาณกับตัวเองไว้ เพราะที่ผ่านมาเราอาจจะหุ้นกันทำด้วยที่มองแค่ผลกำไรในกิจการ บางคนไม่มีประสบการณ์ ไม่มีไอเดียกับงานที่ร่วมกันเลย แต่ด้วยตัวหนิงเองเป็นคนชอบลองและตั้งใจทำด้วย หากไม่รู้ก็จะเรียนรู้ศึกษาเองจนทำได้ อิอิ เลยทำให้บางครั้งต้องทำอยู่คนเดียวเพราะเหตุนี้แหละ 55555 ก็ทำไงได้คนอื่นทำไม่เป็นนี่นา ครั้งนี้คงจะไม่เหมือนเดิม เพราะ เราทุกคนที่ร่วมกันทำ นอกเหนือจากมองผลกำไรในธุรกิจแล้ว สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ

เรามีพื้นฐานของความรักในสิ่งที่เราทำเหมือน ๆ กัน

ช่วงหลัง ๆ หนิงได้มีโอกาสไปฟังสัมมนากับวิทยากรหลาย ๆ ท่านที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จกับสิ่งที่พวกเราทำ เขามักจะบอกว่า พวกเขาได้ “ทำตามฝัน และทำในสิ่งที่ตัวเองรัก” เลยทำให้หนิงมองว่า เมื่อเรามีพื้นฐานของสิ่งนี้เหมือนกัน สามารถช่วยกันดำเนินธุรกิจนี้ได้พอ ๆ กัน เพราะทุกคนถือว่ามีความรู้ในงานไม่ต่างกัน เราน่าจะประสบความสำเร็จกับสิ่งที่พวกเราทำอย่างแน่นอน เพราะ

เราทำมันด้วยรัก และด้วยใจ

เป็นที่มา ของ “Pran Yoga ปราณโยคะ” จุดเริ่มต้นของพวกเรา ที่จะทำให้ทุกคน

Change your Breath

Change your Mind

Change your Life

พบกับ “Pran Yoga” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2558 ที่โบ๊ทลากูน Park plaza E เกาะแก้ว นะคะ

Advertisements

อย่าเข้าใจผิดนะ

ช่วงก่อนหน้านี้  หนิงมักได้ยินจากเพื่อน ๆ ที่ฝึกโยคะบ้าง จากนักเีรียนที่ฝึกโยคะบ้าง ว่าตอนที่ไปปรึกษาคุณหมอเรื่องอาการเจ็บหลังจากฝึกโยคะ คุณหมอบางท่านจะตอบกลับมาว่า

โยคะเนี่ย ไม่น่าจะฝึกนะ ไม่ดีเลย

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

หนิงมองว่า การที่มีผู้ที่ไปปรึกษาหมอ อาจจะเกิดจากการใช้งานของกล้ามเนื้อที่มากเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ  ซึ่งบางครั้งเวลาที่เราฝึกแต่คนละจะมีแรงกาย แรงใจที่แตกต่างกัน บางคนมีความอดทนสูง ก็ใช้ความพยายามมากหน่อยกับการฝึก หรือบางคนอาจจะแค่เมื่อยจากการใช้กล้ามเนื้อทั่วไปแต่อาจจะอยู่ในกลุ่มที่เจ็บนิดก็ไม่เอาเลย ทำให้ต้องไปปรึกษากับคุณหมอ และบางคนอาจจะฝึกหนักจนเกินไปเกินทั้งความสามารถของร่างกายตัวเอง และเกินความจำเป็นที่จะ้ต้องฝึก ทำให้ความคิดของคุณหมอหลาย ๆ คนที่ช่วงหลัง ๆ มา อาจจะมีคนไปพบคุณหมอมากขึ้นหลังจากที่ฝึกโยคะ ทำให้คุณหมอรู้สึกว่าโยคะส่งผลเสียกับร่างกายได้

สำหรับหนิงแล้ว ณ ปัจจุบัน หลังจากที่หนิงได้ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายกับร่างกายตัวเอง และกับเพื่อน ๆ หรือนักเรียนหลาย ๆ คน รวมไปถึงการได้พูดคุย ขอคำปรึกษากับครูอีกหลาย ๆ ท่าน หนิงสรุปเอาเองนะคะว่า  หากเราฝึกแต่พอดีพอเหมาะกับตัวเรา นั่นหมายถึง ดูความสามารถร่างกาย ดูความพร้อมร่างกาย ดูวัยของตัวเอง ดูอาสนะที่ฝึก หนิงกล้ารับประกันว่าเหตุการณ์ที่ได้เล่ามาไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เท่าที่สังเกตเวลาที่เราฝึกกัน

  • พอเราเริ่มรู้สึกว่าเราน่าจะไปต่อได้
  • เห็นเพื่อนทำได้เราก็น่าจะทำได้เพราะเราน่าจะดูแข็งแรงกว่าเขาอีก
  • ประเมินดูแล้ว ท่านี้ไม่น่าจะยากนะ
  • เราฝึกมาก่อน เขาเพิ่งฝึกเอง เขาทำได้เราก็น่าจะลองนะ
  • ได้รับการเชียร์จากเพื่อน ๆ
  • เพื่อนให้กำลังใจว่าเราทำได้อยู่แล้ว
  • เพื่อนให้ทำเพราะจะได้ถ่ายรูปโพสลงแอ๊ป
  • และอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งเหล่านี้เป็นจุดฉนวนของความคิดในการฝึกแค่อาสนะ แต่ไม่ใช่เป็นการฝึกโยคะที่แท้จริง หนิงไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะว่าตัวเองเข้าใจผิดหรือเปล่า ว่า

การฝึกโยคะ เป็นการฝึกจากภายในสู่ภายนอก ภายในสำหรับหนิงแล้วมันคือความคิด จิตใจ ที่เราต้องละให้เป็น รับรู้ให้ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น และทำความเข้าใจ แล้วค่อยส่งผ่านออกมาทางภายนอกสู่การฝึกของตัวเอง เราต้องรับรู้ด้วยตัวของเราเอง ไม่มีใครมาบอกเราได้ว่าเราควรจะฝึกหรือไม่ ควรจะฝึกแค่ไหน หากเราไม่ยอมรับตัวเอง

หลายคนอ่านมาถึงขั้นนี้ อาจจะแปลความหมายของหนิงผิดไปนะคะ หนิงไม่ได้สื่อให้เข้าใจว่า การฝึกโยคะไม่ต้องพัฒนาไม่ใช่เลยค่ะ แต่เราควรรู้ว่าร่างกายเราสามารถพัฒนาได้แค่ไหน มีความจำเป็นไห๊มกับสิ่งที่เราจะต้องฝึกไปถึงขนาดนั้นภายในระยะเวลาอันใกล้ เราควรจะฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกอย่างสม่ำเสมอ รอการปรับตัวของร่างกาย เชื่อเถอค่ะว่าหากเราฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปร่างกายเราจะปรับตัวได้ เราจะไม่มีการบาดเจ็บ และเจ็บปวดรุนแรงจากการฝึกโยคะเลย

ที่สำคัญ ห้ามฝึกจนลืมวัยของตัวเองนะคะ บางคนตั้งหน้าตั้งตาฝึกมาก ลืมอายุตัวเองไปเลย ถามว่าดีไห๊มก็ดีนะคะ หากไม่เกิดอันตรายใด ๆ ขึ้น เพราะหากอายุถึงระดับนึงแล้วการซ่อมแซมร่างกายด้วยตัวมันเองคงไม่สามารถทำได้แล้ว หากเรายอมรับตัวเองแล้่วฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปตั้งเป้าหมายอะไรมากมายกับการฝึกจะีดีกว่าไห๊ม เพราะเป้าหมายแต่ละคนต่างกัน หากแต่เป็นเป้าหมายที่มุ่งเข้าใจแก่นโยคะก็แล้วไป หากเราไม่ได้หลงไปกับอาสนะนะคะ  อิอิ

ค่อย ๆ ก้าว ด้วยความมั่นคง

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

ผลจากการที่หนิงเคยประกอบธุรกิจแล้วผิดพลาด มันเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้การก้าวย่างครั้งต่อ ๆ ไปของหนิงรอบคอบมากขึ้น ระวังมากขึ้น และไม่เริ่มต้นแบบจัดเต็มเหมือนครั้งก่อน เดิมเป็นคนที่ค่อนข้างจะจัดเต็มในระดับนึง จะทำอะไรต้องให้พร้อม ดูดี

ลงทุนมากข้าไม่ว่า ขอหน้าตาดีไว้ก่อน ถ้ายังไม่พร้อม ข้ายังไม่ทำ อิอิ

แต่มาครั้งนี้ จะใช้คำว่าหนิงไม่ได้มองการเปิดสอนโยคะเป็นธุรกิจก็ดูจะเป็นการรักษาภาพมากเกินไป เพราะคงไม่มีใครเปิดสตูโยคะมาเพื่อทำการกุศลอย่างเดียวเป็นแน่ (เหมือนจะแรงแต่จริงใจนะ) ทำให้การก้าวย่างในครั้งนี้ เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป หนิงเปิดมาครั้งแรก หนิงแทบไม่ได้ทำอะไรเลยกับสถานที่นอกจากทาสีห้องเรียน เอาหน้ารอดไปก่อนสำหรับการเปิดสอน พอเริ่มดำเนินการไปได้ระยะนึง เริ่มมีผู้สนใจมากขึ้น ทำให้ต้องปรับปรุงเป็นครั้งที่สอง คือ เอาผนังกั้นห้องออก ทาสีใหม่บางส่วน จ้างคนมาวาดภาพผนังห้อง ทำแผงกั้นที่บันได และหน้าห้องน้ำ รวมไปถึงเอาไม้เชอร่าติดผนังชั้นหนึ่งทั้งหมด เพราะเริ่มมีรอยน้ำซึมจากผนังทำให้ผนังด่างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็ถือว่าลงทุนไปในระดับนึงเลยทีเดียว เหมือนจะไม่มากแต่ก็เหมือนจะเกือบแสน แต่ก็ทำให้ความรู้สึกของตัวเองดีขึ้นกับการพัฒนาในครั้งนั้น

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

มาถึงการปรับปรุงล่าสุด ซึ่งได้ดำเนินการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จริง ๆ หนิงได้วางแผนเรื่องนี้มาเป็นเวลาน่าจะเกินครึ่งปีอย่างแน่นอน พยายามเก็บเล็กเก็บน้อย จากสิ่งที่เราเห็น หรือคำถามเวลามีผู้ฝึกใหม่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะห้องน้ำมักจะมีน้ำเปียกอยู่เกือบตลอด เรื่องล็อคเกอร์เก็บของใช้ส่วนตัว ส่วนเรื่องการแบ่งสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณบริการน้ำดื่ม บริเวณนั่งรอขณะที่รอบถัดไปยังฝึกไม่เสร็จรวมไปถึงการนั่งเม้าท์มอยหลังจากเสร็จคลาสแล้ว และคิดว่าอยากเอาหนังสือตัวเองที่เคยซื้อมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น อยากที่บอกว่าเดิมเป็นคนที่ค่อนข้างจะจัดเต็ม มาครั้งนี้ไหน ๆ ก็คิดจะทำการปรับปรุงครั้งใหญ่แล้วก็ตัดใจกัดฟันจริง ๆ เดิมตั้งค่าใช้จ่ายไว้เพียงสามแสนเท่านั้น แต่พอได้ลอง ๆ สอบถามราคารวมไปถึงพอเห็นแล้วอยากทำเพิ่มอีกงานนี้ต้องทำใจแล้วละ คร่าว ๆ ณ ปัจจุบันที่งานเสร็จแล้วแต่ยังไม่ถึงกับคำนวณได้ถูกต้องนักก็ราวห้าแสนห้าไปแล้ว เห็นตัวเลขแล้วบอกตรงนะคะว่าแอบเครียดเล็กน้อย เพราะกว่าจะผ่อนหมดคงใช้เวลาอีกพอสมควรเลย สิ่งที่ตั้งใจจะทำบางอย่างเลยต้องระงับไว้ก่อน เพราะต้องชำระหนี้ก้อนนี้ให้หมด

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

จากวันแรกที่ได้เปิดตัวโฉมใหม่ไป ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยและกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอยู่บ้างก็ตาม มันทำให้เรามีความสุข เมื่อเห็นผู้คนที่เข้ามาแล้วต่างตื่นเต้น และบอกว่าทำได้ดี มีบางคนถึงเขียนข้อความส่วนตัวมาบอกว่าฝึกที่ใหม่แล้วมีแรงบันดาลใจในการฝึกขึ้นอีกเยอะเลย รวมไปถึงสามีที่เคยให้กำลังใจ และช่วยหนุนอยู่เสมอ และเพื่อน ๆ หลายคน ที่สำคัญอีกหนึ่งแรงใหญ่คือก๊วนสวยชวนกันกิน ที่ช่วยกันทั้งแรงกายแรงใจและของตัวเองและลูก ๆ มาช่วยงานช่วงก่อนเปิดจนทำให้เปิดได้สำเร็จตามที่วางไว้

งานนี้แม้กระทั่งคุณแม่เอง ก็ตั้งใจช่วยลูกเต็มที่ เป็นกำลังใจ และวันเปิดก็ตั้งใจเอาขนมและชงเครื่องดื่มมาบริการเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่ค่อยสบายอยู่ แต่ก็ไม่ยอมบอกลูกเลย ต้องขอบคุณญาติทั้งทางหนิงเองและญาติทางสามีที่มาให้กำลังใจในวันเปิดโฉมครั้งนี้ด้วยนะคะ

นี่แหละค่ะ การที่หนิงค่อย ๆ ก้าวมาเรื่อย ๆ เดินช้า ๆ แต่พยายามเดินให้มั่นคง เพราะอย่างน้อยเราได้เห็นทางข้างหน้าแล้วว่ามันเป็นอย่างไร… ณ จุดนี้ มันคือความภาคภูมิใจในตัวเองจริง ๆ นะ

บุกกรุง…..ครั้งแรก

เหมือนจะบ้านนอกมากเลยไม่เคยเข้ากรุง จริง ๆ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหยียบเมืองกรุงนะคะ แต่เป็นครั้งแรกที่เข้าไปสอนโยคะในเมืองกรุงอ่ะค่ะ ข้ามแดนจริง ๆ ครั้งนี้

ต้องขอบคุณ “ครูจี๊ด” แห่ง บัลลัม โยคะ เลยค่ะ ที่หยิบยื่นโอกาสครั้งนี้มาให้ เพราะคูรจี๊ดเป็นคนโทรมาชวนหนิงไปร่วมทำ Workshop Yoga การกุศล นอกจากจะไปช่วยเผยแพร่ศาสตร์แห่งโยคะแล้ว ยังได้ร่วมทำบุญซื้อเสื้อเกราะให้กับทหาร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกต่างหาก

ยอมรับแบบไม่อายเลยว่า ครั้งแรกที่ทราบ รู้สึกกังวลในระดับนึงเลยทีเดียว ก็โทรไปปรึกษา และระบายกับเพื่อน ๆ โยคะด้วยกันหลายคน แต่ส่วนใหญ่มักจะตอบเหมือนกันว่า

หนิงทำได้อยู่แล้ว….

นี่ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ “กำลังใจ” ของหนิงเพิ่มขึ้น “ความมั่นใจ” เพิ่มขึ้น ที่กังวลเพราะเห็นครูที่สอนอยู่ที่บัลลัมแต่ละคนก็ล้วนเก่ง ๆ กันทั้งนั้น และเท่าที่รู้มาส่วนใหญ่คนกรุงเขาฝึกกันค่อนข้างหนักหน่วงซะด้วยอ่ะซี เราก็แค่เบบี้ ฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่ได้โปรไรมากมาย จริง ๆ แล้วกลัวความคาดหวังของผู้เข้าร่วมมากกว่าค่ะ สุดท้ายก็คิดแค่ว่า เราจะพยายามเอาสิ่งที่เรารู้ถ่ายทอดออกมาให้เต็มที่กับเวลาที่มาคือ 2 ชั่วโมง ก็บอกไม่ถูกนะคะว่าจะน้อยหรือจะมากในเวลานั้น 555555

หลังจากนั้นหนิงก็ได้วางแผนการสอนว่า จะสอนเทคนิคบางอย่างที่เห็นคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรืออาจจะไม่ได้ดูในจุดนั้น เช่น การยืนตัวตรง ในท่าสมาถิตี การโน้มตัวในท่านั่ง และท่ายืน ซึ่งมันคือการโน้มตัวนี่แหละ แต่เมื่อฐานที่ตั้งต่างกัน จุดที่กำหนดก็ต้องเปลี่ยน ยกเว้นในส่วนของการควบคุมหลังที่ยังคงต้องกำหนดให้แขม่วงหน้าท้อง ยืดหลัง แอ่นอกอยู่เหมือนเดิม ที่บอกว่าฐานที่ตั้งต่างกันจุดกำหนดต่างก็คือ เวลาเราอยู่ในท่ายืน สิ่งที่สัมผัสพื้นจะมีเพียงฝ่าเท้าเท่านั้น ส่วนใหญ่เราจะรักษาสมดุลตัวเองด้วยการส่งก้นไปหลัง (โดยไม่รู้ตัว คิดว่าเรายังยืนตรงอยู่) ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านี้ข้อต่อสะโพกและข้อเท้ายังต้องอยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้น ดังนั้นการที่เราโน้มตัวไปหน้าแล้วไม่ให้ก้นส่งไปหลังมากนัก ก็แค่พยายามกดปลายนิ้วเท้าให้มากที่สุด ก็จะสามารถทำให้เราอยู่ในสมดุลนั้นได้แล้วค่ะ ส่วนการโน้มตัวในท่านั่งเนื่องจากฐานกว้างอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องไปกังวลมากกับฐาน แต่ให้ไปควบคุมกับหลัง และพยายามยืดขาให้ตรงโดยการยกกล้ามเนื้อต้นขาขึ้น ส่วนบริเวณปลายเท้าก็ให้ตั้งตรงแต่ผ่อนคลาย เหมือนจะง่ายตอนทำไม่ง่ายเลยค่ะ ขอบอก…

รูปภาพ

จากนั้นก็ให้ลองฝึก Ashtanga Yoga กันดู ทำเอาหลายคนที่ไม่ค่อยได้ฝึกแนววินยาสะหอบกันไปหลายคนเลย อิอิ ไม่ได้สะใจนะ ใจนึงก็เอ็นดู ก็อยากให้ลองได้สัมผัสอ่ะ มันแนวนี้นี่นา นี่ขนาดลดทั้งจำนวนท่าเพราะฝึกแค่ครึ่งเดียว และลดการวินยาสะลงแล้วนะ เพราะปกติเราฝึกกันขาข้างนึงวินยาสะครั้งนึง นี่ให้ทำสองข้างค่อยวินยาสะแล้วอ่ะ ถึงขั้นต้องขอออกจากห้องไปนั่งหายใจด้านนอกก็มีนะ เลยไปครั้งนี้หนิงได้รับฉายาว่า “ครูหนิงฮาและโหดไปเลย” ดีนะ ไม่ใช่ “ครูหนิงหฤโหด” 555555

ธรรมะ กะ โยคะ

556954_3546795623577_85410905_n

หลังจากที่ได้ฝึกปฏิบัติธรรมมา จริง ๆ แล้วหนึ่งในจุดประสงค์ที่ไปก็เพื่อที่อยากประยุกต์ใช้กับการฝึกโยคะด้วย และก็ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันเข้ากันได้ดีจริง ๆ คริคริ

หนิงว่าการฝึกปฏิบัติธรรม กะ การฝึกโยคะ เหมือนกัน คล้ายกันหลายอย่างมาก ที่เห็นชัด ๆ เรื่องแรกก็คือ ต้องฝึกฝน เพราะหากไม่ฝึกก็ไม่รู้ ไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ระหว่างการฝึกการปฏิบัติ เราก็จะได้เรียนรู้มากมาย จุดที่แต่ละคนพบเจอก็ต่างกัน….

รูปแบบ “มหาสติปัฎฐาน” หนิงว่าเอามาใช้กับโยคะได้ง่ายมาก เพราะยังไงก็เป็นแนวเคลื่อนไหวเหมือนกัน ซึ่งหลวงพ่อเทียนเพียงแค่เอารูปแบบ 14 จังหวะการเคลื่อนไหวมาใช้ เพราะน่าจะไม่ยากเกินไป สามารถทำได้ทุกเพศ ทุกวัย อันนี้ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ คริคริ เพราะหนิงคาดเดาเอาว่าหลวงพ่อคงทำรูปแบบนี้มาใช้เพื่อเตือนเรียกสติตัวเองเท่านั้นเอง ดังนั้นการฝึกโยคะหากเราอยู่กับตัวเราเอง อยู่กับการเคลื่อนไหวเราเอง ก็น่าจะเป็นการฝึกจิตได้อย่างนึงเหมือนกัน เพราะขณะที่เราฝึก หากจิตเราไม่ได้อยู่กับตัวเราเอง บางครั้งเราอาจจะคิดไปถึงครั้งก่อน ๆ ที่เคยฝึกท่านี้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อาจจะไปดูเพื่อนข้าง ๆ แล้วคิดโน้นคิดนี้ไม่ได้อยู่กับการฝึกของตัวเอง

ช่วงแรกหนิงคิดนะคะว่า

ทำไมการฝึกจิต มันยากกว่าฝึกโยคะซะอีก

ก็ตอนเราฝึกโยคะมีครูมาบอกว่าท่าต้องปรับตรงไหน ต้องยกมือ ปรับขาอย่างไร ต้องหายใจแบบไหน แต่การฝึกจิตไม่มีใครดูเราออกเลยว่าเราไปถูกทางหรือเปล่า เราปฏิบัติได้ถูกต้องแค่ไหน ปรากฎว่า วันนึงหนิงได้มีโอกาสสอบถามพูดคุยกับพระอาจารย์ทรงศิลป์ และบอกพระอาจารย์ไปกับความคิดนี้  ไม่น่าเชื่อเลย พระอาจารย์ตอบกลับมาว่า

เข้าใจผิดแล้ว ฝึกจิตฝึกง่ายกว่าฝึกกายมาก

หนิงนั่งงงอยู่พักใหญ่ ท่านเลยอธิบายให้ฟังว่า

กายเราจะห้ามได้ยังไง วันนึงมันก็เจ็บ ป่วย มันแห้งเหี่ยว และมันก็เสื่อมไป แต่จิตนั้นเป็นจิตของเรา เราฝึกจิตเราเองง่ายกว่ามาก หากจิตดี เราก็จะไม่ป่วยตามกาย เมื่อถึงเวลาที่กายเสื่อม เราก็จะไม่ยึดติดกับมัน

หนิงฟังพระอาจารย์จบ เข้าใจเลยว่า เราเข้าใจผิดจริง ๆ วันก่อนกลับก็ได้บอกกับพระอาจารย์ไปว่า เข้าใจว่าการฝึกจิตดี แต่ไม่กล้ารับปากว่าจะฝึก เพราะรู้ความมีวินัยของตัวเองดีว่ามีแค่ไหน สุดท้ายเพราะอาจารย์ก็ตอบกลับมาว่า

ฝึกจิตจริง ๆ เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เราทำได้ตลอดทุกวันอยู่แล้วใช่ป่าว

ดันไปตอบพระอาจาร์ว่า

ใช่

พระอาจารย์เลยบอกว่า

นั่นไง รับปากแล้วนะ

เฉยเลยอ่ะ แต่หนิงว่าหนิงเองก็เป็นคนที่มีสติอยู่กับตัวเองพอสมควรนะคะ อิอิ

ก้าวเรื่อย ๆ ดีกว่ากระโดดนะคะ

การฝึกโยคะนั้น  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ครูหลาย ๆ ท่านได้บอกมา  และจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านการฝึกทั้งแบบขี้เกียจ  ทั้งแบบเร่งรัดมาแบบหลากหลาย  เพราะก็ต้องยอมรับว่า  ภาวะจิตใจมีผลกะการฝึกจริง ๆ ช่วงที่ขี้เกียจก็ไม่อยากฝึกเลย  ก็เลยตามใจตัวเองซะหน่อยเพราะตอนนั้นก็คิดว่า  อย่างน้อยเราก็ยังออกกำลังกายบ้างยังดีกว่าตั้งหลายคนแหนะที่ไม่ออกกำลังกายเลย  สรุปหยุดก็หยุด  อิอิ  ช่วงไหนที่ขยันพลังเยอะก็ฝึกซะหนักเลย  บางวันฝึกถึงสองชั่วโมงเต็มเลยก็มี  ทำไงได้ล่ะแรงเยอะขอปลดปล่อยซะหน่อย  ผลปรากฎว่าไม่บาดเจ็บก็หมดแรง  ฝึกอยู่แบบนั้นได้แค่วันสองวัน  ก็เหนื่อย  วันต่อ ๆ มาก็ขอหยุดซะหน่อยเก็บพลัง 5555

นั่นแหละค่ะประสบการณ์ตรงของตัวเองเลยอ่ะ  จริง ๆ แล้วที่เอามาเล่าสู่กันฟังเพราะไม่อยากให้เอาเยี่ยงอย่างนะคะ  แต่อยากให้ดูเป็นตัวอย่างว่า  มันไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่  สู้เราฝึกเรื่อย ๆ ไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป  แต่พยายามทำให้ได้ทุกวัน  จะทำให้ภาพรวมดีกว่าเยอะเลยค่ะ  เป็นการใช้งานร่างกายที่สม่ำเสมอ  และค่อย ๆ ให้ร่างกายได้เรียนรู้  ไม่ใช่ฝึกหนักแล้วต้องมาหยุดเพื่อพัก  หรือฝึกหนักจนบาดเจ็บก็ต้องพักอยู่ดี  ทั้ง ๆ ที่ใจสู้สุดชีวิต  พยายามบอกตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นไรซะหน่อย  อิอิ  เพราะจิตใจที่เข้มแข็งไงค่ะ เลยพยายามปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย  และแล้วเมื่อร่างกายประท้วงขึ้นมา  ระวังจะสายเกินไปนะจ๊ะ

ก็คงเหมือน ๆ กับการที่เราเดินมั่งค่ะ  หากเราใช้ความระมัดระวังในการเดินให้ดี  เดินให้จังหวะสม่ำเสมอ  เรื่อย ๆ เราก็จะไม่เหนื่อยมาก  สุดท้ายก็ถึงเป้าหมายโดยปลอดภัย  หัวใจและกล้ามเนื้อก็ยังทำงานได้ดี  แต่หากเราเดินบ้าง  หยุดบ้าง  กระโดดบ้าง  วิ่งบ้าง  เราก็อาจจะพลาดพลั้ง  หกล้ม  และการทำงานของหัวใจก็ไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าที่ควร  หากพลาดหนัก  ขาหัก  ขาแพลงไป  ก็อาจจะไม่ถึงเป้าหมาย  หรือกว่าจะถึงก็อาจจะใช้เวลานานกว่าคนอื่น ๆ เป็นเท่าตัว  ฟังแบบนี้แล้ว  จะเลือกทางไหนดีเอ่ย  อิอิ

ทั้งนี้ทั้งนั้น  การฝึกของเราแต่ละครั้ง  เราเป็นผู้เลือกทั้งนั้น  ร่างกายเป็นของเรา  เราสามารถบอกได้แม้กระทั่งครูผู้สอนว่าวันนี้เกิดไรขึ้น  หรือหากเจอครูบางคนไม่เข้าใจเราก็ต้องเลือกที่จะถนอมตัวเองนะคะ  เพราะหนิงเคยเจอมาแล้วเช่นกันกับการใช้ความพยายามสุดท้ายแล้วก็บาดเจ็บกลับมา  โทษใครไม่ได้นะคะเรื่องนี้  ต้องโทษตัวเองที่วันนั้นทำไมเราไม่บอกให้จริงจังไป  หุหุ

ดังนั้น ณ วันนี้  ยืนยันได้เลยนะคะ  ว่าการฝึกนั้นเราต้องฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป  ทำความเข้าใจกับร่างกายตัวเอง  และพยายามสร้างความสม่ำเสมอให้กับตัวเอง  จะดีกว่าที่ไปสร้างแรงหึกเหิมเป็นบางช่วง  หรือใช้ความพยายามเพราะติดกับความรู้สึกอยากทำให้ได้  อิอิ  

“เราต้องเลือกทางเดินให้ตัวเราเองนะคะ  และทางนั้นควรเป็นทางที่ดี  เหมาะสม  และปลอดภัยด้วยค่ะ”

ไม่สนใจ

ทำไมหนิงถึงตั้งชื่อเรื่องว่า “ไม่สนใจ” ก็เพื่อให้คนสงสัยไงค่ะ อิอิ ป่าวค่ะไม่ใช่เลย แต่จะบอกว่าการฝึกโยคะที่หนิงยึดถือ ณ ปัจจุบันคือ ให้เราใส่ใจกับการฝึกของตัวเอง ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวไงค่ะ

ก่อนหน้านี้ อาจจะมีหลากหลายคนพูดนะคะ ว่า การฝึกโยคะควรจะต้องฝึกในที่ ๆ สงบ อยู่ภายใต้แมกไม้ถึงจะดี แต่ก็มีครูบางคนบอกว่า การฝึกโยคะนั้นอยู่ที่จิตเราล้วน ๆ หากเราสามารถกำหนดการฝึกของเราได้ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จะไม่มีผลกับการฝึกของเราเลย ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกเสียงกา ฝนจะตกฟ้าจะร้องอย่างไรก็ตาม ยกเว้นว่าไปฝึกกลางแจ้งฝนตกก็ต้องหลบฝนนิดนึงอ่ะนะค่ะ อิอิ

สำหรับหนิงแล้ว ณ ปัจจุบัน หนิงมองว่า การฝึกโยคะนั้น หากเราให้ความใส่ใจกับการฝึก เราก็สามารถฝึกได้ โดยที่ให้เรารู้ว่าเรากำลังฝึกท่าไหนอยู่ เราจะต้องหายใจอย่างไร เท่านั้นเราก็จะสามารถอยู่กับการฝึกของตัวเองได้ โดยไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมใด ๆ เลย หากเราเปรียบการฝึกโยคะเป็นเหมือนกับการทำสมาธิ สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวก็เหมือนกับอุปสรรคที่จะทำให้เราเสียสมาธินั่นเอง แต่หากเราสามารถกำหนดตัวเองได้ เราก็สามารถสร้างสมาธิให้กับตัวเองได้ไม่ยากเลย ดังนั้นมันอยู่ที่ความคิดภายในเราเท่านั้นนะคะ

ณ ปัจจุบัน หนิงคิดว่าหากหนิงพร้อมที่จะฝึก นั่นหมายความว่าพร้อมทั้งกายและใจแล้ว หนิงว่าหนิงสามารถฝึกโยคะได้โดยไม่สนใจว่า จะมีเสียงนกร้อง หมาหอน เสียงรถวิ่งผ่านไปมา หรือแม้กระทั่งจะใครมานั่งคุยกันอยู่ข้าง ๆ เพราะหากเรามีสมาธิเพียงพอแล้ว เราจะสามารถอยู่กับตัวเองได้ โดยไม่สนใจว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไรเลยค่ะ

แต่ทั้งนี้แล้ว หากเราสามารถเลือกที่ฝึกได้  หนิงก็เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะเลือกที่จะฝึกในที่ ๆ สงบ และหากเราไม่สามารถเลือกได้ เราก็ต้องเลือกที่จะต้องฝึกจิตตัวเองนะคะ อิอิ เพราะเราเป็นผู้กำหนด และเป็นการฝึกให้จิตตัวเองเข้มแข็งขึ้นอีกด้วยค่ะ  อย่าลืมนะคะ  เราอยู่ในสังคมเมือง  ไม่ได้อยู่ในวิถีแบบสมัยก่อนที่จะหาใต้ร่มแมกไม้ฝึกกันได้ง่าย ๆ  อิอิ