แก่นของโยคะค่ะ
มิถุนายน 23, 2009 at 7:35 am | In Ashtanga Yoga | 5 CommentsTags: การออกกำลังกาย, ความรู้เรื่องโยคะ, ธยานะ, ธารณา, นิยะมะ, ปรัตยาหาระ, ปราณายามะ, ยะมะ, วิถีโยคะ, สมาธิ, อาสนะ, แก่นของโยคะ, โยคะ, โยคะเชิงลึก
วันนี้หนิงขออธิบายเรื่องการฝึกโยคะเชิงลึกสักหน่อยนะคะ เพราะบางคนอาจจะเข้าใจโยคะมาในระดับนึงแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าใจในบางมุม หรือหากท่านใดอ่านแล้วมีความคิดเห็นเพิ่มเติมก็ช่วยกัน comment ได้นะคะ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดกันค่ะ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว
การฝึกโยคะนั้นบางคนอาจจะมองโยคะแค่เป็นการออกกำลังกายชนิดนึง ตอนแรก ๆ หนิงเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ แต่มาวันนี้ความคิดหนิงก็เริ่มเปลี่ยนไป ว่าจริง ๆ การฝึกโยคะนั้นเป็นมากกว่าที่หนิงคิดไว้ตอนแรกอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการควบคุมจิตใจให้สงบ ทำให้เลือดลม หรือพลังงาน ไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกายโดยไม่ติดขัด และยังเป็นการเข้าใจถึงตนเองอย่างแท้จริง นอกจากนั้นโยคะยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจิตใจของตนให้สูงขึ้น และทำให้จิตใจสงบลง เรามาดูกันดีกว่านะคะว่า การฝึกโยคะทำไมถึงยกระดับจิตใจได้ ทำไมถึงทำจิตใจให้สงบลงได้ ฟังดูแล้วมันเหมือนกับง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันยากนะคะ เพราะหนิงเองหลังจากที่ได้สัมผัสกับโยคะมาแล้วในระดับนึง ยังรู้สึกว่าเราเองยังสัมผัสได้เพียงแค่ระดับต้น ๆ เท่านั้น
อ้อ! หนิงลืมเล่าไปนิดนึงว่า สมัยก่อนนู้นผู้ที่ฝึกโยคะส่วนใหญ่จะเป็นเหล่าบรรดาโยคีทั้งหลาย ดังนั้นจุดมั่งหมายหรือจุดมุ่งหวังในการฝึกโยคะ ไม่ใช่แค่เพื่อการออกกำลังกายหรือคลายเมื่อยหลังจากนั่งสมาธิอย่างแน่นอน แต่พวกเขาเหล่านั้นมุ่งที่จะไปถึงนิพพานกันเลยทีเดียว ดังนั้นในการฝึกโยคะเราไม่ได้ฝึกกันแค่ท่าทางหรืออาสนะเท่านั้น แต่เรายังต้องฝึกการหายใจ ต้องฝึกการใช้สติและสมาธิควบคู่กันไปด้วย จึงจะทำให้การฝึกโยคะเป็นการฝึกโยคะจริง ๆ ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย
เรามาดูกันดีกว่านะคะว่า หนทางที่จะนำไปสู่โยคะ หรือเรียกกันว่าวิถีโยคะนั้น จริง ๆ แล้วมีอะไรกันบ้าง
วิถีโยคะมีด้วยกันทั้งหมดแปดแขนงค่ะ มาทำความรู้จักกับแต่ละแขนงกันเลยนะคะ
1. ยะมะ หรือ Moral discipline (Yama) นั่นก็คือการควบคุมตนเอง
คือศีลธรรมและจริยธรรม ที่จะช่วยให้คนอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นสังคมที่ช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ
• การไม่ฆ่าฟันหรือทำร้ายผู้อื่น ต้องให้ความรักผู้อื่น
• ต้องรักษาความสัตย์ คิดและพูดสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์
• ไม่โลภ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น ไม่อยากได้ หรืออยากมีเกินความเป็นจริง
• ทำงาน หรือทำหน้าที่ของตัวเอง ให้เต็มความสามารถ ฝึกจิตของตัวเอง ให้ควบคุม
ตัวเองในเรื่องของการคิด การพูดและการทำ
• ไม่สะสมสิ่งที่มีเกินความจำเป็น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นไงค่ะ สำหรับหัวข้อของ ยะมะ อ่านไปอ่านมา หากเป็นศาสนาพุทธ หนิงว่ามันก็คือศีลห้าที่เรา ๆ ท่าน ๆ ปฏิบัติกันอยู่นั่นเอง (ครบไม่ครบก็ว่ากันอีกเรื่องนะคะ อิอิ)
2. นิยะมะ Self-restraint (Niyama) หรือความมีวิถีแห่งตนได้แก่
• การรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ การรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการ
ฝึกโยคะ และฝึกลมปราน
• ฝึกตนเองให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จิตใจที่ไม่รู้จักพอจะขาดพลังจิต ขาดทิศทาง
และยากที่จะสงบลงได้
• ความเพียรพยายามในการควบคุมกาย วาจาและใจให้ทำในสิ่งที่ดีๆ
• ศึกษาเกี่ยวกับธรรมและตนเอง เพื่อที่จะหาทางแกไขปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสม
• ฝึกปฏิบัติให้ลดความโลภ โกรธ หลง
หนิงว่ามันก็คือการสร้างวินัยในตนเอง หรือวินัยแห่งตนนั่นแหละค่ะ
3. อาสนะ Posture (Asana)
หมายถึงท่าในการฝึกโยคะ เป็นท่าสำหรับการบริหารร่างกาย ฝึกยืดกล้ามเนื้อ พร้อมกับกระตุ้นให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาทและต่อมต่างๆ นั่นเอง สำหรับอาสนะนั้น เราควรจะต้องฝึกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วยนะคะ นั่นหมายถึงต้องดูวัย, อายุ และอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้วด้วยค่ะ
4. ปราณายะมะ Breath control (Prãnãyãma)
เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจโดยเป็นการฝึกการหายใจเข้า การหายใจออก และการกลั้นหายใจ ซึ่งปราณายะมะนี้จะเป็นการพัฒนาพลังของเราด้วยค่ะ คนที่ฝึกปราณายะมะมาก ๆ จะทำให้มีพลังมากขึ้น สามารถทำท่าที่ยาก ๆ ได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ฝึก แต่ผู้ที่จะเริ่มฝึกปราณายะมะขั้นสูง ก็ควรที่จะต้องฝึกขั้นแรก ๆ พร้อมกับฝึกอาสนะควบคู่กันไปด้วยนะคะ
5. ปรัตยาหาระ Sensory inhibition (Pratyãhãra)
หมายถึงการควบคุมความรู้สึกต่าง ๆ รู้สึกอยากได้ รู้สึกโกรธ เมื่อจิตใจไม่ติดยึดกับ วัตถุหรือ อารมณ์ ก็ทำให้จิตใจผู้นั้นบริสุทธิ์และมีพลังงานในการคิดหรือทำดี สำหรับระดับบางคนก็บอกว่าเป็นระดับของการถอนจิตอะไรประมาณนั้นอ่ะค่ะ
6. ธารณา Concentration (Dhãranã)
คือความมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กระทำอยู่ เมื่อกายอยู่ในท่าโยคะ ให้จิตใจสนใจแต่เรื่องลมหายใจ ไม่คิดเรื่องอื่น
7. ธยานะ Meditation (Dhyãna)
คือการที่จิตใจที่เพ่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าโยคะไปท่าใด ผู้ฝึกก็ยังมีจิตใจไม่วอกแวก หากฝึกถึงขั้นนี้ร่างกายจะรู้สึกเบาสบาย มั่นคง จิตใจแจ่มใส บ้างก็ว่าเป็นระดับขั้นของการภาวนาค่ะ
8. สมาธิหรือฌาณ Ecstasy (Samãdhi)
เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ทางพุทธเรียกฌาณ ร่างกายจิตใจอยู่ในสภาวะพัก มีความสงบนิ่งสมดุล ผู้ฝึกจะมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของการฝึกโยคะ นั่นก็คือการปลดปล่อยตัวเองจากโลภ โกรธ หลงและมีสมาธิ อาจจะบอกได้ว่าเป็นขั้นของการรู้แจ้งก็ได้นะคะ (เขาว่ากันมาแบบนั้น)
เป็นไงค่ะ หลังจากอ่านจบพอจะเห็นภาพลาง ๆ บ้างอ่ะป่าว ยังไงก็ขอให้สนุกกับการฝึกโยคะนะคะ
ไปเกาะไข่-เกาะพีพี กันดีกว่า
มิถุนายน 17, 2009 at 5:27 am | In ท่องเที่ยว | 11 CommentsTags: ทะเลสวย ๆ, ท่องเที่ยว, ภาพทะเล, ภาพวิว, ภาพสวย ๆ, เกาะพีพี, เกาะภูเก็ต, เกาะยาวน้อย, เกาะไข่, ไปเที่ยว
เป็นอีกครั้งที่หนิงโชคดีมาก ๆ ค่ะ ที่อยู่ดี ๆ 9mot ก็มาชวนไปเกาะไข่กะเกาะพีพี แบบจะว่าไม่ทันตั้งตัวก็ไม่เชิง เพราะว่าก็รู้ล่วงหน้าสัก 2-3 วันเหมือนกัน และยังโชคดีอีกตรงที่ว่า วันที่พวกเราเดินทางไปกันอากาศงี้ดีมาก ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงของหน้าฝนแท้ ๆ แต่กลายเป็นว่าท้องฟ้าปลอดโปร่งซะ ทำเอาหนิงอดไม่ได้ที่จะต้องตาม 9mot ให้มาเป็นตากล้องถ่ายรูปสวย ๆ กับวิวทะเลให้ บังเอิญว่าคราวนี้เป็นนางแบบคนเดียวซะด้วยซี อิอิ ไม่มีใครมาแย้ง scene เลยล่ะ 555
เริ่มด้วยเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 มิ.ย. 52) พวกเราออกเดินทางจากบ้านประมาณเกือบ ๆ แปดโมงเช้า ไปทานติ่มซำเจ้าประจำ (บุญรัตน์สาขาหน้าโรงเรียนดาวรุ่ง) จากนั้นเราก็เดินทางมารอรถที่ สุโข สปา ได้เวลานัดคือ 08.45 รถตู้ก็มารับ แล้วก็ไปรับลูกค้าอีกคู่นึงที่ถนนถลาง ไปถึงที่ท่าเรือ ดูเหมือนว่าพวกเขารอแค่เรา 4 คนเท่านั้น เพราะไปถึงไกด์ก็บอกให้คนอื่น ๆ และพวกเราขึ้นเรือกันเลย แต่ก่อนลงเรือก็มีคนถ่ายรูปพวกเราเก็บไว้ทีละคู่ ๆ จากนั้นก็ขึ้นเรือเป็นที่เรียบร้อย ตอนแรกคิดว่าเรือคงจะขับไปแบบช้า ๆ แต่ที่ไหนได้กลายเป็นว่าเรือเขาความเร็วใช้ได้เลยทีเดียวเชียวละ ดูบรรยากาศภายในเรือกันเลยนะ

รู้สึกว่าเราจะมีผู้ร่วมเดินทางกันทั้งหมด 24 ชีวิต (ไม่รวมไกด์และพนักงานบนเรือนะคะ)
ลงเรือไปประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย เกาะไข่ไงจ๊ะ ช่วงก่อนถึงขอบอกว่าสวยจริง ๆ ค่ะ มองออกไปจากหัวเรือเห็นหาดทรายสีขาว กับน้ำใส่ ๆ สีเข้ม ๆ ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

แต่วันที่หนิงไป เรือไม่สามารถขึ้นไปจอดเทียบท่าได้ ก็มีเรือหางยาวมารับ และครั้งแรกคิดว่าคนบนเกาะจะเยอะ เพราะก่อนหน้านี้เพื่อน ๆ ที่เคยมาบอกเอาไว้แบบนั้น นี่ก็เป็นความโชคดีของหนิง
อีกอย่างในวันนี้ค่ะ เพราะสามารถถ่ายรูปกับวิวได้โดยไม่ติดศีรษะใครเลย อิอิ มาลองดูรูปกันดีก่านะคะ ว่าจะสวยงามขนาดไหน ก็อย่างที่บอกแหละค่ะว่าไม่มีใครแย้ง scene เลย งานนี้โชว์เดี่ยวค่ะ 
ไม่ได้พักงานมาหลายวัน และรู้สึกมีเรื่องวุ่นวายใจมาเป็นอาทิตย์ ทำให้การเดินทางในครั้งนี้ เหมือนไปปลดปล่อยจริง ๆ ค่ะ อีกอย่างไม่รู้จักใครเลยซากคน จะทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจมากนะ เลยได้ภาพแบบนี้มาล่ะ อิอิ
ท่าที่พลาดไปไม่ได้อีกท่า ก็คือ “กระโดด” ค่ะ คราวนี้มันน่าตื่นเต้นดี เพราะกระโดดเสร็จไปดูที่หน้าจอกล้องเห็นแล้วสะใจดี ขอช่างภาพส่วนตัวถ่ายอีก 2 รูปล่ะ ไม่ค่อยเลยเรา 555
อีกอย่างที่ทำให้หนิงรู้สึกน่าตาตื่นใจเหมือนกับมีคนมาจัดเตรียมไว้แล้ว ก็คือ ปลาค่ะ ปลาที่นี้มันเชื่องจริง ๆ และเยอะมาก ๆ ขนาดเราอยู่แค่น้ำตื้น ๆ เองนะคะ และด้วยความที่น้ำมันใสมาก ๆ มันสะใจจริง ๆ ล่ะ ไม่รุจาบรรยายยังไง ดูเอาเองดีก่านะ
เห็นรูปกันแล้ว ก็รีบตัดสินใจไปเยี่ยมเยียนเกาะไข่กันเถอะค่ะ เสียดายจัง เพราะนอกจากปลาลายเสือที่เห็นกันอยู่ ยังมีปลาเกาหลีด้วยนะ แต่เท่าที่ทราบมาบางช่วง มีทั้งปลาญี่ปุ่นน่ารัก ๆ แล้วก็อีกหลากหลายเลยค่ะ 555 จากรูปที่เห็น ขอบอกว่าปลามันมาตอดขาจริง ๆ เลยนะ กลัวมันจะกัดอยู่เหมือนกัน ล้อเล่นน่า ไม่ใช่ปิลันยาซะหน่อย แต่ก็คอยระวังกันเอาเองนะ
ไม่รู้ล่ะ มาคราวนี้ร้อนแค่ไหน แดดออกยังไง หนิงไม่หวั่นเลย กระทั่งเรือขับไประหว่างทาง ยังออกมาอาบแดดด้านหัวเรือให้ช่างภาพถ่ายเลยล่ะจ้า
ไปคราวนี้ไม่ได้ไปเกาะไข่อย่างเดียวนะคะ แต่หนิงได้แวะไปทานข้าวเที่ยงที่เกาะยาวน้อย สำหรับอาหารอาจจะเป็นแบบง่าย ๆ คงเป็นเพราะนักท่องเที่ยวด้วยมั่งค่ะ เพราะเคยเห็นรูปของ group อื่นเขาได้ทานอาหารแบบบุฟเฟ่ แต่ก็ไม่ได้แย่นะคะ หลังจากทานอาหารเสร็จเขามีนักเต้นรุ่นจิ๋วมาโชว์ให้พวกเราดูด้วยล่ะ น่ารักดีค่ะ
จากนั้นไกด์ก็พาเราขึ้นเรือไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไปที่เกาะพีพี ช่วงนั้นบางคนเพิ่งทาน
ข้าวอิ่มก็ถือโอกาสนอนหลับพักผ่อนไป บางคนก็ไปนอนอาบแดดที่หัวเรือ ส่วนหนิงและช่างภาพก็เข้า ๆ ออก ๆ ตามสถานการณ์ค่ะ ตั้งแต่เกิดสึนามิขึ้น หนิงเองยังไม่ได้เดินทางมาที่เกาะพีพี อีกเลย
นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีได้แล้วซินะ ยังสวยเหมือนเดิมเลยค่ะ เพียงแต่ที่ตัวเกาะพีพีเอง หนิงว่าร้านค้าอาจจะเยอะไปนิดนึง แต่เกาะอื่น ๆ ที่เป็นเกาะบริวารก็ยังคงสวยอยู่ จริง ๆ วันนั้นเขาจอดเรือให้พวกเราลงไปดูปะการัง แต่หนิงไม่ค่อยชอบลงน้ำเท่าไหร่ ก็เลยเล่นเกมส์รออยู่บนเรือค่ะ
ได้เวลา 4 โมงตรง พวกเราก็เคลื่อนขบวนกลับ ก็น่าตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเริ่มมีคลื่น ทำให้บางช่วงบางจังหวะมีลุ้นนิด ๆ (บังเอิญเป็นคนที่ค่อนข้างกลัวอุบัติเหตุทางน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยอ่ะค่ะ น่าฉงฉารไห๊ม) เลยต้องพยายามทำให้หลับ จะได้ไม่ต้องรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่น่าเชื่อทำได้ดีจริง ๆ ค่ะ แปล๊บเดียวหลับ ตื่นก็ตอนใกล้ถึงฝั่งแย้ว ปลอดภัยกลับมา ต้องขอขอบคุณ 9mot นะคะที่หาทัวร์ดี ๆ ให้ รู้สึกว่าจะไปอ่านมาจาก blog ของคุณ yut อ่ะค่ะ
โยคะช่วยรักษาอาการพาร์กินสันได้ด้วยล่ะ
มิถุนายน 1, 2009 at 10:55 am | In การออกกำลัง | 5 Commentsวันก่อนหนิงทราบว่าคุณแม่ของหนิงเองเป็นพาร์กินสัน ก็ตกใจมาก เที่ยวโทรหาเพื่อน ๆ และญาติ ๆ ที่เป็นหมออยู่หลายคนทีเดียว ก็ยังไม่ค่อยได้อะไรคืบหน้าสักเท่าไหร่ ก็พยายามพูดคุยกับคุณแม่เรื่องอาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุยกับคุณแม่ว่าให้มาฝึกโยคะดีกว่า ไม่น่าเชื่อว่าท่านยินยอมเป็นอย่างดี
เมื่อแรก ๆ มาเริ่ม อาการของท่านไม่ค่อยดีเลย เวลาเดินก็จะเดินเอียง ๆ เหมือนปู ขับรถก็ไม่ค่อยได้ ตอนที่มาเรียนก็ต้องจ้างคนขับรถมาส่งค่ะ อาการสั่นของมือก็รุนแรง เห็นแล้วน่าเป็นห่วงมาก ๆ
หลังจากที่ท่านตัดสินใจเรียน และมาเรียนได้ประมาณ 2 อาทิตย์ รู้สึกว่าอาการท่านดีขึ้นมาก นอนหลับดี อาการสั่นก็น้อยลง ที่สำคัญการทรงตัวท่านดีขึ้นมาก จนเดินได้เหมือนปกติ ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ แต่ทั้งนี้เท่าที่หนิงสอบถามจากครูและเพื่อน ๆ ที่ร่วมเรียนใน class เขากล่าวชมคุณแม่ของหนิงกันทุกคนเลยว่า เป็นคนที่มีความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่คุณแม่มาเริ่มเรียน ท่านไม่ขาดเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ครูให้ทำอะไรก็ทำหมด ทั้ง ๆ ที่ท่านอายุหกสิบกว่าปีแล้ว เอาแค่ว่าตอนเดินไปห้องเรียนก็ผ่านบันได้มาหลายสิบขั้น ไม่เคยมีเสียงบ่นจากท่านเลย
จากจุดนี้หนิงขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ช่วยกันดูแลสุขภาพของคุณพ่อ คุณแม่ โดยแนะนำให้ท่านฝึกโยคะน่าจะปลอดภัย และได้ประโยชน์มาก ๆ ทีเดียวล่ะค่ะ อ้อ! หนิงลืมบอกไปว่า class ที่ท่านเรียน เราเรียกกันว่า Basic class (เรียกกันที่ สุโข สปา นะคะ) ซึ่งราคารายเดือนอยู่ที่เดือนละ 3,500 บาท แต่ตอนนี้มีโปรโมชั่นลด 50% เหลือแค่ 1,750 บาทเอง แต่อาจจะต้องรีบกันหน่อยนะคะ เพราะว่าจะหมดเขตวันที่ 31 ก.ค. 52 ค่ะ
นิวซีแลนด์วันที่สาม Twizel – Arrow Town และ Queens Town
พฤษภาคม 24, 2009 at 11:17 am | In ท่องเที่ยว | 3 CommentsTags: arrow town, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, นิวซีแลนด์, พักผ่อน, ภาพสวย ๆ, new zealand, NZ, Queens Town, twizel
เย้! วันนี้อากาศก็ยังคงเป็นใจให้กับพวกเราอีกวัน ตื่นเช้ามาเจออากาศเย็น ๆ กับแสงอุ่น ๆ และแม่คนิ้งมีความสุขจัง อิอิ

หลังจากทานอาหารและจัดเตรียมอาหารสำหรับมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเคลื่อนขบวน ก่อนอื่นต้องไปเติมน้ำมันกันก่อน ที่นี่ต่างจากเมืองไทยนะคะ เราต้องเติมน้ำมันเองแล้วก็ต้องเข้าไปจ่ายเงินในร้านเองด้วย แสดงว่าที่บ้านเมืองเขามีความซื่อสัตย์กันจริง ๆ นะคะ ลองมาใช้ระบบนี้ในเมืองไทยดูซิค่ะ รับรองเจ้าของปั้มเจ้งแน่ ๆ 555
เป้าหมายแรกของพวกเราในวันนี้ก็คือ ฟาร์มปลาเซลมอนค่ะ หนิงกับ 9mot ไม่ได้ตื่นเต้นที่ได้เห็นฟาร์มปลาเซลมอนหรอกนะคะ แต่ตะลึงกับวิวฝั่งตรงข้ามมากกว่าค่ะ เพราะมันเหมือนกับสรวงสวรรค์เลยที่เดียว ลองดูซิค่ะว่าที่บอกจริงอ่ะป่าว (อย่าเพิ่งอิจฉานะคะ แค่วันที่สองเอง อิอิ)


อดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายภาพหมู่กันอีก คราวนี้ครบทีมกันเลยทีเดียวค่ะ จากซ้ายไปขวานะคะ พี่ยุ้ย, น้องจ๊ะ, พี่สมชาย, พี่อ๊อด, พี่เหน่ง, พี่แจ๋ว, พี่จักร, พี่ตะวัน, พี่เปิ้ล, หนิงเอง, พี่อ้อย, พี่วิโรจน์ และ 9mot ค่ะ
อุ๊ย! มัวแต่โชว์รูปจนเพลิน ลืมเล่าไปเลยค่ะว่า พวกเราได้ซื้อเนื้อปลาเซลมอนสด ๆ มาด้วย เพื่อเป็นอาหารมื้อเย็นของวันนี้ เพ็คอย่างดีค่ะ สดมาก ๆ และทางทีมเราก็ได้จัดเตรียมผู้เฝ้าปลาเซลมอนไว้ด้วยเป็นใครไปไม่ได้ค่ะ นอกจากแม่ครัวใหญ่ของเราพี่อ้อยนั่นเองค่ะ
จากนั้นพวกเราก็ไปยังเป้าหมายถัดไป ซึ่งเป็นคำขอของพี่เหน่ง (สาวนัก shop ประจำ trip ค่ะ) เราไปกันที่ร้าน Clearance Sale ซึ่งมีร้านขายกาแฟในบริเวณเดียวกันด้วย ภาพวิวบริเวณร้านนี้สวยมากเช่นกัน อดใจไม่ไหว หนิงและ 9mot (ช่างภาพประจำตัว อิอิ) อดใจไม่ได้ที่จะต้องซื้อกาแฟดื่มกันก่อน (ปกติชอบกลิ่นกาแฟมากค่ะ) แล้วก็ออกมาถ่ายภาพกัน ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ

หลังจากที่ได้ shopping กันไปแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อ แต่ไม่น่าพวกเราก็ต้องแวะจอดรถถ่ายรูปกันอีกแล้ว ก็อดใจไม่ไหวนี่ค่ะ กับภูเขาและท้องฟ้า สวยซะจนพวกเราอดใจที่จะลงไปกระโดดกันไม่ได้เลยล่ะ แม้แต่พี่จักรวัย 21 ได้ร้อยก็ยังไม่เว้นกันเล๊ย
กระโดดกันจนหนำใจ พวกเราก็ขึ้นรถเดินทางต่อ ไปได้สักพักใหญ่ รถคันแรกเพิ่งรู้ตัวว่ารถคันหลังไม่ได้วิ่งตามมา รออยู่พักนึง ต้องขับรถกลับไปตาม ปรากฎว่ารถคันเขียนเกิดอุบัติเหตุยางแตก ดีนะคะที่คนขับเฉลียวใจ เลยจอดดูซะก่อนเลยไม่มีใครบาดเจ็บค่ะ มาดูภาพที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยนยางนะคะ

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ พวกเราได้ข้อสรุปกันว่า ต่อไปเวลาเช่ารถกรุณาเช็คสภาพของยางอะไหล่ด้วยค่ะ เพราะวันนั้นดีนะคะที่พวกเราเช่ารถมาสองคัน เพราะยางอะไหล่ของรถคันที่ยางแตกไม่สามารถใช้การได้ เพราะยางไม่มีลม พอจะแก้สถานการณ์โดยเอายางอะไหล่ของอีกคันมาใส่แต่ขนาดไม่เท่ากันอีก ก็เลยขับไม่เรื่อย ๆ ไม่เร่งมากค่ะ
จากนั้นเราก็แวะที่ร้านผลไม้ร้านดัง ได้ลองชิมไอศครีมด้วย อร่อยมาก ๆ เลย เพราะเขาใช้ผลไม้สด ๆ ปั้นรวมกับไอศครีมเลย อู๊ย สุดบรรยายค่ะ

ได้ชิมผลไม้ และไอศครีม รวมไปถึงซื้อไปทานกันค่ำนี้เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรีบเดินทางต่อไปยังเมือง Arrow Town เพราะพวกเราต้องเสียเวลากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้พอควร เมื่อมาถึงเมือง Arrow Town รถยังไม่ทันจอดสนิทเลย ก็เล็งที่จะถ่ายภาพกันเรียบร้อย เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ดูตรงไหนก็น่ารักไปหมดเลยค่ะ
หลังจากเราเข้า check in เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็โหวดกันว่าจะไปที่ coronet peak กันหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นจะไป Queens Town กันต่อ สรุปว่าจะไปกันทุกที่ แต่เมื่อไปถึง Coronet peak พี่ตะวันเล่าให้ฟังว่า ปกติแล้วที่นี่เป็นสถานที่เล่นสกี ซึ่งช่วยกลางเดือน เม.ย. หิมะก็ยังพอมีหนาอยู่ แต่วันที่พวกเราไปกันนั้นหิมะละลายไปเกือบหมดแล้วอ่ะค่ะ เลยเอาหิมะมาฝากได้แค่เนี่ยค่ะ

จากนั้นเราก็ไปกันที่ Queens Town ซึ่งเป็นเมืองที่ค่อนข้างเป็นเมืองธุรกิจ มีร้านขายเสื้อผ้าและของฝากเยอะทีเดียว นัก shop ในทีมเราก็ไม่พลาดกันอยู่แล้ว ได้ติดไม้ติดมือกันมาพอควร จนใช้เวลากันเกินเวลานัดที่ต้องไปทำอาหารมื้อเย็นกัน คนที่รอก็ท้องกิ่วกันไปนิดนึง

พอถึงที่พัก ก็นำของที่พี่ตะวันเป็นผู้เสียสละไปซื้อกับข้าวออกมาจัดแจง ซึ่งคืนนี้พวกเราได้ทานอาหารอร่อย ๆ หลายอย่าง เช่น ปลาเซลมอนสด ปลาเซลมอนย่าง หรือแม้กระทั่งหอยแมงภู่นิวซีแลนด์ต้มที่มีขนาดใหญ่ทีเดียว และรสชาดก็ดีกว่าหอยไทย เพราะปกติถ้าเราทานหอยที่มีขนาดเท่านี้ เนื้อจะเหนียวมาก ๆ แต่นี่เนื้อยังนุ่มอร่อยมากเลยค่ะ บวกกับน้ำจิ้มรถเด็ด ๆ ที่บรรดาเหล่าแม่ครัวช่วยกันปรุง และตบท้ายด้วยชมรม wine ตั้งวงกันก่อนนอนกันต่ออีก หลังนั้นพวกเราก็พักผ่อนในบ้านพักหลังนี้กันค่ะ

นิวซีแลนด์วันที่สองที่ Lake Tekapo – MT. Cook
พฤษภาคม 21, 2009 at 1:53 pm | In ท่องเที่ยว | 1 CommentTags: ท่องเที่ยว, นิวซีแลนด์, ภาพวิว, วิวสวย ๆ, เที่ยวต่างประเทศ New Zealand, Lake tekapo, MT. cook
หนิงลืมบอกไปว่าในวันแรกที่เดินทางมาถึงพวกเราจะต้องเจอกับฝนซึ่งตกไม่ค่อยมากนักแต่ก็พอลงเม็ดให้พวกเราต้องหลบค่ะ
แต่สำหรับวันนี้ ท้องฟ้าเป็นใจค่ะ อากาศดีทีเดียว พวกเราได้ช่วยกันตระเตรียมอาหารมื้อกลางวัน และทานอาหารเช้ากันเรียบร้อย ก็พากันขึ้นรถ ดีนะคะที่พี่ยุ้ย (ผู้ร่วมเดินทางอีกคน) ได้เตรียมวิทยุสื่อสารไปด้วย ทำให้การสื่อสารระหว่างรถสองคันง่ายขึ้นทันที เกินพลัดหลงกันก็จะได้บอกกันได้ แต่มันใช้ได้ระยะไม่เกิน 500 เมตรเท่านั้นค่ะ
เริ่มต้นเดินทางได้ไม่นาน สองข้างทางที่พวกเราขับผ่าน มันเป็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ ค่ะ เพราะน่ารัก สวยงามมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียว สร้างแบบเรียบง่ายแต่ดูแล้วเก๋ดีค่ะ ต้นไม้ก็มีหลายสีสันให้เราได้ดู ทำให้บรรยากาศรอบ ๆ ดูมีชีวิตชีวาไปหมด ไม่รู้จะบรรยายยังไงดีให้ทุกคนได้เห็นภาพไปกับหนิงด้วย เอาเป็นว่าเราลองไปดูรูประหว่างทางกันเลยดีกว่านะคะ

นี่ก็เป็นภาพฝูงแกะฝูงแรก ๆ ตื่นเต้นกันมากค่ะ แต่เสียดายนะคะ ที่พวกมันไม่ค่อยกล้าสบตากับเรา ภาพหลังจากนี้มันหันก้นให้เกือบหมดทุกตัวเลยล่ะ ฉงฉัยจะกลัวเป็นพวก ปา-ปา-รัส-ซี อิอิ

นี่ก็เป็นภาพบรรยากาศระหว่างทาง เป็นสวนสาธารณะแห่งนึง บรรยากาศดีมาก อากาศดี ๆ
มีอีกเรื่องที่น่าสังเกตสำหรับเมืองนี้ก็คือ ไม่ค่อยพบผู้คนและรถสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับตอนอยู่ที่บ้าน ทั้งคนทั้งรถยั้วเยี้ยไปโม๊ด

นี่ก็เป็นภาพของผู้ร่วมเดินทางค่ะ ของแนะนำทีละคนไล่กันไปเลยนะคะ คนแรกพี่สมชายค่ะ ถัดมาคนที่นั่งก็หนิงเอง ต่อมาก็เป็นพี่อ๊อดคนข้างกายพี่สมชายค่ะ แล้วก็เป็นพี่เปิ้ลและพี่เหน่ง นาวีสาวของเรา คนสุดท้ายก็คือพี่ตะวัน ผู้ที่ดูแลเราตลอดการเดินทางค่ะ
เรายังเดินทางไม่ถึงที่หมายกันเลยค่ะ แต่ก็ได้ดูวิวตลอดสองข้างทางจริง ๆ บางช่วงจะเรียกว่าดูวิวทั้ง 360 องศาเลยก็ว่าได้นะคะ
ขับรถมาจนได้เวลาเที่ยงเราก็ถึงที่ Lake Tekapo ซึ่งเป็นเวลาหม่ำอาหารพอดี ก็จัดแจงโต๊ะบุฟเฟ่กันซะหน่อยค่ะ ดูบรรยากาศตอนทานข้าวกันซะหน่อยนะคะ ว่ามีความสุขกันแค่ไหน อิอิ

เนี่ยแหละค่ะ ทุก ๆ วันเราจะมีอาหารอร่อย ๆ จากแม่ครัวชั้นเยี่ยมให้บริการทุกมื้อ เราทานกันท่ามกลางอากาศที่หนาวพอควร สังเกตุได้ว่าจริง ๆ แล้วมีบริเวณที่ร่มนะคะ แต่เกือบทุกคนวิ่งมาหาที่นั่งกลางแดดกันหมดค่ะ คิดเอาเองนะคะว่าหนาวแค่ไหน ดูจะภาพอาจจะดูไม่ออก ทานอาหารกันเรียบร้อย เหล่าบรรดานางแบบและช่างภาพต่างก็รู้หน้าที่ของตัวเอง เราขยับรถไปเรื่อย ๆ ในบริเวณ Lake Tekapo ค่ะ ลองดูภาพเอาล่ะกันนะคะว่าสวยแค่ไหน


เป็นไงค่ะ เห็นแล้วอยากไปกันบ้างอ่ะป่าว สวย ๆ จริง ๆ น่าเสียดายนะคะเวลาที่พวกเราไปอาจจะไม่ค่อยดีนัก เพราะเท่าที่ทราบมา ทะเลสาบแห่งนี้ เราจะต้องได้เห็นเป็นสีเทอร์คอยส์ พวกเราก็ได้เห็นนะคะแต่เป็นบางมุมอ่ะค่ะ

ขาดไม่ได้ก็คือภาพหมู่ค่ะ สำหรับภาพนี้ยังไม่ครบทีมนะคะ แต่ก็ขอแนะนำผู้ร่วมเดินทางอีกรอบค่ะ เรียงจากซ้ายไปขวานะคะ พี่แจ๋ว, พี่ยุ้ย (พี่แจ๋วจ้างให้มาด้วยค่ะ อิอิ), พี่อ๊อด (คนนี้พี่สมชายบังคับให้มาค่ะ), พี่สมชาย, 9mot, พี่เปิ้ล, หนิง, พี่เหน่ง, พี่อ้อย, พี่จักร (วัย 21 ปีครบ 100 จ้า), พี่วิโรจน์ (มาด้วยกันกับพี่อ้อยค่ะ)
หลังจากที่พวกเราร่าเริงกับการถ่ายภาพ ซึ่งได้ภาพเด็ด ๆ กันเยอะมาก ๆ จริง ๆ (อยากจะเอามาให้ดูเยอะ ๆ แต่เกรงใจค่ะ ไว้โอกาสดี ๆ ค่อยเอามานำเสนอก็แล้วกันนะคะ) จากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อไปยัง MT. Cook ค่ะ อากาศหนาวมาก ๆๆๆๆ พวกเราไปถึงค่อนข้างเย็นแล้ว เลยเก็บภาพมาได้แค่พอควร และก็แสงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ค่ะ


หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางมาที่ Twizel เพื่อจัดการอาหารมื้อค่ำ ดูห้องพัก และบรรยากาศในการทำอาหารของพวกเราซิค่ะ อิอิ

ค่ำ ๆ ช่างภาพของเราก็ยังอุตส่าห์สู้ลมหนาว ออกมาถ่ายภาพพระจันทร์กับบรรยากาศตอนกลางคืนด้านนอกที่พักอีกด้วยล่ะ

ค่ำคืนของวันนี้ พวกเราก็นอนหลับสบาย ภายในที่พักบนผ้าห่มไฟฟ้า และเครื่องทำความร้อน ฝันหวานถึงวันรุ่งพรุ่งนี้ว่าจะเจอแบบไหนหนอ อิอิ
Trip นิวซีแลนด์
พฤษภาคม 19, 2009 at 12:48 pm | In ท่องเที่ยว | 5 CommentsTags: ท่องเที่ยว, นิวซีแลนด์, วิวสวย ๆ, bush inn, christchurch, emirates, motel, new zealand, NZ, sydney
มาแว้ว สำหรับตอนแรก ขอเล่าตั้งแต่ออกเดินทางจากภูเก็ตเลยล่ะกันนะคะ
หนิงเริ่มเดินทางออกจากภูเก็ตเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 52 ตอนประมาณเกือบสี่ทุ่ม ไปถึงที่พักของเพื่อนที่อ่อนนุช ก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน รุ่งเช้าอีกวันหนิงกับ 9mot ก็ยังง้วนกับการซื้ออุปกรณ์กันหนาวกันอยู่ เพราะพี่ตะวันได้โทรมาแจ้งว่า อุณหภูมิทางโน้นบางวันติดลบ 2 กลางวันก็ไม่ถึง 10 องศา ทำเอาหนิงวิตกกังวลอย่างรุนแรงเพราะปกติหนิงไม่ค่อยชอบอากาศหนาวเท่าไหร่ ก็ได้ที่ปิดหูกับถุงเท้าแล้วก็ลองจอห์นอีก 2 ชุด เพราะที่ตระเตรียมมาจากภูเก็ตก็ได้หยิบยืมมาค่อนข้างพร้อมแล้ว ประมาณบ่ายสามครึ่งเราก็เดินทางออกจากคอนโดไปที่สุวรรณภูมิ เพื่อไปยังจุดนัดพบกับคณะ (พี่ ๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อน ตื่นเต้นจัง) ไปถึงไม่นานเราก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ ๆ เพื่อนัดเจอกัน ได้เจอกันครบทั้งคณะแล้ว ก็ทำการเช็คอินของสายการบิน Emirates เจอปัญหานิดหน่อย พวกเราได้เข้าไปแบบ group check in แต่แปลกตรงที่น้ำหนักกระเป๋าเขาให้ต่อคน ซึ่งเราก็ต้องประสบปัญหาเนื่องจาก 9mot เป็นผู้ดูแลกระเป๋าเสบียงซึ่งน้ำหนักปาไป 25 kg ในขณะที่เขาให้น้ำหนักต่อคนเพียง 20 kg เท่านั้น พวกเราก็ต้องไปต่อรองกับพนักงานนิดหน่อยให้หมู่มากเข้าว่า อุ๊ย! ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่สอบถามนิดหน่อยว่าเรามาเป็นคณะ จองตั๋วก็จองเป็นคณะ วีซ่าก็ทำมาแบบเป็นคณะ ทำให้น้ำหนักกระเป๋าให้พวกเราเป็นคณะไม่ได้ สุดท้ายก็ยินยอมแต่โดยดีค่ะ
หลังจาก check in พวกเรายังมีเวลาอีกพอสมควร ก็ทำการเดินตรวจตราที่ duty free แต่ไม่ได้ของอะไร เพียงแค่ฆ่าเวลาก่อนขึ้นเครื่องเท่านั้น จากนั้นพวกเราก็ขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางไปยังสนามบิน sydney ซึ่งใช้เวลาประมาณแปดชั่วโมงเศษ ช่วงเวลานั้น หนิงเองก็ได้พบกับความประทับใจของสายการบิน Emirates หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ที่ปรับได้พอควร และความกว้างซึ่งไม่ได้กว้างมากแต่เท่าที่สังเกตุก็กว้างกว่าสายการบินอื่น แถมยังมีจอส่วนตัวให้เราได้เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง หรือดูสถานการณ์ของเส้นทางไว้แก้เซ็ง อีกต่างหาก นอกจากนั้นยังมีอาหารอร่อย ๆ เสิร์ฟอีกด้วยล่ะ (ชอบมาก ๆ เลย อิอิ)
เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน sydney อากาศก็โปร่งใสดี ได้แต่หวังว่าที่ NZ น่าจะอากาศดีแบบนี้เหมือนกัน (คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน เผื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเห็นใจ 555) พวกเราก็เดินไปดูโน้นดูนี่แก้เซ็ง และก็แวะไปใช้ Internet ฟรี เพื่อส่ง e-mail ไปยั่วน้ำลายเพื่อนๆ ที่ office เล่น ๆ ไม่น่าก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง ซึ่งก็นั่งต่อไปอีกประมาณ 3 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบิน Christchurch ซึ่งเราก็ต้องมาลุ้นกับการผ่านด่านตรวจอีก เพราะถูกขู่มาว่าเข้มงวดมาก มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขามีทีมตรวจเช็คที่น่ารักมาก ๆ เลยล่ะ ก็มีเจ้าหน้าตัวน้อย ๆ มาคอยดมกลิ่นตามกระเป๋าที่โหลดจากเครื่อง พอหมาเข้าไปดม ๆ ใบไหนผิดปกติเจ้าหน้าที่ก็จะยกออกมาแยกไว้ต่างหาก และเอาสติ๊กเกอร์แปะไว้ พร้อมกับให้รางวัลเจ้าตูบด้วย มันทำหน้าที่ของมันได้ดีทีเดียวล่ะ น่ารักมาก ๆ
ในที่สุดพวกเราก็สามารถนำข้าวของสัมภาระต่าง ๆ ที่หอบหิ้วไปจากเมืองไทยผ่านด่านออกมาได้โดยไม่ต้องเสียทรัพย์สินเลย อันนี้ก็ต้องยกผลประโยชน์ให้ 9mot นิดนึง เพราะเขาทำหน้าที่ในการ declare กระเป๋าเสบียง ลุ้นกันแทบแย่ ไม่อดตายแล้วล่ะ 555
ออกจากประตูมา คาดว่าพี่ตะวันจะต้องมารับพวกเราแล้ว แต่กลับเป็นว่าพวกเราไม่เจอ นั่งรอยืนรอ เดินรอกันพักใหญ่ ๆ จนเริ่มชักจะกระวนกระวายกันเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็เจอกัน ปรากฎว่าพี่ตะวันไปรับรถมาให้พวกเราเรียบร้อยแบบพร้อมเดินทางต่อเลย
การท่องเที่ยงของพวกเราเริ่มคิดแล้ว แต่ยังไม่ทันไรพวกเราก็ไม่สามารถผ่านประตูอัตโนมัติของสนามบินได้ ระบบเขาดีจริง ๆ ค่ะ เพราะพวกเราจะต้องไปจ่ายเงินค่าจอดรถกันก่อน จึงจะผ่านออกมาได้ จากนั้นพวกเราก็เดินทางมายังโรงแรม Bush Inn Count Motel สำหรับหนิงเองอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับรูปแบบนักกับรูปแบบของ Motel แต่ขอบอกว่าสะดวกสบายมา พวกเราพักกันทั้งหมด 3 ห้อง ห้องของเรานอนกันทั้งหมด 5 คน สำหรับที่นอนในห้องจะมีผ้าห่มไฟฟ้าให้ แต่สำหรับด้านนอกที่เป็นห้องโถงจะมีเครื่องทำความร้อนให้ ทำเอาหนิงโล่งใจไปเยอะ เพราะตอนแรกยังไม่แน่ใจว่ามา 10 วันจะได้อาบน้ำสักกี่วัน แต่ถ้าเป็นแบบนี้ อาบวันละ 2 รอบก็ยังไหว อิอิ
นี่เป็นรูปของ Motel ที่พวกเราไปพักกันค่ะ

นี่ก็เป็นรูปภายในห้องนอนค่ะ อีกห้องเป็นเตียงเดี่ยง 2 เตียงค่ะ

มาแล้วขอถ่ายกับป้ายซะหน่อย อิอิ

หลังจากที่เราเก็บสัมภาระ เข้าห้องน้ำ และเอกเขนกกันนิดหน่อย พวกเราก็รวมตัวกันเดินทางไปทานอาหารมื้อค่ำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Motel นัก ไม่แน่ใจว่าหิวกันด้วยอ่ะป่าว แต่รู้สึกว่าอาหารอร่อยมาก ๆ แต่คงจะอร่อยจริง ๆ แหละเพราะช่วงเวลาที่พวกเรานั่งอยู่ในร้าน จะมีลูกค้าเต็มเกือบตลอด
บรรยากาศภายในร้านค่ะ

จากนั้นพวกเราก็ไปซื้ออาหารสด เพื่อไปเตรียมอาหารเช้าและเที่ยงของวันพรุ่งนี้ สำหรับคืนแรก พี่ ๆ เขาก็ชวนให้น้องหนิงกับน้องมดมาลองลิ้มรส wine NZ ซะแล้ว ปกติไม่ค่อยนิยมแอลกอฮอล์เท่าไหร่ แต่งานนี้ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองกันซักตั้ง อิอิ หลับสบายเลยล่

รายงานตัวค่ะ
พฤษภาคม 13, 2009 at 4:03 am | In ท่องเที่ยว | 7 CommentsTags: ท่องเที่ยว, นิวซีแลนด์, เที่ยวต่างแดน
หายไปนานมั๊กมัก สำหรับเที่ยวนี้ ก็แอบหนีไปชาร์ตแบตให้ตัวเองที่นิวซีแลนด์มาอ่ะค่ะ ไม่ได้บอกกล่าวไว้ล่วงหน้า ต้องขออภัยไว้ด้วยนะคะ เพราะก่อนไปก็รีบทั้งเคลียร์งานและเคลียร์คิวหลาย ๆ อย่าง (อุ๊ย! ดูเหมือนเป็นคนดังยังไงไม่รุ แต่มันเป็นยังงั้นจริง ๆ นะจ๊ะ อิอิ) ทำเอาไม่มีเวลามาแจ้งข่าวกันเลย
แต่ยังไงตอนนี้ก็กลับมาแล้ว และก็คิดว่าสมองปลอดโปร่งขึ้นพอสมควร จะพยายามเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่ไปนิวซีแลนด์ให้เพื่อน ๆ ได้พอเห็นภาพลาง ๆ เพราะหนิงเองคิดว่าหนิงคงไม่สามารถถ่ายทอดจากสิ่งที่สัมผัสผ่านทางตัวอักษรและภาพได้เท่ากับที่หนิงได้ไปเห็น ไปได้ยิน ไปสัมผัสเองอย่างแน่นอน แต่อย่างน้อยก็พอยั่วน้ำลายให้กับบางคนอย่างไปได้บ้างล่ะ ฮา ฮา ฮา
สำหรับหนิงแล้ว การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งที่หนิงประทับใจมาก และรู้สึกว่าเราได้ไปพักผ่อนจริง ๆ เพราะตั้งแต่เริ่มเดินทางจนกระทั่งวันกลับ หนิงประทับใจกับทุก ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน (Emirates) ผู้ร่วมเดินทางทุกคน (ถึงแม้จะไม่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อน และวัยก็ต่างกันซะเหลือเกิน แต่ทุกคนก็เข้ากันได้ดีเหมือนกับอยู่รุ่นเดียวกันเลยล่ะ) บรรยากาศของนิวซีแลนด์ รวมไปถึงน้องแกะ น้องวัว น้องกวาง ที่ไปหากินอยู่บนทุ่งหญ้าร่วมสร้างบรรยากาศกับทิวเขาที่ประดับด้วยหิมะตรงปลายยอดพร้อมกับทิวต้นไม้ทั้งสีเขียว สีเหลือง ทำให้ยิ่งประทับใจมากขึ้นไปอีก อีกอย่างนึงก็คือไปคราวนี้เหมือนกับตัดขาดจากความเครียดต่าง ๆ ได้อย่างดี เพราะเราปิดโทรศัพท์กันหมด และไม่ใช้ internet กันเลย เหมือนกับทิ้งงานทุกอย่างไว้ที่เมืองไทยจริง ๆ ทุก ๆ วันเราตื่นเต้นกับสองข้างทางจนลืมคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ไปหมด มันสวยจนสุดจะบรรยาย (ขอติดเรื่องรูปไว้ก่อนนะคะ เพราะมันเยอะมาก ๆ จนยังขยับขยายได้ไม่เท่าไหร่ แล้วหนิงจะเอามาเขียนเล่าในแต่ละเมืองที่ไป พร้อมกับรูปอีกครั้งนะคะ)
สรุปแล้วคุ้มจริง ๆ ค่ะ
Update Back Bend
เมษายน 24, 2009 at 7:37 am | In Ashtanga Yoga | 3 CommentsTags: ท่าสะพานโค้ง, เทคนิคการฝึกท่าสะพานโค้ง, เทคนิคการฝึกโยคะ, เทคนิตโยคะ, โยคะ
กลับมาแล้วค่ะ หลังจากแอบไปฝึกวิทยายุทธ์มา อิอิ คงเข้าใจว่าหนิงไปฝึกโยคะเอาจริงเอาจังมาล่ะซี จริง ๆ แล้วแย่กว่าเก่าอีกค่ะ ทำไมตัวขี้เกียจมันเกาะแน่นหยั่งงี้ก็ม่ายรุ แต่ก็ยังดีที่ยังได้ฝึกบ้าง อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งอ่ะคะ ไม่ อา-ราม-พา-บด ยาวดีก่า เข้าเรื่องเลยล่ะกัน
ตามสัญญาวันนี้หนิงได้เอารูปการฝึก back bend ที่ครู willian ตั้งใจฝึกมาให้ดูกัน จะว่าเป็นภาคสองจากครั้งก่อนโน้นที่หนิงเคยเขียนไว้ในเรื่องสารพัดเทคนิคเพื่อฝึก back bend ตอนนี้หนิงมีเทคนิคบางอย่างเพิ่มเติมอีกค่ะ ติดตามดูนะคะ
เทคนิคแรก ใช้ลูกบอลเป็นตัวช่วยค่ะ

เทคนิคที่สอง ทำตัวคล้าย ๆ กับคลื่น แล้วไหลแบบคลื่นไปเรื่อย ๆ

เทคนิคที่สาม กระตุกตัวเองเร็ว ๆ เพื่อขึ้น back bend ค่ะ

เทคนิคที่สี่ คล้าย ๆ กับที่เก้าอี้ค่ะ แต่อาจจะวางเท้าต่ำกว่าค่ะ

สุดท้ายหลังจากที่ใช้สารพัดเทคนิคแล้ว ผลก็ออกมาเป็นแบบเนี่ยค่ะ หนิงคิดเอาเองว่ามันดีขึ้นนะ ไม่แน่ใจว่าเข้าข้างตัวเองอ่ะป่าว

กลับมาแล้วค่ะ
เมษายน 10, 2009 at 10:46 am | In Ashtanga Yoga | 1 Commentช่วงเดือนที่ผ่านมารู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าซะเหลือเกิน เพราะยุ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยว่างเลย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ชีวิตห่างไปจากโยคะเหมือนกัน ฮือ ฮือ แต่อย่างน้อยก็ได้กลับมาฝึกเมื่อวันเสาร์และจันทร์ที่ผ่านมา (วันนี้ก็ปาเข้าไปวันศุกร์แล้วนะ) กะว่าพรุ่งนี้น่าจะมาฝึกแหละ เห็นเพื่อน ๆ ใน Class บางคนตื่นเต้นดีใจ และชอบกับการสอนของครู william กันมาก ๆ จริง ๆ แล้วหนิงเองก็ได้ฝึกกับครู william มาแล้ว 2 ครั้ง สัมผัสได้ถึงความตั้งใจและความละเอียดของครูมาก ๆ ค่ะ
ขอเม้าท์หน่อยนะคะ ครู william สอนหนิงฝึกท่าสะพานจากไม่โค้งให้โค้งแล้วล่ะ แล้วจะเอารูปท่าสะพานโค้งที่ครู william ฝึกให้ มา update ให้ดูกันนะคะ เล่าไปก็ยังไม่ได้อัตถรสหรอกค่ะ ดูรูปจะจะน่าจะดีกว่า ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้ถ่ายหรือเปล่า พอดีน้าเขายืมไปอ่ะ ที่อยากถ่ายรูปดูเพราะเพื่อนข้าง ๆ แอบบอกว่าหนิงทำได้ดีขึ้นเยอะเลย หนิงเองมองไม่เห็นตัวเองว่าเป็นยังไง อยากรู้เหมือนกันค่ะ (รอลุ้นกันหน่อยนะคะ) อิอิ
ตั้งใจรอ
เมษายน 1, 2009 at 12:00 pm | In Ashtanga Yoga, Uncategorized | 2 CommentsTags: Ashtanga Yoga, อยากฝึกโยคะ, อัษฎางคโยคะ, โยคะ, william
หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้ก็ขอกลับมาสู่เรื่องของโยคะซะที เพราะช่วงก่อนหน้านี้ หนิงยุ่ง ๆ อยู่กับหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเครียดในบางครั้งด้วยซ้ำไป แต่ยังไงก็ตามภายในใจยังไม่เคยคิดที่ห่างไปจากโยคะเลย เดือนกว่า ๆ ที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ฝึกโยคะเลย ทำให้หนิงโหยหายิ่งนัก แต่ทำไงได้ภารกิจทั้งงานราษฯ งานหลวง เต็มไปหมด คาดว่าพรุ่งนี้คงจะได้เริ่มต้นใหม่กับโยคะซะที คาดว่าต้องเมื่อยมากแน่ ๆ ค่ะ แต่เมื่อประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมาหนิงก็ได้มีโอกาสฝึกโยคะครั้งนึง ก็ไม่ได้รู้สึกทรมานมาก รู้สึกว่าทำท่าได้ยากขึ้นในบางท่าเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ค่อนข้างจะดีขึ้นด้วยซ้ำไปค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ นะคะ ต้องมารอดูผลงานในวันพรุ่งนี้แหละค่ะว่าจะเป็นยังไง อ้อ! ไม่ใช่ซิ ดูพรุ่งนี้คงไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้ฝึกคาดว่าสักวันเสาร์ไม่งั้นก็อาทิตย์ล่ะที่จะออกอาการ
มีอีกเรื่องที่จะมา update ค่ะ คือ ตอนนี้ครูทิพย์ให้ครู william มาสอนแทนประมาณเดือนนึงค่ะ ทำให้เพื่อน ๆ ในคลาสบางคนตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ค่ะ น่าจะเป็นเพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างมังค่ะ อิอิ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คนค่ะ บางคนก็อาจจะคิดว่าใครสอนก็ได้ แต่ให้ได้ฝึกก็พอแล้ว แต่สำหรับบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าอยากจะได้ครูดี ๆ มีความรู้ความสามารถมาก ๆ เท่านั้น ก็อาจจะอยากเลือกนิดนึง แต่อย่างที่หนิงเคยบอกไว้แหละค่ะว่า เท่าที่เจอครูสอน Ashtanga Yoga มาสอนดีทุกคนเลยค่ะ ไม่เคยผิดหวัง
และที่หนิงบอกว่า “ตั้งใจรอ” เพราะห่างหายไปนาน บางวันเหมือนกันวันจะได้ไปฝึกแล้วเชียว แต่ก็มีเหตุให้ไปไม่ได้ซะงั้น แต่หนิงก็ตั้งใจว่าวันศุกร์เช้ายังไงก็น่าจะได้ไปฝึกแน่นอน ส่วนในวันพรุ่งนี้ช่วงเย็นก็ต้องรอลุ้นค่ะ เพราะว่าต้องไปงานศพญาติของเพื่อนอีกแล้วอ่ะ ถ้าเลื่อนนัดได้คงไปฝึกแน่นอนค่ะ เพราะเสาร์-อาทิตย์นี้ เผลอ ๆ อาจจะวันจันทร์ด้วยมั่ง หนิงต้องเดินทางไปเขาหลักอีก เหนื่อยมาก ๆ ค่ะตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา ช่วงนี้ดวงเรื่องการเดินทางน่าจะขึ้นสูงด้วยอ่ะค่ะ เดินทางเยอะมาก ๆ 555
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.
