สมดุล….

เมษายน 8, 2012 ที่ 10:04 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

หลายปีที่ผ่านมา  หนิงได้ทำกิจกรรมอะไรต่าง ๆ มากมาย  จนกระทั่งทุกวันนี้  หนิงมีอยู่ 3 เรื่องหลัก ๆ คือ  โยคะ  ครอบครัว  และสังคม  โดยมีสิ่งที่แฝงเล๋ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันอีกก็คือ  การพักผ่อน  การกิน  และการนอน  5555

หนิงพยายามที่จะวางทุกอย่างให้ลงตัว  อยู่ในหลักของคำว่า “สมดุล”  นั่นหมายความว่า  เราไม่ได้โอนเอนไปทางใดทางหนึ่ง  จนเสียอีกทางหนึ่ง  พยายามทำทุกอย่างให้เข้ากัน  เพราะการอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “สมดุล” นั้น  ไม่ได้หมายความว่า  เราจะแบ่งชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร 1, 2, 3 และ 4 ตลอด  แต่เราต้องรู้ว่าเวลานี้  เราจะต้องผ่อนเรื่องไหนลง  ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากขึ้น  เพราะการสมดุลนั้นสามารถที่จะเคลื่อนย้ายได้  แต่ฐานยังมั่นคงต่างหาก  เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำกับความคิดของหนิงมากขึ้น  หลังจากที่หนิงได้เข้าไปเข้า workshop  กับ matthew เมื่อครั้งที่ผ่านมา  เพราะหนิงรู้สึกว่าเขาทำให้หนิงเข้าใจคำว่า “Balance” หรือ “สมดุล” ได้ชัดเจน  และทำให้เรามั่นใจกับหลักการของตัวเองมากขึ้น  อิอิ

หนิงเข้าใจนะคะ  บางครั้งคนเรามีสิ่งที่ต้องสร้างสมดุลในชีวิตที่แตกต่างกันไป  ซึ่งตัวเราเท่านั้นที่จะรู้กับสิ่งนั้นได้ดีที่สุด  ไม่มีใครทีจะรู้ว่าเราควรจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้  เพราะเราจะรู้ว่าเราควรเพิ่มหรือลดสิ่งใดเพื่อให้เกิดสมดุลชีวิต  เพราะบางคนตัวคนเดียว  การจัดวางเรื่องสมดุลอาจจะง่ายกว่า  แต่บางคนมีทั้ง พ่อ แม่ ลูก  สามีหรือภรรยา  ที่จะต้องดูแล  หรืออาจจะเป็นหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอีก  ซึ่งทำให้การสร้างสมดุลเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเขาคนนั้นมาก ๆ แต่หากเราทำได้  เราก็จะประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน  เห็นไห๊มค่ะว่ามันยากแค่ไหน  เพราะจะมีสักกี่คนที่ทำได้  จากสิ่งที่หนิงพร่ำบ่นมาตั้งแต่ต้นนั้นก็เพื่อที่จะบอกว่า

จริง ๆ แล้ว  ทุกวันนี้  เรามักจะไม่ค่อยได้มองถึงจุดสมดุลของตัวเองเท่าไหร่  บ้างก็บอกว่า  ช่วงวัยนี้เป็นวัยของการทำงาน  ก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน  โดยลืมดูแลตัวเองและคนในครอบครัวไป  เพราะบางครั้งการที่อยู่กับคนในครอบครัวไม่ใช่จะเลี้ยงเขาด้วยเงินที่เราหามาได้อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ  บางครั้งเขาต้องการด้านจิตใจและการให้เวลากับเขาบ้าง  บ้างก็ทำงานจนไม่ได้ดูแลตัวเองเลย  ทำงาน ๆ ๆ ๆ จนสุดท้ายล้มป่วย  ไม่สามารถทำงานต่อไปได้  เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย  ไม่ได้เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เลย  สรุปแล้วคุ้มกันหรือเปล่าค่ะ  กับสิ่งที่เราหักโหมในช่วงนั้น  อิอิ

หนิงคิดว่าตอนนี้ตัวเองโชคดีมาก  ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก  แต่หนิงว่าหนิงสามารถสร้างสมดุลในส่วนที่ควรจะเป็นได้แล้ว  บางครั้งก็มีกระโดดฝึกโยคะบ้างเพื่อใช้เวลากับคนในครอบครัว  บางครั้งก็ต้องสละเวลาของครอบครัวเพื่อไปเรียนโยคะเพิ่มเติมบ้าง  ส่วนเรื่องงานตอนนี้ก็ไม่ต้องพูดถึง  เพราะได้ทำในสิ่งที่รักจริง ๆ  การดูแลสุขภาพก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วันแน่ ๆ ที่หนิงต้องบังคับตัวเองว่า  จะงดการฝึกอย่างไรก็ได้  แต่เป้าขั้นต่ำที่ต้องฝึกคือเท่านี้  อิอิ  บางครั้งก็อาจจะมองว่าเป็นข้ออ้างในการไม่ฝึกได้เหมือนกันอ่ะนะ  นอกจากนั้นยังวางแผนเรื่องการเที่ยวไว้อีก  ว่าอย่างน้อยในหนึ่งปีควรจะต้องพักผ่อนด้วยการไปเที่ยวโดยใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ สักครั้ง (ไม่นับครั้งยิบ ๆ ย่อย ๆ ที่เป็นรางวัลชีวิตเพิ่มเติมอ่ะนะ)  ซึ่งที่ผ่านมาหนิงก็สามารถทำมาได้โดยตลอด

ดังนั้น  ขอบอกเพื่อน ๆ ว่า  การจัด “สมดุลชีวิต” นั้น  เราต้องจัดตั้งแต่วัยที่เรายังสามารถจัดสรรได้  เพราะหากวันนึงคิดได้เมื่อสายคุณจะเสียดายกับการจัดสมดุลชีวิตของตัวเองนะคะ

นมัสเตค่ะ

ก้าวเรื่อย ๆ ดีกว่ากระโดดนะคะ

เมษายน 1, 2012 ที่ 8:16 am | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

การฝึกโยคะนั้น  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ครูหลาย ๆ ท่านได้บอกมา  และจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านการฝึกทั้งแบบขี้เกียจ  ทั้งแบบเร่งรัดมาแบบหลากหลาย  เพราะก็ต้องยอมรับว่า  ภาวะจิตใจมีผลกะการฝึกจริง ๆ ช่วงที่ขี้เกียจก็ไม่อยากฝึกเลย  ก็เลยตามใจตัวเองซะหน่อยเพราะตอนนั้นก็คิดว่า  อย่างน้อยเราก็ยังออกกำลังกายบ้างยังดีกว่าตั้งหลายคนแหนะที่ไม่ออกกำลังกายเลย  สรุปหยุดก็หยุด  อิอิ  ช่วงไหนที่ขยันพลังเยอะก็ฝึกซะหนักเลย  บางวันฝึกถึงสองชั่วโมงเต็มเลยก็มี  ทำไงได้ล่ะแรงเยอะขอปลดปล่อยซะหน่อย  ผลปรากฎว่าไม่บาดเจ็บก็หมดแรง  ฝึกอยู่แบบนั้นได้แค่วันสองวัน  ก็เหนื่อย  วันต่อ ๆ มาก็ขอหยุดซะหน่อยเก็บพลัง 5555

นั่นแหละค่ะประสบการณ์ตรงของตัวเองเลยอ่ะ  จริง ๆ แล้วที่เอามาเล่าสู่กันฟังเพราะไม่อยากให้เอาเยี่ยงอย่างนะคะ  แต่อยากให้ดูเป็นตัวอย่างว่า  มันไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่  สู้เราฝึกเรื่อย ๆ ไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป  แต่พยายามทำให้ได้ทุกวัน  จะทำให้ภาพรวมดีกว่าเยอะเลยค่ะ  เป็นการใช้งานร่างกายที่สม่ำเสมอ  และค่อย ๆ ให้ร่างกายได้เรียนรู้  ไม่ใช่ฝึกหนักแล้วต้องมาหยุดเพื่อพัก  หรือฝึกหนักจนบาดเจ็บก็ต้องพักอยู่ดี  ทั้ง ๆ ที่ใจสู้สุดชีวิต  พยายามบอกตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นไรซะหน่อย  อิอิ  เพราะจิตใจที่เข้มแข็งไงค่ะ เลยพยายามปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย  และแล้วเมื่อร่างกายประท้วงขึ้นมา  ระวังจะสายเกินไปนะจ๊ะ

ก็คงเหมือน ๆ กับการที่เราเดินมั่งค่ะ  หากเราใช้ความระมัดระวังในการเดินให้ดี  เดินให้จังหวะสม่ำเสมอ  เรื่อย ๆ เราก็จะไม่เหนื่อยมาก  สุดท้ายก็ถึงเป้าหมายโดยปลอดภัย  หัวใจและกล้ามเนื้อก็ยังทำงานได้ดี  แต่หากเราเดินบ้าง  หยุดบ้าง  กระโดดบ้าง  วิ่งบ้าง  เราก็อาจจะพลาดพลั้ง  หกล้ม  และการทำงานของหัวใจก็ไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าที่ควร  หากพลาดหนัก  ขาหัก  ขาแพลงไป  ก็อาจจะไม่ถึงเป้าหมาย  หรือกว่าจะถึงก็อาจจะใช้เวลานานกว่าคนอื่น ๆ เป็นเท่าตัว  ฟังแบบนี้แล้ว  จะเลือกทางไหนดีเอ่ย  อิอิ

ทั้งนี้ทั้งนั้น  การฝึกของเราแต่ละครั้ง  เราเป็นผู้เลือกทั้งนั้น  ร่างกายเป็นของเรา  เราสามารถบอกได้แม้กระทั่งครูผู้สอนว่าวันนี้เกิดไรขึ้น  หรือหากเจอครูบางคนไม่เข้าใจเราก็ต้องเลือกที่จะถนอมตัวเองนะคะ  เพราะหนิงเคยเจอมาแล้วเช่นกันกับการใช้ความพยายามสุดท้ายแล้วก็บาดเจ็บกลับมา  โทษใครไม่ได้นะคะเรื่องนี้  ต้องโทษตัวเองที่วันนั้นทำไมเราไม่บอกให้จริงจังไป  หุหุ

ดังนั้น ณ วันนี้  ยืนยันได้เลยนะคะ  ว่าการฝึกนั้นเราต้องฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป  ทำความเข้าใจกับร่างกายตัวเอง  และพยายามสร้างความสม่ำเสมอให้กับตัวเอง  จะดีกว่าที่ไปสร้างแรงหึกเหิมเป็นบางช่วง  หรือใช้ความพยายามเพราะติดกับความรู้สึกอยากทำให้ได้  อิอิ  

“เราต้องเลือกทางเดินให้ตัวเราเองนะคะ  และทางนั้นควรเป็นทางที่ดี  เหมาะสม  และปลอดภัยด้วยค่ะ”

ไม่สนใจ

กุมภาพันธ์ 23, 2012 ที่ 7:20 am | บันทึกโพสใน Uncategorized | ใส่ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , ,

ทำไมหนิงถึงตั้งชื่อเรื่องว่า “ไม่สนใจ” ก็เพื่อให้คนสงสัยไงค่ะ อิอิ ป่าวค่ะไม่ใช่เลย แต่จะบอกว่าการฝึกโยคะที่หนิงยึดถือ ณ ปัจจุบันคือ ให้เราใส่ใจกับการฝึกของตัวเอง ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวไงค่ะ

ก่อนหน้านี้ อาจจะมีหลากหลายคนพูดนะคะ ว่า การฝึกโยคะควรจะต้องฝึกในที่ ๆ สงบ อยู่ภายใต้แมกไม้ถึงจะดี แต่ก็มีครูบางคนบอกว่า การฝึกโยคะนั้นอยู่ที่จิตเราล้วน ๆ หากเราสามารถกำหนดการฝึกของเราได้ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จะไม่มีผลกับการฝึกของเราเลย ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกเสียงกา ฝนจะตกฟ้าจะร้องอย่างไรก็ตาม ยกเว้นว่าไปฝึกกลางแจ้งฝนตกก็ต้องหลบฝนนิดนึงอ่ะนะค่ะ อิอิ

สำหรับหนิงแล้ว ณ ปัจจุบัน หนิงมองว่า การฝึกโยคะนั้น หากเราให้ความใส่ใจกับการฝึก เราก็สามารถฝึกได้ โดยที่ให้เรารู้ว่าเรากำลังฝึกท่าไหนอยู่ เราจะต้องหายใจอย่างไร เท่านั้นเราก็จะสามารถอยู่กับการฝึกของตัวเองได้ โดยไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมใด ๆ เลย หากเราเปรียบการฝึกโยคะเป็นเหมือนกับการทำสมาธิ สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวก็เหมือนกับอุปสรรคที่จะทำให้เราเสียสมาธินั่นเอง แต่หากเราสามารถกำหนดตัวเองได้ เราก็สามารถสร้างสมาธิให้กับตัวเองได้ไม่ยากเลย ดังนั้นมันอยู่ที่ความคิดภายในเราเท่านั้นนะคะ

ณ ปัจจุบัน หนิงคิดว่าหากหนิงพร้อมที่จะฝึก นั่นหมายความว่าพร้อมทั้งกายและใจแล้ว หนิงว่าหนิงสามารถฝึกโยคะได้โดยไม่สนใจว่า จะมีเสียงนกร้อง หมาหอน เสียงรถวิ่งผ่านไปมา หรือแม้กระทั่งจะใครมานั่งคุยกันอยู่ข้าง ๆ เพราะหากเรามีสมาธิเพียงพอแล้ว เราจะสามารถอยู่กับตัวเองได้ โดยไม่สนใจว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไรเลยค่ะ

แต่ทั้งนี้แล้ว หากเราสามารถเลือกที่ฝึกได้  หนิงก็เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะเลือกที่จะฝึกในที่ ๆ สงบ และหากเราไม่สามารถเลือกได้ เราก็ต้องเลือกที่จะต้องฝึกจิตตัวเองนะคะ อิอิ เพราะเราเป็นผู้กำหนด และเป็นการฝึกให้จิตตัวเองเข้มแข็งขึ้นอีกด้วยค่ะ  อย่าลืมนะคะ  เราอยู่ในสังคมเมือง  ไม่ได้อยู่ในวิถีแบบสมัยก่อนที่จะหาใต้ร่มแมกไม้ฝึกกันได้ง่าย ๆ  อิอิ

สะพานเริ่มชันแล้ว อิอิ

กุมภาพันธ์ 18, 2012 ที่ 9:12 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 5 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , ,

หลังจากที่ครูหลาย ๆ คนได้ช่วยกันในเรื่องของการทำสะพานโค้ง  หรือ  back bend  ทุกวันนี้หนิงใช้ความพยายามอย่างมากในการฝึกท่านี้  เนื่องจากสรีระเราเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับการทำท่านี้  แต่ก็ไม่เคยรู้สึกท้อแท้นะคะ  ก็ได้แต่ยอมรับกับสิ่งที่เราเป็น  เพียงแค่เราต้องฝึกฝนให้มากขึ้น  ไม่ได้คาดหวังว่าจะทำได้สวยเหมือนกับคนที่หลังอ่อน ๆ เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้  แค่พยายามทำให้ดีที่สุดก็คงพอแล้ว  เลยทำให้ตัวเองค่อนข้างเข้าใจคนที่มีปัญหาสรีระจริง ๆ ว่า  เวลาที่เรามีปัญหานั้น  มันยากเย็นแสนเข็นมากกับการที่จะฝึกท่าที่ต้องใช้ส่วนที่เป็นปัญหา  หนิงขอให้กำลังใจนะคะ  และขอบอกว่า  สู้ ๆ ค่ะ  หากเราฝึกทุก ๆ วัน  ฝึกบ่อย ๆ หนิงมั่นใจว่ามันต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ  เราเท่านั้นรู้ตัวเราเองมากที่สุดค่ะ  และวันนี้หนิงก็ได้เก็บภาพการฝึกเมื่อเช้านี้มา  เพื่อดูการพัฒนาของตัวเอง  และจะได้เห็นความพยายามในการฝึกแต่ละวัน  จริง ๆ ค่ะ  บางวันไหล่ไม่เปิด  หลังแย่กว่านี้  ก็ต้องปล่อยไปเลย  เพราะหนิงกลัวการบาดเจ็บมาก  หนิงจะฟังเสียงร่างกายตัวเองก่อน  ว่าวันนี้เราจะได้แค่ไหน  ให้อยู่ในจุดที่ “เหมาะสม” อ่ะค่ะ

มาดูกันนะคะ

รูปภาพ

ภาพนี้เป็นการวอร์มหัวไหล่ให้เปิด  หนิงต้องใช้เชือกช่วยเพื่อบังคับไม่ให้แขนกางออกอ่ะค่ะ

รูปภาพ

ภาพนี้เป็นการช่วยเรื่องการโค้งหลัง  และช่วยฝึก drop ลงเองค่ะ  เพราะหนิงยังมีปัญหาเรื่องแขนไม่ตรงด้วย  ดังนั้นเวลาฝึกท่านี้ต้องพยายามเหยียดแขน  แต่ขอบอกว่าหนิงทำได้ยากมาก  เพราะไหล่ยังติดอยู่มาก  ยังไม่สามารถ  เพราะเดิมหนิงเป็นคนไหล่คู้มาก่อน  น่าจะหลังเอาการค่ะ  เพราะเดินแบบนั้นมาเป็นสิบปี  เราก็ต้องยอมรับกับการฝึกที่ต้องใช้เวลาเช่นกันค่ะ

รูปภาพ

เสร็จทุกขั้นตอนแล้ว  ก็ลองขึ้นดูว่าเป็นไง  หลังจากนั้นครูก็มาช่วยอีก  อิอิ

รูปภาพ

รูปภาพ

จริง ๆ ก็มีท่า drop back ต่ออีก  แต่เป็น VDO อ่ะนะ  ไว้ค่อยเอามาลงล่ะกัน  เพราะตอนนี้ file คงใหม่มาแล้วสำหรับเรื่องนี้  ขอเอาใจช่วยสำหรับผู้ที่มีปัญหาสรีระนะคะ  ฝึก ๆ และ ฝึก เท่านั้นนะคะ

ความแตกต่างของครู

กุมภาพันธ์ 15, 2012 ที่ 7:24 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | ใส่ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , ,

หัวข้อที่นักเรียนและครูได้พูดกันเมื่อเช้านี้  หลังจากที่ฝึก mysore กันเสร็จ  ด้วยมีนักเรียนบางคนอาจจะงง ๆ กับการสอนของครู  เพราะครูแต่ละคนอาจจะมีเทคนิคหรือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เหมือนกัน  ทำให้เกิดความสับสนในการฝึกขึ้น  จริง ๆ เรื่องนี้  หนิงเองผ่านประสบการณ์การฝึกโยคะกับครูมารวม ๆ แล้ว  น่าจะ 20 ต้น ๆ ได้  ทำให้พอทราบว่า  เทคนิคการสอน  รูปแบบการสอน  และความซีเรียสของครูแต่ละคนแตกต่างกันไป  แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก  เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ยังอยู่ในหลักการของการฝึก Ashtanga เหมือนกัน  ยกเว้นครูบางคนที่ไม่ได้มาทางสายนี้โดยตรง  ก็อาจจะสร้างความแตกต่างของการสอนให้เราสับสนได้พอสมควรเหมือนกัน  โชคดีที่เราศึกษาและได้คุยกับครูหลาย ๆ คน  ทำให้พอเข้าใจในเรื่องนี้บ้าง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  หนิงก็เชื่อที่ Ken เคยบอกนะคะ  คือ  ไม่ว่าเราจะเรียนหรือฝึกกับครูคนใดก็ตาม  เราจะต้องเชื่อตามครูที่สอนเราในขณะนั้น  เพราะไม่ว่าใครเป็นผู้สอนก็ดีกับเราทั้งนั้น

ครูแต่ละคนมักจะมีรูปแบบเป็นของตัวเองที่ชัดเจน  แต่หนิงก็จะพยายามระวังในบางจุด  คือ  ตัวเราเองที่จะรู้ดีที่สุดว่าเราไหวแค่ไหน  และได้แค่ไหน  เพราะถ้าบังเอิญไปเจอครูบางคนที่จริงใจ  ด้วยความที่ความตั้งใจอาจจะสูง  ทำให้เคี่ยวเข็ญนักเรียนให้ทำโน้น, นี่, นั่น  มากภายในการฝึกแค่ครั้งเดียว  ซึ่งหนิงมองว่าหากหนิงทำตามร่างกายหนิงอาจจะรับไม่ไหว  และหนิงเองก็เคยบาดเจ็บจากเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว  บางครั้งการฝึนแค่นิดเดียว  มันอาจจะมีผลเสียที่รุนแรงเกิดขึ้นกับเราได้นะคะ  ดังนั้นเราต้องรู้จักและยอมรับกับตัวเองให้มากที่สุดจะเป็นการดีที่สุด

ส่วนรูปแบบการเรียนนั้นโดยส่วนตัวแล้ว  ชอบวิธีการในรูปแบบของ Ashtanga โดยเฉพาะการสอนแบบ mysore มาก  ทำให้ตั้งความมุ่งหวังสำหรับตัวเองไว้ว่าอยากทำคลาสแบบ mysore ให้ได้  แต่ในปัจจุบันที่โรงเรียนยังมีนักเรียนใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ และนักเรียนบางคนก็ไม่ได้ชอบรูปแบบนี้นัก  ก็เลยกลายเป็นรูปแบบผสมผสาน  คือ  ช่วงต้นทำแบบ led class แต่ช่วงปลาย ๆ ใช้วิธีการสอนแบบ mysore เอา  อิอิ

นักเรียนหลายคนที่เข้ามาใหม่  ก่อนที่จะเข้ามาเริ่มคลาสด้วยกัน  เคยมีถามว่า

“คนอื่นเรียนมานานแล้ว  แล้วเขาจะทำได้หรือเปล่า  เขาจะตามคนอื่นทันไห๊ม”

ใจจริง ๆ ก็อยากจะตอบไปเหมือนกันนะคะว่า

“หนูจ๋า  เข้ามาเรียนก่อนลองดูไห๊มค่ะ  ว่าครูจะสอนได้ไห๊ม  เพราะถ้าเขาจัดการไม่ได้เขาคงมาเปิดสอนไม่ได้หรอกค่ะ”

แต่ด้วยความเป็นครู  และก็ทราบดีว่า  ประสบการณ์เลวร้ายในแต่ละเรื่องของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป  บางคนอาจจะเจอมาแล้วก็ได้นะคะว่า  ไปเรียนแล้วมันไม่ OK เลย  เพราะก็มีบางคนโทรมาถามเหมือนกันค่ะว่า  เคยเรียนแล้วเขาไม่พัฒนาอะไรเลยอ่ะ  เพราะพอมีนักเรียนใหม่เข้ามาครูก็ให้เขากลับไปเริ่มท่าพื้นฐานเหมือนกันใหม่อีก  หนิงก็เข้าใจนะคะในจุดนั้น

เลยยิ่งทำให้ตัวหนิงเองมั่นใจวิธีการสอนในขณะนี้มากขึ้นว่า  จากสิ่งที่เราได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากครูแต่ละคนมา  แล้วเราเอาเทคนิคต่าง ๆ ของครูแต่ละคนที่เราชื่นชอบมาใช้ในคลาส  มันน่าจะตอบโจทย์หลาย ๆ โจทย์ได้ดีทีแล้ว  คิดไม่ผิดเลยที่เลือกรูปแบบนี้  อิอิ

8 เดือน กับการเป็นครูสอนโยคะเต็มตัว

กุมภาพันธ์ 11, 2012 ที่ 8:38 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 2 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

จากวันที่ตัดสินใจเปิด studio yoga ภายใต้ชื่อว่า Healthy Ning Yoga จนถึงวันนี้ผ่านมาแล้วถึง 8 เดือนนิด ๆ มันทำให้หนิงยิ่งมั่นใจว่า เราตัดสินใจถูกจริง ๆ เพราะหนิงยังรู้สึกมีความสุขทุก ๆ ครั้งที่ได้สอน ไม่ว่าจะเป็นคลาสภายในโรงเรียน การสอนนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการสอนบุคคลทั่วไป คนท้อง หรือคนป่วย หนิงก็มีความสุขทุกครั้ง และมักรู้สึกว่าหนิงโชคดีจังที่มีวันนี้

ตอนที่ตัดสินใจครั้งแรก ยอมรับนะคะว่าหนักใจไม่ใช่น้อย ยังไม่แน่ใจว่าจะมีนักเรียนมาลงสมัครหรือเปล่า แต่ช่วงต้น ๆ ก็ผ่านมาได้ด้วยดี เพราะก็มีทั้งคนรู้จักและผู้สนใจโยคะ มาลงสมัครกันจนบางช่วงใช้คำว่าเกือบล้นได้เลย แต่ก็ธรรมดานะคะโดยเฉพาะกับอาชีพนี้ มีขึ้นและมีลง ผ่านไปได้ 4 เดือน ผ่านช่วงเทศกาลกินเจ นักเรียนเริ่มหยุดด้วยติดภารกิจทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ทำให้นักเรียนขาดหายไปพอสมควร แต่ก็ยังมีกำลังใจที่จะทำอยู่นะคะ หนิงยังเชื่อและมั่นใจเสมอว่า หากเราตั้งใจและสอนอย่างเต็มที่ โรงเรียนจะต้องดำเนินการไปได้และคงไปได้ดี จนกระทั่งวันนี้หนิงคิดว่าหนิงประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คาดหวังในระดับนึง ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเริ่มดีขึ้นก็ตาม อย่างน้อยมันก็เป็นแรงหนุนที่ดีที่ทำให้หนิงมีกำลังใจต่อไป เพราะมีนักเรียนส่วนนึงช่วยบอกต่อเพื่อน ๆ มา บางส่วนก็เพิ่งมาใหม่ เพราะเห็นจากป้ายบ้าง ได้ยินจากเพื่อนแนะนำมาบ้าง จนต้องคิดว่าเราจะขยายห้องอย่างไรแล้วในขณะนี้ อิอิ (แต่ยังค่ะ เพราะยังไม่ได้ถึงขนาดนั้น แค่เป็นการเตรียมการอ่ะนะ)

สิ่งที่หนิง “ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ” หนิงว่านักเรียนคงจะสัมผัสมันได้ และหลาย ๆ คน ก็บอกกับหนิงว่า เขารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บเดิม อาการเดิมที่เคยเป็นอยู่ หรือบางคนก็บอกว่าเขาผอมลง ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่ได้ยอมรับกับคนอื่น ๆ เท่าไหร่นัก แต่หนิงว่าหนิงเองก็แอบเห็นพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนพอสมควร เพียงแต่เขาเองอาจจะไม่ได้สังเกตตัวเอง และอาจจะคาดหวังกับการฝึกของตัวเองมากกว่านี้ก็เป็นได้ เรื่องนี้พูดกันยาก ยังไงก็ตามสิ่งที่หนิงได้ลงมือทำในครั้งนี้ ขอบอกว่ามีความสุข และจะพยายามตั้งใจ และสัญญาว่าจะพยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะนำมาถ่ายทอดให้นักเรียนก้าวหน้ายิ่งขึ้น อิอิ นี่คือปณิธานค่ะ

โยคะคนท้อง

ธันวาคม 26, 2011 ที่ 9:34 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga, ก่อนคลอด | 1 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , ,

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ  ว่าวันนึงหนิงจะได้มีโอกาสสอนโยคะให้กับคนท้อง  ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังไม่เคยตั้งท้องเลย  อิอิ

สืบเนื่องมาจากความอยากรู้อยากเห็น  และอยากเรียนรู้ของตัวเอง  พร้อมกับอาชีพที่เราได้เลยแล้วว่าเป็นสิ่งที่เรา  ”ทำด้วยรัก  สอนด้วยใจ”  จึงทำให้หนิงได้ตัดสินใจไปศึกษาวิชาโยคะเพิ่มเติม  ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะ  นั่นก็คือการสอนโยคะคนท้องค่ะ  เป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ เพราะวันก่อนครูหนูได้เดินทางมาภูเก็ตพอดี  จึงทำให้ประจวบเหมาะที่หนิงไม่ต้องเดินทางไปเรียนถึงกรุงเทพฯ  และก็ได้เรียนแบบตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว

หลังจากเรียนไปได้สัก 3-4 เดือน  หนิงก็ยังคงเก็บงำวิชาไว้กะตัว  เนื่องจากไม่ได้ร้อนวิชา  และคิดว่าเราควรจะศึกษาให้ถ้วนถี่ก่อนที่จะนำไปใช้จริง  เพราะสิ่งที่เราต้องดูแลกับคนท้องเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนจริง ๆ ค่ะ  และต้องใกล้ชิดมาก ๆ

แต่แล้วสิ่งที่ทำให้หนิงต้องลงมือสอนโดยไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  เมื่อมีเพื่อนครูโยคะด้วยกัน  ติดต่อมาบอกว่า

“หนิง  พอดีมีคนสนใจให้พี่ไปสอนโยคะแต่เขาท้อง  พี่สอนไม่ได้อ่ะ  พี่เลยให้เบอร์หนิงไปแล้วนะ”

ทันใดนั้นเอง  หนิงก็เกิดความกังวลขึ้นมาเหมือนกัน  เพราะยังไม่เคยได้สัมผัสของจริงเลย  แต่เป็นการสอนแบบตัวต่อตัว  จึงทำให้รู้สึกว่าเราน่าจะสามารถควบคุมได้ไม่ยาก  ก็แค่ขอเวลาทบทวนวิชาอยู่ 2 วัน  ก็ได้ติดต่อกับนักเรียนไป

หลังจากจบคลาสวันแรก  ทำให้หนิงยิ่งรู้สึกมั่นใจมากขึ้น  เพราะนักเรียนคนนี้  ท้องมาแล้ว 2 คน  ครั้งนี้เป็นท้องที่ 3  และทุกครั้งที่เขาท้องเขาก็ฝึกโยคะคนท้องทุกครั้ง  แต่หลังจากเรียนเสร็จ  เขาบอกกับหนิงว่า

“คุณสอนดีมาก  ชั้นรู้สึกดีกับการฝึกครั้งนี้มาก ๆ  คุณสอนได้นุ่มนวลจริง ๆ”

หนิงแทบจะกรี๊ดออกมาดัง ๆ และอยากจะบอกเขาไปเหมือนกันว่า

“จริงเหรอค่ะ  เพราะนี่คือการสอนครั้งแรกของฉันเลยนะเนี่ย”  ได้แต่คิดค่ะ  พูดออกไปได้ไงค่ะ  เดี๋ยวนักเรียนตกใจกันพอดี  หมดความมั่นใจในตัวเราหมด  อิอิ

และครั้งที่ 2 และ 3 ก็เกิดขึ้น  จนกระทั่งตอนนี้นักเรียนคนนี้เขาเป็นชาวต่างชาติ  ซึ่งจะอยู่ภูเก็ตประมาณ 1 เดือน  เขาตกลงให้หนิงไปสอนตลอดช่วงที่เขาอยู่ภูเก็ต  โดยสอนอาทิตย์ละ 3 วัน  มันภาคภูมิใจจริง ๆ ค่ะ  และจะพยายามทำให้ดีที่สุด  พร้อมกับพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ

นมัสเต

ความคิดกับ “สิ่งที่เป็น”

สิงหาคม 18, 2011 ที่ 7:56 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , ,

ช่วงระยะนี้  หนิงได้ฝึกกับนักเรียนใหม่หลายคนในคลาส  ซึ่งบางคนอาจจะเคยฝึกมาบ้างแล้ว  แล้วหายไป  บางคนอาจจะฝึกอยู่บ้างแต่เป็นคนละรูปแบบ  บางคนก็ฝึกมานานแล้ว  บางคนก็เพิ่งเริ่มต้น  แต่สิ่งที่สังเกตได้จากหลาย ๆ คนคือ  เมื่อเห็นคนที่ฝึกอยู่หลาย ๆ คนได้ฝึกท่าที่มากกว่า  มันจะถามครูหรือเพื่อน ๆ ในคลาสว่า  เมื่อไหร่เขาจะได้ทำ  แล้วทำอย่างไร  ซึ่งจริง ๆ แล้วกว่าพวกเราที่ฝึก ๆ กันมาแล้วหลายปี  กว่าจะได้มา  ครูคนก่อน ๆ ไม่ได้ให้ท่าเราง่าย ๆ เลย  โดยเฉพาะการฝึกในคลาสมัยซอร์ (mysore)  เพราะช่วงแรก ๆ ของการฝึกนั้นพวกเราได้ฝึกกันแค่สุริยนมัสการ  และท่ายืนอีกสองสามท่าเท่านั้นในวันแรก ๆ จนกระทั่งเราจำท่าเหล่านั้นได้  และเริ่มทำได้บ้างแล้ว  ครูจึงจะให้ท่าเพิ่มมาวันละท่าเท่านั้น  แล้วรอจนกว่าเราจะทำได้อีก  จึงจะเพิ่มให้  ซึ่งให้เวลานานเหมือนกัน  แต่เนื่องจากพวกเราฝึกมาพร้อม ๆ กันก็ไม่ได้มีปัญหามาก  อย่างมาก็แค่มีอยู่บ้างที่ครูอาจจะให้ท่าอีกคนนึงก่อน  ส่วนบางคนยังไม่ได้ให้เพิ่ม  เพราะยังทำไม่ค่อยได้  เป็นต้น

ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบัน  เวลามีนักเรียนใหม่ ๆ มาเรียนแล้วนั้น  มันค่อนข้างแตกต่างกันมากด้วยซ้ำ  เพราะครูก็ต้องพยายามทำความเข้าใจกับนักเรียนด้วยว่า  เขาจ่ายเงินมาเพื่อเรียน  ถ้าไม่ให้ท่าเขาเขาก็อาจจะไม่ปลื้มได้  เพราะมันมีการเปรียบเทียบกับนักเรียนเก่า ๆ ที่ฝึกมานานแล้วด้วย  จึงทำให้ปัจจุบันนักเรียนเข้ามาใหม่  ได้ท่าค่อนข้างเร็วมาก  แต่บางคนเราก็ต้องยอมรับว่าสรีระเขาก็ให้กับการฝึกจริง ๆ ไม่เหมือนกับเราที่ต้องทำความเข้าใจกับร่างกายตัวเองอย่างมาก  ว่าจะต้องทำอย่างไรกับสนิมกายที่มันเกาะอยู่  อิอิ

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า  การฝึกโยคะก็เหมือนกับการฝึกจิต  เพราะหากเราอยากได้โน้นอยากได้นี่  ก็เหมือนกับเราไม่สามารถตัดความอยากมี  อยากได้  อยากเป็น  ออกจากตัวเองได้  ซึ่งปกติแล้วมันควรจะเป็นแนวทางของผู้ฝึกว่าไม่ควรให้เกิดสิ่งนี้เพราะมันจะขัดขวางการฝึกของเรา  ซึ่งหนิงยอมรับนะคะว่าช่วงที่ฝึกแรก ๆ ก็เคยเป็นอยู่บ้าง  แต่ ณ ปัจจุบัน  ความคิดเหล่านี้แทบไม่มีอยู่ในหัวเลย  เพราะคิดว่าจริง ๆ แล้วการที่เราได้ฝึก Primary อย่างเดียวก็ทำให้เราได้มากมายแล้ว  และทุกวันนี้ยังไม่สามารถทำได้สมบูรณ์เลย  ยังต้องพัฒนาอีกเรื่อย ๆ

แต่มาวันนี้ครู Scot ให้หนิงขึ้นท่า intermediate ท่าแรกแล้ว  ถามว่าดีใจไห๊ม  ก็ต้องยอมรับว่ามี  เพราะแสดงว่าการฝึก primary ของเรามีการพัฒนาขึ้น  ครูจึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะให้เราฝึกเพิ่ม  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  หนิงก็ยังเชื่อว่า  มันอยู่ที่มุมมองของเรามาก  ว่าเรายังคงต้องสร้างความตระหนักรู้ให้อยู่กับตัวเองในปัจจุบัน  คือ  ต้องอยู่กับ “สิ่งที่เป็น”  ไม่ใช่อยู่กับ “สิ่งที่ควรเป็น”  จริงไห๊มค่ะ  เพราะบางครั้งอาจจะเกิดจากเราคิดไปเองก็ได้  5555

นมัสเต

หลากความคิดกับการฝึก-Ashtanga

กรกฎาคม 13, 2011 ที่ 1:56 am | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 3 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ไม่น่าเชื่อจริง ๆ นะคะ  กับสิ่งที่ได้เห็น  ได้ยิน  และได้สัมผัส  กับความหลากหลายทางความคิดของการฝึกโยคะในรูปแบบต่าง ๆ แม้กระทั่งวันนี้  หนิงเองก็ยังมีความเชื่อในใจเสมอว่า  ไม่ว่าจะเป็นโยคะรูปแบบใดก็ดีทั้งนั้น

แต่พักหลัง ๆ มา  หนิงได้มีโอกาสเจอะเจอกับครูหลากหลายคนเพิ่มมากขึ้น  เพราะหนิงคิดว่าตัวหนิงเองค่อนข้างเปิดกับการฝึกโยคะ  ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับความหลากหลาย  แต่ขณะเดียวกัน  หนิงเองก็พบว่า  บางครั้งผู้ที่ยึดติดมักจะบอกกับคนอื่นเสมอว่า  อันนั้นไม่ดี  อันนี้ไม่ดี  หนิงยอมรับนะคะว่าหนิงเคยถึง Hot Yoga ไม่ค่อยเป็นไปในแนวทางที่บวกสักเท่าไหร่  แต่หนิงมักจะพูดถึงบรรยากาศ  สิ่งแวดล้อมในการฝึกมากกว่า  แต่วันนี้หนิงก็เริ่มเปลี่ยนความคิดนั้น ๆ ไปบ้างแล้ว  เนื่องจากขณะที่เราเห็นว่ามันไม่ค่อย OK กับอุณหภูมิที่ใช้เท่าไหร่  เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย  และทำไมต้องใช้ความร้อนด้วย  เพราะว่าการที่ใช้พลังงานจากในตัวน่าจะดีกว่า  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  นอกเหนือจากความชอบ  สิ่งที่ทำให้บางคนรู้สึกดีกับ Hot yoga ก็คือ  เวลาฝึกโยคะรูปแบบอื่น  เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ยืดหยุ่นเลย  แต่เวลาไปฝึกที่นั้นแล้ว  เขาสามารถทำโยคะได้ง่ายขึ้น  ดีขึ้น  จึงทำให้เขายังคงฝึกต่อไป  แล้วจะไม่ดียังไงล่ะ  จริงไห๊มค่ะ

กลับมาที่เรื่องของ Ashtanga Yoga กันดีกว่า  พักหลัง ๆ เมื่อหนิงได้เจอครูโยคะหลากรูปแบบมากขึ้น  หนิงก็พบว่า  ครูหลายคนบอกว่า Ashtanga Yoga ไม่ดี  หนักเกินไป  ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเท่าไหร่  ตอนแรก ๆ หนิงก็คิดว่าบางส่วนเป็นเรื่องจริงนะคะ  จนกระทั่งหนิงขอคลายความสงสัยให้กับตัวเอง  จึงถือโอกาสปรึกษากับครู Scot ว่าครูคิดอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้  หนิงเห็นสีหน้าของครูเปลี่ยนไปนิดนึง  แต่ครูก็พยายามถ่ายทอดความคิดให้หนิงเข้าใจว่า  ครูเชื่อว่าการฝึกในรูปแบบ “Mysore” ที่หนิงฝึกอยู่ทุกวันนี้  มันเป็นการฝึกที่เป็น Traditional มาก ๆ และเป็นการฝึกที่ดีมาก ๆ ด้วย  เพราะ 

“การฝึกในรูปแบบ Mysore เป็นการฝึกที่สามารถปรับการฝึกให้เข้ากับนักเรียนแต่ละคน  แต่การฝึกแบบอื่นมากกว่าที่จะต้องปรับแต่ละคนให้เข้ากับการฝึก  ซึ่งหลักการมันผิดกันโดยสิ้นเชิง”

หนิงได้ยินแบบนี้  ก็คิดตาม  ซึ่งก็มองว่าจริงนะคะ  เพราะเวลาฝึกครูจะเข้ามาเดินดู  และปรับการฝึกให้ต่อคนเสมอว่า  คนนี้จะต้องปรับแก้แบบนี้  ซึ่งการปรับแก้แต่ละคนก็แตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับว่าเขามีปัญหาในส่วนไหน  แล้วจะบอกว่ามันไม่ดีได้ยังไง  แต่ผู้ฝึกก็ควรฟังเสียงร่างกายตัวเองให้ได้ว่า  ร่างกายเราพร้อมไห๊ม  เพราะฉะนั้นการบาดเจ็บจากการฝึกหนิงมองว่า  ไม่ว่าฝึกในรูปแบบใด  หากเราไม่ฟังเสียงร่างกายตัวเองก็น่าจะเกิดการบาดเจ็บได้เหมือน ๆ กัน  แล้วมันจะแตกต่างกันตรงไหน

จริง ๆ แล้ว  หากเรารู้ว่าการฝึกโยคะดี  แต่บางครั้งรูปแบบที่ฝึกมันไม่ถูกกับจริต  เราก็ไม่ฝึก  ดังนั้นความหลากหลายนี้  มีเกิดขึ้นมาพวกเราต้องดีใจมากกว่า  เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เลือกที่จะเสพได้  และมีหลากหลายแนวทางในการศึกษาโยคะซะอีก

การ Twist ใน Maricyasana C

กรกฎาคม 9, 2011 ที่ 2:35 pm | บันทึกโพสใน Ashtanga Yoga | 1 ความเห็น
ป้ายกำกับ: , , , , , ,

เมื่อวันก่อนหนิงฝึกเรื่อย ๆ จนกระทั่งฝึกถึงท่า Maricyasana ก็เริ่มต้้งแต่ A , B แล้วก็ต่อด้วย C  แต่พอครู Scot เห็นหนิงทำท่า C แล้ว  ครูก็บอกให้หยุดก่อน  แล้วก็บอกให้หนิงลองใหม่  โดยครูอธิบายที่ละขั้นตอนดังนี้

  • ยื่นเท้าออกไปด้านหน้าทั้งสองข้าง
  • งอเข่าข้างขวาขึ้นมา  ยังคงเหยียดขาซ้ายตรงอยู่
  • หายใจเข้า  พยายามบิดตัวไปทางด้านขวา  โดยให้หลังเหยียดตรงอยู่ตลอด  และเปิดหน้าอกไว้
  • พยายามให้รักแร้อยู่ใกล้กับเข่ามากที่สุด  แล้วค่อย ๆ บิดให้หัวไหล่ออกด้านนอก  โดยที่หลังยังคงเหยียดอยู่  และหน้าอกยังคงยืด
  • จากนั้นเอามือวาดไปด้านหลัง  และส่งมืออีกข้างมาจับ  ในช่วงของการหายใจออก
  • พยายามกดเท้าที่วางบนพื้นให้มาก  และระวังขาที่ทอดยาวบนพื้นให้ตั้งตรงเสมอ  ไม่ให้ปลายเท้าบิดออกข้าง
  • และโน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย  พร้อมกับหันหน้ามองข้ามผ่านหัวไหล่ข้างขวาไปทางด้านหลัง

ขอบอกว่า  วิธีการนี้ ทำให้หนิงสามารถเข้าท่า Maricyasana C ได้โดยที่หลังตรง  เพราะเดิมหลังหนิงยังคงโค้งงออยู่ขณะที่อยู่ในท่าค่ะ  และเท้ายังบิดออกข้างด้วยเล็กน้อย  อิอิ

 

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
รายการ และ ข้อคิดเห็น feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 920 other followers