ผลของ AHA
เมษายน 11, 2008 at 11:04 am | In แพทย์แผนไทย | 2 CommentsTags: AHA, กันแดด, ผิวถูกทำลาย, ผิวเสีย, ฝ้า, หน้ามัน
ขอท้าวความไปเมื่อหลายปีก่อนโน้น หนิงเคยได้ยินโฆษณาเกี่ยวกับ AHA เยอะแยะมากมาย ทำให้อยากลองบ้าง ก็ตัดสินใจไปใช้บริการที่คลีนิคชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต (ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อนะคะ เกรงใจเขา เดี๋ยวเขาจะทำธุรกิจไม่ได้ค่ะ)
หนิงไปใช้บริการตามที่คุณหมอนัดทุกครั้ง เพราะเราตั้งใจจริง ใช้เวลาหลายเดือน ก็หมดไปหลายตังค์เหมือนกันค่ะ
แรก ๆ ที่ไปหมอให้ใช้ AHA ความเข้มข้นไม่สูงนัก แต่ก็รู้สึกคัน ๆ นิด ๆ ที่หน้า ตอนที่เขาทาทิ้งไว้ แต่ก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองดูขาวใสขึ้นนะคะในช่วงนั้น
แต่หลังจากที่ใช้บริการเป็นประจำอยู่หลายเดือน ความเข้มข้นของ AHA ก็ถูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาเอามาทาหน้า เรารู้สึกแสบหน้ามาก ๆ ในช่วงนั้นเรารู้สึกว่าหน้าตัวเองจากที่เป็นคนหน้าแห้ง หน้ากลับมันมาก และก็แดงง่าย เจอแดดนิดนึงก็แดงแล้ว
พอได้มาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของผิวหน้าที่กรุงเทพฯ ได้ตรวจสภาพผิวหน้าตัวเอง แทบ ช็อกค่ะ
เพราะผลที่ออกมาคือ หน้าเราแทบจะไม่มีเส้นใยตาข่ายเหลืออยู่เลย ในขณะที่ใต้ท้องแขนสมบูรณ์ดีมาก นั่นแหละค่ะ คือสาเหตุ เพราะเจ้า AHA เป็นกรด การที่เราใช้ทุกวัน ๆ และไปทำกับที่คลีนิคอาทิตย์ละครั้ง ก็คล้าย ๆ กับการลอกหน้าไงค่ะ เมื่อชั้นผิวถูกทำลายไป ความสมดุลของผิวก็เลยเสียไป ทำให้การควบคุมความมันบนใบหน้าไม่สามารถที่จะควบคุมได้ หน้าก็เลยมันง่าย และหน้าเราเมื่อถูกลอกไปมันก็จะบางลง ทำให้เวลาโดนแดดหน้าก็เกิดอาการแดงง่าย
ยังโชคดีนะคะ ที่รู้ตัวก่อน เลยกลับลำได้ทัน หลังจากนั้นก็เลิกใช้ แล้วมาดูแลตัวเองใหม่ โดยวิธีที่ไม่ใช้สารเคมีอีกเลย เพราะประสบการณ์ครั้งนั้นสอนหนิงอย่างมาก ไม่งั้นหน้าคงพังไปแล้ว เพราะเท่าที่ศึกษามา หากหน้าเรามีอาการแดงง่ายยังงั้น มันเป็นอาการเบื้องต้นที่จะบ่งบอกว่า เรามีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย ที่นี้ถ้าเราเป็นแค่ฝ้าแดดก็ยังพอทน เพราะยังพอทำให้จางได้ แต่สำหรับคนที่ชั้นผิวถูกทำลายขนาดนั้น อาจจะทำให้เกิดฝ้าในชั้นลึก ซึ่งเขาจะเรียกกันว่า “ฝ้าเคมี” เราจะไม่สามารถจัดการใด ๆ กับฝ้าอันนี้ได้อีก เลยถือว่ายังโชคดีไงค่ะ อิอิ ![]()
ยาลดความอ้วน
เมษายน 10, 2008 at 9:04 am | In แพทย์แผนไทย | 2 CommentsTags: คนอ้วน, ยาลดความอ้วน, ยาละลายไขมัน, วิธีลดความอ้วน, หมอปากหมา, อยากผอม
หนิงได้อ่านหนังสือ “หมอปากหมา” รู้สึกชอบมากค่ะ วันนี้เลยขอนำเรื่องในเล่ม ตอนไม่เอายาได้ไหมครับ หมอ? เรื่องยาลดความอ้วนมาฝากนะคะ (หลังจากนี้เป็นบทความที่คุณหมอเขียนทั้งหมดนะคะ)
ความอ้วน เป็นเรื่องที่คนส่วนมากไม่ต้องการ โดยเฉพาะผู้ที่รักสวยรักงาม จึงมีการสรรหาวิธีและยาต่าง ๆ มาลดความอ้วน มีสถานบริการมากมายที่โฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องลดความอ้วน และมีผู้ไปใช้บริการกันมาก บ้างก็ได้ผล บ้างก็โดนหลอก หลอกให้เสียเงินยังไม่เท่าใด แต่บางรายอาจะต้องเสียสุขภาพและเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและระยะยาว บางแห่งโฆษณาเสียจนเกินจริงดังข้อความต่อไปนี้
“ผอมลงได้โดยไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่ต้องอดอาหารและสามารถทานอาหารได้ตามต้องการทุกอย่าง”
ฟังดูก็รู้ว่าโม้ เพราะความอ้วนเกิดจากการสะสมของไขมัน ซึ่งแสดงว่ากินเข้าไปมากกว่าที่ใช้พลังงานไม่ใช่พองลมแต่เป็นเนื้อทั้งนั้น หลักการลดความอ้วนที่ถูกต้องคือกินให้น้อยกว่าที่ใช้ แต่การโฆษณาเช่นนั้นก็เพราะจับนิสัยคนส่วนใหญ่ได้ว่าทำไม่ได้ จึงเสนอวิธีการแปลก ๆ ที่ฝืนธรรมชาติ และเป็นราคาคุยมากกว่าจะเป็นผล
ในสถานบริการโดยเฉพาะคลีนิคลดความอ้วน จะมีวิธีการใช้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยผอมลง แต่ผู้ป่วยจะไม่รู้เลยว่าเหตุใดเมื่อใช้ยาแล้วจึงผอม และจะผอมไปนานเท่าใด มีอันตรายอะไร ซ้ำร้ายบางคนหลงเข้าใจผิดว่าเหตุที่ผอมลงเพราะยาไปละลายไขมันได้เหมือนใช้สบู่ล้างจาน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงละก็ยานั้นคงต้องห้ามใช้ เพราะไขมันที่ละลายจะเข้าสู่เส้นเลือดก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหามากมาย และอาจย้ายที่มาสู่ตับเป็นอันตรายต่อตับเป็นอันดับต่อไป
ยาลดความอ้วนโดยเฉพาะก็คือ ยาที่บังคับให้ไม่อยากกินอาหาร มีผลต่อสมองโดยตรง มิใช่เกิดจากการเปลี่ยนนิสัยหรือสร้างความตั้งใจให้ลดการกินอาหาร ดังนั้นเมื่อหยุดใช้ยาจะย่งอยากอาหารและกินมากไปกว่าเดิม เหมือนที่เรียกว่า “ตายอดตายอยาก” เพราะศูนย์อยากอาหารในสมองที่ถูกยากดไว้เมื่อเลิกใช้ยามันอาจจะเด้งกลับแรงกว่าเก่า นอกจากนี้ได้มีการยกเลิกการใช้ยาลดความอ้วนไปหลายขนานเพราะพบว่ามีอันตราย โดยเฉพาะต่อเส้นเลือดและหัวใจ แต่กว่าจะรู้ก็ใช้กันมาหลายสิบปี
นอกจากยาลดความอยากอาหาร หมอบางคนยังใช้ยาอื่น ๆ เสริมเพื่อให้เห็นผลในการดลความอ้วนเร็วขึ้น เข่น ยาขับปัสสาวะ ซึ่งจะมีฤทธิ์ข้างเคียงคืออ่อนเพลีย เป็นตะคริวบ่อย และหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่งหรือยืน หรือยาฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น ตื่นเต้นตกใจง่าย นอนไม่หลับ หรือยาระบายซึ่งจะทำให้ท้องเสีย ปวดท้อง และยานอนหลับ เพื่อกดประสาทให้ลดความอยากอาหาร ลดอาการกระวนกระวาย ลดอาการข้างเคียงของยาอื่น ๆ เช่น ใจสั่น มือสั่น เป็นต้น
การใช้ยาลดความอยากอาหาร ไม่ว่าจะใช้อย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ จัดเป็นวิธีการที่ฝืนธรรมชาติ ได้ผลชั่วคราวและแฝงอันตรายไว้มาก ควรพิจารณาให้ดีว่าคุ้มหรือไม่ เพราะถ้าใช้วิธีธรรมชาติจะได้ผลดี และมักจะได้ผลถาวร เพียงแต่ต้องเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิตบ้าง
เห็นไหมค่ะ ที่หนิงเคยรู้มาก็ประมาณนี้แหละค่ะ แต่นี้เขาเป็นหมอมาเขียนให้เราอ่านเองเลย เพราะฉะนั้นจงใช้วิจารญาณให้มากนะคะในการไปหาหมอบางประเภท เราสามารถลดได้ด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วยนะคะ ซึ่งหนิงก็เคยเอามานำเสนอในช่วงก่อนหน้านี้แล้วนะคะ ;
เรื่องจริงของชีวิต
เมษายน 9, 2008 at 8:49 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 2 CommentsTags: ขำกลิ้ง, ขำขัน, ตลก, ฮา ๆ, เรื่องขำขัน, เรื่องตลก, เรื่องฮา ๆ
เอ่อ ……… คิดได้ไง
ในวันแรกที่พระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าได้สร้างวัวขึ้นคู่หนึ่ง และบอกกับวัวว่า
‘วันนี้เราได้สร้างเจ้าขึ้นในฐานะของวัว เพื่อทำงานหนักกลางทุ่งนา ท่ามกลางแสงแดดจ้าทั้งวัน แล้วเราจะให้เจ้ามีชีวิตยืนยาว 50 ปี’
วัวย้อนกลับว่า
‘ชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ จะให้มีอายุยาวถึง 50ปี น่ะหรือ? ฮึ! เมินเสียเถอะ ขอแค่มีอายุเพียง 20 ปี ก็พอแล้วล่ะ เอาคืนไปเลย 30 ปี ถ้าได้ก็โอเค’
และพระเจ้าตอบตกลง
วันต่อมาพระเจ้าสร้างสุนัขขึ้น และบอกกับมันว่า
‘เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของสุนัข หน้าที่ของเจ้าคือ นั่งอยู่ที่ประตูบ้านและเห่าเมื่อมีคนเข้ามา แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืนถึง 20 ปี’
สุนัขได้ฟังก็พูดขึ้นว่า
‘นั่งเฝ้าหน้าประตูบ้าน 20 ปี! ช่างเป็นชีวิตที่น่าเบื่ออะไรเช่นนี้ ขอคืนชีวิต 10 ปี ก็แล้วกัน’
พระเจ้าตอบตกลง
วันต่อมาพระเจ้าสร้างลิงขึ้น และบอกกับลิงว่า
‘เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของลิง หน้าที่ของเจ้าคือ สร้างความสนุกสนาน และใช้เล่ห์เหลี่ยมของลิงหลอกล่อคนให้หัวเราะ แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืน 20 ปี’
ลิงได้ฟังจึงตอบว่า
‘อะไรนะ..ทำให้คนหัวเราะ ทำหน้าลิงและเล่ห์กลต่างๆ ตั้ง 20 ปี น่ะเหรอ? ไม่เอาด้วยหรอก ขอคืนชีวิตไป 10 ปี เหลือแค่10 ปี ก็แล้วกัน’
พระเจ้าตอบตกลง
วันต่อมาพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้น และบอกว่า
‘เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะที่เป็นมนุษย์ หน้าที่ของเจ้าคือ กิน นอน เที่ยว เล่นสนุกสนาน โดยไม่ต้องทำงานใดๆ เราจะให้เจ้ามีชีวิต 20 ปี’
มนุษย์ได้ฟังก็ต่อรองว่า ’ชีวิตที่สบายเช่นนี้ แล้วท่านจะให้เรามีชีวิตแค่ 20 ปี น่ะเหรอ เอาอย่างนี้ดีกว่าเราขอชีวิตที่วัวคืนชีวิตให้ท่าน 30 ปี สุนัข 10 ปี และลิง 10 ปี มาเป็นของเรา เพื่อให้เรามีอายุยืนถึง 70 ปี ตกลงไหม?’
พระเจ้าตอบตกลง
นั่นเป็นเหตุผลว่า…
ทำไมชีวิตของเราในช่วง 20 ปีแรก จึงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน กิน นอน เล่น และไม่ต้องทำอะไรมากมาย
30 ปีต่อมา ต้องทำงานหนักทั้งวัน เพื่อสร้างครอบครัว
10 ปีต่อมา เกษียณอยู่ที่บ้าน เฝ้าหน้าบ้าน และตะคอกคนที่ผ่านไปมา
10 ปีต่อมา เป็นปู่/ย่า ตา/ยาย ที่ต้องทำหน้าลิง และเล่ห์กลต่างๆ เพื่อหลอกล่อหลาน!
อ่านจบแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเป็นวัวกันต่อไปนะพี่น้อง อย่าอู้!!!! ![]()
สวยแบบธรรมชาติ
เมษายน 8, 2008 at 3:27 pm | In ดูแลสุขภาพคุณแม่, ผู้หญิงคิดบวก, แพทย์แผนไทย | 5 CommentsTags: ขาว, ผิวดี, สวย, สวยธรรมชาติ, หน้าใส, หุ่นดี, ใส
แค่คิด ก็เขินแล้วนะคะเนี๊ย ไม่ได้ชมตัวเองนะคะ แต่ช่วงหลังมานี้มีหลาย ๆ คนที่ชมว่าหนิงดูสดใสขึ้น แก้มก็ดูมีเลือดฝาด ปากก็ดูชมพู หน้าก็ขาวใส อุ๊ย มากไปอ่ะป่าวเนี๊ย
มีคนพูดจริง ๆ นะ ไม่ได้ฟุ้ง
หนิงเลยอยากจะมาเผยเคล็ดลับในการดูแลตัวเองให้เพื่อน ๆ ทราบกันนะคะ ถ้าคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริง (คือ ถ้าพวกเขาไม่ได้พูดเพื่อเอาใจหนิงอ่ะ) ลองเอาไปใช้กันดูก็ได้นะคะ ประหยัดดีด้วย เพราะทุกวันนี้หนิงเองดูแลตัวเองแบบใช้งบประมาณน้อยมาก ๆ เดี๋ยวก็จะทราบนะคะว่าเท่าไหร่ เริ่มด้วย
การดูแลผิวหน้า
- หนิงใช้เฉพาะโฟมล้างหน้าอย่างเดียวค่ะ ทั้งเช้าและเย็น
- ไม่ได้ใช้ครีมบำรุงผิวใด ๆ เลย นอกจากช่วงเช้าที่ต้องใช้ครีมกันแดด ตอนนี้ใช้ของ La roche-posay อยู่ค่ะ
- บางวันจะใช้น้ำชีวภาพมะเฟือง ชุบสำลีแปะหน้าไว้ ไม่งั้นก็ทาให้ทั่วหน้าแล้วก็นอนไปเลย ขวดนึงก็ไม่กี่บาท (ช่วงที่ซื้อก่อนหน้านี้ไม่ถึง 50 บาท/ขวดค่ะ) ก็ใช้เป็นโทนเนอร์ หรือแทนการพอกหน้าก็ได้ค่ะ
- พยายามไม่ล้างหน้าระหว่างวัน นี่ขนาดไม่ได้นวดหน้าเลยนะคะ เพราะจริง ๆ เรานวดหน้าตอนเช้า ๆ บ้างก็จะดีค่ะ
- อ้อ! อีกอย่างหนิงแทบจะไม่แต่งหน้าเลย ยกเว้นช่วงที่เราต้องไปตามงานเลี้ยง หรือต้องปะปนผู้คนที่ต้องรักษาภาพพจน์หน่อย (ปกติก็ไม่ค่อยมีอยู่ซักเท่าไหร่) เพราะหนิงมองว่าการแต่งหน้าจะเป็นการสร้างโอกาสให้ผิวหน้าเราถูกรบกวนจากการล้างหน้า และยังมีโอกาสเกิดการอุดตันของสิ่งสกปรกตามรูขุมขนด้วยค่ะ
- ส่วนลิปติกก็ไม่ทาเหมือนกัน จะใช้ก็แต่ลิปมันที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ “สุโข สปา” เพราะเขาไม่ใส่สารเคมีเลย ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูด สารแต่งสี สารแต่งกลิ่น มันเป็นธรรมชาติ 100% แถมราคาถูกแต่ใช้ได้นานอีกต่างหาก หนิงเคยใช้มาหลายยี่ห้อแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยดีเท่าเพราะปากยังคงแห้งอยู่ (ปกติหนิงเป็นคนริมฝีปากแห้งมาก ๆ ค่ะ)
การดูแลด้านสุขภาพ
- ก็อย่างที่ทราบ ๆ กันแหละค่ะ หนิงฝึกโยคะเกือบทุกวัน วันนึงก็เกือบ 2 ชั่วโมง
- การทานอาหารก็พยายามเลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ (แต่ก็ไม่ใช่ว่าถึงขั้นชีวจิตนะคะ บางครั้งก็ยังแอบทานมาม่าบาง แต่นาน ๆ ที) ส่วนใหญ่หนิงจะเน้นผักเป็นหลัก แต่เนื่องจากไม่ได้ทำอาหารทานเองบางครั้งเราก็ไม่สามารถกำหนดอะไรได้มาก ก็ได้แค่พยายามเลือกเท่านั้นค่ะ
- ดื่มน้ำค่อนข้างมาก ทุกวันจะดื่มน้ำก่อนเลยหลังจากตื่นนอนเพื่อเป็นการกระตุ้นลำไส้ให้เกิดการขับถ่ายด้วยค่ะ
- หนิงยังเสริมด้วยการทานยาสมุนไพร พวกยาบำรุงโลหิต และยาฟอกโลหิตซึ่งมีตัวยาบางตัวไปช่วยปรับฮอร์โมนด้วยค่ะ ทานมาเกือบ 2 เดือนแล้วค่ะ
- ถ่ายทุกวันตอนเช้า หลังตื่นนอน ก็ตามวิธีที่เขียนไว้ ใน อี้ ม่าย ออก นั่นแหละค่ะ
- การพักผ่อน หนิงพยายามนอนก่อน 5 ทุ่ม จริง ๆ แล้ว ควรนอนสัก 4 ทุ่มน่าจะดีกว่านะคะ แล้วก็ตื่นประมาณ 6 โมงครึ่งค่ะ
- การดูแลด้านสุขภาพจิต หนิงเป็นคนที่ค่อนข้างจะอารมณ์ดี แต่เวลาทำงานจริง ๆ แล้วก็ค่อนข้างจริงจังนะคะ (โดยเฉพาะเรื่องที่เราชอบ) พยายามคิดอะไรในแง่บวก เมื่อก่อนก็เป็นคนใจร้อน หงุดหงิดง่าย มั่นใจในความคิดตัวเองสูงมาก แต่ ณ ปัจจุบันก็ปรับตัวเองมาเยอะนะคะในด้านความคิด หนิงมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ในการที่เราจะพัฒนาตัวเราให้สูงขึ้น (ขอใช้คำว่า “สูงขึ้น” เพราะถ้าเราไม่พัฒนาก็เหมือนกับเราย้ำอยู่กับที่หนะคะ) ความคิดเป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เราต้องพยายามมองอะไรให้กว้างขึ้น มองให้รอบด้าน เพราะมันจะเป็นตัวที่ช่วยทำให้เราไม่จมอยู่กับความคิดที่ปั้นทอนตัวเราเอง
เห็นไห๊มค่ะ สิ่งที่หนิงปฏิบัติอยู่มันไม่ยุ่งยากกับชีวิตเลย ง่าย ประหยัดทั้งเวลาและเงินอีกต่างหาก ไม่หวงนะคะ สำหรับผู้ที่สนใจ ![]()
ไปทำ Treatment ลดความอ้วนดีไห๊มหนอ
เมษายน 6, 2008 at 8:17 am | In การออกกำลัง, ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 1 CommentTags: ลดความอ้วน, ลดน้ำหนัก, ลดอาหาร, ออกกำลังกาย
หนิงได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนนึงโทรมาถามว่า
“หนิง เราไปทำ Treatment ที่….. (สถานบริการลดความอ้วนแห่งหนึ่ง) ดีไห๊ม? เราอยากลดความอ้วนแบบเร่งรัดนิดนึง”
หนิงก็ตอบกลับไปว่า
“ถ้าเร่งมากจะไปทำก็ได้ แต่ผลก็ได้แค่ชั่วคราวตอนที่เราทำนั่นแหละ เพราะว่าขั้นตอนส่วนใหญ่เป็นการรีดน้ำออกจากร่างกายซะมากกว่า หากเราไม่ออกกำลังกายและควบคุมการทานอาหารหลังจากที่ไปทำมาแล้ว ไม่นานก็คงกลับมาสภาพเดิมแน่นอน เพราะการที่จะทำแล้วได้ผลในระยะยาว ต้องทำการสร้างตัวกล้ามเนื้อให้ได้ อีกนั่นแหละค่ะสร้างแล้วก็ต้องรักษาสภาพเหมือนกัน ไม่งั้นเนื้อเราก็จะเหลวไม่กระชับอีก”
![]()
โดยสรุปก็คือว่า ตามคำถามข้างต้นนั้น ถ้าเราคิดว่าเรามีงบประมาณเหลือใช้จ่ายไม่รู้จะไปทำอะไรดีก็ไปทำเถอะ หรือเร่งรีบจนไม่สามารถไปออกกำลังกายได้ก็สมควรไปทำเหมือนกัน แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะควบคุมในภายหลังด้วยนะคะ
หากคุณไม่เร่งรีบ หนิงขอเสนอให้ควบคุมเรื่องอาหารที่ทานในแต่ละมื้อ โดยที่ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลง ทานมื้อเช้าให้หนัก แล้วลดหลั่นตามมื้อลงมา แล้วก็ไปหากีฬาสักอย่างที่เราคิดว่าเราชอบสามารถไปเล่นได้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาทีนะคะ ถ้ามีเวลาก็ขอสักชั่วโมงค่ะ ที่บอกว่าต้องหากีฬาที่เราชอบเพราะถ้าสมมุติว่าหนิงแนะนำกีฬาให้ทุกไปเล่นสักอย่างนึง แต่คุณไม่ชอบคุณก็จะไม่ไปเล่น เป้าหมายที่คุณวางไว้ก็บรรลุแน่นอนใช่ไห๊มค่ะ
การ “อยู่ไฟ” มีข้อควรระวังเหมือนกันนะคะ
เมษายน 5, 2008 at 1:50 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่, หลังคลอด, แพทย์แผนไทย | No CommentsTags: ข้อควรระวังในการอย, อยู่ไฟ ภูเก็ต, แพทย์แผนไทย
การที่คนเราทำอะไรก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่จะมี 2 ด้านเสมอ ก็เหมือนกันการแพทย์แผนไทยเหมือนกัน เวลาที่จะใช้ยาหรือสมุนไพรอะไรมักจะมองกันแต่สรรพคุณของตัวยานั้น ๆ แต่หาได้มองถึงการแสลงของตัวยาไม่ ดังนั้นเวลาใช้จึงทำให้เกิดโรคได้เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเองค่ะ “การอยู่ไฟ” การเช่นเดียวกันนะคะ มีข้อควรระวังที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษดังนี้
- ถ้ามีไข้ ไม่สบาย หรืออ่อนเพลียมากเกินไป ไม่ควรอยู่ไฟ เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายเพลียมากขึ้น และอาจจะมีปัญหาในการเข้าอบกระโจม เพราะขบวนการอยู่ไฟต้องมีการอบความร้อนเข้ากระโจม ทำให้ความดันสูงขึ้น และทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ดังนั้นต้องรีบแจ้งกับผู้มาให้บริการก่อน
- ถ้ายังมีอาการบวมตามตัวอยู่ กดผิวแล้วบุ๋มนาน เพราะโลหิตไหลเวียนไม่ดี ก็ยังอบตัวไม่ได้ ควรให้หายเป็นปกติก่อน
- ควรให้ข้อมูลส่วนตัวในเรื่องสุขภาพและข้อมูลการคลอด เพื่อผู้ดูแลเรื่องการอยู่ไฟ จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
- ถ้าอยู่ไฟด้วยการเข้ากระโจมอบ หรือตู้อบสมุนไพร เมื่อครบกำหนดเวลา ควรนั่งพัก ให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงจนปกติแล้วจึงอาบน้ำ
- ควรสังเกตดูอาการตัวเองด้วยว่า รู้สึกมึนศีรษะ หายใจสะดวกหรือไม่ ถ้าเริ่มมีอาการควรพักก่อน
- ถ้าซื้ออุปกรณ์มาอยู่ไฟเองที่บ้าน ควรศึกษาอย่างละเอียด ต้องได้รับคำแนะนำวิธีการทำอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ รวมทั้งข้อห้ามและข้อระวังต่างๆ
- การอยู่ไฟ หากต้องการใช้บริการ ควรเลือกผู้ที่ประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ และต้องเลือกที่มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข หรือมีแพทย์ ผดุงครรภ์ แผนโบราณ เป็นผู้ดูแล
เป็นยังไงบ้างค่ะ ทุกอย่างเราต้องศึกษาให้ถูกต้องก่อนที่จะทำเพราะบางเรื่องเมื่อผลมันเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขยากนะคะ
ขอให้คุณแม่ทุกท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ ![]()
ทางสายกลางกับ “Yoga”
เมษายน 4, 2008 at 2:52 am | In Ashtanga Yoga, การออกกำลัง | 8 CommentsTags: การเล่นโยคะให้ถูกว, โยคะ, Sukko Spa, yoga
หนิงฝึก Ashtanga Yoga ที่ สุโข สปา มาเป็นเวลาปีนิด ๆ แล้ว ซึ่งก็ได้พบเห็นเพื่อนร่วม class หลากหลายรูปแบบ (ก็จะเป็นย่าของ class อยู่แล้วค่ะ เพราะฝึกมาตั้งแต่เปิด class แรก ๆ เลยนิ) เมื่อวานก็เพิ่งจะได้เพื่อนใหม่อีกคน พอเรียนจบก็ได้มานั่งพูดคุยกันนิดนึง เขาก็บอกมาว่า
“ทำไมครูสอนท่าเขาน้อยจังเลย”
หนิงเองก็ยังไม่กล้าตอบอะไรมากหรอกนะคะ เพราะเพิ่งรู้จักกัน ไม่แน่ใจว่าเขาจะรับกับ comment เราได้แค่ไหน
แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หนิงมองว่า การฝึกโยคะนั้น หากเราหักโหมตั้งแต่วันแรกที่เราไปเรียน เราจะล้ามาก แล้วจะทำให้การฝึกในวันถัดไปไม่ค่อยดีเพราะกล้ามเนื้อเราจะถูกใช้งานหนัก และอาจจะเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ด้วยซ้ำไปนะคะ (ยกเว้นกรณีของคนที่ฝึกอยู่ทุกวันอยู่แล้ว แต่เพียงเปลี่ยน class ก็อาจจะไม่เป็นไรค่ะ) วันแรกที่หนิงเรียนหนิงได้ครูสอนให้หนิงเพียง 2 ท่าเท่านั้นเอง คือ สุริยนมัสการ A และ B เท่านั้นเอง แล้วครูก็ค่อย ๆ เพิ่มท่าให้เรื่อย ๆ วันละท่า สองท่า บางวันก็อาจจะไม่เพิ่มเลย เพราะเราต้องจำท่าให้ได้ด้วย และจะต้องดูกำลังของเราด้วยค่ะ
ดังนั้นการฝึก Yoga ควรจะต้องให้เวลากับการฝึก ไม่ควรเร่งรีบที่จะฝึกให้ทันคนอื่น การฝึก Yoga ก็คล้าย ๆ กับการก้าวขึ้นบันไดนั่นแหละค่ะ คือต้องค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้น ไม่ควรวิ่งก้าวกระโดดข้ามขั้นเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตกลงมาได้ ทีนี้กว่าจะเริ่มเล่นได้อีกอาจจะต้องใช้เวลาและสำหรับบางคนอาจจะมีพฤติกรรมฝังใจ รู้สึกไม่ดีกับการฝึกไปเลยก็ได้นะคะ
จริง ๆ แล้วสรีระของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นขณะที่เราฝึก Yoga ของแต่ละคน ผลที่ได้ก็จะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนอาจจะทำท่าแรกได้ดี แต่กลับไปทำอีกท่าหนึ่งได้ไม่ดี แต่ในขณะที่อีกคนทำท่าแรกไม่ดี กลับไปทำอีกท่าได้ดีก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละส่วนของแต่ละบุคคล และการเปิดของแต่ละส่วนก็มีผลกับการฝึกเหมือนกัน เช่น คนที่ไหล่ปิดจะทำท่า Back bend และหลาย ๆ ท่าที่ต้องใช้การเปิดของช่วงไหล่ไม่ได้ หรือบางคนสะโพกไม่เปิดก็ไม่สามารถทำท่าที่ต้องใช้การเปิดของสะโพกได้ เป็นต้น ก็ต้องค่อย ๆ ทำให้ส่วนนั้น ๆ เปิดขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่พยายามฝืนขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน สำหรับบางคนที่เร่งรีบก็อาจจะต้องหาวิธีการอื่นช่วยเพิ่มเติม เช่น ให้ทำท่าในการช่วยยืดเหยียดบริเวณนั้นเพิ่ม
ที่สาธยายมาซะยาวเนี๊ย ก็เพื่อจะบอกว่าขณะที่ทำการฝึก ห้ามไปเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนข้าง ๆ เด็ดขาด เพราะจะทำให้เราหมดกำลังใจ และอย่างที่บอกว่าสรีระของแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะวัน (ขอย้ำ) ขอแค่ให้เราดูพัฒนาการตัวเราเองก็เพียงพอแล้ว
ในการฝึกทุก ๆ วันเราต้องฝืนให้รู้สึกตึง ๆ บ้าง ไม่ใช่ปล่อยตัวตามสบายจนไม่เกินการพัฒนาใด ๆ เลย หรือฝืนมากเกินไปจนร่างกายได้รับการบาดเจ็บ อันนั้นก็มากเกินไป เพราะฉะนั้นเราต้อง “เดินทางสายกลางกับการฝึกโยคะ” ด้วยนะคะ
วิธีรักษาไมเกรน ด้วย “โยคะ”
เมษายน 3, 2008 at 5:00 am | In Ashtanga Yoga, การออกกำลัง, ดูแลสุขภาพคุณแม่ | No CommentsTags: Ashtanga Yoga, รักษาไมเกรน, วิธีรักษาไมเกรน, ออกกำลังกาย, โยคะ, ไมเกรน, yoga
ปัจจุบันนี้หนิงเห็นคนที่เป็นโรคไมเกรนกันเยอะมาก แม้แต่เพื่อนสนิทหนิงเองก็ยังเป็น ซึ่งบางคนเท่าที่เจอมาพยายามหาทางรักษาหลายทางแล้วแต่ก็ยังไม่หาย วันนี้หนิงก็เลยขอแนะนำ การรักษาไมเกรนด้วยการฝึก “โยคะ” ค่ะ
ก่อนอื่นเราต้องมาดูเกี่ยวกับโรคไมเกรนกันก่อนนะคะ เท่าที่หนิงสังเกตหรือเท่าที่ทราบมา คนที่เป็นโรคไมเกรนหนัก ๆ มักจะมีปัญหาเรื่องของกระดูกสันหลังคด หรือไม่ตรงนั่นเอง เพราะว่าโรคนี้มักเกิดจากความเครียด เจ้าตัวนี้แหละเป็นตัวการหลักในการไปดึงรั้งให้กระดูกสันหลังเราคดงอ การทำงานของมันก็คือ เมื่อเราเครียดมันจะไปทำให้เส้นประสาทเราตึง เมื่อตึงเส้นประสาทก็จะเกิดการหดตัวขึ้น ในการหดตัวครั้งนี้มันก็เลยไปมีผลทำให้กระดูกสันหลังเกิดอาการคดงอนั่นเองค่ะ (คนที่เรียนเกี่ยวกับสรีรวิทยามาคงจะทราบนะคะว่า ข้าง ๆ ของกระดูกสันหลังเราเต็มไปด้วยเส้นประสาทมากมายจึงทำให้เวลาที่เรานวด ตรงบริเวณกระดูกสันหลังจะเป็นอีกหนึ่งบริเวณที่จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการนวดค่ะ)
ที่นี้เราก็มาดูกันว่า “โยคะ” ช่วยเรื่องการรักษาไมเกรนยังไง ปกติแล้วการทำอาสนะของโยคะมีเยอะแยะมากมาย ซึ่งอาสนะต่าง ๆ ก็จะมีประโยชน์หรือให้ผลกับกล้ามเนื้อแตกต่างกัน ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วถ้าเราปฏิบัติได้ตามท่าทางที่เขากำหนดไว้ โดยเฉพาะ Ashtanga Yoga ซึ่งมีการเรียงซีรี่ส์ไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าจะต้องทำการเตรียมจากกล้ามเนื้อส่วนไหนก่อน-หลัง ดังนั้นการฝึก Ashtanga Yoga ทั่วโลกจะต้องเป็นแบบฉบับเดียวเท่านั้น (ซึ่งแตกต่างจาก Yoga ตัวอื่น ๆ ที่ชื่อเรียกเหมือนกันแต่อาสนะอาจจะแตกต่างกันไปตามสถานที่นั้น ๆ ก็เป็นไปได้นะคะ) ในอาสนะดังกล่าวก็จะมีการบริหารส่วนของกระดูกสันหลังอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็หมายถึงทั้งเส้นประสาทด้านข้าง และกล้ามเนื้อบริเวณนั้นก็จะต้องถูกทำให้ยืดขึ้น คลายตัวขึ้น จากการที่ถูกหดเกร็งอยู่ด้วยอาการของโรคไมเกรน ที่นี้พอเข้าใจขึ้นบ้างไห๊มค่ะ ว่า “โยคะช่วยรักษาไมเกรนยังไง”
ครั้งแรกกับ Yoga ที่ “การบินไทย” ภูเก็ต
เมษายน 2, 2008 at 9:55 am | In Ashtanga Yoga, การออกกำลัง | No CommentsTags: Ashtanga Yoga, สอนโยคะ, ออกกำลังกาย, เรียนโยคะ, โยคะ, โยคะภูเก็ต, yoga, Yoga Phuket
เมื่อวันอังคารที่ 29 เม.ย. เป็นครั้งแรกที่หนิงได้เริ่มทำการสอนโยคะให้กับกลุ่มพนักงานการบินไทย ได้ข่าวว่าจะมีนักเรียนถึง 14 คน แต่วันนั้นมากัน 10 คน ซึ่งก็น่าจะเป็น class ที่น่าจะเป็นจริงเป็นจังนิดนึง
เพราะก่อนหน้านี้หนิงเคยสอนมาหลาย class แล้วแต่จะเป็น class เล็กกว่านี้สำหรับการสอนแบบต่อเนื่อง แต่การสอน Class ที่ใหญ่ที่สุดหนิงเคยสอนถึง 50 คน แต่เป็นการสอนเพียงแค่ 3 วัน (เต็มวันเลยนะคะ วันละ 6 ชั่วโมงเชียวล่ะ ขอบอกว่าเหนื่อยมาก ๆ กลับไปถึงบ้านสลบไสลทุกวันเลยค่ะ) ซึ่งเป็นโครงการของทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตจัดขึ้น หนิงเองดีใจมากที่ทาง สสจ. ติดต่อมาให้เป็นวิทยากรในครั้งนั้น และ comment จากผู้เข้าอบรมก็ค่อนข้างดี เพราะที่ไปสอนวันแรกเห็นมีจำนวนคนเยอะอีกอย่างเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 35 up ซะส่วนใหญ่ คิดว่าการสอน Ashtanga Yoga น่าจะหนักเกินไปสำหรับผู้เข้าอบรม พอวันที่สองหนิงกับครูผู้ช่วยอีกคนก็นั่งลุ้นว่าจะมีผู้เข้าอบรมมากันสักกี่คน เพราะเท่าที่เห็นตอนเข้าไปน่าจะแค่ประมาณ 50% เท่านั้น แต่พอสายหน่อยก็ค่อย ๆ ทยอยกันมาเรื่อย ๆ
“เฮ้ย! ค่อยยังชั่วหน่อย ลุ้นมาก ๆ”
จนกระทั่งจบ 3 วัน ดีใจมากค่ะเพราะเฉลี่ยผู้เข้าอบรมก็น่าจะมากันอยู่ที่ประมาณ 90% แสดงว่าที่เราสอนเค้าไปน่าจะดีอยู่ ไม่งั้นน่าจะหยุดไปตั้งแต่วันที่สองแล้ว ในช่วงท้ายของการสอนหนิงก็ได้ขอ comment ผลปรากฎว่าเสียงส่วนใหญ่บอกว่า
“ดีค่ะ อาจารย์ใจดี สอนดีค่ะ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะ”
อันนี้หนิงไม่ได้เขียนขึ้นมาเองนะคะ แต่เป็นเสียงที่ได้ยินในวันนั้นจริง ๆ ค่ะ ขอบอก เขินนะเนี่ย
อุ้ย! เล่ามาซะตั้งนานยังไม่ได้เข้าเรื่องที่การบินไทยเลย ก็เช่นเคยแหละค่ะ หนิงก็ต้องนำวิชาที่เพิ่งร่ำเรียนมาคือ Ashtanga Yoga ไปสอน ก็บอกแล้วว่าคลั่งไคล้มาก และอีกอย่างรู้สึกว่าดีจริง ๆ ค่ะ พร้อมกันนั้นสิ่งที่ครูถ่ายทอดมาให้ หนิงรู้สึกว่ามันแตกต่างกับตัวอื่น ๆ มาก (อาจจะเป็นเพราะครูที่สอนมาทุกคนเขามีเทคนิคการสอนที่ดีด้วยมั่งค่ะ) ก็พยายามเอาสิ่งที่ได้มาประกอบกับที่หนิงเองก็มีความเป็นครูโดยสายเลือดอยู่บ้างก็พอจะเอาสองส่วนนี้มาประกอบกันบวกกับอีกสิ่งที่คิดว่ามีเยอะก็คือความตั้งใจ (ไม่รู้ว่าจะชมตัวเองมากไปอ่ะป่าว แต่จริงใจจริง ๆ นะ) หลังจากวันนั้นก็ได้ไปสอนอีกครั้งเมื่อวานนี้ (วันแรงงานไง) ซึ่งมากัน 11 คน ก็แสดงว่าเรายังสอนใช้ได้อยู่ไม่งั้นคงหายไปมากกว่านี้ แต่มีคนมาเพิ่มด้วย 3 คนค่ะ เกรงว่าหนิงจะสอนยากเกินไปก็พยายามบอกในท่าพื้นฐานไปก่อน ไม่ได้หักโหมมาก เพียงแค่วันล่ะ 1 ชั่วโมงเองค่ะ แล้วก็มีนักเรียนคนนึงถามมาว่า
“การเล่นโยคะควรจะเล่นกี่วันต่ออาทิตย์ค่ะ”
หนิงก็ได้ตอบกลับไปว่า
“การเล่นโยคะก็เหมือนกันการเล่นกีฬาอื่น ๆ ค่ะ ดังนั้น เราก็ควรทำการฝึกอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง หรือถ้าไม่มีเวลาจริง ๆ ก็ให้ได้สัก 30 นาทีก็ยังดีค่ะ”
ก็ได้แต่หวังว่านักเรียนทุกคนคงจะกลับไปทำที่บ้านบ้าง เพราะอาทิตย์นึงเขาได้เรียนกันแค่ 2 ครั้งเท่านั้นค่ะ คือวันอังคารและวันพฤหัส
ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ อิอิ ![]()
ดูแลผิวทารก
เมษายน 1, 2008 at 12:58 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่, หลังคลอด, แพทย์แผนไทย | No CommentsTags: ขมิ้น, คุณแม่มือใหม่, ดินสอพอง, ลูกเป็นผื่นแดง, วิธีรักษาผื่นแดง, สมุนไพร, หน้าเป็นผื่นแดง, เด็กขึ้นผื่น, แพทย์แผนไทย
วันก่อนเพื่อนที่ทำงานมาถามหนิงเกี่ยวกับการดูแลลูกน้อยที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน มีอาการผื่นแดงขึ้นจะทำไงดี เพราะลูกมีอาการคันด้วย หนิงขอแนะนำ 2 สูตรนะคะ ซึ่งเป็นสูตรที่เหมาะสำหรับทารกน้อยอายุ 1-5 เดือน ที่เกิดผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้าหรือตามต้วก็ได้ค่ะ
สูตรแรก
ใช้ใบมะละลาหรือใบมะลิซ้อน ขยี้ผสมดินสอพอง ทาวันละ 3-4 ครั้ง
สูตรสอง
ใช้ขมิ้นผงกับดินสอพอง ผสมน้ำ ทาวันละ 3-4 ครั้งเช่นกัน สูตรนี้สามารถนำไปใช้กับเด็กเล็กช่วงอายุ 1-2 ขวบ ตอนหน้าหนาวผิวหน้าจะแดงกล่ำ ถูกน้ำก็จะเจ็บมาก เราสามารถนำขมิ้นผงกับดินสอพองผสมน้ำทาได้เลย หรืออาจจะใช้ขมิ้นผงผสมกับน้ำมันมะกอกทาก็ได้ค่ะ
เห็นไห๊มค่ะ ง่าย ๆ แค่นี้เอง ลองทำดูนะคะ รับประกันไม่มีสารเคมีให้ลูกน้อยแน่นอนค่ะ แต่ต้องทำตามสูตรที่บอกนะคะ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.