ข่าวดีสำหรับคนต้องการเป็น “ครูโยคะ” ค่ะ

ตุลาคม 6, 2009 at 10:58 am | In Ashtanga Yoga | 1 Comment
Tags: , , , , , ,

ต้องขอโทษเพื่อน ๆ ด้วยนะคะ  ที่ช่วงนี้ดูเหมือนหนิงจะชีวิตยุ่งเหยิงจนไม่ค่อยได้ update ข้อมูลใน blog เลย  มาลงข้อมูลคราวนี้ก็มีข่าวดีมาบอกนั่นแหละ  นี่ก็ทิ้งไว้ตั้ง 4 วันถึงได้เขียนซักที

เรื่องก็มีอยู่ว่า  ครูอุ้ม (สุชาวดี) ของเราได้ส่งข่าวมาทาง e-mail ว่า  เพื่อนของครูจะมาเปิด Class สอนสำหรับผู้ที่สนใจจะเป็นครู “Ashtanga Yoga”  ค่ะ  ครูแอบบอกมาอีกนะคะว่า  ถ้าสนใจจริงให้ลองติดต่อไปขอลดราคาได้ด้วยล่ะ  ใจดีจริง ๆ เลย  เป็นไงค่ะข่าวนี้คงจะดีไม่น้อยเลยสำหรับผู้ที่สนใจหาที่เรียนอยู่  และหากมีข้อสงสัยก็ลองเขียนไปสอบถามได้ที่

pratice@ashtangayogabangkok.com

และหากต้องการดูข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ Class ก็ลองเข้าไปที่

http://www.itsyoga.org/ashtanga-vinyasa-yoga-teacher-training-koh-pha-ngan-thailand

หวังว่าข่าวที่บอกมาคงจะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คนนะคะ

อยากไปเรียนด้วยจังเลยค่ะ  แต่ปีนี้หนิงคงจะยังไม่พร้อมพอ  ทั้งเรื่องวันลา  และเรื่องของร่างกายตัวเองในการฝึกโยคะด้วยอ่ะค่ะ  ยังไงก็จะพยายามทำตัวให้พร้อมให้ได้ภายใน 2 ปีนี้แหละ  อิอิ

ไม่รู้ว่า หวัด 2009 อ่ะป่าว

กันยายน 22, 2009 at 3:50 am | In แพทย์แผนไทย | 2 Comments
Tags: , , , , , , ,

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  หนิงต้องหยุดงานไปตั้ง 3 วันแหนะ  เพราะมีไข้  จริง ๆ แล้วเริ่มมีอาการตั้งแต่เช้าวันพุธ  เหมือนกับว่าจะเป็นภูมิแพ้  ซึ่งอาการแบบนี้มันไม่เกิดขึ้นกับหนิงนานแล้วนะ  ตั้งแต่ได้ฝึกโยคะมา  จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงรู้สึกว่าตัวร้อน ๆ แต่ต้องเข้าประชุมก่อน  ก็อยู่ไปพักนึง  รู้สึกว่าต้องรีบทานยาก่อนดีกว่า  ด้วยความที่เป็นแพทย์แผนไทย  เราก็ต้องใช้ยาไทย  ดังนั้น  จึงทานยาตัวแรกคือ “จันทลีลา” เป็นยาแก้ไข้  ช่วยลดน้ำมูกและเสมหะ  รักษาปอด  ทานไป 3 เม็ด  พอเที่ยงก็ไปทานอาหารตามปกติ  แต่รู้สึกว่าอาการหนักขึ้นเล็กน้อย  ช่วงบ่าย ๆ ก็เลยต้องทานยาเพิ่มอีก 3 เม็ด  จริง ๆ แล้วมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยนิดหน่อยจะต้องทาน “ฟ้าทะลายโจร” ควบคู่ไปด้วย  แต่ยาที่ office หมดพอดี  จากนั้นก็เริ่มจามเรื่อย ๆ จะทำไงดีล่ะ  เพราะบ่ายวันนั้นมีทั้งกิจกรรม Aqua ทั้งงานเลี้ยงของจุฬาอีก  ตกเย็นก็เลยต้องทานยาไปอีก 3 เม็ด  งด Aqua ไปก่อนเพราะสะสมคะแนนไว้ดี  ส่วนงานเลี้ยงกำลังลุ้นอยู่กะว่าถ้าจามมากก็ไม่ไป  เพราะเกรงว่าสังคมจะรังเกียจ  ปรากฎว่าโชคดี  อาการจามลดลง  จึงตัดสินใจไปงานเลี้ยง  ระหว่างที่อยู่ในงานช่วงท้าย ๆ รู้สึกว่าไข้จะเริ่มขึ้น  แต่ก็ต้องอยู่ในช่วงที่ต้องทนเพราะว่าเขามาประชุมกันด้วยก็ต้องรอให้การประชุมเสร็จ  ปาไปสี่ทุ่มกว่าเหมือนกัน

กลับถึงบ้าน  ก็อาบน้ำทานยา  แต่ครั้งนี้หนิงต้องทานยาอีกตัวเพิ่ม  คือ  “เบญจโลกวิเชียร” ควบคู่ไปกับ “จันทลีลา” เพราะหนิงว่าอาการไข้ตอนนี้น่าจะมีการติดเชื้อ  ตัวของเบญจโลกวิเชียรหรือยาห้าราก  เป็นตัวยาที่แก้อาการไข้ติดเชื้อต่าง ๆ ได้ดีค่ะ  ยาไทยเกือบทุกชนิดจะทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหารเป็นเวลาอย่างน้อย 20 นาที  และก่อนนอน  ได้ยาไปเรียบร้อยก็ไม่ลืมที่จะเอาผ้าชุบน้ำมาไว้ข้าง ๆ ตัว  เพราะคืนนี้คงต้องขยันเช็ดตัวบ่อย ๆ แน่

เช้าขึ้นอีกวัน  หนิงรู้สึกว่าไข้ก็ยังคงมีอยู่  ไข้ครั้งนี้ไม่ได้สูงนะคะ  แต่มันไม่ค่อยหายเท่านั้นเอง  และปวดศีรษะมาก  หนิงปวดบริเวณจมูก  ลามมาเบ้าตา  หู  และปวดฟันด้วย  คิดดูนะคะว่ามันทรมานแค่ไหน  นอนก็ไม่ค่อยหลับค่ะ  เพราะอาการปวดหัวเนี่ยแหละ  ทำให้ต้องหยุดงานไปก่อน  ช่วงที่เป็นหนิงก็ต้องพยายามไม่พบเจอใคร  เวลาทานอาหารก็ต้องมาตักอาหาร  โดยใส่ mask และเอาไปทานที่ห้องนอนค่ะ  เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 วัน 

ครั้งนี้หนิงแปลกใจมาก  เพราะปกติที่หนิงเป็นไข้มา  ปกติหนิงจะหายภายใน 1 วัน  หรืออย่างมากก็ไม่ถึง 2 วันเต็ม  แต่คราวนี้ทรมานจริง ๆ เลยไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นไข้หวัด 2009 หรือเปล่า  ยังไงก็แล้วแต่  วันนี้หนิงรู้ว่าตัวเองหายเป็นปกติแล้วล่ะ  และมีเรื่องแปลกอีกอย่างก็คือ  เป็นไข้คราวนี้ทานอาหารจุมาก ๆ ค่ะ  เหมือนกับเพิ่มขึ้น 2 เท่าก็ว่าได้  มันอยากทานไปหมด  ยิ่งได้มะขามคลุก, ส้มกับน้ำปลาหวาน  สุดยอดมาก ๆ เลยค่ะ

มันกำลังจะเป็น Back bend แล้วจริง ๆ นะ

กันยายน 6, 2009 at 10:14 am | In Ashtanga Yoga | Leave a Comment
Tags: , , , , , , ,

อย่างที่หนิงบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า  ช่วงหลังมาหนิงพยายามฝึก back bend มากขึ้น  จนทำให้หนิงมีอาการปวดหลังบ้าง  ตอนนี้มันน่าจะเป็นผลแล้วล่ะ  เพราะอาทิตย์นี้เกือบทั้งอาทิตย์ที่หนิงแทบจะไม่ได้ฝึกโยคะเลย  ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว  หนิงได้เริ่มฝึกอีกครั้งก็เมื่อวานนี้เอง  หนิงเข้าไปฝึกใน class Level 1 ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีการทำท่า back bend แล้ว  แต่ที่ไหนได้  กลายเป็นว่าครูสอนให้ขึ้น back bend ด้วย  หนิงคิดไปเองว่าดูท่าจะทำไม่ได้แน่ ๆ เลย  เพราะไม่ได้ฝึก  แต่กลับกลายเป็นว่า  พอครูให้ warm up นิดหน่อยแล้วก็ให้ขึ้นท่าเลย  หนิงกลับขึ้นได้เฉย  และไม่ใช่ขึ้นศีรษะเลี่ยพื้นอีกต่างหาก  เห็นจอยเพื่อนเก่าบอกว่าขึ้นได้ดีแล้วล่ะ  ดีใจมาก ๆ ค่ะ

พอมาวันนี้  หนิงตั้งใจมากที่จะเข้าไปฝึก class Ashtanga  และก็สมความปรารถนา  ขอเล่าเรื่องอื่นให้ฟังกันก่อนนะคะว่า  ปกติที่ สุโข ไม่มีการเรียนการสอนโยคะในวันอาทิตย์  แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเริ่มสอนวันอาทิตย์ด้วย  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตารางการเรียนไปหลาย class เหมือนกัน  ก็ค่อนข้างเป็นประโยชน์กับผู้เรียนเหมือนกันค่ะ  เพราะมีโอกาสมาเรียนได้ทุกวัน  ทำให้พวกเราได้ฝึกร่วมกับนักเรียนใน class อื่น ๆ ด้วย  เพราะปกติจะเจอกันเฉพาะนักเรียนใน class เดียวกันเท่านั้น

วันนี้ครูให้พวกเราฝึกกันเต็มซีรี่ส์เลย  ดีมาก ๆ ค่ะ  และที่จะบอกถัดไปก็คือ  การฝึก back bend ของหนิงในวันนี้ก็รู้สึกว่าหนิงทำได้ดีขึ้น  แต่ช่วงที่หนิงขึ้นสุดแล้วต้องค้างไว้  หนิงยังไม่สามารถหายใจได้เต็มที่  บางครั้งยังลืมหายใจไปด้วยซ้ำ  โดยปกติต้องค้างไว้ 5 ลมหายใจ  แต่วันนี้หนิงแค่ยกขึ้นค้างไว้  กลั้นลมหายใจไว้นิดหน่อย  หมดลมแล้วก็ลดตัวลง  ได้แค่นี้ก็ดีใจแทบแย่แล้วล่ะค่ะ  ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอกค่ะว่ามันทรมานแค่ไหน  แล้ววันหน้าจะเอาผลงานมาโชว์ให้ดูนะคะ

ข้อคิดในการทำงาน

กันยายน 6, 2009 at 9:58 am | In HR. | 3 Comments

หลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา  ตั้งแต่ที่หนิงได้มาอยู่ภายในร่มเงาของ บริษัท สุโข สปา  หนิงได้มีโอกาสฟัง MD ของบริษัทฯ กล่าวให้ข้อคิดกับพวกเราที่อยู่ในระดับผู้บริหารว่า  อยากให้พวกเราทำงานกันโดยยึดเอาแบบอย่างมาจาก 3 รูปแบบ 3 ชาติ  ได้แก่

  • ขยันแบบคนจีน
  • มีน้ำใจแบบคนไทย
  • มีระบบแบบฝรั่ง

หนิงชอบมาก ๆ เลยนะคะ  กับ 3 นิสัยของ 3 ชนชาติ  ที่ MD ของเรานำมาให้พวกเราเอาเยี่ยงอย่าง  เพราะถ้าทำเอาทั้ง 3 นิสัยมารวมกันได้  รับรองว่าคงไม่มีใครสู้ชาวสุโขของเราได้แล้วล่ะจริงไห๊มค่ะ

แต่ในความเป็นจริง  คำพูดต่าง ๆ ไม่ว่าจะพูดไปกี่ครั้งกี่หน  สิ่งที่ผ่านเข้ามาเพียงชั่วครั้งชั่วคราวจะไปสู้จิตใต้สำนึกที่พวกเขาเป็นกันอยู่ได้  เพราะคนเราทุกคนหนิงว่าไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นนะคะ  สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต่างก็มีเหมือนกันนั่นก็คือ  “การเอาตัวรอด”  ดังนั้น  เมื่อแต่ละคนต้องเผชิญกับปัญหาการเอาตัวรอดของคนก็จะแตกต่างกันออกไป  ซึ่งบางครั้งสิ่งนั้นมันถูกตัดสินใจทำโดยไม่ได้คิดคำนึงถึงด้วยซ้ำไปว่าจะกระทบกับใครบ้าง  มันจะเป็นเรื่องที่ครั้งนี้จะต้องใช้ระบบหรือน้ำใจกันนะ  จะเป็นอะไรก็ตามแต่เราต้องเป็นผู้ได้เปรียบเสมอหรือเปล่า  ถ้าใช่ก็ควรเป็นแบบนั่นแหละ  อิอิ  ไม่รู้โดนใครบ้างหรือเปล่านะ  แม้แต่หนิงเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกันค่ะ  ก็อย่างที่บอกหนิงก็มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด 555

ไม่ว่าจะยังไงสำหรับตัวหนิงเองซึ่งต้องยอมรับกับตัวเองเหมือนกันกับประสบการณ์ด้านการทำงาน  เพราะหนิงเพิ่งเริ่มต้นชีวิตในบริษัทฯ ที่มีระบบได้ไม่นานนัก (ประมาณ 5 ปีมานี้เอง)  ทำให้บางอย่างเราเองก็ต้องเรียนรู้กับสิ่งนั้น ๆ เหมือนกัน  จากวันที่หนิงเริ่มต้นกับสุโข จนกระทั่งวันนี้  หนิงคิดเสมอว่า  หนิงได้รางวัลชีวิตมากมายกับโอกาสต่าง ๆ ที่หนิงได้รับ  ทำให้เรารู้จักคิด  รู้จักปฏิบัติมากขึ้น  รู้สึกว่าเราโตมากขึ้น  ซึ่งไม่ได้โตแต่ตัว  แต่รู้ว่าตัวเองมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น  ทำให้หนิงรู้แล้วว่า  คำว่า “ประสบการณ์” มันมีความสำคัญจริง ๆ

ดังนั้น  การที่มีการกำหนดคุณสมบัติในการทำงานว่า  จะต้องมีประสบการณ์  จะต้องมีวัยวุฒิ  คุณวุฒิ  ต่าง ๆ นั้น  หนิงเริ่มเห็นความสำคัญของมันแล้วจริง ๆ นะ  เพราะมันเห็นได้ชัดจริง ๆ  แต่มันก็ไม่เสมอไปเหมือนกันค่ะ  อิอิ

สงสัย มันกำลัง work

สิงหาคม 31, 2009 at 5:51 am | In Ashtanga Yoga | 1 Comment

ช่วงนี้หนิงกำลังยุ่งกับงานมาก ๆ วันหน้าค่อยมาเล่าเรื่องงานนะคะ  วันนี้ขอเมาท์เรื่องของโยคะกันก่อนค่ะ

ตั้งแต่เดือนที่แล้วแล้วล่ะ  ที่หนิงคิดว่าหนิงได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ  ไม่ต้องคิดมากเลยค่ะท่าเดียวนั่นแหละ  ก็เจ้า back bend ที่ทำไม่ค่อยจะได้นี่แหละ  เพราะมาช่วงหลัง ๆ หนิงใช้ความพยายามอย่างมากในการฝึกท่านี้  เนื่องจากหนิงรู้สึกว่าถ้าหนิงแก้ปัญหาที่ไหล่, หลังช่วงล่างหนิงได้  หนิงก็น่าจะทำ back bend และท่าอื่น ๆ ที่ต้องใช้จุดนี้ได้ดีขึ้นแน่ ๆ  เลยทำให้หนิงตัดสินใจตั้งหน้าตั้งตาฝึก back bend หนักขึ้น  จากเดิมที่ไม่ค่อยจะให้เวลากับท่านี้เท่าไหร่ 

บางคนเขาก็ขัดใจนะคะกับการฝึก back bend ของหนิง  เพราะเขารู้สึกว่าหนิงน่าจะทำได้ง่าย ๆ ทำไมหนิงถึงทำไม่ได้  ทั้ง ๆ ที่ท่าอื่นหนิงก็ไม่เห็นเป็นปัญหาเท่าไหร่

ก็อย่างที่เคยบอกล่ะค่ะ  ว่าสรีระคนเรามันต่างกัน  หนิงเองก็ไม่ใช่ไม่พยายามนะคะ  จนกระทั่งหนิงว่าน่าจะใช้คำว่า “เจ็บ” หรือ “บาดเจ็บ” ได้เลยเชียวล่ะ  แต่ก็ไม่ใช่ถึงขั้นที่รุนแรงอะไรเพราะปกติหนิงเป็นคนที่ค่อนข้างจะ safe ตัวเองอยู่ในระดับนึงอยู่แล้ว  คือ  ถ้าเรารู้สึกว่ามันมากเกินไปกว่าที่ร่างกายเรารับได้หนิงก็จะฝึนแค่ระดับนึง  แต่บางครั้งครูเขาอาจจะประเมินเราผิดไปเล็กน้อย  ทำให้ฝืนเรามากเกินไป  สำหรับเรื่องของการฝืนร่างกายเราหนิงมองว่ามันอาจจะแล้วแต่จุดนะคะ  บางจุดที่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นปัญหามาก  การฝืนอาจจะทำให้ร่างกายเราปรับตัวได้ดีขึ้น  แต่บางจุดเราอาจจะเรียกได้ว่าเข้าขั้นหนักเอาการ  การที่เราไปฝืนมันมาก  ก็อาจจะทำให้บาดเจ็บได้ง่ายอ่ะค่ะ

สำหรับหนิงตอนนี้  หนิงรู้สึกว่าหนิงทำ back bend ได้ดีขึ้น  แต่ก็ยังไม่ถึงกับดีหรอกนะคะ  เพราะคิดว่าน่าจะอีกพอสมควร  ได้เท่านี้ก็ถือว่าดีขึ้นเยอะแล้วล่ะค่ะ  ทำให้หนิงมองสิ่งที่หนิงกำลังเจ็บปวดกับมันอยู่ว่า  มันกำลัง work ตรงบริเวณนั้นก็เป็นไปได้นะคะ  เพราะช่วงแรก ๆ หนิงรู้สึกปวดที่บริเวณสะบัก  แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้ว  แต่ที่หลังนี่สิยังเจ็บอยู่ 

หนิงเลยมองว่าถ้ามันเป็นอาการของการ work จริง  อีกไม่นานหนิงก็น่าจะหาย  แต่ทำไงดีล่ะ  เพราะสิ่งที่หนิงเจ็บทำให้เวลาที่หนิงลงไปฝึกมันรู้สึกทรมารเหมือนกัน  อีกอย่างทำให้หนิงเองไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่  จึงทำให้ตัวเองลงไปฝึกน้อยลงอ่ะค่ะ (ไม่รู้เป็นข้ออ้างอ่ะป่าวน้า)  คงต้องให้เวลากับตัวเองสักพัก  ถ้าหนิงมองไปในอีกแง่นึง  สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนิงในวันนี้  มันอาจจะทำให้หนิงได้ค้นพบอะไรเกี่ยวกับโยคะมากขึ้นก็เป็นไปได้  แต่ที่แน่ ๆ หนิงว่าเรื่องเทคนิคในการฝึก back bend นั้น  หนิงว่าหนิงได้มันเยอะมากจริง ๆ เพราะครูทุกคนจะต้องนำเทคนิคต่าง ๆ มาให้หนิงฝึกอยู่เรื่อยค่ะ  ก็ทำไม่ได้ซักทีนี่ค่ะ  ฉงฉารครูเหมือนกันแหละ  แต่ไม่ได้แกล้งนะคะ  อิอิ

คนไทยเป็นแบบนี้จริงหรือ

สิงหาคม 10, 2009 at 5:48 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 6 Comments

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ  ว่าอะไร ๆ มันเข้าทางพอดี  เช้าวันนี้กำลังปวดหัวกับความคิดอะไรหลาย ๆ อย่างของคนในองค์กร  ว่าพฤติกรรมที่เขาทำแบบนี้เพื่ออะไร  และจะทำยังไงน่าให้เขาคิดให้ได้  มันวนเวียนอยู่ในหัวมากมาย  จนกระทั่งหนิงได้รับ mail จาก 9mot เกี่ยวกับ blog HRD Corner ก็เลยเลือกบางหัวข้ออ่าน  มีอยู่เรื่องนึงที่หนิงอ่านแล้วรู้สึกว่าตรงกับพฤติกรรมของคนในองค์กรพอดี  ก็เลยอยากจะเอามาแชร์กัน  เผื่อว่าจะทำให้สังคมไทยเราดีขึ้นด้วย

ก่อนอื่นหนิงขอคัดลอกบทความทั้งหมดมาให้อ่านกันก่อนนะคะ

ลองตอบคำถามเหล่านี้

  1. คุณเคยถูกแซงคิวขณะรอรับบริการในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องกดคิวมั้ย
  2. คุณเคยถูกขับแซงซ้ายเพื่อปาดเข้าข้างหน้ารถของคุณขณะขับรถต่อแถวยาวๆเพื่อจะตรงไปมั้ย
  3. คุณเคยจะเดินออกประตูรถไฟฟ้าแต่มีพวกที่เราจะเข้าเบียดเข้ามามั้ย
  4. คุณเคยเห็นลูกสาวขอชั่งผลไม้ที่เธอจะซื้อแล้วถูกผู้ใหญ่มั่วนิดเข้าไปชั่งก่อนมั้ย

ถ้าคุณตอบว่า “เคยเพียง 1 ข้อหรือน้อยกว่า แสดงว่าคุณโชคดีมากๆ หรือ คุณประสบเหตุการณ์เหล่านี้ที่เมืองนอกเช่น สหรัฐ หรือญี่ปุ่น

ผมกำลังจะบอกว่า “เบื่อมาก” “เซ็งมาก” ที่ถูกคนไทยด้วยกันเอาเปรียบจากนิสัยเสียๆ เหล่านี้ทำให้เราต้องเสียเงินแบบไม่เข้าท่าเพื่อมาป้องกันคนที่ไม่รักษาระเบียบ เห็นแก่ตัว และจ้องจะเอาเปรียบคนไทยด้วยกัน

เราต้องเสียเงินซื้อเครื่องกดคิวเพื่อจัดระเบียบการรอ

เราต้องเสียเงินตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูปรถฝ่าไฟแดง

เราต้องเสียเงิน ซื้อเครื่องจับเวลาแบบนับถอยหลังเพื่อป้องกันพวกนิสัยไม่ดีลักไก่ฝ่าไฟแดง

เราต้องเสียเงินปั้นรูปปั้นตำรวจเพื่อเตือนสติพวกที่จ้องจะเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยการทำผิดกฎจราจร

ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงเป็นแบบนี้

นิสัยหรือสันดานกระมัง

กรณีที่ลูกสาวโดนแซงคิวชั่งน้ำหนักผลไม้นั้น ผู้ใหญ่ที่แซงลูกสาว เธออ้างกับผมว่า “ก็พนักงานชั่งให้เอง” แหมโยนความผิดแบบไม่ละอายเลย

คนเราเห็นแก่ตัวเพราะไม่มีสำนึกของการอยู่ร่วมกันนั่นเอง คนไทยจึงแตกความสามัคคีกันง่าย เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว  ประโยชน์เฉพาะหน้าแบบคิดสั้นๆ และโยนปัญหาไปให้คนรุ่นหลังแก้

มันช่าง “ห่วยจริงๆ”

ผมเคยคุยกับภรรยาว่า “จะไม่อยู่แล้วประเทศนี้” ยอมไปเป็นคนพลัดถิ่นดีมั๊ย” แต่ภรรยาไม่เห็นด้วย  ผมจึงยอมอยู่เมืองไทยต่อ

แต่ต่อไปนี้ผมจะไม่ยอมให้พวกนิสัยเสียเอาเปรียบอีกแล้ว

ผมจะลุกขึ้นรณงค์ให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติจาก

ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ หรือ เห็นแก่ตัวเหลือใจคือไทยแท้ มาเป็น

มีวินัยคือไทยแท้

มีน้ำใจคือไทยแท้

มีความละอายคือไทยแท้

ไม่มักง่ายคือไทยแท้

ส่วนคนที่เอาเปรียบโดยการแซงคิว แซงซ้าย และอื่นๆ ถ้าเห็นผมจะเข้าไปถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ถ้าไม่ใช่ ก็แล้วไป ถ้าใช่ ผมจะขอร้องเขาดีๆ ไม่ตะคอก และสุภาพสุดๆ ว่า “ช่วยมีวินัย ช่วยมีน้ำใจ ช่วยมีความละอาย และ ช่วยไม่มักง่าย จะได้เป็นไทย อย่างภาคภูมิใจ”

อย่าให้สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้ ลุกขึ้นมา “เอาคืน”ด้วยการแซงกลับ ไม่ต่อคิว บ้านเมืองจะวุ่นกันไปใหญ่

ใครจะร่วมเล่นเกมนี้กับผมบ้าง” ยกมือขึ้น” 

หนิงขอบอกเลยนะคะว่า  “ขอยกมือด้วยคนค่ะ”  ตอนนี้หนิงเองก็พยายามคิดนะคะว่าจะทำยังไงดีเพื่อที่จะปลูกฝัง 6Q ให้กับพนักงานในองค์กรที่อยู่ด้วยกัน  เพื่อให้ทุกคนมีความสุขมากขึ้น  มีความอัจฉริยะมากขึ้น  มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย  แต่หนิงขอสัญญาว่าจะทำ  เพราะถ้าทำได้หนิงมั่นใจว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ ๆ ก็คือสังคมไทยเราต้องดีขึ้น  แต่พวกเราต้องร่วมด้วยช่วยกันไม่งั้นก็ไม่สำเร็จ  และควรจะต้องรู้จักปลูกฝังกันตั้งแต่ที่บ้าน  ที่โรงเรียน  และที่ทำงานนะคะ

แต่ก่อนอื่น  ขอไปสำรวจตัวเองก่อนนะคะ

หวังว่าสังคมไทยคงจะดีขึ้นในเร็ววันค่ะ  อิอิ

มาเติมพลังในการใช้ชีวิตกันดีกว่า

กรกฎาคม 29, 2009 at 4:32 am | In ผู้หญิงคิดบวก | 3 Comments
Tags: , , , , , , , ,

ช่วงนี้ด้วยภารกิจมากมาย  และกิจกรรมที่วุ่นวายในแต่ละวัน  ทำเอาหนิงรู้สึกเหนื่อยมาก ๆ เหนื่อยทั้งกายและใจเลยล่ะ  บางวันถึงกับนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวด้วยที่นั่งคิดไปคิดมาว่า  ทำไมน่าเราพยายามคิดที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มากมาย  หากทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ  งานมันก็น่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  สรุปสุดท้ายน้ำตามันก็ล้างสิ่งที่รู้สึกแย่ ๆ ไปได้จริง ๆ และสิ่งที่ทำให้หนิงรู้สึกดีขึ้นอีกอย่างก็คือกำลังใจของคนข้าง ๆ ค่ะ  มันมีผลมากจริง ๆ

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดในเบื้องต้น  ทำให้หนิงมองเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น  และรู้สึกว่าตัวเองแกร่งขึ้นมาอีกหนึ่งขีด  เพราะทุก ๆ ครั้งที่มีปัญหา  เมื่อเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาไตร่ตรองและกลับมามองใหม่  เราจะได้จากสิ่งที่เราทั้งคิดทั้งกระทำ  และจากการกระทำของคนอื่น ๆ มาเป็นบันไดชีวิตให้ตัวเองให้สูงขึ้นไปอีกทุกครั้งค่ะ  (แต่ก็ยังกลัวนะคะ  กลัวไปตกหลุมเก่าค่ะ  อิอิ) 

วันนี้พอหนิงได้อ่านบทความหนึงของคุณนฤภัค  ฤธาทิพย์  รู้สึกว่าโดนใจจัง  เลยอยากจะเอามาแชร์ให้เพื่อน ๆ ชาว blog ค่ะ  เป็นเรื่องของพลังในการใช้ชีวิต  ซึ่งเขาเขียนไว้ดังนี้ค่ะ

พลังสุขภาพจิต  เป็นพลังที่ช่วยให้คนเรามีความสามารถในการอดทนกับปัญหา  สามารถจัดการและควบคุมอารมณ์ของตนได้  ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง  รวมทั้งมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม  พลังสุขภาพจิต  ประกอบด้วย

  • ความมั่นคงทางอารมณ์  คือ  ความสามารถในการควบคุมอารมณ์  มีความอดทนในสถานการณ์ที่กดดัน  คนที่มีความมั่นคงในอารมณ์ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างมั่นคงและผ่านพ้นสถานการณ์นั้นไปได้
  • มีกำลังใจ  คือ  จิตใจที่มีความมุ่งมั่น  ไม่ท้อถอย  มีพลังที่จะเอาชนะอุปสรรคหรือฝ่าฟันไปสู่ความสำเร็จ  กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ  โดยเฉพาะในขณะที่มีปัญหาหรือวิกฤต  คนที่ไม่มีกำลังใจ  จะท้อแท้  ไม่สู้ชีวิต  คิดถึงแต่ความทุกข์
  • การจัดการกับปัญหา  คือ  ความพยายามในการแก้ไขปัญหา  โดยคิดหาเหตุผลในการแก้ไขปัญหา  หาข้อมูล  หาสาเหตุของปัญหา  รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น  หาทางออกที่ดีที่สุด  แล้วประเมินผลว่าวิธีการที่ใช้ได้ผลดีหรือไม่  หากปัญหาหนักหนารู้จักขอคำปรึกษาจากผู้รู้หรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

หากเรามีสุขภาพจิตที่ดี  เราก็จะมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

หนิงหวังนะคะ  หวังว่าคนที่ได้อ่านบทความนี้ไปแล้ว  คงจะไปสร้างพลังให้กับตนเองขึ้นมาได้อีก  สู้ ๆ นะคะ

คุณแม่ขา…มาป้องกันท้องลายกันดีไห๊ม?

กรกฎาคม 25, 2009 at 12:28 pm | In ก่อนคลอด | 1 Comment

ปัญหาเรื่องผิวแตกลายตอนตั้งตรรภ์มันเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์กังวล  และไม่ปรารถนาเอาซะเลย  ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะว่า  จริง ๆ แล้วปัญหาเรื่องท้องลายเนี่ยมันแก้ไขหรือป้องกันยากมาก ๆ ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคนมากกว่า  เพราะเท่าที่หนิงเคยสอบถามมา  บางคนมีลูกตั้ง 2-3 คนด้วยซ้ำ  แต่ท้องไม่ลายเลย  มิหนำซ้ำเขาไม่ได้ดูแลผิวเลยด้วยซ้ำ  ไม่ว่าจะเป็นครีม  โลชั่น  น้ำมัน  ไม่ได้ใช้เลยซักอย่าง  หนิงก็เลยเดาเอาเองนะคะว่า  ให้ดูง่าย ๆ ว่าปกติเรามีร่องรอยของการแตกลายบริเวณก้น  ต้นขา  หรือด้านล่างของข้อพับเข่าบ้างหรือเปล่า  หากมีนั่นน่าจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าโอกาสในการที่ตั้งครรภ์แล้วท้องน่าจะต้องลายเป็นแน่  แต่ไม่ใช่ว่าพอหนิงบอกไปแบบนี้แล้ว  เราจะไม่ทำการป้องกันเอาซะเลยนะคะ  เพราะวันนี้หนิงตั้งใจว่าจะมาบอกถึงแนวทางในการป้อกันท้องแตกลายค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกกับเหล่าบรรดาคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทุกคนก่อนนะคะว่า  เรื่องท้องลายเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นแม่เกือบทุกคน  อย่าไปกังวลจะเกิดความเครียดเพราะจะทำให้ลูกในท้องเครียดไปด้วยนะคะ  สำหรับข้อแนะนำมีดังนี้ค่ะ

  1. การออกกำลังกาย  เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่นของผิวหนังและกล้ามเนื้อค่ะ
  2. ควรเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์  โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยในการดูแลผิว  เช่น  มะเชือเทศ  ส้ม  แครอต  โยเกิร็ต  ถั่ว  หรือแม้กระทั่งน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอกับร่างกายเพื่อไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้น  และขณะเดียวกันต้องไม่รับประทานอาหารที่ทำลายสุขภาพผิวด้วย  เช่น  ของทอด  แอลกอฮอล์  น้ำอัดลม  และคาเฟอีน  เป็นต้นนะคะ
  3. พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขยับสูงขั้นเร็วเกินไป
  4. การใช้ครีมบำรุงผิว  สำหรับวิธีนี้หนิงมองว่าอาจจะช่วยไม่ได้มากนัก  และอาจจะก่อให้เกิดโทษกับลูกน้อยด้วยซ้ำไปค่ะ  เพราะส่วนใหญ่แล้วครีมหรือโลชั่นตาง ๆ มักจะประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ มากมาย  หนิงจึงขอแนะนำให้ใช้น้ำมันงาดีกว่าเพราะมีวิตามินสูงมาก ๆ เลย  ไม่งั้นก็เป็นน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกก็ยังดีกว่าครีมหรือโลชั่นนะคะ แต่กลิ่นอาจจะไม่พึงประสงค์นัก  อิอิ
  5. พยายามอย่าเกา  แค่เอามือลูบ ๆ ก็พอค่ะ  และควรจะตัดเล็บให้สั้นด้วยนะคะ
  6. ท่านอน  เพราะช่วงที่ท้องโตอาจจะนอนหงายไม่สะดวกเพราะอาจจะปวดหลัง  จึงต้องนอนตะแคง  แต่ขณะเดียวกันการนอนตะแคงก็จะทำให้เกิดการดึงรั้งไปข้างหนึ่งซึ่งอาจทำให้หน้าท้องลายได้ง่าย ๆ จึงควรหาผ้าหรือหมอนมารองรับหน้าท้องขณะที่นอนตะแคงเอานะคะ

เห็นไห๊มค่ะ  ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนทั่วไปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้เป็นแม่คน  จงภูมิใจกับสิ่งที่จะเกิดดีกว่านะคะ  อย่าน้อยสิ่งนี้ก็ทำให้เราคิดบวกและสบายใจขึ้น  แต่หากเราสามารถหาวิธีป้องกันได้จะลองทำดูก็ไม่เสียหาย  จริงไห๊มค่ะ  เจ้านาย  อิอิ

มาดูเทคนิคการมีสุขภาพจิตดีกันดีก่า

กรกฎาคม 25, 2009 at 3:07 am | In ดูแลสุขภาพคุณแม่ | 1 Comment

หนิงเชื่อว่าทุกคนคงอยากจะเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดีนะคะ  แต่คงไม่ต้องถึงกับดีตลอดจนควบคุมไม่ได้นะคะ  ไม่งั้นคนที่บ้านอาจจะต้องส่งไปศรีธัญญาแน่ ๆ 5555

แล้วจะทำไงกันดีล่ะจ๊ะ  มันเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่

  • ตื่นขึ้นมาให้สูดลมหายใจเข้า-ออก ลึก ๆ แล้วยิ้มให้ตัวเองในกระจกหนึ่ครั้งสวย ๆ ด้วยนะคะ
  • เมื่อรู้ว่าตัวเองเกิดความเครียด  ให้พยายามหยุดคิดเรื่องนั้นทันที  แล้วไปสนใจเรื่องอื่นแทน  แล้วก็บอกกันตวเองด้วยว่าคุณกำลังเครียดอยู่นะเดี๋ยวจะแก่เร็วนะ  สำหรับคนที่มีตั้งครรภ์อยู่ก็ให้คิดถึงลูกน้อยในครรภ์ของคุณด้วยเพราะคุณกำลังทำให้เขาเครียดตามคุณไปด้ยอยู่  งั้นมาอารมณ์ดีกันกีหว่า
  • หามุมสงบ ๆ ให้ตัวเอง  อ่านหนังสือ  ฟังเพลง  นอนหลับ  ดูรูปน่ารัก ๆ หรือหากิจกรรมที่ทำให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น
  • ลองหลับตาแล้วสร้างจินตนาการถึงสถานที่สวยงาม  หรือธรรมชาติที่สดชื่น  เช่น  คุณกำลังอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีบนภูเขาที่มีลมโชยเอื่อย ๆ หรือคุณกำลังแช่เท้าอยู่ในลำธารที่ใสเย็น  พร้อมกับได้ยินเสียงน้ำไหลแผ่ว ๆ เหมือนจังหวะดนตรี  อย่างนี้เป็นต้นค่ะ
  • หากข้อแนะนำที่ผ่านมายังไม่ได้ผล  แนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว  เพราะคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้  หาเพื่อนพูดคุยเพื่อปรับทุกข์  ซึ่งอาจจะเป็นสามี  พ่อแม่  พี่น้อง  เพื่อน  หรือญาติสนิทมิตรสหายทั้งหายที่เขาพร้อมจะให้กำลังใจและห่วงใยคุณ

เห็นไม่ค่ะ  ไม่ยากแล้ว  เมื่อสุขภาพจิตดี  เราก็จะคิดดี  ทำดี  ทุกอย่างก็จะดีเองค่ะ  อิอิ

ในความโชคร้ายมักจะมีโชคดีด้วยเสมอ

กรกฎาคม 20, 2009 at 4:21 am | In Ashtanga Yoga | 2 Comments
Tags: , , , ,

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วต้องมานั่งตัดสินใจว่าจะมาฝึกโยคะดีหรือเปล่า  เพราะเมื่อคืนหนิงรู้สึกว่าข้อศอกด้านขวามีปัญหาไม่สามารถงอได้  คิดไว้ว่าถ้าตื่นเช้าขึ้นมายังเจ็บอยู่จะไม่มาฝึก  แต่แล้วก็นึกไปอีกว่าเมื่อวานได้นัดกับเจ้าชายน้อย ๆ ไว้คนนึงว่าจะมาฝึกโยคะด้วยกันในเช้านี้ก็ไม่อยากผิดนัด  เลยตัดสินใจกระชากร่างตัวเองขึ้นมาจากที่นอน  ทั้ง ๆ ที่รู้สึกว่ายังปวดข้อศอกอยู่แม้กระทั่งตอนรวบผมก็ยังลำบากเลยล่ะ  เพราะงอเกือบไม่ได้เลย

เมื่อมาถึงสุโข เห็นยังไม่มีใครมากะว่าจะนั่งรอจนกว่าจะเจอใครซักคนก่อนแล้วค่อยลงไป  แต่พอมานึก ๆ ดู  เฮ้อ! ไหน ๆ ก็มาแล้ว  ลงไปคุยกับครูก็ยังดี  ก็เป็นจริงค่ะ  เพราะวันนี้พอเข้า class ปุ๊บ  หนิงก็บอกครูก่อนเลยค่ะว่า 

วันนี้หนิงมีปัญหาที่ข้อศอกค่ะ  คงไม่สามารถใช้ข้อศอกได้เต็มที่  หนิงขอเปลี่ยนรูปแบบการฝึกจาก class ปกติ  เป็นขอให้ครูช่วยอธิบายรายละเอียดในแต่ละท่าให้โดยละเอียดได้ไห๊มค่ะ  แต่ถ้ามีนักเรียนคนอื่นเข้ามาก็ค่อยฝึกแบบปกติก็แล้วกันค่ะ

ครูใจดีมาก  บอกว่าไม่มีปัญหา  ยินดีมาก ๆ ค่ะ

หนิงเลยคิดว่า  สิ่งที่หนิงตัดสินใจในวันนี้ไม่ผิดเลย  ที่ลงไปเรียนโดยไม่รอใคร  เพราะหนิงพยายามถามครูไปเรื่อย ๆ ในแต่ละท่า  ทำให้เราได้รู้รายละเอียดแบบลึก ๆ เลยนะคะ  จากที่บางจุดเราไม่เคยใส่ใจมันเลยว่าต้องบิดกล้ามเนื้อตรงนี้ด้วยเหรอ  ต้องกดข้างเท้าด้วยนะสำหรับท่านี้  และจะต้องกดสะโพกด้านหลังลง  และยกสะโพกด้านหน้าขึ้น  เป็นต้น   สิ่งเหล่านี้พอเราได้รับรู้และปฏิบัติตามทำให้ท่าทางที่เราฝึกดูดีขึ้น  และบางท่ารู้สึกว่าทำได้ง่ายขึ้นด้วยซ้ำไปค่ะ

แล้วอย่างนี้จะไม่ให้หนิงบอกว่า  ในความโชคร้ายมักจะมีโชคดีด้วยเสมอได้ยังไงล่ะค่ะ  เพราะหากวันนี้หนิงไม่เจ็บข้อศอก  หนิงคงไม่ได้ความรู้ในส่วนนี้เพิ่มอย่างแน่นอนเลยค่ะ  และหนิงยังรู้สึกอีกนะคะว่าความรู้ที่เราได้ในวันนี้มันไม่ได้หามาง่าย ๆ เลย  เพราะบังเอิญเข้า class แค่คนเดียว  ยิ่งทำให้มีโอกาสในการซักถามครูได้ง่ายขึ้น  ดีใจจังค่ะ  อิอิ

ปล. แต่วันนี้ก็ไม่สามารถยกตัวเองในท่า back bend ได้อีกเช่นเคย  สงสารครูจังอุตส่าห์ช่วยลุ้น  แต่ครูก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก  แล้วแต่วัน  พรุ่งนี้เราอาจจะทำได้ก็ได้นะ

หน้าต่อไป

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.