น่าจะเกือบร้อย

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา “ควันอินโด” มาเพื่อทดสอบจริง ๆ

healthy ning yoga phuket โยคะครูหนิง ภูเก็ต โยคะภูเก็ต

ก่อนหน้านี้ หนิงเองเป็นคนที่มีอากาศภูมิแพ้รุนแรงมาก ๆ เจออากาศเปลี่ยนเป็นไม่ได้ ทั้งควันไฟ ควันบุหรี่งี้เจอทีหน้าบวม ตาบวม น้ำมูก น้ำตาไหลเกือบตลอด อาการจามก็ไม่ต้องพูดถึง แถมมีอาการเหนื่อยหอบเล็ก ๆ ปนด้วยซ้ำไป เพราะหนิงเป็นหอบหืดด้วย จามจนเหนื่อยทีนึงละ เวลาทานข้าวแต่ละครั้งต้องทานไปอ้าปากรับอากาศหายใจไปด้วย นอนก็ลำบาก เพราะช่วงที่เป็นจะหายใจยากมาก ๆ ค่ะ นอนหมอนต่ำแทบไม่ได้เลย เมื่อก่อนสมัยวัยรุ่นเนี่ย ต้องได้ไปให้อ๊อกซิเจนที่โรงพยาบาลทุกปี เป็นไงค่ะ ร่างกายของหนิงเมื่อก่อน ถือได้ว่าเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอ บอบบางน่าทะนุถนอมมากอ่ะ ดีนะเนี่ยที่มีคนรับผิดชอบชีวิตแล้ว ไม่งั้นคงไม่มีใครอยากเอาไปเลี้ยงดูแน่ ๆ คริคริ

มาวันนี้ หลังจากที่หนิงได้ฝึกโยคะมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 9 ปี หนิงว่ามันคุ้มค่าและเห็นชัดเจนมาก เพราะหนิงแทบไม่มีอาการที่ผิดปกติจากหมอกควันที่ผ่านมาเลย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหนิงไปนั่นรับหมอกควันเต็ม ๆ นะคะ หนิงก็ป้องกันตัวเองเหมือนคนทั่ว ๆ ไป คือ ใส่หน้ากาก และพยายามปิดประตู หน้าต่าง คงเหมือน ๆ กับคนอื่น ๆ ทั่วไปปฏิบัติค่ะ เลี่ยงเท่าที่ทำได้ ซึ่งบอกเลยว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนหนิงคงอาการหนักไปแล้ว คงได้เข้าโรงพยาบาลแน่ ๆ ค่ะ ยาไม่ต้องกิน หมอก็ไม่ต้องหา …. มันสุดยอดมากเลยค่ะ

หนิงไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะคะ แต่หนิงว่า หนิงคงหายจากภูมิแพ้เกือบ 100% …. จากการฝึกโยคะ อิอิ

จริง ๆ ฮา … นะคะ

ชีวิตช่วงที่สอนโยคะ หนิงรู้สึกว่า ตัวเองเคร่งเครียด เคร่งขรึมกับการสอนมาก มากกว่าชีวิตจริง ๆ จนเกือบลืมไปว่า เฮ้ย! จริง ๆ เราเป็นคนสนุกสนานร่าเริงนะ ไม่ใช่ ทำขรึม เฉยจนเหมือนหยิ่ง 55555 จนเกือบจะเป็นนิสัยไปแล้ว รึป่าว

healthy ning yoga phuket ครูหนิง โยคะ ภูเก็ต

หนิงว่า ปกติตัวเองจะเป็นคนมีมุกตลกอยู่บ้างนะคะ ชอบทำขำ ๆ ให้คนอื่น ๆ ฮาเสมอ (ยกเว้น ช่วงที่ต้องวางมาดบ้าง อิอิ) และเป็นคนที่ค่อนข้างจะขำอะไรง่าย ๆ อ่ะนะ

แต่มา ณ เวลานี้ เนื่องจากเป็นคนที่ขำอะไรง่าย ๆ เนี่ยแหละ เวลาเห็นหน้าตาผู้ฝึกในคลาสหรือท่าทางการฝึกบางท่าก็มีจะแอบขำบ้าง แต่ต้องสกัดกั้นตัวเองไว้ เพราะด้วยความเหมาะสม และเกรงใจผู้ฝึกอ่ะนะ จากที่พยายามสกัดกั้นตัวเองบ่อย ๆ จนตอนนี้เริ่มไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน มันเป็นไปได้ยังไงเนี่ย …. เริ่มฮาไม่ค่อยออก คุยที่ไรเหมือนจะตั้งใจมากไปทุกที เดี๋ยวจะน่าเกรงขามเกินไปละ…

งั้นต่อจากนี้ไป เห็นหนิงแอบยิ้มทำขำบ้างก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เนี่ยแหละ….ตัวจริงเค้าล่ะ

แค่…เข้าใจ ไม่พอนะคะ

หลังจากที่ได้ทั้งพูด ทั้งคุย  ทั้งอธิบาย และดูแนวทางปฏิบัติ กับผู้ฝึกโยคะหลาย ๆ ท่าน ซึ่งก็คิดว่ามากในระดับนึง หนิงกล้าสรุปได้เลยนะคะ ว่าเกือบทุกคนเข้าใจว่า

healthy ning yoga phuket โยคะ ครูหนิง ภูเก็ต

  • การฝึกโยคะ เราฝึกเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง
  • ไม่ฝึกแบบทำร้ายร่างกาย
  • เราไม่ฝึกหนักเกินความสามารถของร่างกายที่ไปได้
  • ฝึกแบบค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป
  • ฟังเสียงร่างกายทุกครั้งที่ฝึก

พอถึงเวลาฝึกจริง

  • อีกนิดเดียวเองกำลังจะได้ละ ว่าแล้วก็ต่อซะเลย อิอิ
  • เพื่อนยังทำได้เลย เราดูแข็งแรงกว่าอีก ขอลองหน่อยนะ ไม่ก็ เพื่อนทำได้เราก็ต้องทำได้ด
  • ครูบอกว่าน่าจะได้นะ เราต้องเชื่อครูสิ
  • ถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วจะไปเริ่มตอนไหนละ แก่ขึ้นทุกวันนะ
  • ขยันฝึกบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ได้เอง หมายถึง ปกติควรจะฝึกแค่รอบเดียว แต่ก็ฝึกหลาย ๆ รอบเพื่อให้ชำนาญ และวอร์มให้ถึงอ่ะ
  • และอื่น ๆ อีกมากมาย

เป็นไงค่ะ เหมือนจะเข้าใจเลย แต่พอเอาเข้าจริง เรามักมีเหตุผลให้ตัวเองเสมอ ถ้าไม่เป็นอะไรก็ดีไปค่ะ บางทีมันคือการสะสม ไม่ได้ส่งผลแบบปัจจุบันทันด่วน เรายังต้องใช้กายนี้อีก อย่าทำร้ายกายแบบไม่ตั้งใจกันเลยค่ะ …. “แค่…เข้าใจ ยังไม่พอ ต้องปฏิบัติให้ได้” จริง ๆ นะคะ

สมส่วน…

ช่วงนี้ มีคนโทรมาถามเยอะมากกับ “โยคะจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ป่าวค่ำ” หรือไม่ก็ “โยคะลดเฉพาะส่วนได้ป่าวค่ำ” ต้องขอโทษด้วยนะคะกับผู้ที่โทรมา เพราะคำตอบที่หนิงได้ตอบไปมันอาจจะไม่โดนให้ผู้ฟังนัก อย่างที่รู้ ๆ กันนั่นแหละค่ะ “ครูหนิง” คนนี้ มักจะพูดแต่เรื่องจริงไม่เน้นขายของ เอาแบบตรงไปตรงมา

HealthyNing Yoga Phuket ครูหนิง โยคะ ภูเก็ต

สรุปว่า สิ่งที่ตอบไปก็คือ

โยคะ อาจจะช่วยให้ลดความอ้วนได้ แต่ไม่อยากให้มองเป็นเป้าหมายหนักนะคะ เพราะจริง ๆ แล้วอยากให้มองเรื่องสุขภาพที่ดีขึ้น ส่วนเรื่องลดความอ้วนอาจจะเป็นผลพลอยได้มากกว่า ซึ่งบางทีน้ำหนักอาจจะไม่ลดเลยด้วยซ้ำ แต่ก็มั่นใจนะคะว่าหุ่นกระชับขึ้น แต่หากมองเรื่องลดน้ำหนักมันอาจจะดูเหมือนไม่ได้ผลเพราะน้ำหนักอาจจะไม่ลดเลย 55555

สิ่งที่บอกไปหนิงว่า หนิงบอกความเป็นจริงทั้งหมดนะคะ เพระบางทีปัจจัยที่จะทำให้คนลดความอ้วน หรือลดน้ำหนัก มันมีมากมายนัก จะให้โยคะมาช่วยเพียงอย่างเดียวคงไม่ค่อยเห็นผลนัก

ส่วนเรื่องการลดเฉพาะส่วน อันนี้ก็ไม่มีหลักฐานอะไรหรอกนะคะ คิดเองว่า คนเราจะลดเฉพาะส่วนมันคงจะทำได้เพียงระดับนึงเท่านั้น แต่สิ่งที่โยคะช่วยในเรื่องนี้คือ มันทำให้เราสมส่วนต่างหาก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนเดิมที่แต่ละคนมี คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากคนที่หุ่นแบบคนมีอันจะกิน ให้เปลี่ยนเป็นพวกไส้แห้งเหมือนดาราคงจะยาก แต่สิ่งที่หนิงเห็น และรับรู้ได้จากตัวเองคือ หุ่นมันสมส่วนขึ้น และส่วนเกินมันลดลงมาก บางคนบอกว่าหนิงไม่มีด้วยซ้ำ แต่หนิงว่าหนิงก็มีบ้างตามอายุอ่ะค่ะ เพราะถ้าโยคะสามารถทำได้ขนาดนั้นจริง สถาบันความงามคงอยู่ยาก และคนคงมาฝึกโยคะมากกว่านี้แล้วละ หากผลทำได้ขนาดนั้น อิอิ แต่สำหรับคนที่มีความเชื่อว่าโยคะสามารถทำให้เห็นผลได้ขนาดนั้นก็ดีแล้วนะคะ เพราะในเมื่อ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” การที่เราศรัทธาและเชื่อมั่น เราก็ประสบผลสำเร็จไปแล้วครึ่งนึงแน่ ๆ

เอาเป็นว่า เอาใจช่วยทุก ๆ คนนะคะ แต่เชื่อเหอะ สังขารก็คือสังขาร ไม่นานมันก็เหี่ยว ก็ย้อย 5555 แต่หากเราดูแลสุขภาพกายและใจ ได้ดี ความสุขที่มีอาจจะยืนยาวและมั่นคงกว่าเป็นไหน ๆ นะคะ…..

อุปสรรค 7 อย่างของการฝึกโยคะ

เชื่อไม๊ค่ะ ว่าการฝึกโยคะอุปสรรคเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว เลยทำให้ใครหลาย ๆ คนยังพลาดกับการฝึกโยคะกันอยู่ ซึ่งหนิงเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวนะคะ อิอิ จากประสบการณ์ที่เจอคำถามจากผู้ที่สนใจหรือแม้กระทั่งไม่ได้สนใจแแต่คิดไว้แล้วว่าเขามีอุปสรรคโน้น นี่ นั่น ตามเรื่องตามราว ….

DSC_4317

มาดูกันนะคะ ว่า 7 อย่างที่เป็นอุปสรรคในการฝึกโยคะมีอะไรกันบ้าง

  1. อายุ แน่นอนค่ะ อายุที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลกับการฝึกบ้าง แต่เชื่อไม๊ค่ะว่าจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนาอะไรเลย แค่ยอมรับกับร่างกายตัวเอง แล้วก็ปรับกันไป ฝึกเท่าที่ร่างกายเราทำได้คงจบนะคะ หนิงเองก็เริ่มฝึกแบบจริง ๆ ตอนอายุ 34 ปีไปแล้วค่ะ แต่มาตอนนี้เห็นบางคนเริ่มตอนห้าสิบกว่าก็ยังมีเลย ทำให้ที่เคยคิดว่าเราเริ่มช้ามันไม่ใช่ละ เราก็ยังเริ่มเร็วกว่าอีกหลาย ๆ คนเลยนะ ว่าแล้วเริ่มกัน ๆ นะคะ
  2. เพศ นี่ก็อีกเรื่องค่ะ เรามักเชื่อว่า ผู้ชายแข็งแรง ผู้หญิงอ่อนตัวดี แต่เชื่อไม๊ค่ะกับประสบการณ์ที่สอนมาหลายปี มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ ผู้ชายที่ตัวอ่อนกว่าผู้หญิงเยอะมาก และผู้หญิงที่คิดว่าตัวจะอ่อนแต่แข็งโป๊กยิ่งเยอะมากกว่าอีก เพราะผู้หญิงมาเข้าคลาสมากกว่าผู้ชายไง คริคริ ดังนั้น หนิงมองว่าเรื่องเพศไม่ได้เป็นอุปสรรคอีกเช่นกัน ขอแค่เข้ามา จริง ๆ นะคะ หนิงเองก็เป็นแบบนั้นนะคะ หนิงตัวแข็งมา ถ้าเทียบกับคุณสามีแล้ว จุดเริ่มต้นของสรีระเราต่างกันมากค่ะ แต่เขาก็ยังคิดว่าเขาตัวแข็งกว่าหนิงอยู่ เอาเป็นว่าปล่อยให้คิดไปละกัน เพราะอย่างน้อยเขาก็ฝึกแล้ว คริคริ
  3. น้ำหนัก หลายคนคิดว่าจะฝึกโยคะได้ไงตัวหนักขนาดนี้ อ้วนมาก บอกเลยว่า คนที่ถูกมองว่าอ้วน หรือคิดว่าตัวเองอ้วนบางคนสามารถฝึกโยคะท่าที่คนตัวผอม ๆ ร่างบาง ๆ บางทำทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่แน่นอนค่ะ ย่อมมีบางท่าที่คนอ้วนก็ควรจะต้องดูเช่นกันว่าเราสามารถฝึกได้หรือเปล่า แต่ไม่ได้บอกว่าฝึกโยคะไม่ได้นะคะ
  4. เวลา ก็เหมือนจะเข้าใจนะคะว่าคำว่า “ไม่มีเวลา” มันเป็นยังไง แต่เชื่อไม๊ค่ะว่า มนุษย์เราเนี่ย อัศจรรย์มากค่ะ ถ้าเราเห็นคุณค่ากับสิ่งไหนแล้ว เราจะสามารถจัดการมันได้เองค่ะ เพียงแค่เรายังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าและยังจัดการไม่ได้ เช่น ต้องส่งลูกเรียนพิเศษ ซึ่งจริง ๆ อ่ะนะความรับผิดชอบผู้เป็นแม่มันปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ แต่บางคนก็อัจฉริยะนะคะ ฝากเพื่อนผลัดกันไปรับไปส่ง สลับกับคุณสามีบ้าง มันก็เข้าสู่จุดสมดุลได้ อันนี้แค่ยกตัวอย่างนะคะ ไม่ได้เป็นข้อชี้แนะว่าต้องทำแบบนี้นะคะ อิอิ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด แต่หากวันนึงเรารู้สึกว่าเราต้องการมันมาก ๆ เราก็จะสามารถหาคำว่า “เวลา” ได้เอง อย่ารอให้ “มีเวลา” แต่ตอนนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้แล้วนะคะ
  5. ระยะทาง คำว่า “ใกล้” “ไกล” แต่ละคนมันแตกต่างกันค่ะ ก็คงเหมือนกับข้อก่อนหน้านั่นแหละค่ะ เท่าที่หนิงเคยทราบมา มีนักเรียนคนนึงที่เชียงใหม่ บ้านไกลมาก เดินทางเพื่อมาฝึกโยคะขาละชั่วโมงครึ่ง แถมหอบลูกมาด้วยอีกต่างหาก ซึ่งก็เข้าใจนะคะว่า เคสนี้ก็อาจจะมากไปนิด แต่รู้สึกว่า ถ้าคนที่ต้องการความใกล้หรือไกลไม่ใช่อุปสรรคเลยแม้แต่น้อย ไม่แน่ใจว่าเชื่อกันแบบนั้นป่าวนะคะ แต่หนิงเห็นหลายคนแล้วค่ะ บางครั้งก็ต้องแลกกันนะคะ ไม่มีอะไรที่เราจะได้ไปหมดทุกอย่างค่ะ
  6. ความคิด ตัวการสำคัญอีกอย่างที่เป็นอุปสรรคชัดเจนมาก ๆ ก็คิดเรื่องทั้งห้าข้อแรกนั่นแหละคะ คิดว่ายากคงฝึกไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มจะรู้เหรอค่ะ อีกอย่างการฝึกโยคะไม่ได้แข่งขันกับใครแม้กระทั่งตัวเองแล้วเอาอะไรมาวัดว่าเก่งหรือไม่เก่ง เราวัดกันด้วยสุขภาพที่ดีขึ้นมากกว่านะคะ อีกเรื่องคือไม่เคยเรียนมาก่อนคงเข้าเรียนไม่ได้หรอกเพราะเขาสอนกันมานานแล้ว แย่ละถ้าทุกคนคิดแบบนี้สตูโยคะคงอยู่กันลำบาก เพราะจะไม่มีนักเรียนหน้าใหม่เข้ามาเลย และที่เขาเข้ามาเรียนเพราะยังไม่รู้ไงค่ะ ถ้ารู้มากแล้วไม่ต้องมาเรียนหรอกค่ะฝึกเองที่บ้านอาจจะดีกว่านะ คริคริ
  7. ขี้เกียจ นี่แหละตัวการสำคัญที่สุด แม้กระทั่งหนิงเองยังเอามันออกยากมาก ไม่รู้ไปโดยคุนไสยหรือยาสั่งมาจากไหน มันบังคับตัวเองไม่ได้จริง ๆ แค่อยากนอน อยากอยู่เฉย ๆ ไม่่อยากออกแรง แต่จะว่าอยากอยู่นิ่งก็ไม่ใช่นะ ก็แค่ “ขี้เกียจ” ก็เท่านั้น คนที่มีวินัยสูง ๆ หนิงก็ว่าเขาก็ยังเป็นกัน ใครมีข้อแนะนำสำหรับเการแก้ปัญหาเรื่องนี้รบกวนเม้นท์กันมาเลยนะคะ อยากได้มาก ๆ ค่ะ เพราะตัวเองก็แก้ไม่ตกเหมือนกันค่ะ

เป็นไงบ้างค่ะ 7 อุปสรรค เห็นแล้วคงไม่ทำให้ท้อนะคะ เพราะสำหรับหนิงแล้ว ข้อไหน ๆ ก็คงสู้ข้อ 6 กะ 7 มะได้จริง ๆ ว่าแล้วก้อ ต้อง “สู้ สู้” นะคะ เอาใจช่วยทุกคนนะคะ สรุปแล้ว “คิดจะฝึกโยคะ ต้องเดินเข้าคลาสนะคะ”

ดีที่….ยอมนิ่ง

เรื่องบางเรื่องมันต้องใช้เวลานะหนิง เชื่อเถอะว่า วันนึงสิ่งที่เราตั้งใจและยืนหยัด มันจะทำให้เขาเห็นกันเอง เราต้องหนักแน่นในสิ่งที่เราคิดและตั้งใจนะ

Healthy Ning, Yoga Phuket โยคะครูหนิง

นี่เป็นคำพูดของทั้งครู สามี และเพื่อนสนิทได้เตือนสติหนิงไว้ในวันที่เรามีปัญหา หนิงอาจจะจำทุกคำที่ทุกคนบอกมาได้ไม่หมดทุกคำพูด แต่สิ่งที่เขียนไว้ตอนต้นนั้นเป็นเนื้อหาบางส่วนที่มันทำให้หนิงกลับไปคิดทบทวนตัวเอง

มันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะคะ ว่าสิ่งที่หนิงทำอยู่ทุกวันนี้ ที่บอกกับทุก ๆ คนว่า

“ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ”

หนิงก็ยังคงต้องกินต้องใช้ ยังจำเป็นที่ต้องมีรายได้ประมาณนึงเพื่อดูแลรับผิดชอบกับหลาย ๆ อย่าง หนิงยังคงมีหนี้สินก้อนใหญ่ที่เป็นภาระหนักอึ้ง ยังคงต้องเสียค่าประกันชีวิต ยังคงต้องจ่ายเงินเดือนให้กับแม่บ้าน และอีกหลาย ๆ สิ่งที่ต้องทำ เพราะมันคือ “หน้าที่” เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้หนิงเองเคยเข้าขั้น “จิตตก” เพราะเมื่อถึงวันนึง สตูดิโอโยคะเริ่มเปิดขึ้นมากมาย จนเกือบเรียกได้ว่า “เป็นดอกเห็ด” ทำให้ผู้ฝึกกับหนิงหลายคนเปลี่ยนที่ฝึก เนื่องจากความสะดวกในการเดินทาง และความชอบที่แตกต่างกันไป ยอมรับว่าช่วงนั้น เริ่มมีความเครียดและเกิดความลังเลขึ้นบ้าง ว่าเราจะเปลี่ยนแนวคิดตัวเองทำแบบเอาใจตลาดดีไม๊  5555

ว่าแล้วก็ จะเอาไงดีกับชีวิตดีเนี่ย ขอปรึกษากับครูผู้มีประสบการณ์ กับสามี และเพื่อนสนิทก่อนดีกว่าเผื่อให้ข้อคิดอะไรดี ๆ  และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทุกคนให้ข้อคิดอะไรต่าง ๆ มากมาย สรุปคือ “เวลา” จะเป็นตัวบ่งบอกอะไรหลาย ๆ อย่างเอง อย่าเพิ่งไปตื่นตระหนกกับการเปลี่ยนแปลงเพราะแนวทางที่เราเลือกมันเป็นแนวที่สุดท้ายแล้วมันเลี่ยงไม่ได้เลย กับการฝึกแบบถนอมร่างกาย

หลังจากที่ได้ปรึกษาไปแล้ว หนิงก็มาคิดทบทวนกับความคิดตัวเอง เริ่มตั้งหลักใหม่ ถามตัวเองว่า “สรุปแล้วตอนนี้เราจะยังยึดในหลักการหรือจะปรับตัวไปตามสถานการณ์เพื่อหารายได้” คำตอบตัวเองมันผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนว่า “เราต้องยึดในหลักการสิ” ถ้ารู้อยู่แล้วว่าการที่เราเปลี่ยนตัวเอง ต้องเปลี่ยนแนวการสอน ถ้าต้องทำจริง เราจะทำได้เหรอเพราะมันค้านกับความคิดความรู้สึกของเราโดยสิ้นเชิง และตอนนี้เราจะทำทุกอย่างเพื่อนเงินแล้วเหรอเนี่ย มันไม่ใช่นะ แล้วเราขัดสนเขนาดนั้นเลยเหรอ ก็ไม่ใช่อีก เหตุผลมันก็ตอบตัวมันเองแล้วอ่ะนะ คงต้องรอ “เวลา” สินะ

สุดท้ายไม่นาน ก็เกือบปีกับความรู้สึกนั้น หนิงก็ได้รับรู้ถึงคำที่ทุกคนบอกแล้ว มันไม่นานด้วยซ้ำ กับเวลาที่รอคอย ยังมีอีกหลายคนที่ยังต้องการการสอนแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกดีนะคะ ที่เราได้ยินเสียงคนที่มีปัญหาร่างกาย บอกว่ามาฝึกแล้วดีขึ้น บอกว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ว่าสอนแบบนี้ไม่งั้นมาเรียนนานแล้ว และอีกมากมาย ผู้ฝึกถึงไม่ได้เยอะมากมายแต่ก็ใช่ว่าน้อย การที่เราได้ทำ “ตามฝัน” ได้ทำใน “สิ่งที่รัก” มันคงหาไม่ได้อีกแล้ว

หลังจากนี้ไป ไม่ว่าพายุจะกระหนำแค่ไหน ผู้หญิงชื่อ “หนิง” คนนี้จะแน่วแน่กับความคิดที่ได้ “เลือก” แล้วต่อไป และยืนหยัดที่จะ “ทำด้วยรัก สอนด้วยใจ” ดีนะ … ที่ยอมนิ่ง อิอิ

กลิ่นกาย….

ต่อเนื่องหลังจากเรื่อง “เหงื่อ” เข้ากันดี อิอิ เลยขอพูดถึงเรื่อง “กลิ่น” ที่อาจจะเกิดขึ้นจากเหงื่อที่ออกนะคะ แหะแหะ พอพูดถึงจุดนี้หลายคนคงจะนึกภาพหรือเรียกว่าสภาพ (น่าจะเห็นภาพกว่า) ตัวเองออกนะคะ ว่ามันเป็นยังไง 5555 แต่ละคน คงจะต่างคนต่างกลิ่นกันไป ก็มันเป็นฟีโรโมนของแต่ละคนนี่นาอย่าได้แคร์ค่ะ

Healthy Ning Yoga Phuket (โยคะครูหนิงภูเก็ต)

ช่วงแรก ๆ หนิงว่าเกือบทุกคนนะคะ ที่จะรู้สึกว่ากลิ่นเหงื่อตัวเอง “เหม็น” ไม่แน่ใจนะคะว่าคนอื่นจะรับรู้กลิ่นตัวเองไม๊ แต่หนิงว่าของหนิงชัดมากอ่ะ อายเหมือนกันนะคะ เพราะรู้สึกว่ามันแรงใช่ย่อยเลย แต่หนิงก็รู้สึกว่ากลิ่นมันค่อย ๆ จางลงไป พอ ๆ กับรสของเหงื่อเหมือนกันนะคะ แรก ๆ ก็เหงื่อเค็ม ช่วงหลัง ๆ ก็เหมือนจะจืดลง กลิ่นก็เหมือนกันเลยค่ะ แรก ๆ แรงมากไม่ค่อยกล้านั่งใกล้ใครเลยอ่ะตอนที่ยังไม่ได้ล้างตัว

ครูและพี่บางท่านเคยบอกว่า แรก ๆ เหงื่อเราอาจจะยังไม่บริสุทธิ์พอ ทำให้กลิ่นแรง และอาจจะบวกกับการทานอาหารที่เราทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากอยู่ทำให้กลิ่นสาบรุนแรง ถ้าไม่อยากให้กลิ่นแรงก็พยายามออกเหงื่อบ่อย ๆ ดื่มน้ำให้มาก และลดการทานปริมาณเนื้อสัตว์ลง หนิงไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกันจริงหรือเปล่านะคะ แต่สำหรับหนิงเองก็คิดว่าเป็นเช่นนั้นค่ะ ต้องลอง ต้องลองกันนะคะ

เมื่อมีกลิ่นแล้ว จึงทำให้หลายคนกังวล ตัวหนิงเองก็เคยเป็นนะคะ เคยคิดที่จะหาสเปรย์หรือโรลออนเพื่อมาดับกลิ่น เพราะเกรงใจผู้ฝึกอ่ะค่ะ บางที่สอนเกือบตลอดก็คงมีบ้าง แต่หนิงก็รู้ดีว่า บางครั้งการเลือกกลิ่นของเครื่องหอมต่าง ๆ คงมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ก็เราใช้แล้วไปอยู่ใกล้คนที่ไม่ชอบเขาก็คงรู้สึกแย่พอ ๆ กับกลิ่นเหงื่อเรานั่นแหละ งั้นไม่ใช่ดีกว่า (ไม่เปลือง 55555) แต่หนิงก็ยังสังเกตุว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกหรือผู้สอน ก็น่าจะยังกังวลกับ “กลิ่นกาย” ตัวเอง จึงใช้เครื่องหอมช่วยไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังฝึก หนิงว่าเรายอมให้มันเป็นไปตามธรรมชาติน่าจะดีเหมือนกันนะคะ เพราะบางทีเวลากลิ่นเครื่องหอมมันรวมกับกลิ่นเฉพาะตัวแล้ว มันเพี้ยนออกกลิ่นอื่นได้อ่ะ อิอิ…. แถมส่วนใหญ่เป็นกลิ่นสังเคราะห์มีเคมีเข้าตัวอีก เราอยู่แบบธรรมชาติกันดีกว่านะคะ จริง ๆ นะ หนิงไม่เคยรังเกียจกลิ่นนักเรียนเลย ยอมรับว่าได้กลิ่นนะคะ (ไม่อยากโกหกอ่ะ) แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ เชื่อเหอะ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราในอนาคตค่ะ

ว่าแล้วก็อย่างน้อยช่วงที่เราฝึก เรางดใช้เครื่องหอมกันดีกว่านะคะ …. ตัวเธอ